ผลสำรวจ Global Customer Tech Outlook 2023 จากเร้ดแฮท เผยว่า ความปลอดภัยมีความสำคัญสูงสุด ในเวลาที่การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Red Hat Global Customer Tech Outlook 2023

ผลสำรวจ Global Customer Tech Outlook 2023 จากเร้ดแฮท เผยว่า ความปลอดภัยมีความสำคัญสูงสุด ในเวลาที่การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

บทความโดย สุพรรณี อำนาจมงคล, ผู้จัดการประจำประทศไทย, เร้ดแฮท

Global Tech Outlook 2023 ผลสำรวจครั้งที่ 9 ของเร้ดแฮท และเช่นเดียวกับหลายปีที่ผ่านมา เร้ดแฮทสำรวจข้อมูลว่าองค์กรต่าง ๆ อยู่ ณ จุดใดในการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน การจัดลำดับความสำคัญของเงินลงทุนด้านไอทีและด้านที่ไม่เกี่ยวกับไอที และความท้าทายต่าง ๆ ที่องค์กรกำลังเผชิญอยู่ โดยทำการสำรวจผู้นำด้านไอทีมากกว่า 1,700 รายทั่วโลกจากอุตสาหกรรมหลากหลาย เพื่อช่วยให้เข้าใจแง่มุมใหม่ ๆ ด้านการใช้เทคโนโลยีและติดตามแนวโน้มต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ต่อไปนี้เป็นแนวโน้มและข้อมูลที่น่าสนใจที่ได้จากรายงานฉบับนี้ และผลสำรวจเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป

ไม่แปลกใจความปลอดภัยยังคงมีความสำคัญเป็นลำดับแรก

ความปลอดภัยยังคงเป็นความสำคัญสูงสุดของการจัดสรรงบประมาณด้านไอทีของทุกภูมิภาค และเกือบทุกอุตสาหกรรม ผู้ตอบแบบสอบถาม 44% ยกให้ความปลอดภัยเป็นหนึ่งในสามอันดับแรกของการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งสูงกว่าด้านโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ซึ่งสำคัญเป็นลำดับสอง โดยแบ่งความสำคัญของการจัดสรรงบประมาณด้านความปลอดภัยออกเป็น ความปลอดภัยของเน็ตเวิร์ก (40%) ความปลอดภัยของคลาวด์ (38%) เป็นสองลำดับแรกที่สำคัญสูงสุด และลำดับที่มีความสำคัญน้อยที่สุดสองด้าน คือการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนหรือบุคคลภายนอก (12%) และความปลอดภัยหรือการปฏิบัติตามกฎระเบียบของพนักงาน (13%) 

ความปลอดภัยยังคงมีความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ โดยความปลอดภัยบนคลาวด์จัดอยู่ในลำดับแรกในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ (42%) ความปลอดภัยและความสมบูรณ์ของข้อมูลแซงหน้า AI/ML ขึ้นเป็นความสำคัญเป็นอันดับแรกในเรื่องของการวิเคราะห์ด้านเงินทุน (45%) ระบบอัตโนมัติด้านความปลอดภัย (35%) เบียดแซงหน้าระบบอัตโนมัติด้านบริการคลาวด์ (33%) และระบบอัตโนมัติด้านเน็ตเวิร์ก (30%) ขึ้นเป็นความสำคัญสูงสุดในเรื่องของระบบอัตโนมัติ และ 3 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าได้ลงทุนด้านความปลอดภัยในการเข้าใช้งานโดยแอปพลิเคชันหนึ่งไปยังแอปพลิเคชันหนึ่ง หรือแอปพลิเคชันไปยังแหล่งข้อมูลอื่น หรือทั้งสองอย่าง “เพิ่มขึ้นบ้าง” หรือ “เพิ่มขึ้นอย่างมาก” 

คำถาม: ในอีก 12 เดือนข้างหน้า บริษัทของคุณให้ความสำคัญด้านใดในเรื่องของการลงทุนสำหรับบิ๊กดาต้าและการวิเคราะห์ต่าง ๆ

การจัดลำดับความสำคัญในการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันเปลี่ยนไป

แม้ว่าเส้นทางการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันของบริษัทต่าง ๆ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปมากนักจากปีที่แล้ว แต่ลำดับความสำคัญสูงสุดของการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันสองอันดับแรกกลับเปลี่ยนไปอย่างมาก ในอดีตการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องใช้นวัตกรรม อย่างไรก็ตาม การสำรวจครั้งนี้พบว่านวัตกรรมไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป เนื่องจากการรักษาความปลอดภัยกลับขึ้นมาติดอันดับสูงสุดแทน โดยเพิ่มขึ้น 3 จุดจากการสำรวจครั้งที่ผ่านมาเป็น 20% ส่วนคำตอบที่เลือกนวัตกรรมนั้นลดลงไป 5 จุด เหลือเพียง 19% ที่ระบุว่านวัตกรรมมีความสำคัญสูงสุดในการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน 

คำถาม: ข้อใดต่อไปนี้อธิบายถึงลำดับความสำคัญสูงสุดในการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันของบริษัทคุณได้เหมาะสมที่สุด

เรามีทฤษฎีบางประการเกี่ยวกับสาเหตุที่นวัตกรรมได้รับความสนใจน้อยลงในแต่ละปี คำถามในการสำรวจครั้งที่ผ่านมา อนุญาตให้ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกลำดับความสำคัญได้หลายข้อ แต่ในครั้งนี้เราได้ขอให้เลือกลำดับความสำคัญได้ข้อเดียวจากตัวเลือกที่มีให้ เพื่อดูว่าการจำกัดโฟกัสให้แคบลงจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมือนหรือแตกต่างกัน จากภัยคุกคามด้านความปลอดภัยระดับสูงและการละเมิดข้อมูลจำนวนมากที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมาทำให้การรักษาความปลอดภัยกลับมามีความสำคัญสูงสุดอีกครั้งตามที่ควรจะเป็น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการสำรวจแสดงให้เห็นว่ามีจำนวนบริษัทที่อยู่ในช่วงเร่งความพยายามในการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันเพิ่มขึ้น (ปัจจุบันอยู่ที่ 23%) ซึ่งหมายความว่า บริษัทต่าง ๆ จะยังคงดำเนินแผนงานด้านนวัตกรรมไปอย่างต่อเนื่อง

การขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดต่อการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน

เช่นเดียวกับการสำรวจครั้งที่ผ่านมา ปัญหาที่บริษัทต่าง ๆ พบบ่อยที่สุดในการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันคือช่องว่างด้านความสามารถและทักษะ ผู้นำด้านไอทีเข้าใจดีว่า ความคืบหน้าในโครงการสำคัญที่เน้นระบบอัตโนมัติด้านไอที ความปลอดภัย และ AI/ML มากขึ้นอาจจะหยุดชะงักลงได้ หากขาดทักษะและความสามารถที่เหมาะสม นอกจากนี้ วัฒนธรรมองค์กร ผู้คน และกระบวนการล้วนมีความสำคัญต่อความสำเร็จในการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันเฉกเช่นเดียวกันกับเทคโนโลยี

37% ของผู้ตอบแบบสำรวจเลือกทั้งกลยุทธ์ด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันและการฝึกทักษะด้านเทคนิค/เทคโนโลยีเป็นวัตถุประสงค์หลักในการจัดลำดับความสำคัญด้านเงินทุนที่ไม่ใช่ด้านไอที โดยมีการฝึกอบรมทักษะบุคลากรและกระบวนการอยู่ในอันดับที่สาม (30%) ตามมาด้วยการจ้างงานและรักษาพนักงานไอทีหรือนักพัฒนา (28%)  ส่วนลำดับความสำคัญสูงสุดด้านเงินทุนที่ไม่ใช่ไอทีสำหรับการสำรวจครั้งนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับการยกระดับทักษะและบุคลากร ซึ่งอาจสะท้อนถึงสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงและตลาดแรงงานที่ตึงตัว ซึ่งบีบให้บริษัทต่าง ๆ ต้องมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นในการกำหนดกลยุทธ์และลำดับความสำคัญ ตลอดจนวิธีการสรรหาบุคลากร รักษาและยกระดับทักษะพนักงานของตน

คำถาม: ในอีก 12 เดือนข้างหน้า สิ่งที่อยู่ในลำดับความสำคัญสูงสุดในเรื่องของเงินทุน ที่ไม่เกี่ยวกับโซลูชันหรือผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีไอทีของบริษัทคุณคืออะไร

ผลสำรวจอื่นจากรายงานนี้

รายงานฉบับนี้มีข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมอีกมาก เช่น กลยุทธ์ด้านคลาวด์, ข้อมูลอุตสาหกรรม, แผนการทำงานแบบอัตโนมัติ และอื่น ๆ  สำหรับการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับวิธีที่องค์กรต่าง ๆ วางแผนที่จะปรับปรุงแนวทางด้านไอทีให้ทันสมัย กรุณาเข้าอ่านได้ที่ 2023 Global Tech Outlook 

วิธีการสำรวจ

เร้ดแฮทสำรวจผู้นำด้านไอที 1,703 คน ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน 2565 โดยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามทำงานในบริษัทที่มีรายได้มากกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ผู้ตอบแบบสำรวจประกอบด้วยลูกค้าส่วนหนึ่งของเร้ดแฮทและบุคคลอื่นจากกลุ่มอุตสาหกรรมที่หลากหลาย

What’s Next for Future Enterprise: Building Resilience in 2023 and Beyond

องค์กรธุรกิจแห่งอนาคตต้องเคลื่อนไหวต่อไปอย่างไร: จะสร้างความยืดหยุ่นให้เกิดขึ้นในปี 2566 และในอนาคตได้อย่างไร

What’s Next for Future Enterprise: Building Resilience

Marjet-Andriesse

Article by: Marjet Andriesse, Senior Vice President and General Manager, Red Hat APAC

As we emerge from the pandemic, issues like inflation, geopolitical tensions, and disrupted supply chains are putting a damper on economic recovery. A report from the Kasikorn Research Center predicts that the economic outlook in 2023[1], Thai GDP will expand in the range of 3.2-4.2%, with the primary recession still coming from the recovery of the tourism sector. In comparison, exports tend to slow down in line with the global economy, even without looking at the global economic recession but more opportunities because there are many risk factors to monitor, including inflation, interest rate hikes and the economic slowdown of trading partners in many countries.

Enterprises today are walking a fine line. They need to plan and spend judiciously in the short-term to ensure profitability, while simultaneously taking big bets that will pay off in the long-term when we emerge from the bear market. In effect, organizations aren’t just planning for 2023 but also for 2030! 

A crucial question that businesses need to ask themselves is: What’s Next? 

What’s next with respect to customer needs? What’s next for product innovation? And what’s next for the business as a whole?

While exploring this vast unknown is a daunting task, companies that can effectively cut through will be primed to emerge from the pandemic stronger and more resilient. 

Technology – the great equalizer 

In the short-term, technology has played the role of an enabler that kept businesses operating during the crisis by enabling remote work, agile business, and external digital engagement. In the long-term, organizations will need to leverage technology to underpin every single process, initiative or value chain as they journey to become the Future Enterprise.

Smart enterprises today will re-prioritizing to invest in digital-first customer engagements, process automation and augmentation, data and analytics, and agile DevOps drive innovation in new business and operating models.

As we move ahead, digital will be the equalizer that will fast-track organizations’ path to recovery and lead Future Enterprises to be platform-enabled, ecosystem-centric, and innovation-driven.  

Building a resilient business 

The pace of change in Asia Pacific is both daunting and exciting. In the last few years, digital disruption has made nearly every industry sit up and re-evaluate their strategy.

The organizations that were already well into their digital transformation journey managed to overcome evolving challenges with greater efficiency and improved productivity. In addition, organizations with a reliable digital foundation were also able to minimize pandemic induced disruption. 

Open source is crucial for building a digital foundation that will help organizations minimize such disruptions with improved resiliency and customer experience in the future. 

CIMB Thai Bank Public Company Limited is one of the Thai organizations that has embraced Red Hat’s open source solutions and platforms to help provide services with flexibility, scalability, and resiliency. These have enabled the bank to accomplish its vision of becoming the leading digital bank in ASEAN. While Kasikorn Bank, the leading digital bank in Thailand, with KBTG, the bank’s IT arm, uses Red Hat’s open source solutions to optimize core infrastructure and leverage open source platforms to streamline processes, reduce time to systems provision and deploy applications from three days to within a day, thereby accelerating delivery of new applications and features.

A resilient digital infrastructure the foundation of innovation 

Future Enterprises need a modern digital infrastructure that is flexible, agile, and infinitely scalable to deliver digitally enabled products, services, and pervasive experiences.  

According to IDC ICT Predictions[2], more and more enterprises in Asia are heading towards their digital-first state. By 2023, one in three companies will generate more than 30% of their revenues from digital products and services, as compared to 1 in 5 in 2020.

In order to achieve this state, it is essential that People, Processes and Technology be aligned. Open source can pave the way as the innovation driver as it brings together people with diverse experiences to work together to solve a common challenge and spark new ideas.

While the world is now firmly anchored in a digital-first economy, the economic and business outlook for the next few years remains highly fluid because of a growing range of global and macro economic challenges. An enterprise’s success in the next 12-36 months will be defined by how well it navigates these crosswinds. 

It’s time to ask: What’s next? 

[1]  https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-econ/economy/Pages/KR-Press-19-12-22-pp.aspx

[2] Source:  IDC FutureScape: Worldwide Top ICT Predictions – Asia/Pacific (Excluding Japan) Implications, November 2021

องค์กรธุรกิจแห่งอนาคตต้องเคลื่อนไหวต่อไปอย่างไร: จะสร้างความยืดหยุ่นให้เกิดขึ้นในปี 2566 และในอนาคตได้อย่างไร

องค์กรธุรกิจแห่งอนาคตต้องเคลื่อนไหวต่อไปอย่างไร: จะสร้างความยืดหยุ่นให้เกิดขึ้นในปี 2566 และในอนาคตได้อย่างไร

องค์กรธุรกิจแห่งอนาคตต้องเคลื่อนไหวต่อไปอย่างไร: จะสร้างความยืดหยุ่นให้เกิดขึ้นในปี 2566 และในอนาคตได้อย่างไร

Marjet-Andriesse

บทความโดย มาร์เจ็ท แอนเดรส, รองประธานและผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก, เร้ดแฮท

แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดเริ่มคลี่คลายแล้ว แต่ปัญหาต่าง ๆ เช่น เงินเฟ้อ ความตึงเครียดทางการเมือง และซัพพลายเชนที่ประสบกับความยุ่งยาก กำลังส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ รายงานจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า ทิศทางเศรษฐกิจในปี 2566[1] จีดีพีไทยจะขยายตัวในช่วง 3.2-4.2% โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักยังคงมาจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ขณะที่การส่งออกมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามเศรษฐกิจโลก โดยแม้ยังไม่มองการเกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย แต่โอกาสมีมากขึ้น เนื่องจากมีหลายปัจจัยเสี่ยงให้ติดตามทั้งเงินเฟ้อ การขึ้นดอกเบี้ย และภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าหลายประเทศ

การดำเนินธุรกิจในปัจจุบันต้องทำอย่างระมัดระวัง มีการวางแผนและจัดระเบียบการใช้จ่ายระยะสั้นอย่างรอบคอบ เพื่อให้สามารถทำกำไรได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องวางเดิมพันครั้งใหญ่ควบคู่กันไป เพื่อให้ได้ผลตอบแทนในระยะยาวเมื่อฟื้นตัวจากตลาดที่ประสบกับภาวะตกต่ำมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นองค์กรต่าง ๆ จะต้องวางแผนยาวไปจนถึงปี 2573 ไม่ใช่เพียงแผนสำหรับปี 2566 เท่าน้้น 

คำถามสำคัญที่ธุรกิจทั้งหลายต้องถามตัวเองคือ จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

ต่อจากนี้ความต้องการของลูกค้าจะเป็นอย่างไร นวัตกรรมด้านการผลิตจะเป็นอย่างไร และภาพรวมของธุรกิจจะเป็นไปในทิศทางใด

เป็นการยากที่จะรับมือกับการวิเคราะห์สิ่งที่ไม่เคยรู้จักมากมายดังกล่าวนี้ แต่บริษัทที่สามารถวิเคราะห์ได้เร็ว และมีประสิทธิภาพจะพร้อมฟื้นตัวจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดได้อย่างแข็งแกร่งและยืดหยุ่นกว่า

เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือปรับสมดุลที่ยอดเยี่ยม

ในระยะสั้น เทคโนโลยีมีบทบาทในการช่วยให้ธุรกิจดำเนินกิจการต่อไปได้ในระหว่างเกิดวิกฤต ด้วยการช่วยให้ทำงานจากระยะไกลได้ ช่วยให้ธุรกิจมีความคล่องตัว และมีส่วนร่วมภายนอกองค์กรผ่านช่องทางดิจิทัล ในระยะยาว องค์กรต่าง ๆ ย่อมต้องการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เพื่อเป็นฐานที่แข็งแกร่งให้กับกระบวนการทำงานทั้งหมด ความคิดริเริ่ม หรือ ห่วงโซ่ที่เชื่อมโยงขั้นตอนการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าและบริการตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงมือผู้บริโภค (value chain) ซึ่งสนับสนุนการเดินบนเส้นทางสู่การเป็นองค์กรแห่งอนาคตของตน

องค์กรธุรกิจที่ชาญฉลาดในปัจจุบันจะจัดลำดับความสำคัญใหม่ เพื่อการลงทุนที่ให้ลูกค้ามีส่วนร่วมผ่านช่องทางดิจิทัลเป็นหลัก, กระบวนการอัตโนมัติและการปรับขยายเสริมข้อมูล, ข้อมูลและการวิเคราะห์ และ DevOps ที่มีความคล่องตัวจะขับเคลื่อนนวัตกรรมในธุรกิจและรูปแบบการทำงานใหม่ ๆ

ในขณะที่ธุรกิจเดินหน้า ดิจิทัลจะเป็นเครื่องมือปรับสมดุลที่เป็นทางลัดให้องค์กรฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว และช่วยให้องค์กรแห่งอนาคตทั้งหลายให้ใช้แพลตฟอร์ม, มีระบบนิเวศเป็นศูนย์กลางการทำงาน และขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

สร้างธุรกิจที่ยืดหยุ่น

ก้าวแห่งการเปลี่ยนแปลงในเอเชียแปซิฟิกนั้นทั้งยากที่จะรับมือและน่ากังวล การที่ดิจิทัลเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ทำให้อุตสาหกรรมเกือบทุกแขนงต้องหยุดทบทวนและประเมินกลยุทธ์ของตนใหม่

องค์กรที่อยู่ในเส้นทางการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเรียบร้อยแล้ว สามารถก้าวข้ามความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น และมีโครงสร้างทางดิจิทัลที่มั่นคงที่สามารถลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดให้เหลือน้อยที่สุดได้

โอเพ่นซอร์สสำคัญต่อการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างยิ่ง สามารถช่วยองค์กรลดผลกระทบต่าง ๆ เหล่านี้ได้มาก โดยมอบความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น และมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้มากขึ้นในอนาคต

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในองค์กรไทยที่ได้นำโซลูชันและแพลตฟอร์มด้านโอเพ่นซอร์สของเร้ดแฮท เข้ามาช่วยให้บริการมีความคล่องตัว ปรับขนาดการทำงานได้ และยืดหยุ่น สามารถรองรับปริมาณงานพัฒนาแอปพลิเคชันจำนวนมากได้ทั้งบนคลาวด์ และระบบภายในองค์กร ตอบโจทย์วิสัยทัศน์ในการเป็นธนาคารดิจิทัลระดับแนวหน้าในอาเซียนของธนาคารได้อย่างประสบผลสำเร็จ ในขณะที่ธนาคารกสิกรไทย ผู้นำด้านธนาคารดิจิทัลในประเทศไทย โดย KBTG หน่วยงานด้านไอทีของธนาคารได้ใช้โซลูชันด้านโอเพ่นซอร์สของเร้ดแฮท เพิ่มประสิทธิภาพให้กับโครงสร้างพื้นฐานหลัก และใช้แพลตฟอร์มโอเพ่นซอร์ส เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับกระบวนการต่าง ๆ ซึ่งช่วยลดเวลาในการจัดเตรียมระบบและการออกแอปพลิเคชันจากสามวันเหลือเพียงวันเดียว ทำให้ส่งมอบแอปพลิเคชันและฟีเจอร์ใหม่ ๆ ได้เร็วขึ้น

โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยืดหยุ่นคือรากฐานของนวัตกรรม

องค์กรแห่งอนาคตต้องมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ทันสมัยที่มีความยืดหยุ่น คล่องตัว และปรับขนาดการทำงานได้ไม่จำกัด เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ที่กว้างขวาง ผ่านช่องทางดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

IDC ICT Predictions[2] คาดการณ์ว่าจะมีองค์กรธุรกิจในเอเชียมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่วางแผนและดำเนินกลยุทธ์และกิจกรรมที่เริ่มต้นด้วยดิจิทัลตั้งแต่เริ่มแรก (digital-first) มากขึ้นเรื่อย ๆ และคาดการณ์ว่าภายในปี 2566 จะมีอัตราบริษัทหนึ่งในสามบริษัท ที่สร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์และบริการดิจิทัลมากกว่า 30% ของรายได้ทั้งหมด เทียบกับอัตราส่วน 1 ใน 5 ของปี 2563

สิ่งที่จำเป็นมากเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย digital-first คือ คน กระบวนการ และเทคโนโลยี ต้องสอดคล้องกัน โอเพ่นซอร์สเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนนวัตกรรมและสามารถปูทางสู่ความสำเร็จนี้ได้ เพราะโอเพ่นซอร์สนำคนที่มีประสบการณ์หลากหลายมาทำงานร่วมกันเพื่อแก้ความท้าทายที่พบเจอเหมือนกัน และจุดประกายแนวคิดใหม่ ๆ

ในขณะที่โลกในปัจจุบันให้ความสำคัญอย่างเหนียวแน่นกับเศรษฐกิจแบบ digital-first ซึ่งเศรษฐกิจแบบนี้และแนวโน้มทางธุรกิจในอีกสองสามปีต่อจากนี้ยังคงมีความผันผวนสูง เพราะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจระดับโลกและเศรษฐกิจมหภาคเพิ่มมากขึ้น ความสำเร็จขององค์กรในอีก 12-36 เดือนนับจากนี้จะถูกกำหนดด้วยความสามารถขององค์กรนั้น ๆ ว่าจะสามารถจัดการกับความท้าทายที่ปะทะเข้ามาเหล่านี้ได้ดีเพียงใด

องค์กรธุรกิจต้องถามตัวเองว่า จะเคลื่อนไหวต่อไปอย่างไร

[1] https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-econ/economy/Pages/KR-Press-19-12-22-pp.aspx

[2]  Source:  IDC FutureScape: Worldwide Top ICT Predictions – Asia/Pacific (Excluding Japan)  Implications, November 2021

CIMB Thai Bank and KASIKORN Business-Technology Group Announced as Winners of the Red Hat APAC Innovation Awards 2022 for Thailand

CIMB Thai Bank และ KBTG สององค์กรไทย ได้รับรางวัล APAC Innovation Awards ประจำปี 2565 จาก Red Hat

CIMB Thai Bank and KASIKORN Business-Technology Group Announced as Winners of the Red Hat APAC Innovation Awards 2022 for Thailand

The winners were recognized for using Red Hat open source to enhance customer experiences and to boost productivity to adapt in a fast-changing business landscape

Red Hat, Inc., the world’s leading provider of open source solutions, today announced the winner of the Red Hat APAC Innovation Awards 2022 for Thailand. CIMB Thai Bank and KASIKORN Business-Technology Group (KBTG) were honored at the Red Hat Summit: Connect today for leveraging Red Hat solutions to enhance their customers’ experiences and accelerate their infrastructure team’s productivity in an evolving business landscape.

In line with this year’s theme of “Explore what’s next”, the Red Hat Summit: Connect celebrates organizations’ ability to adapt to rapidly changing business environments, transform their business models and deliver better experiences to customers with open source. This year, the Red Hat APAC Innovation Awards recognizes the digital transformation success of 26 organizations in the region for their creative use of Red Hat solutions to stay ahead of industry trends and customer needs.

In today’s fast changing business environment, agility and innovation are crucial for business success. According to Red Hat’s State of Enterprise Open Source 2022 report, 95 percent of Asia Pacific enterprises say that open source is important to their organization’s overall enterprise infrastructure software strategy, helping them stay nimble and respond to changing customer demands in the long run.

The winners showcased the positive impact of their Red Hat deployments to support their business vision, workplace culture, industry and communities. They demonstrate how open source tools and culture have the power to accelerate business processes, enhance productivity, stimulate innovation and address future challenges.

The awards comprise five categories: Digital Transformation, Hybrid Cloud Infrastructure, Cloud-native Development, Automation and Resilience.

Category: Digital Transformation and Hybrid Cloud Infrastructure
Winner: CIMB Thai Bank

CIMB Thai Bank Public Company Limited (CIMB Thai Bank), envisions becoming a leading digital bank within ASEAN and aims to shape itself as a high-performing sustainable organization to advance customers and society through leveraging best-in-class financial solutions, ASEAN networks and technology. Today, CIMB Thai Bank is the 8th largest commercial bank in Thailand and is listed on the Stock Exchange of Thailand.

To fulfill their vision of becoming a leading digital bank and better meet the demands of their digitally savvy customers, CIMB Thai Bank prioritized the development of digital banking solutions, such as e-payments and cross bank transfer services. In their initial efforts to build these solutions, CIMB Thai Bank wanted to accelerate their development cycles as their digital infrastructure needed to support a higher volume of workloads. In order to ensure the building and scaling of innovative applications, and to deliver these apps at accelerated speeds, CIMB Thai Bank identified the need for a new digital banking platform.  CIMB Thai Bank leveraged open source solutions Red Hat OpenShift and Red Hat OpenShift on AWS (ROSA) to provide the new banking platform’s agility, scalability and resiliency to support high development volumes on both cloud and on-premise environments.

The solutions have managed to speed up the delivery of new digital banking solutions which has also contributed to improvements in their customer experience scores. The Bank’s infrastructure team has also experienced cost savings, and now has greater flexibility to build more digital business functions and leverage new technologies thanks to the benefits offered by open source solutions.

Category: Digital Transformation and Cloud-Native Development
Winner: KASIKORN Business-Technology Group (KBTG)

KASIKORNBANK (KBank) is a banking group founded in 1945 that provides services to a comprehensive set of consumers, including commercial and corporate banking products such as foreign exchange, lending, credit card, and personal-home-car loan and hire purchases. KBank is currently Thailand’s number one mobile banking provider with more than 18.6 million users on K PLUS. As of 2022, KBank is ranked the fourth highest bank in Thailand in terms of assets and deposits, and ranked third in terms of loans market share. KBTG is the dedicated IT arm of the bank that maintains its digital infrastructure and develops technology for the future of KBank.

To maintain their leadership as Thailand’s top digital banking provider and to support continuous business growth, KBTG looked to further modernize their digital infrastructure and continue delivering a broader range of digital services and offerings. KBTG sought greater flexibility and agility than its previous platform, in order to deploy more services and applications that would keep pace with the rapid growth of digital transactions. This required KBTG to enhance their platform to speed up the time-to-market for digital channel services and products. In January 2022, KBTG expanded their use of open source solutions Red Hat OpenShift and Red Hat Advanced Cluster Management, which helped orchestrate, build and deploy new applications on-premise quickly by modernizing key infrastructure technologies such as programming languages and containers. Leveraging Red Hat’s solutions enabled KBTG’s infrastructure team to reduce time to provision systems and deploy applications from 3 days to within a day, improving the team’s speed in delivering new applications and features.

Supporting Quotes

Marjet Andriesse, senior vice president and general manager, APJC, Red Hat
“As digital transformation via the Thailand 4.0 plan continues to accelerate, we celebrate the achievements of our customers who have demonstrated how open source can help them stay agile and responsive to market and customer trends. Our Thailand winners have showcased exceptional agility and innovation when it comes to using technologies like hybrid cloud to increase application development speed and time-to-market for their business and customers. I hope that they will serve as an inspiration for more organizations in Asia Pacific to unlock the potential of open source.”

Paisan Thumpothong, Head of Technology and Data , CIMB Thai Bank

“As part of our efforts to remain competitive in Thailand’s financial landscape, CIMB Thai Bank has prioritized the need for more personalized digital banking solutions for our customers. To ensure that our digital infrastructure could keep up with the increased pace of product development efforts, we built a new digital banking platform to harness the flexibility and scalability of hybrid cloud technologies. Red Hat’s open source solutions were instrumental in supporting this shift by providing the ability, scalability and resiliency capabilities for this platform on both our on premise and cloud environments.”

Tawan Jithavech, Chief Technology Officer, KBTG

“KBank has been the number one digital bank in Thailand, and we are constantly innovating to make sure we maintain that position. Modernizing our application infrastructure was thus a necessity for us to ensure that we could continue enhancing our customers’ digital experiences by delivering new digital services and offerings. Red Hat’s solutions ensured that our infrastructure’s key components, such as our programming languages and containers, were optimized to deliver new applications and features to market quickly.”

CIMB Thai Bank และ KBTG สององค์กรไทย ได้รับรางวัล APAC Innovation Awards ประจำปี 2565 จาก Red Hat

CIMB Thai Bank และ KBTG สององค์กรไทย ได้รับรางวัล APAC Innovation Awards ประจำปี 2565 จาก Red Hat

CIMB Thai Bank และ KBTG สององค์กรไทย ได้รับรางวัล APAC Innovation Awards ประจำปี 2565 จาก Red Hat

พิจารณาจากความสำเร็จในการใช้โซลูชันด้านโอเพ่นซอร์สของ Red Hat เพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อปรับกระบวนทัพให้ทันกับแนวทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

Red Hat, Inc. ผู้ให้บริการโซลูชันโอเพ่นซอร์สระดับแนวหน้าของโลก ประกาศรายชื่อผู้ประกอบการไทยที่ได้รับรางวัลนวัตกรรมดีเด่นระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Red Hat APAC Innovation Awards) ประจำปี 2565 ได้แก่ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) (CIMB Thai Bank) และ กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) ณ งาน Red Hat Summit: Connect รางวัลนี้พิจารณาจากการนำโซลูชันของ Red Hat ไปใช้เพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า และเร่งให้ทีมงานด้านโครงสร้างพื้นฐานไอทีดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างรวดเร็ว รองรับแนวทางการดำเนินธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลง

การจัดงาน Red Hat Summit: Connect ภายใต้ธีม “Explore what’s next” ในปีนี้ได้ยกย่องความสามารถขององค์กรต่าง ๆ ที่นำเทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สไปใช้เพื่อปรับตัวได้ทันกับสภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปรับเปลี่ยนรูปแบบในการทำธุรกิจได้อย่างเหมาะสม และมอบประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าได้มากขึ้น ซึ่งในปีนี้ Red Hat APAC Innovation Awards ให้การยกย่ององค์กรจำนวน 26 แห่งในภูมิภาคที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล จากการนำโซลูชันของRed Hat ไปใช้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อก้าวล้ำเทรนด์ต่าง ๆ ในอุตสาหกรรม และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างทันท่วงที

ความคล่องตัวและนวัตกรรมมีความสำคัญมากต่อความสำเร็จของธุรกิจในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน รายงาน State of Enterprise Open Source 2022 ของ Red Hat ระบุว่า 95 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรในเอเชียแปซิฟิกกล่าวว่า โอเพ่นซอร์สเป็นเทคโนโลยีสำคัญต่อกลยุทธ์ด้านซอฟต์แวร์โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดขององค์กร โอเพ่นซอร์สช่วยให้องค์กรมีความคล่องตัว ปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปได้ในระยะยาว

ผู้ได้รับรางวัลในสาขาต่าง ๆ จะต้องแสดงให้เห็นถึงผลกระทบเชิงบวกจากการนำโซลูชันของ Red Hat ไปใช้สนับสนุนวิสัยทัศน์ทางธุรกิจ วัฒนธรรมองค์กร อุตสาหกรรมและชุมชนต่าง ๆ โดยต้องแสดงให้เห็นว่าเครื่องมือและวัฒนธรรมแบบโอเพ่นซอร์สสามารถเร่งให้กระบวนการทางธุรกิจ และการทำงานรวดเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น กระตุ้นให้เกิดนวัตกรรม และสามารถแก้ไขความท้าทายต่าง ๆ ในอนาคตได้อย่างไร

รางวัลในปีนี้แบ่งเป็นห้าสาขา ได้แก่ ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น (Digital Transformation), โครงสร้างพื้นฐานไฮบริดคลาวด์ (Hybrid Cloud Infrastructure), การพัฒนาคลาวด์-เนทีฟ (Cloud-native Development), ระบบอัตโนมัติ (Automation) และความยืดหยุ่น (Resilience) สำหรับประเทศไทยมีองค์กรได้รับรางวัลสอง แห่ง คือ CIMB Thai Bank และ KBTG

สาขา: Digital Transformation และ Hybrid Cloud Infrastructure
องค์กรที่ได้รับรางวัล: ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) (CIMB Thai Bank)

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) (CIMB Thai Bank) มีวิสัยทัศน์ในการเป็นธนาคารดิจิทัลระดับแนวหน้าในอาเซียน และมุ่งมั่นสร้างองค์กรให้เป็นธนาคารที่มีสมรรถนะสูงอย่างยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างความก้าวล้ำให้ลูกค้าและสังคม ผ่านบริการทางการเงินที่ดีที่สุดในแต่ละด้าน ผ่านความแข็งแกร่งของเครือข่ายของธนาคารในอาเซียน และด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุด ปัจจุบันธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และเป็นธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 8 ของประเทศไทย

เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ในการเป็นธนาคารดิจิทัลระดับแนวหน้าและตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ทำธุรกรรมผ่านดิจิทัลจำนวนมาก ธนาคารจึงได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการต่าง ๆ ในรูปแบบธนาคารดิจิทัล เช่น การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-payments) และบริการโอนเงินระหว่างธนาคาร เป็นต้น ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของธนาคารฯ จำเป็นต้องมีวงจรในการพัฒนาให้รวดเร็วขึ้น รองรับปริมาณเวิร์กโหลดที่มากขึ้น เพื่อให้สามารถสร้างและปรับขนาดแอปพลิเคชันใหม่ ๆ และส่งแอปพลิเคชันเหล่านี้ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น ธนาคารฯ จึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องนำแพลตฟอร์มใหม่ด้านธนาคารดิจิทัลมาใช้ โดย Red Hat OpenShift และ Red Hat OpenShift on AWS (ROSA) เป็นโซลูชันด้านโอเพ่นซอร์สแพลตฟอร์มที่จะช่วยให้บริการด้านธุรกรรมการเงินของธนาคารมีความคล่องตัว ปรับขนาดการทำงานได้ตามต้องการ และมีความยืดหยุ่น สามารถรองรับปริมาณงานพัฒนาแอปพลิเคชันจำนวนมากทั้งบนระบบคลาวด์และในระบบภายในองค์กรได้ 

โซลูชันดังกล่าว ช่วยให้ธนาคารฯ สามารถทำการพัฒนาและส่งมอบแอปพลิเคชัน รวมทั้งบริการด้านธนาคารดิจิทัลใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น ซึ่งส่งผลถึงการเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้มากขึ้น ควบคู่ไปกับการดูแลต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างฟังก์ชั่นทางธุรกิจในรูปแบบดิจิทัลได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งยังได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่โซลูชันด้านโอเพ่นซอร์สมีให้อีกด้วย

สาขา: Digital Transformation และ Cloud-Native Development
องค์กรที่ได้รับรางวัล: กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG)

ธนาคารกสิกรไทย (KBank) ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2488 เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการธนาคารแบบครบวงจรแก่ผู้บริโภค การพาณิชย์ และองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ การให้กู้ยืม บัตรเครดิต สินเชื่อรถยนต์ส่วนบุคคล สินเชื่อบ้าน รถ และสินเชื่อเช่าซื้อ เป็นต้น ปัจจุบัน KBank เป็นผู้ให้
บริการ K PLUS โมบายแบ้งกิ้งอันดับหนึ่งของประเทศไทยที่มียอดผู้ใช้งานมากกว่า 18.6 ล้านคน และในปี พ.ศ. 2565 KBank เป็นธนาคารที่มีสินทรัพย์และเงินฝากสูงสุดเป็นอันดับสี่ในประเทศ ทั้งยังมีส่วนแบ่ง ตลาดด้านสินเชื่อมากสุดเป็นอันดับสาม โดย KBTG หน่วยงานด้านไอทีของ KBank ทำหน้าที่ดูแล Infrastrucutre และพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับธุรกิจของธนาคารทั้งในปัจจุบันและอนาคต

KBTG จำเป็นต้องพัฒนาระบบ Infrastructure ของธนาคารให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อรองรับการให้บริการลูกค้า และนำเสนอผลิตภัณฑ์ดิจิทัลใหม่ ๆ ที่หลากหลาย รวมถึงการคงสถานะการเป็นผู้นำทางด้านธนาคารดิจิทัลของไทย KBTG จึงมองหาแพลตฟอร์มที่มีความยืดหยุ่น คล่องตัว และมีประสิทธิภาพการทำงานเท่าทันการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกรรมดิจิทัล ให้สามารถรองรับแอปพลิเคชันจำนวนมาก ทั้งยังทวีความรวดเร็วในการส่งผลิตภัณฑ์และบริการดิจิทัลออกสู่ตลาด เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2565 KBTG ได้นำ Red Hat OpenShift และ Red Hat Advanced Cluster Management ซึ่งเป็นโซลูชันด้านโอเพ่นซอร์สที่ช่วยอำนวยความสะดวก ให้การสร้างและออกแอปพลิเคชันใหม่ ๆ แบบ On-premise สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการปรับปรุงเทคโนโลยี Infrastructure ที่สำคัญให้ทันสมัยมากขึ้น เช่น ภาษาที่ใช้เขียนโปรแกรม และคอนเทนเนอร์ การนำโซลูชันของ Red Hat มาใช้ ช่วยให้ KBTG สามารถลดเวลาในการจัดเตรียมระบบ และออกแอปพลิเคชันจาก 3 วัน เหลือเพียงวันเดียว ทำให้เราสามารถส่งมอบแอปพลิเคชันและฟีเจอร์ใหม่ ๆ ได้เร็วขึ้น

คำกล่าวสนับสนุน

Marjet Andriesse, senior vice president and general manager, APJC, Red Hat

“ในขณะที่การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลตามแผน Thailand 4.0 ยังคงดำเนินไปอย่างรวดเร็ว Red Hat ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จของลูกค้าของเรา ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าโอเพ่นซอร์สสามารถช่วยให้พวกเขามีความคล่องตัวและตอบสนองเทรนด์ของตลาดและลูกค้าได้อย่างไร ลูกค้าไทยของเราที่ได้รับรางวัลล้วนยืนยันให้เห็นถึงความคล่องตัว และสมรรถนะของนวัตกรรมในแง่มุมของการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น ไฮบริดคลาวด์ เพื่อให้สามารถพัฒนาแอปพลิเคชัน และส่งผลิตภัณฑ์/บริการออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็วขึ้น เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจและลูกค้าขององค์กรเหล่านั้น ฉันหวังว่าความสำเร็จเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับองค์กรอื่น ๆ ในเอเชียแปซิฟิกให้ปลดล็อก และใช้ประโยชน์จากศักยภาพของโอเพ่นซอร์สได้เต็มประสิทธิภาพ”

นายไพศาล ธรรมโพธิทอง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เทคโนโลยีและวิทยาการข้อมูล ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย

“ความมุ่งมั่นอย่างหนึ่งของเราเพื่อคงความสามารถในการแข่งขันในตลาดด้านการเงินในประเทศไทย คือการให้ความสำคัญกับการให้บริการลูกค้าด้วยบริการธนาคารดิจิทัลที่ปรับให้เจาะจงตามความต้องการของแต่ละบุคคลมากขึ้น และเพื่อให้มั่นใจได้ว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของเราจะสามารถรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์/บริการที่เพิ่มมากขึ้นได้ เราจึงสร้างแพลตฟอร์มธนาคารดิจิทัลขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้ประโยชน์จากความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับขนาดการทำงานซึ่งเป็นคุณสมบัติของเทคโนโลยีไฮบริดคลาวด์ เราใช้โซลูชันโอเพ่นซอร์สของ Red Hat เป็นเทคโนโลยีสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านนี้ เราจึงมั่นใจว่าแพลตฟอร์มที่เราใช้มีประสิทธิภาพ สามารถปรับขนาดการทำงานได้ตามความเหมาะสม และมีความยืดหยุ่น ทั้งการใช้งานในระบบที่อยู่ภายในองค์กรและบนคลาวด์ต่าง ๆ”

นายตะวัน จิตรถเวช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี, KBTG

“ในฐานะที่ KBank เป็นธนาคารดิจิทัลอันดับหนึ่งของไทย เราจำเป็นที่จะต้องสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่าง ต่อเนื่องเพื่อคงจุดยืนนี้ไว้ ดังนั้นการปรับโครงสร้างพื้นฐานแอปพลิเคชันของธนาคารฯ ให้ทันสมัยอยู่เสมอจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้เราสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการหลากหลาย ที่จะช่วยเพิ่มประสบการณ์ในโลกดิจิทัลของลูกค้า โซลูชันของ Red Hat ช่วยให้เรามั่นใจว่าองค์ประกอบสำคัญใน Infrastructure ของเรา เช่น ภาษาที่ใช้การเขียนโปรแกรมและคอนเทนเนอร์ นั้นมีประสิทธิภาพสูงสุด และเราจะสามารถส่งมอบแอปพลิเคชันและฟีเจอร์ใหม่ ๆ สู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว”