อีริคสันและดีป้าต่อยอดความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เร่งขับเคลื่อนนวัตกรรม 5G สำหรับภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย

อีริคสันและดีป้าต่อยอดความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เร่งขับเคลื่อนนวัตกรรม 5G สำหรับภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย

อีริคสันและดีป้าต่อยอดความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เร่งขับเคลื่อนนวัตกรรม 5G สำหรับภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย

  • ขยายระยะเวลาร่วมมือกันเพิ่ม 2 ปี ระหว่างภาครัฐและเอกชน นับตั้งแต่ร่วมมือกันครั้งแรกในปี 2565
  • หัวใจสำคัญของการเป็นพันธมิตร คือ การจัดตั้งห้องปฏิบัติการนวัตกรรมและประสบการณ์ 5G ใน Thailand Digital Valley
  • อีริคสันจะส่งมอบโซลูชัน 5G ขั้นสูง ที่ปลอดภัยและมีความยืดหยุ่น เพื่อเร่งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ในภาคอุตสาหกรรม สนับสนุนวิสัยทัศน์ Thailand 4.0

อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ลงนามขยายบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (MoU) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการนำเทคโนโลยี 5G ไปปรับใช้และเสริมสร้างความเข้าใจเทคโนโลยี 5G ทั่วทั้งภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย

ในพิธีลงนามนี้ได้รับเกียรติจากผู้บริหารของทั้งสององค์กรเข้าร่วม ได้แก่ ดร.วาริน รัชนานุสรณ์ รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้าดร.ศุภกร สิทธิชัย ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส ดีป้า และ มร.อันเดอร์ส เรียน ประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย พร้อมด้วยตัวแทนจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) ดร.ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงฯ และ มร.Per Linnér รักษาการเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย ได้ให้เกียรติเป็นสักขีพยานในครั้งนี้

การขยายระยะเวลาความร่วมมือ 2 ปีนี้ หลังร่วมมือครั้งแรกในปี 2565 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของทั้งสององค์กรเพื่อขับเคลื่อนการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันและพัฒนานวัตกรรมให้สอดรับกับวิสัยทัศน์ Thailand 4.0 ของประเทศไทย

หัวใจสำคัญการต่อยอดความร่วมมือเป็นพันธมิตร คือ การเดินหน้าจัดตั้งห้องปฏิบัติการด้านนวัตกรรมและประสบการณ์ 5G (หรือ 5GIX Studio) ซึ่งตั้งอยู่ใน Thailand Digital Valley จังหวัดชลบุรี โดยออกแบบให้เป็นศูนย์ทดสอบและศูนย์บริการ โดยห้องปฏิบัติการแห่งนี้จะทำหน้าที่เป็นศูนย์ทดสอบเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายและเครือข่ายรุ่นใหม่ การแบ่งปันคลื่นความถี่ (Spectrum Sharing) และการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ ๆ ที่ปรับแต่งให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตของประเทศไทย

ตั้งแต่ก่อตั้ง 5GIX Studio ขึ้นมา มีพันธมิตรในระบบนิเวศเทคโนโลยีหลากหลายร่วมมือกันพัฒนาและทดสอบแอปพลิเคชัน 5G เชิงนวัตกรรม รวมถึงหุ่นยนต์ เครื่องจักรอัตโนมัติ และโซลูชันกล้องรักษาความปลอดภัยขั้นสูง

ข้อมูลจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คาดว่าภายในปี 2570 ตลาด 5G ระดับองค์กรของประเทศไทยจะมีมูลค่าสูงกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยได้รับแรงหนุนมาจากความต้องการในภาคการผลิต โลจิสติกส์ พลังงาน และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และคาดการณ์ว่าภายในปีหน้า องค์กรไทยกว่า 70% จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้

มร.อันเดอร์ส เรียน ประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “อีริคสันมุ่งมั่นสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่การเป็นสังคมดิจิทัล ภายใต้วิสัยทัศน์ Thailand 4.0 ด้วยการใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญระดับโลกและโซลูชัน 5G ขั้นสูง ที่มีความปลอดภัย และมีความยืดหยุ่น เรามุ่งหวังที่จะช่วยสร้างระบบนิเวศ 5G ที่แข็งแกร่งและครอบคลุมทั้งประเทศ และส่งเสริมการลงทุนเพิ่มเติมในประเทศไทย”

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ดีป้า กล่าวเสริมว่า “อีริคสันเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในภารกิจของเราเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย เราจะทำงานร่วมกันกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนากลยุทธ์ที่เดินไปข้างหน้าและส่งเสริมนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”

มร. Per Linnér รักษาการเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย กล่าวถึงความสัมพันธ์ทางการค้าและการร่วมพัฒนานวัตกรรมที่เติบโตมาอย่างยาวนานระหว่างสวีเดนและประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างสองประเทศเพื่อส่งเสริมการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน

“เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สวีเดนและประเทศไทยได้ยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีของเราไปสู่พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ข้อตกลงสำคัญนี้ได้รับการลงนามโดยรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองประเทศ และกำหนดเป้าหมายร่วมกันในการเสริมสร้างความร่วมมือในประเด็นสำคัญ อาทิ การพัฒนาที่ยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การป้องกันประเทศ นวัตกรรม และที่สำคัญคือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้” มร. Linnér กล่าว

“สวีเดนและประเทศไทยจะร่วมมือกันในด้านโทรคมนาคม โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญรวมถึง 5G และห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและน่าเชื่อถือ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงการปกป้องอินเทอร์เน็ตที่เปิดกว้างอย่างเสรี เชื่อมต่อกันทั่วโลก ให้มีความปลอดภัย การลงนาม MoU ระหว่างอีริคสันและดีป้าถือเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของวิธีการแปลงวิสัยทัศน์นี้ไปสู่การปฏิบัติจริง” เขากล่าวเสริม

ความร่วมมือนี้ยังครอบคลุมการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล การสรรหาแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด และการพัฒนากลยุทธ์ด้านนวัตกรรม โดยองค์กรทั้งสองจะร่วมกันสำรวจเทคโนโลยีเกิดใหม่และยูสเคสการใช้งานผ่านแพลตฟอร์ม 5GIX พร้อมสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศไทย

อีริคสันเป็นผู้นำเครือข่าย 5G ระดับโลกและเปิดให้บริการเครือข่าย 5G ไปแล้วจำนวน 187 เครือข่ายทั่วโลก บริษัทยังได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำอุตสาหกรรม โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ติดอันดับหนึ่งเป็นปีที่สองติดต่อกันในรายงาน Frost Radar™: Global 5G Network Infrastructure Market และบริษัทฯ ยังได้รับการจัดอันดับสูงสุดในรายงาน Omdia Market Landscape RAN Vendors ประจำปี 2568 ที่เผยแพร่ไปเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งการได้รับการยอมรับเหล่านี้เป็นการตอกย้ำถึงความเป็นผู้นำของอีริคสันทั้งในด้านประสิทธิภาพและผลงานทางธุรกิจ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรต่อการพัฒนานวัตกรรมและความเป็นเลิศในภาคอุตสาหกรรม

EMR June 2025 highlights global 5G subscription to reach 6.3 billion by end-2030

รายงาน Ericsson Mobility ฉบับล่าสุด เผยยอดบัญชีผู้ใช้ 5G ทั่วโลก จะพุ่งแตะ 6.3 พันล้านราย ในปี 2030

EMR June 2025 highlights global 5G subscription to reach 6.3 billion by end-2030

  • 5G networks forecast to handle 80 percent of global mobile traffic by the end of 2030
  • In Southeast Asia and Oceania, 5G subscription will likely reach 630 million by 2030 – or 49% of the total.
  • Ericsson to support Thailand’s digital transformation, leveraging its global 5G leadership

Ericsson (NASDAQ: ERIC) said global 5G subscription is expected to reach 6.3 billion by the end of 2030. The June 2025 Ericsson Mobility Report forecasts 5G subscriptions to top 2.9 billion globally by the end of 2025 – about one third of all mobile subscriptions.

Mobile network data traffic increased by 19 percent from the first quarter of 2024 to the corresponding period in 2025. Despite a declining growth rate, net added traffic will continue to increase year-on-year, with the June 2025 EMR forecasting that mobile data traffic will more than double through the forecast period through the end of 2030.

5G networks handled 35 percent of global mobile traffic by the end of 2024, with forecasters expecting the figure to top 80 percent by the end of 2030.

In Europe, 5G mid-band coverage topped 50 percent population coverage by the end of 2024. While the figure puts the region in line with the global average, it lags far behind frontrunner countries such as North America where 5G mid-band deployment has topped 90 percent population coverage, and India where 5G mid-band population coverage reached 95 percent by the end of 2024.

5G subscriptions in Southeast Asia and Oceania are expected to reach 630 million by 2030, contributing around 49% of total mobile subscriptions in the region by then. Data traffic per smartphone is expected to grow from 19 GB/month in 2024 to 38 GB/month by 2030.

In Thailand, 5G has become a significant driver of data consumption and increased average revenue per user (ARPU).

“We are at an inflection point, where 5G and the ecosystem are set to unleash a wave of innovation. The recent advancements in 5G standalone (SA) networks, coupled with the progress in 5G-enabled devices, have led to an ecosystem poised to unlock transformative opportunities for connected creativity,” says Anders Rian, Head of Ericsson Thailand. “To fully realize the potential of 5G, it is essential to continue deploying 5G SA and to further build out mid-band sites.” adds Anders.

Ericsson Thailand looks to contribute to the nation’s digital transformation by leveraging its global leadership in 5G technology. Ericsson today powers 187 live 5G networks across the globe . ”Our vision is to build high-performance, reliable, and sustainable connectivity that will accelerate Thailand’s journey towards becoming a digital economy … We believe that strong collaboration across the ecosystem is essential to unlock the full potential of the digital economy and society. By working closely with the government , industry partners, and communities, we aim to foster innovation, inclusivity, and long-term growth,” states Anders.

There are numerous existing and futuristic 5G use-cases that can potentially bring a paradigm shift across enterprises helping them become more efficient, future-ready as well as sustainable. The possibilities that 5G can create for enterprises will not only put them on a fast track to meet the demands of the new world but more importantly, contribute to the socio-economic development of Thailand.

Recent advancements in 5G standalone (SA) networks, coupled with the progress in 5G enabled devices, have led to an ecosystem poised to unlock transformative opportunities for connected creativity. ”To fully realize the potential of 5G, it is essential to continue deploying 5G SA and to further build out mid-band sites. 5G SA capabilities serve as a catalyst for driving new business growth opportunities” says Anders

Enhanced deployment of 5G SA will provide an even stronger foundation for adoption and drive new use cases for both enterprises and consumers.

As generative AI (GenAI) devices proliferate and AI apps become increasingly complex, both application service providers and communication service providers will need to focus more on uplink capabilities and latency. The Ericsson Mobility Report talks about ongoing 5G device innovation with GenAI in smartphones expanding beyond high-end models, AI-powered smart glasses gaining utility through audio interaction, and increased adoption of differentiated connectivity for new consumer and enterprise applications. Differentiated connectivity will be key in enabling a high-quality user experience for personalized AI agents and other conversational applications.

”At the heart of operations is a steadfast comitment to ethics, integrity, and transparency. We strive to set the industry’s benchmark for excellence and best practices, ensuring that our contributions are both impactful and responsible,” states Anders.  ”Together, we are shaping a connected future for Thailand—one that is inclusive, resilient, and ready for the opportunities of tomorrow.”

Read the full June 2025 Ericsson Mobility Report via this link.

รายงาน Ericsson Mobility ฉบับล่าสุด เผยยอดบัญชีผู้ใช้ 5G ทั่วโลก จะพุ่งแตะ 6.3 พันล้านราย ในปี 2030

รายงาน Ericsson Mobility ฉบับล่าสุด เผยยอดบัญชีผู้ใช้ 5G ทั่วโลก จะพุ่งแตะ 6.3 พันล้านราย ในปี 2030

รายงาน Ericsson Mobility ฉบับล่าสุด เผยยอดบัญชีผู้ใช้ 5G ทั่วโลก จะพุ่งแตะ 6.3 พันล้านราย ในปี 2030

  • ภายในสิ้นปี 2030 เครือข่าย 5G จะครอบคลุมการใช้มือถือทั่วโลกถึง 80%
  • ในปี 2030 จำนวนบัญชีผู้ใช้ 5G ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย จะพุ่งแตะ 630 ล้านราย คิดเป็น 49% ของผู้ใช้บริการมือถือทั้งหมดในภูมิภาคนี้
  • อีริคสันจะสนับสนุนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญให้กับประเทศไทยโดยใช้ความเป็นผู้นำ 5G ระดับโลก

อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) คาด สิ้นปี 2030 จำนวนบัญชีผู้ใช้บริการ 5G ทั่วโลก จะพุ่งแตะ 6.3 พันล้านราย ตามรายงาน Ericsson Mobility Report (ฉบับเดือนมิถุนายน 2025) และคาดว่าสิ้นปี 2025 บัญชีผู้ใช้ 5G ทั่วโลกจะเพิ่มเป็น 2.9 พันล้านราย หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของยอดผู้ใช้บริการมือถือทั้งหมด

ปริมาณการใช้ดาต้าเน็ตบนเครือข่ายมือถือทั่วโลกเพิ่มขึ้น 19% จากไตรมาสแรกของปี 2024 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีนี้ ถึงแม้อัตราการเติบโตจะลดลง แต่ปริมาณการใช้ดาต้ายังเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในรายงาน Ericsson Mobility Report ยังคาดการณ์ว่ายอดการใช้ดาต้าเน็ตมือถือจะเพิ่มมากกว่าสองเท่าตลอดช่วงของการคาดการณ์จนถึงสิ้นปี 2030

เมื่อสิ้นปี 2024 เครือข่าย 5G รองรับการใช้ดาต้าเน็ตมือถือทั่วโลกถึง 35% โดยคาดการณ์ว่าสิ้นปี 2030 ตัวเลขนี้จะขยับเพิ่มขึ้นเกินกว่า 80%

เครือข่าย 5G Mid-Band ครอบคลุมเกิน 50% ของจำนวนประชากรในทวีปยุโรป เมื่อสิ้นปี 2024 อย่างไรก็ดีถึงแม้ว่าความครอบคลุมของเครือข่าย 5G Mid-Band ในภูมิภาคนี้จะอยู่ในระนาบเดียวกับค่าเฉลี่ยของโลก แต่ยังตามหลังประเทศผู้นำต่าง ๆ อาทิ อเมริกาเหนือที่นำ 5G Mid-Band มาใช้งานครอบคลุมเกินกว่า 90% ของประชากร และอินเดียที่ใช้ 5G Mid-Band ครอบคลุมถึง 95% ของประชากร

ในปี 2030 คาดว่าจำนวนบัญชีผู้ใช้บริการ 5G ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย จะเพิ่มเป็น 630 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 49% ของจำนวนบัญชีผู้ใช้บริการมือถือทั้งหมดในภูมิภาคนี้ ขณะที่ปริมาณการใช้ดาต้าเน็ตต่อสมาร์ทโฟนคาดว่าจะเติบโตจาก 19 กิกะไบต์ต่อเดือน ในปี 2024 เพิ่มเป็น 38 กิกะไบต์ต่อเดือน ในปี 2030

สำหรับประเทศไทย เครือข่าย 5G เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการบริโภคข้อมูลและการเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้งาน (ARPU)

มร.แอนเดอร์ส เรียน ประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “เราอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่เครือข่าย 5G และระบบนิเวศมีความพร้อมที่จะปลดปล่อย A Wave of Innovation หรือคลื่นแห่งนวัตกรรม ด้วยความก้าวหน้าของเครือข่าย 5G Standalone (SA) ประกอบกับพัฒนาการในอุปกรณ์ที่รองรับ 5G ได้นำไปสู่ระบบนิเวศที่พร้อมสำหรับการปลดล็อกโอกาสเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ในการเชื่อมต่อไอเดียสร้างสรรค์ และเพื่อให้ 5G ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญที่จะต้องดำเนินการคือการนำเครือข่าย 5G SA มาใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสร้างฐานย่านความถี่ Mid-Band เพิ่มเติม”

อีริคสัน ประเทศไทย พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันของประเทศไทย โดยอาศัยความเป็นผู้นำระดับโลกของเราในด้านเทคโนโลยี 5G ที่วันนี้เปิดให้บริการเครือข่าย 5G ไปแล้ว 187 เครือข่ายทั่วโลก “วิสัยทัศน์หลักของเรา คือ การสร้างเครือข่ายการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพสูง เชื่อถือได้ และยั่งยืน เพื่อเร่งการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล…เราเชื่อว่าการร่วมมือที่เข้มแข็งในระบบนิเวศเป็นสิ่งสำคัญช่วยปลดล็อกศักยภาพของเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลได้เต็มที่ ด้วยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐ พันธมิตรในอุตสาหกรรม และชุมชนต่าง ๆ เราตั้งเป้าส่งเสริมนวัตกรรม สร้างความเท่าเทียม และการเติบโตระยะยาวให้กับประเทศไทย” มร.แอนเดอร์ส กล่าว

มียูสเคสการใช้งาน 5G ปัจจุบันและในอนาคตมากมายที่อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับองค์กรต่าง ๆ ทั้งในการเพิ่มประสิทธิภาพ เตรียมพร้อมสำหรับอนาคต และมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ความเป็นไปได้ของ 5G ไม่เพียงช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองความต้องการของโลกยุคใหม่ได้อย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยควบคู่ไปด้วยกัน

ความก้าวหน้าของเครือข่าย 5G Standalone (SA) ประกอบกับพัฒนาการในอุปกรณ์ที่รองรับ 5G นำไปสู่ระบบนิเวศที่พร้อมสำหรับปลดล็อกโอกาสเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ เพื่อเชื่อมต่อไอเดียสร้างสรรค์ “เพื่อให้ 5G ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญที่จะต้องดำเนินการคือการนำเครือข่าย 5G SA มาใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสร้างฐานย่านความถี่ Mid-Band เพิ่มเติม” มร.แอนเดอร์ส กล่าว

การใช้ 5G SA ที่ได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้นจะเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นสำหรับการนำไปปรับใช้และขับเคลื่อนยูสเคสการใช้งานใหม่ ๆ ให้กับทั้งองค์กรและผู้บริโภค

เนื่องจากอุปกรณ์ generative AI (GenAI) เป็นที่แพร่หลายและแอปฯ AI มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันและผู้ให้บริการด้านการสื่อสารจึงต้องให้ความสำคัญกับความสามารถในการอัปลิงก์ (Uplink) และระยะเวลาแฝงในการรับ-ส่งข้อมูล (Latency) มากขึ้น ตามรายงาน Ericsson Mobility Report ระบุถึงอุปกรณ์ 5G ที่เป็นนวัตกรรมอื่น ๆ นอกเหนือจาก GenAI ที่ฝังอยู่ในสมาร์ทโฟนรุ่นไฮเอนด์ อย่าง แว่นตาอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI และใช้ประสิทธิภาพจากการโต้ตอบด้วยเสียง รวมถึงการนำประสิทธิภาพการเชื่อมต่อที่แตกต่างกัน (Differentiated Connectivity) มาใช้มากขึ้นในแอปพลิเคชันใหม่ ๆ สำหรับผู้บริโภคและสำหรับองค์กร โดย Differentiated Connectivity จะเป็นกุญแจสำคัญมอบประสบการณ์คุณภาพสูงให้กับผู้ใช้ สำหรับ AI Agent ที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคลและแอปพลิเคชันการสนทนาอื่น ๆ

“หัวใจหลักของการดำเนินงานไปสู่เป้าหมายของเรา คือ ความตั้งใจแน่วแน่และมีจริยธรรม มีความซื่อสัตย์ และโปร่งใส เรามุ่งมั่นสร้างมาตรฐานความเป็นเลิศและสรรหาแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดมอบให้กับอุตสาหกรรม เพื่อให้มั่นใจว่าบทบาทและการมีส่วนร่วมของเราสามารถสร้างผลกระทบและมีความรับผิดชอบไปพร้อมกัน ด้วยการผนึกกำลังร่วมกัน เรากำลังสร้างอนาคตที่เชื่อมต่อถึงกันให้กับประเทศไทย ซึ่งมีทั้งความครอบคลุม ยืดหยุ่น และพร้อมเปิดรับทุกโอกาสในอนาคต” มร.แอนเดอร์ส กล่าวสรุป

อ่านรายงาน Ericsson Mobility ฉบับเต็ม มิถุนายน 2025 ได้ที่ลิงก์นี้

Ericsson secures multi-year Managed Services deal with Bharti Airtel

อีริคสันคว้าสัญญาร่วมบริหารเครือข่ายระยะยาวกับ Bharti Airtel ของอินเดีย

Ericsson secures multi-year Managed Services deal with Bharti Airtel

Ericsson (NASDAQ: ERIC) has been awarded a multi-year NOC Managed Services (MS) contract by Bharti Airtel, further strengthening the long-standing partnership between the two companies. This strategic agreement underscores Ericsson’s leadership in managed services and reaffirms its commitment to delivering exceptional value to Airtel customers.

Under this agreement, Ericsson will enable intent-based operations, powered by its centralized Network Operations Center (NOC), to manage Airtel services across 4G, 5G NSA, 5G SA, Fixed Wireless Access (FWA), Private Networks, and Network Slicing.

This partnership will see Ericsson manage Airtel’s pan-India network through its state-of-the-art NOC while scaling FWA and Network Slicing across the country.

“We are excited to enhance our strong collaboration with Ericsson as we pursue our goal of creating a future-ready network that delivers an exceptional experience for our customers. We believe that these innovative technologies will empower us to meet the growing data demands of consumers in a digitally connected India.” says Randeep Sekhon, CTO Bharti Airtel

Andres Vicente, Head of Market Area Southeast Asia, Oceania and India, Ericsson, says: “This milestone agreement with Bharti Airtel reinforces our commitment to helping Airtel deliver the best possible experience for its customers. By leveraging Intent-Based NOC Operations, we will enable Airtel to unlock wider service diversification to meet customer needs, thereby enabling new revenue opportunities for Airtel.”

Ericsson’s longstanding partnership with Bharti Airtel, spanning over 25 years, encompasses multiple generations of mobile communications technology. Notably, this announcement follows closely on the heels of Bharti Airtel’s collaboration with Ericsson on 5G Core to drive 5G evolution.

อีริคสันคว้าสัญญาร่วมบริหารเครือข่ายระยะยาวกับ Bharti Airtel ของอินเดีย

อีริคสันคว้าสัญญาร่วมบริหารเครือข่ายระยะยาวกับ Bharti Airtel ของอินเดีย

อีริคสันคว้าสัญญาร่วมบริหารเครือข่ายระยะยาวกับ Bharti Airtel ของอินเดีย

อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) คว้าสัญญาระยะยาวการให้บริการด้านการจัดการในศูนย์ปฏิบัติการเครือข่าย หรือ NOC Managed Services (MS) จาก Bharti Airtel บริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ในอินเดีย ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือที่มียาวนานระหว่างทั้งสองบริษัทให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยข้อตกลงเชิงกลยุทธ์นี้ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำของอีริคสันในบริการด้านการจัดการหรือ Managed Services และสอดรับกับความมุ่งมั่นเพื่อนำเสนอบริการที่ยอดเยี่ยมให้กับผู้ใช้บริการของ Bharti Airtel

ภายใต้ข้อตกลงฉบับนี้ อีริคสันจะเปิดใช้ Intent-Based Operations ที่ขับเคลื่อนผ่านศูนย์ปฏิบัติการเครือข่าย หรือ Network Operations Center (NOC) เพื่อจัดการเครือข่ายที่ให้บริการของ Airtel ตั้งแต่ 4G, 5G NSA, 5G SA, Fixed Wireless Access (FWA), Private Networks และ Network Slicing

และในความร่วมมือนี้ อีริคสันจะเป็นผู้ดูแลและจัดการเครือข่ายทั่วประเทศอินเดียของ Airtel ผ่านศูนย์ NOC ที่ทันสมัย พร้อมขยายขนาดบริการ FWA และ Network Slicing ไปทั่วประเทศ

มร.รันดีป เซฆอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยีของ Bharti Airtel กล่าวว่า “เราตื่นเต้นที่ได้เสริมสร้างความร่วมมือกับอีริคสัน เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายของเราในการสร้างเครือข่ายที่พร้อมสำหรับอนาคต และมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้า เราเชื่อว่าเทคโนโลยีเชิงนวัตกรรมเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถให้บริการตอบสนองความต้องการการใช้ดาต้าที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคในอินเดียที่เชื่อมต่อผ่านระบบดิจิทัล”

มร. แอนเดรส วิเซนเต้ หัวหน้าประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โอเชียเนียและอินเดียของอีริคสัน กล่าวว่า “ข้อตกลงสำคัญกับ Bharti Airtel ในครั้งนี้ เสริมสร้างความมุ่งมั่นของเราในการช่วยให้ Airtel มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้บริการ ด้วยการใช้ประสิทธิภาพจาก Intent-Based NOC Operations จะทำให้ Airtel ปลดล็อกบริการที่มีความหลากหลายและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น และยังเปิดโอกาสการสร้างรายได้ใหม่ ๆ ให้กับ Airtel”

ความร่วมมือระหว่าง อีริคสัน กับ Bharti Airtel ที่ยาวนานกว่า 25 ปี ครอบคลุมเทคโนโลยีการสื่อสารเคลื่อนที่หลายยุคสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นจากการประกาศความร่วมมือระหว่าง Bharti Airtel และ อีริคสัน ในการพัฒนาเครือข่ายหลัก 5G เพื่อขับเคลื่อน 5G Evolution