เร้ดแฮทประกาศ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) คว้าชัยความเป็นเลิศด้านโอเพ่นซอร์ส Red Hat APAC Innovation Awards 2025

เร้ดแฮทประกาศ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) คว้าชัยความเป็นเลิศด้านโอเพ่นซอร์ส Red Hat APAC Innovation Awards 2025

เร้ดแฮทประกาศ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) คว้าชัยความเป็นเลิศด้านโอเพ่นซอร์ส Red Hat APAC Innovation Awards 2025

ธนาคารทั้งสองแห่งได้รับรางวัลจากการใช้เทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สของเร้ดแฮทเพื่อสร้างนวัตกรรมส่งเสริมการปรับเปลี่ยนองค์กร และสร้างมูลค่าทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

เร้ดแฮท ผู้ให้บริการโซลูชันโอเพ่นซอร์สชั้นนำของโลก ประกาศรายชื่อลูกค้าไทยผู้ได้รับรางวัล Red Hat APAC Innovation Awards 2025 ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (LH Bank) ในฐานะองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลในการใช้โอเพ่นซอร์สเป็นกลไกขับเคลื่อนนวัตกรรม เปลี่ยนผ่านองค์กรและสร้างผลลัพธ์ที่ทรงคุณค่าในทุกมิติขององค์กร

ภายใต้แนวคิดหลักของปีนี้ “ปลดล็อกอนาคต – Unlock what’s next” รางวัล Red Hat APAC Innovation Awards 2025 มอบแก่ลูกค้าที่สามารถเปลี่ยนเทรนด์ต่าง ๆ ให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ รางวัลในปีนี้มอบให้แก่ผู้ชนะ 30 รายทั่วภูมิภาคที่ใช้เทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สของเร้ดแฮทอย่างสร้างสรรค์ ก่อให้เกิดนวัตกรรม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และมอบคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่อุตสาหกรรม ลูกค้า และพนักงาน องค์กรที่ได้รับรางวัลทั้งหมดนี้ได้แสดงให้เห็นวิธีการที่โอเพ่นซอร์ช่วยให้พวกเขามุ่งมั่นจินตนาการถึงความเป็นไปได้ใหม่ ๆ จัดการความซับซ้อน และคว้าโอกาสใหม่ ๆ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง เพื่อกำหนดขีดความสามารถทางการแข่งขันในอนาคต

รางวัลแบ่งเป็นห้าสาขา ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล (Digital Transformation), โครงสร้างพื้นฐานไฮบริดคลาวด์ (Hybrid Cloud Infrastructure), การพัฒนาแบบคลาวด์-เนทีฟ (Cloud-native Development), ระบบอัตโนมัติ (Automation) และสาขาใหม่ที่เพิ่มเข้ามาคือ สาขา AI และเทคโนโลยีเกิดใหม่ (AI and Emerging Tech)

สาขา Digital Transformation และ สาขา Hybrid Cloud Infrastructure

ผู้ได้รับรางวัล: ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นธนาคารของรัฐที่มีพันธกิจหลักในการสนับสนุนเกษตรกรและชุมชนชนบท และเพื่อให้การดำเนิงานมีประสิทธิภาพตอบสนองพันธกิจดังกล่าว ธนาคารฯ ได้เริ่มต้นกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลครั้งใหญ่ เพื่อปรับปรุงระบบสำคัญหลักทั้งหลายให้ทันสมัยและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน ธนาคารฯ เล็งเห็นความจำเป็นในการวางรากฐานนวัตกรรมที่มั่นคง ปลอดภัย และมีความยืดหยุ่นสูง ท่ามกลางความท้าทายด้านประสิทธิภาพที่เกิดจากโครงสร้างพื้นฐานที่กระจัดกระจายไม่เชื่อมโยงกัน รวมถึงข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

ธ.ก.ส. เลือกใช้ Red Hat OpenShift เพื่อสร้างแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งยืดหยุ่นสูงและเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต โดยแทนที่ระบบเดิมด้วยโซลูชันรวมศูนย์สำหรับคอนเทนเนอร์และเวอร์ชวลแมชชีน โครงสร้างพื้นฐานไฮบริดคลาวด์ใหม่นี้ช่วยให้ธนาคารฯ ลดการพึ่งพาระบบเดิม ลดค่าใช้จ่าย และเสริมความแข็งแกร่งด้านความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ทั้งยังช่วยให้ธนาคารฯ เปิดตัวบริการใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว การปรับปรุงเหล่านี้ช่วยให้ ธ.ก.ส. แข็งแกร่ง มีแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่น และดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามต้องการ เพื่อสนับสนุนเกษตรกรและชุมชนชนบทของประเทศให้ได้รับประโยชน์จากบริการทางการเงินที่มีเสถียรภาพ เปี่ยมด้วยนวัตกรรม และเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น

Red Hat Celebrates Bank for Agriculture and Agricultural Cooperatives and Land and Houses Bank Public for Driving Open Source Excellence at the Red Hat APAC Innovation Awards 2025 for Thailand

สาขา Digital Transformation

ผู้ได้รับรางวัล: ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)

ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) รับรางวัล Red Hat APAC Innovation Award 2025 สาขา Digital Transformation จากซ้ายไปขวา: คุณอัลเบิร์ต ไช ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยกเว้นสิงคโปร์ (RoSEA) ของเร้ดแฮท,

คุณคุณสุชาติ เกียรติธนะบำรุง, First Senior Vice President Digital Banking Application Development – LH Bank, คุณเอกภพ ออกบัว, First Senior Vice President, Information Technology Infrastructure – LH Bank, คุณเปรม ปาวัน รองประธานและผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาหลี (SEAK) ของเร้ดแฮท

ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank หนึ่งในสถาบันการเงินชั้นนำของไทยที่ให้บริการลูกค้ารายย่อย ลูกค้าองค์กร และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ด้วยวิสัยทัศน์ในการเป็นธนาคารที่ทันสมัยที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง LH Bank จึงมุ่งมั่นเร่งพัฒนาแอปพลิเคชัน ปรับปรุงประสบการณ์ดิจิทัล และขยายไปสู่กลุ่มธุรกิจใหม่ ๆ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านทรัพยากรไอที และระบบเดิมที่ซับซ้อน ธนาคารจึงต้องการพันธมิตรด้านเทคโนโลยีที่เชื่อถือได้เพื่อช่วยปรับปรุงแอปพลิเคชันและเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐาน

LH Bank พลิกโฉมวิธีการออกแบบและการนำเสนอบริการให้ลูกค้า ด้วยการใช้ Red Hat OpenShift ปรับปรุง Profita และ LHB You ซึ่งเป็นโมบายแอปพลิเคชันสำคัญของธนาคารฯ ให้ทันสมัยมากขึ้น ใช้งานง่ายขึ้น มีฟีเจอร์ครบครัน และรองรับการขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ธนาคารฯ ยังได้ขยายขอบเขตการใช้ OpenShift ไปยังระบบภายในของธนาคารฯ ซึ่งช่วยส่งเสริมการพัฒนาที่คล่องตัว และเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากร พร้อมกับมั่นใจได้ในเรื่องของความปลอดภัยและความเชื่อถือได้ขององค์กร แนวทางแบบองค์รวมนี้ ส่งผลลัพธ์ที่ชัดเจน ด้วยประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้น ลดระยะเวลาในการส่งผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด และ ตอกย้ำศักยภาพในการนำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลที่ปลอดภัยล้ำสมัยของ LH Bank ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนการเติบโต และตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องของลูกค้าทั่วประเทศ

คำกล่าวสนับสนุน

มาร์เจ็ต แอนดรีซ รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป เร้ดแฮท เอเชียแปซิฟิก
“การเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ยังคงดำเนินไปอย่างรวดเร็วและไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะเมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจ แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้ แต่ลูกค้าของเรายังคงสร้างผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพเมื่ออยู่บนพื้นฐานของโอเพนซอร์ส รางวัล Red Hat APAC Innovation Awards 2025 จึงเป็นโอกาสอันดีในการยกย่องและเฉลิมฉลองความสำเร็จเหล่านี้ เพื่อตอกย้ำว่าลูกค้าของเรากำลัง “ปลดล็อกอนาคต” และร่วมกันสร้างโลกแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่น และคุณค่าที่แท้จริง” 

นายทองคำ เกตุโชติ  รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
“สำหรับ ธ.ก.ส. เทคโนโลยีคือกุญแจสำคัญในการยกระดับทั้งกระบวนการทำงานภายในและการให้บริการแก่เกษตรกรและชุมชนในชนบท ด้วยโซลูชันระดับองค์กรจาก Red Hat เราสามารถปรับระบบไอทีให้เรียบง่ายขึ้นจนกลายเป็นแพลตฟอร์มเดียวที่ทรงพลัง ซึ่งช่วยเร่งการพัฒนาแอปพลิเคชันและลดระยะเวลาการเปิดตัวบริการใหม่ โครงการนี้ไม่เพียงช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันของธนาคาร แต่ยังเป็นต้นแบบให้กับอุตสาหกรรม แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของโอเพนซอร์ส ในฐานะผู้ริเริ่มใช้งานเราให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีแบบเปิดที่มอบความยืดหยุ่นโดยไม่ผูกมัดกับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง ทำให้เรามั่นใจว่าจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ และเติบโตได้อย่างมั่นคง”

นายเอกภพ ออกบัว, First Senior Vice President, Information Technology Infrastructure ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)
“การปรับปรุงแอปพลิเคชันหลักของเราด้วย Red Hat OpenShift ช่วยให้เราส่งมอบบริการดิจิทัลที่รวดเร็ว ปลอดภัย และมีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นให้กับลูกค้า ด้วยเทคโนโลยีโอเพนซอร์สระดับองค์กรและความเชี่ยวชาญจาก Red Hat เรามีความคล่องตัวและประสิทธิภาพสูงขึ้น สามารถสร้างนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว และสนับสนุนการเติบโตของธนาคารได้อย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าโอเพนซอร์สมีบทบาทสำคัญในการเสริมศักยภาพการแข่งขัน และขยายโอกาสทางการเงินให้เข้าถึงผู้คนและภาคธุรกิจทั่วประเทศไทยได้ดียิ่งขึ้น”

Siemens and NVIDIA Preview Industrial Tech Stack for AI-Era Manufacturing

Siemens and NVIDIA Preview Industrial Tech Stack for AI-Era Manufacturing

Siemens and NVIDIA Preview Industrial Tech Stack for AI-Era Manufacturing

  • Siemens and NIVIDIA showcase advanced digital twin capability
  • New AI-era Tech Stack for factories of the future
  • Integrates Siemens Xcelerator and NVIDIA Omniverse
  • Siemens full chip-to-grid value chain supports scalable, energy-efficient, and AI-optimized operations

At the NVIDIA GTC (GPU Technology Conference) in Washington, D.C., Siemens and NVIDIA demonstrated a new technology stack currently in development for the Siemens Xcelerator portfolio. This demo showed how engineers will soon be able to rapidly design, optimize, and manage the most advanced and accurate digital twins for future factories.

Utilizing the integration between Siemens Xcelerator and NVIDIA Omniverse, this technology will support a new highly realistic digital twin offering that will bring together 3D visualization, simulation, and factory data into one unified, immersive environment. This milestone marks a key step toward realizing the industrial metaverse—Siemens’ vision of seamlessly combining the real and digital worlds to unlock new levels of innovation, collaboration, and sustainable value creation for industry.

Today, the manufacturing industry is undergoing a global transformation, driven by significant investment and rapid adoption of advanced technologies. In support of this shift, Siemens and NVIDIA are strengthening their partnership to accelerate the industrial AI revolution—enabling the development of smarter, more energy-efficient factories around the world. 

This advanced digital twin software, still in development, will be one part of a new Siemens tech stack, purpose built for the AI-era. It will empower manufacturers not only to build but also to continuously optimize the world’s most advanced factories. This technology will be utilized to accelerate planning, engineering, and operations. – enabling large-scale simulation, AI-driven workflows, and trusted, data-driven decisions throughout every stage of design and operation. 

The demo at GTC, Siemens showcased how this new tech stack can support customers from the design phase all the way through to the operations of their advanced factories. A key function of this new technology is how customers can bring together their building infrastructure and their production lines in one engineering environment. This includes using AI to simulate hundreds of potential factory layouts to find the most efficient design. Using this new tech stack, engineers will be able to do this design and simulation in hours, not days or weeks. Then after this process, customers can render photorealistic and physics-based models of their factories. 

This joint effort combines Siemens’ deep expertise in manufacturing and industrial technology with NVIDIA’s leading technology in graphical processing to help customers design smarter, more efficient factories, products, and AI data centers. 

“Industrial innovation is accelerating at an unprecedented pace. Together Siemens and NVIDIA are leading the way,” said Peter Koerte, Member of the Managing Board, Chief Technology Officer and Chief Strategy Officer at Siemens. “By combining our strengths in industrial AI, digital twins, automation, and building technologies, we are enabling the industrial metaverse—and with it the next generation of factories and AI data centers – delivering the efficiency, power, scalability, and intelligence needed to meet growing global demand and shape the future of industry.”

“Digital twins have become essential in the age of industrial AI, enabling the simulation and optimization of entire production lines and training robotics virtually before a single piece of hardware is installed,” said Rev Lebaredian, Vice President of Omniverse and Simulation Technology at NVIDIA. “Our collaboration with Siemens brings NVIDIA Omniverse to the heart of manufacturing, providing the critical platform capabilities to accelerate the entire factory lifecycle, from concept to operation.” 

Today’s manufacturers face unprecedented challenges in mastering complexity, accelerating production, and improving energy efficiency. This new technology will address these issues by providing a streamlined, intuitive environment for building and interacting with a factory’s digital twin. For example, a semiconductor manufacturer may need to set up a new factory line to boost production while managing a highly complex manufacturing process in an existing facility. With this new tool, engineers can quickly simulate different layouts within the current factory building, helping them identify the most efficient configuration and accelerate their path to increasing production.

Siemens has the expertise to connect every link in the chip-to-grid infrastructure value chain—from manufacturing to intelligent operations to the building environment. This end-to-end capability enables Siemens and NVIDIA to bring their portfolios together to deliver truly integrated solutions that drive efficiency, scalability, and innovation for industrial customers. 

Siemens technology ensures that—whether building a greenfield facility or retrofitting an existing site—power, cooling, compute, and building systems operate as a unified whole. Using simulation and AI-enabled automation, operators can optimize and scale facilities in months, not years—raising performance, boosting energy efficiency, and future-proofing capacity. 

This approach is aligned with the recently announced NVIDIA Omniverse DSX Blueprint for multi generation, gigawatt scale AI Factory build outs that will set a new standard of excellence for AI infrastructure from accelerated compute and smart storage to energy-efficient cooling options. Siemens and NVIDIA are also collaborating to advance both GPU manufacturing and the optimization of AI data center infrastructure, delivering scalable, efficient solutions for the future of industrial intelligence. 

From electronic design automation and factory automation controllers to white space cooling optimization and resilient building systems, Siemens equips GPU and AI data center partners to: 

  • Bring new AI factories online rapidly.
  • Reconfigure operations for any GPU upgrades.
  • Optimize power and cooling with advanced simulation.
  • Anticipate and resolve threats to uptime, increase energy efficiency, and bolster supply chain resilience. 

By empowering manufacturers and data center operators with advanced, energy-efficient infrastructure, Siemens and NVIDIA are accelerating the evolution of AI capabilities. This collaboration is building a smarter, stronger digital foundation, enabling innovation, fostering economic opportunities, and ensuring the benefits of AI can be harnessed to improve lives and communities across the globe.

ซีเมนส์ร่วมมือเอ็นวิเดียสาธิตชุดเทคโนโลยีใหม่สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตยุค AI

ซีเมนส์ร่วมมือเอ็นวิเดียสาธิตชุดเทคโนโลยีใหม่สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตยุค AI

ซีเมนส์ร่วมมือเอ็นวิเดียสาธิตชุดเทคโนโลยีใหม่สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตยุค AI

  • ซีเมนส์และเอ็นวิเดียแสดงขีดความสามารถเทคโนโลยี Digital Twin ประสิทธิภาพสูง
  • เปิดตัวชุดเทคโนโลยีใหม่ยุค AI สำหรับโรงงานในอนาคต
  • ผสานประสิทธิภาพแพลตฟอร์ม Siemens Xcelerator และ NVIDIA Omniverse เข้าด้วยกัน
  • ห่วงโซ่คุณค่าครบวงจรของซีเมนส์ตั้งแต่ชิปจนถึงโครงข่ายไฟฟ้า (Chip-to-Grid) รองรับการปรับขยาย ประหยัดพลังงาน และได้รับการปรับแต่งให้เหมาะสมสำหรับการทำงานด้วย AI

ภายในงาน NVIDIA GTC (GPU Technology Conference) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซีเมนส์และเอ็นวิเดีย ร่วมสาธิตชุดเทคโนโลยีใหม่ (New Technology Stack) ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาสำหรับแพลตฟอร์ม Siemens Xcelerator การสาธิตนี้แสดงให้เห็นว่าอีกไม่นาน วิศวกรจะสามารถออกแบบ ปรับแต่ง และจัดการแบบจำลอง Digital Twin ที่ล้ำสมัยและแม่นยำที่สุดสำหรับโรงงานในอนาคตได้อย่างรวดเร็ว 

การผสานการทำงานร่วมกันระหว่างแพลตฟอร์ม Siemens Xcelerator และ NVIDIA Omniverse ทำให้เทคโนโลยีนี้สามารถนำเสนอ Digital Twin ในรูปแบบใหม่ที่มีความสมจริงสูง โดยรวมเอาการแสดงภาพ 3 มิติ (3D Visualization) การจำลองการทำงานของกระบวนการหรือระบบ และข้อมูลของโรงงาน ไว้ในสภาพแวดล้อมเดียวที่สมจริง นับเป็นก้าวสำคัญสู่เมตาเวิร์สสำหรับภาคอุตสาหกรรม (Industrial Metaverse) สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของซีเมนส์ที่มุ่งมั่นผสานโลกจริงและดิจิทัลอย่างไร้รอยต่อ เพื่อปลดล็อกนวัตกรรมไปสู่อีกระดับ ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน และสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้กับภาคอุตสาหกรรม

ปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลกกำลังอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ขับเคลื่อนด้วยการลงทุนมหาศาลและการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้ในวงกว้าง เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนี้ ซีเมนส์และเอ็นวิเดียกำลังกระชับความร่วมมือเพื่อเร่งปฏิวัติภาคอุตสาหกรรมด้วย AI ซึ่งจะช่วยพัฒนาโรงงานทั่วโลกให้มีความชาญฉลาดและประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น

ซอฟต์แวร์ Digital Twin ประสิทธิภาพสูงที่อยู่ระหว่างการพัฒนานี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของชุดเทคโนโลยีใหม่ของซีเมนส์ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับยุค AI ช่วยให้ผู้ผลิตไม่เพียงแต่สร้างโรงงานที่ทันสมัยที่สุดในโลก แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างต่อเนื่อง และเทคโนโลยีนี้จะยังนำมาใช้เพื่อเร่งการวางแผน กระบวนการทางวิศวกรรม และการดำเนินงาน ทำให้สามารถทำการจำลองที่มีขนาดใหญ่ สร้างเวิร์กโฟลว์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และสามารถตัดสินใจด้วยข้อมูลในทุกขั้นตอนของการออกแบบและการดำเนินงาน

ในงาน GTC ซีเมนส์สาธิตความสามารถของ Tech Stack ชุดใหม่นี้ ในการสนับสนุนลูกค้าตั้งแต่ขั้นตอนของการออกแบบไปจนถึงการดำเนินงานในโรงงานขั้นสูง ฟังก์ชันสำคัญของเทคโนโลยีใหม่นี้คือการที่ลูกค้าสามารถนำโครงสร้างพื้นฐานของอาคารและสายการผลิตมารวมกันในสภาพแวดล้อมทางวิศวกรรมเดียว ซึ่งรวมถึงการใช้ AI เพื่อจำลองผังโรงงานหลายร้อยแบบเพื่อค้นหาการออกแบบที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วย Tech Stack ใหม่นี้ วิศวกรจะสามารถออกแบบและทำการจำลองได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง แทนที่จะเป็นหลายวันหรือหลายสัปดาห์ หลังจากนั้นลูกค้าจะสามารถสร้างแบบจำลองโมเดลภายภาพของโรงงานที่อ้างอิงหลักการทางฟิสิกส์และมีความสมจริงได้

ความร่วมมือนี้ยังได้ผสานความเชี่ยวชาญของซีเมนส์ด้านการผลิตและเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรม เข้ากับเทคโนโลยีชั้นนำด้านการประมวลผลกราฟิกของเอ็นวิเดีย ช่วยให้ลูกค้าออกแบบโรงงาน ผลิตภัณฑ์ และ AI ดาต้าเซนเตอร์ ที่ชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

ปีเตอร์ เคอร์เทอ กรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยีและประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายกลยุทธ์ของซีเมนส์ เอจี กล่าวว่า “นวัตกรรมสำหรับภาคอุตสาหกรรมกำลังถูกเร่งพัฒนาขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยมีซีเมนส์และเอ็นวิเดียเป็นผู้นำ จากการผสานรวมจุดแข็งทางเทคโนโลยีของทั้งสององค์กร ด้วย Industrial AI, Digital Twin, ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีอาคาร ทำให้เมตาเวิร์สสำหรับภาคอุตสาหกรรมเกิดขึ้นได้จริง ตามด้วย โรงงานและ AI ดาต้าเซนเตอร์ รุ่นใหม่ๆ ที่จะมีประสิทธิภาพ พลังการประมวลผล ความสามารถในการขยายการเติบโต และความชาญฉลาดที่จำเป็นสำหรับตอบสนองความต้องการทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นการกำหนดอนาคตของภาคอุตสาหกรรม”

เรฟ เลบาเรเดียน รองประธานฝ่าย Omniverse และเทคโนโลยีการจำลองของเอ็นวิเดีย กล่าวว่า “Digital Twin เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในยุค Industrial AI ช่วยให้เราสามารถสร้างแบบจำลองและเพิ่มประสิทธิภาพตลอดสายการผลิต และยังสามารถฝึกฝนหุ่นยนต์ในโลกเสมือนจริงได้ก่อน โดยยังไม่ต้องติดตั้งฮาร์ดแวร์แม้แต่ชิ้นเดียว ความร่วมมือกับซีเมนส์นี้ยังได้นำแพลตฟอร์ม NVIDIA Omniverse เข้าสู่หัวใจของภาคการผลิต โดยนำเสนอความสามารถสำคัญของแพลตฟอร์มฯ ที่ช่วยเร่งกระบวนการตลอดวงจรชีวิตของโรงงาน ตั้งแต่การริเริ่มแนวคิดไปจนถึงการดำเนินงาน”

ทุกวันนี้ผู้ผลิตกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เคยมีมาก่อนในการรับมือกับความซับซ้อน การเร่งกระบวนการผลิต และการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ซึ่งเทคโนโลยีใหม่จะเข้ามาช่วยจัดการความท้าทายเหล่านี้ ด้วยการทำให้ผู้ผลิตเข้าถึงสภาพแวดล้อมที่คล่องตัวและใช้งานง่ายสำหรับการสร้างและโต้ตอบกับ Digital Twin ของโรงงาน ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์อาจต้องตั้งสายการผลิตใหม่เพื่อเพิ่มการผลิต พร้อมไปกับการจัดการกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนในโรงงานที่ดำเนินการอยู่แล้ว ด้วยเครื่องมือใหม่นี้ วิศวกรจะสามารถจำลองแบบผังหลากหลายแบบภายในอาคารโรงงานที่ดำเนินการอยู่ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อระบุแบบผังที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเป็นการร่นระยะเวลาสู่การเพิ่มการผลิต

ซีเมนส์มีความเชี่ยวชาญในการเชื่อมต่อทุกจุดของห่วงโซ่คุณค่าในโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่ชิปจนถึงโครงข่ายไฟฟ้า ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการดำเนินงานอัจฉริยะและสภาพแวดล้อมในอาคาร ความสามารถครบวงจรนี้ช่วยให้ซีเมนส์และเอ็นวิเดียสามารถนำผลิตภัณฑ์ในพอร์ตโฟลิโอมาผสานกันเพื่อส่งมอบโซลูชัน ที่ขับเคลื่อนประสิทธิภาพ ความสามารถในการขยายการเติบโต และนวัตกรรมให้กับลูกค้าภาคอุตสาหกรรม

เทคโนโลยีของซีเมนส์ช่วยให้มั่นใจได้ว่า ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น ระบบประมวลผล และระบบอาคารจะทำงานเป็นหนึ่งเดียวกัน ตอบโจทย์ทั้งการสร้างโรงงานขึ้นใหม่หรือปรับปรุงสถานที่เดิม ด้วยการจำลองการทำงานของกระบวนการหรือระบบจริงและระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-Enabled Automation) ผู้ผลิตสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและขยายโรงงานได้ภายในไม่กี่เดือนจากเดิมที่อาจใช้เวลาเป็นปี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดการใช้พลังงาน และรองรับความต้องการในอนาคต

แนวทางนี้สอดคล้องกับ NVIDIA Omniverse DSX Blueprint ที่เพิ่งเปิดตัวและเป็นต้นแบบของดาต้าเซนเตอร์ยุคใหม่ระดับกิกะวัตต์ หรือ AI Factory หลายรุ่น ที่จะยกระดับมาตรฐานความเป็นเลิศของโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ครอบคลุมตั้งแต่ระบบประมวลผลความเร็วสูง ระบบจัดเก็บข้อมูลอัจฉริยะ ไปจนถึงระบบทำความเย็นที่ประหยัดพลังงาน ซีเมนส์และเอ็นวิเดีย ยังร่วมมือกันในการพัฒนากระบวนการผลิต GPU และการเพิ่มประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐานของ AI ดาต้าเซนเตอร์ เพื่อส่งมอบโซลูชันที่สามารถปรับขยายขนาดได้ มีประสิทธิภาพสูง และพร้อมรองรับอนาคตของอุตสาหกรรมอัจฉริยะ

ตั้งแต่ระบบการออกแบบอิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติ และตัวควบคุมระบบอัตโนมัติในโรงงาน ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการทำความเย็นในพื้นที่ติดตั้งอุปกรณ์ไอที (White Space Cooling) และระบบจัดการอาคารที่ยืดหยุ่น ซีเมนส์ช่วยให้พันธมิตรในอุตสาหกรรม GPU และ AI ดาต้าเซนเตอร์ ให้สามารถ:

  • เปิด AI Factory ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
  • ปรับการดำเนินงานให้สอดรับกับการอัปเกรด GPU ได้ทุกเมื่อ
  • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและระบบทำความเย็นด้วยการจำลองขั้นสูงของการใช้พลังงานทั้งในรูปของระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น
  • คาดการณ์และจัดการความเสี่ยงต่อการหยุดทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และเสริมความยืดหยุ่นและความพร้อมรับมือของห่วงโซ่อุปทาน

ซีเมนส์ และ เอ็นวิเดีย กำลังเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาขีดความสามารถของ AI ด้วยการสนับสนุนผู้ผลิตและผู้ให้บริการดาต้าเซนเตอร์ให้มีโครงสร้างพื้นฐานที่ล้ำสมัยและประหยัดพลังงาน ความร่วมมือนี้กำลังสร้างรากฐานดิจิทัลที่ชาญฉลาดและแข็งแกร่งกว่าเดิม เพื่อเปิดทางสู่นวัตกรรมใหมๆ ที่ส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจ และทำให้ประโยชน์ของ AI ถูกนำมาใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและชุมชนทั่วโลก

ส่องเคล็ดลับวางแผนซื้อบ้านฉบับ “ชาวฟรีแลนซ์” ทำอย่างไรให้ผ่านฉลุย

ส่องเคล็ดลับวางแผนซื้อบ้านฉบับ “ชาวฟรีแลนซ์” ทำอย่างไรให้ผ่านฉลุย

ส่องเคล็ดลับวางแผนซื้อบ้านฉบับ “ชาวฟรีแลนซ์” ทำอย่างไรให้ผ่านฉลุย

เทรนด์ Gig Economy หรือระบบเศรษฐกิจที่เน้นการจ้างงานแบบชั่วคราวมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในไทย หลังจากหลายบริษัทมีการปรับโครงสร้างองค์กร ประกอบกับเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตประจำวันมากขึ้น และคนรุ่นใหม่มีแนวคิดต้องการความอิสระในการทำงานที่ยืดหยุ่นด้านเวลา ส่งผลให้อาชีพอิสระ (Freelance) อาทิ แม่ค้าออนไลน์, พนักงานส่งอาหารเดลิเวอรี่, บริการแม่บ้านออนไลน์ หรืออินฟลูเอนเซอร์ ฯลฯ ขยายตัวอย่างรวดเร็วและเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจดิจิทัลในไทย

ข้อมูลจากการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร สำนักงานสถิติแห่งชาติ ไตรมาส 2 ปี 2568 และรายงานสถานการณ์ด้านแรงงานไตรมาส 2 ปี 2568 ของกองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงานเผยว่า ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2568 มีสัดส่วนของผู้ประกอบอาชีพอิสระถึง 50.01% ของผู้มีงานทำทั้งหมด 39.51 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 49.81% ขณะที่ข้อมูลจาก Fastwork เผยว่า ตั้งแต่ปี 2565–2566 แพลตฟอร์มจ้างงานประเภทฟรีแลนซ์ในไทยมีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 50%

ด้วยรูปแบบการทำงานที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ทำให้ชาวฟรีแลนซ์จำนวนไม่น้อยเลือกทำงานที่บ้าน (Work From Home) บางครั้งจึงจำเป็นต้องขยับขยายพื้นที่บ้าน/คอนโดฯ เพื่อให้สามารถจัดสรรสัดส่วนพื้นที่พักผ่อนและทำงานได้อย่างลงตัวยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี แม้ว่าชาวฟรีแลนซ์จะได้รับอิสระในการใช้ชีวิตและมีรายได้สูง แต่เมื่อยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย มักถูกมองว่ามีรายได้ไม่แน่นอน เนื่องจากในมุมมองสถาบันการเงินยังคงพิจารณาจากความสม่ำเสมอของรายได้ประกอบด้วย ส่งผลให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้ต้องเผชิญกระบวนการพิจารณาสินเชื่อที่เข้มงวดกว่าผู้มีรายได้ประจำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  

ส่องความท้าทายของฟรีแลนซ์เมื่อกู้ซื้อที่อยู่อาศัย

ข้อมูลจากแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อตลาดที่อยู่อาศัย DDproperty Thailand Consumer Sentiment Study ของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย พบว่า เกือบ 3 ใน 5 (56%) ของผู้ตอบแบบสอบถาม เผยว่าอุปสรรคสำคัญเมื่อขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยมาจากอาชีพและรายได้ที่ไม่มั่นคง รองลงมาคือมีประวัติทางการเงินไม่ดี 41% และมีสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio) ไม่เอื้ออำนวย 30% สะท้อนให้เห็นว่าความมั่นคงทางการเงินยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญของผู้ยื่นกู้ และตอกย้ำให้เห็นว่าชาวฟรีแลนซ์ซึ่งไม่มีเงินเดือนประจำจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือด้วยการวางแผนการเงินอย่างรัดกุม

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เผยให้เห็นความท้าทายที่ผู้ประกอบอาชีพอิสระต้องเผชิญเมื่อยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคาร ดังนี้

  • ความมั่นคงของรายได้ ปัจจัยสำคัญอันดับต้น ๆ ในการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารคือต้องมั่นใจว่าผู้กู้จะมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ตลอดระยะเวลาในสัญญา ขณะที่ผู้ประกอบอาชีพอิสระมักมีรายได้เข้ามาไม่สม่ำเสมอ โดยรายได้มักผันแปรตามปริมาณงานในแต่ละเดือน แตกต่างจากพนักงานประจำที่มีรายได้หลักมาจากเงินเดือน จึงดูมีความมั่นคงกว่า เมื่อเปรียบเทียบกันจึงทำให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้มากกว่ากลุ่มพนักงานประจำ
  • เอกสาร/หลักฐานยืนยันรายได้ เมื่อยื่นขอกู้ซื้อที่อยู่อาศัย หากเป็นพนักงานประจำจะมีเอกสารยืนยันรายได้ที่ชัดเจน ได้แก่ สลิปเงินเดือนและหนังสือรับรองเงินเดือนจากบริษัท แสดงให้เห็นความสามารถในการชำระหนี้ ต่างจากผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ธนาคารต้องขอเอกสารแสดงหลักฐานทางการเงินอย่างละเอียด ซึ่งจำเป็นต้องเก็บเอกสารทางการเงินเพื่อแสดงรายได้ไว้ทุกฉบับ รวมทั้งหลักฐานแสดงทรัพย์สินอื่น ๆ หากขาดเอกสารบางส่วนไป อาจไม่เพียงพอที่จะแสดงให้ธนาคารเห็นความสม่ำเสมอและความมั่นคงของรายได้หลังหักรายจ่ายออกแล้ว 
  • อายุงานที่ธนาคารกำหนด บางธนาคารจะกำหนดให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระต้องมีประสบการณ์ในการประกอบอาชีพนั้น ๆ อย่างน้อย 1-2 ปี เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงของอาชีพและความต่อเนื่องของรายได้ในระยะยาว หากเพิ่งเริ่มต้นทำงานอิสระได้ไม่นานหรือเปลี่ยนสายงานบ่อยครั้ง อาจกลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการพิจารณาสินเชื่ออย่างมีนัยสำคัญ

วางแผนอย่างมั่นใจ ชาวฟรีแลนซ์กู้ซื้อบ้านได้ไม่ไกลเกินเอื้อม

แม้การกู้ซื้อบ้านของผู้ประกอบอาชีพอิสระจะมีความท้าทายด้านเอกสารและกระบวนการพิจารณาที่เข้มงวดกว่าพนักงานประจำ แต่หากรู้แนวทางเตรียมตัวก่อนขอสินเชื่ออย่างชาญฉลาด การเป็นเจ้าของบ้านในฝันก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แนะเคล็ดลับเตรียมความพร้อมก่อนวางแผนกู้ซื้อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ เริ่มต้นวางรากฐานทางการเงินอย่างไรให้มั่นคง เพื่อเพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อบ้านให้ผ่านได้ง่ายขึ้น 

  1. ประเมินความสามารถในการผ่อนบ้าน ขั้นตอนแรกในการวางแผนซื้อที่อยู่อาศัย ผู้ประกอบอาชีพอิสระควรนำรายได้ที่มีการยื่นภาษีในปีที่ผ่านมามาหาร 12 เพื่อหารายรับเฉลี่ยที่ได้ในแต่ละเดือน จากนั้นจึงนำตัวเลขดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนทั้งหมด เพื่อคำนวณหาความสามารถในการผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน/คอนโดฯ ซึ่งธนาคารจะพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้จากค่า DSR (Debt Service Ratio) หรืออัตราส่วนที่แสดงภาระหนี้สินทั้งหมดต่อเดือนเทียบกับรายได้รวมต่อเดือน โดยรายจ่ายหรือภาระหนี้ทั้งหมดต่อเดือนนั้นไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ ซึ่งสามารถคำนวณด้วยสูตร (รายได้ต่อเดือน) X (40%) = (ความสามารถผ่อนบ้าน) เช่น รายได้ 30,000 บาทต่อเดือน X 40% = 12,000 บาท เมื่อหักภาระหนี้ต่าง ๆ ออกจากจำนวน 12,000 บาทแล้ว จะได้ความสามารถผ่อนบ้านกับธนาคารที่เหลืออยู่ ซึ่งผู้บริโภคสามารถนำตัวเลขดังกล่าวมากำหนดราคาเบื้องต้นเพื่อค้นหาบ้าน/คอนโดฯ ที่มีราคาเหมาะสมกับงบประมาณต่อไป
  2. มีหลักฐานการทำงานชัดเจน เนื่องจากฟรีแลนซ์ไม่มีสังกัดองค์กรอย่างเป็นทางการ การเก็บหลักฐานการทำงานอย่างเป็นระบบจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ผู้บริโภคควรเตรียมเอกสารแสดงการประกอบอาชีพไว้อย่างน้อย 1-2 ปี ไม่ว่าจะเป็นสัญญาว่าจ้างจากลูกค้าทุกฉบับ, ผลงานย้อนหลัง (Portfolio) หรือเอกสารการจดทะเบียนธุรกิจการค้า หรือใบประกอบวิชาชีพต่าง ๆ หากมีหลักฐานการทำงานเหล่านี้ครบถ้วนจะช่วยยืนยันความต่อเนื่องของรายได้ และแสดงให้ธนาคารเห็นถึงความน่าเชื่อถือในอาชีพได้อย่างชัดเจน
  3. วางแผนออมเงินดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ความมั่นคงทางการเงินไม่ได้วัดเพียงรายได้ที่เข้ามาเท่านั้น แต่ยังวัดจากวินัยในการออมด้วย นอกจากการออมเงินจะช่วยให้คุณมีเงินก้อนสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเมื่อซื้อบ้าน/คอนโดฯ แล้ว ยังถือเป็นการซ้อมผ่อนบ้านล่วงหน้าเพื่อให้สามารถปรับแผนการเงินให้เหมาะสมเมื่อต้องผ่อนชำระจริงอีกด้วย ผู้บริโภคจึงควรเริ่มวางแผนออมเงินเพื่อใช้เป็นเงินดาวน์เมื่อซื้อบ้าน/คอนโดฯ ประมาณ 10-30% นอกจากนี้ควรมีเงินออมสำรองไว้สำหรับผ่อนบ้าน/คอนโดฯ อย่างน้อย 6 เดือน เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงหากรายได้เกิดความผันผวนในอนาคต โดยการวางแผนรับมือความเสี่ยงนี้จะช่วยให้ธนาคารมั่นใจในศักยภาพทางการเงินของผู้กู้มากขึ้น
  4. ยื่นภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย การยื่นภาษีอย่างสม่ำเสมอเป็นเอกสารรับรองที่น่าเชื่อถือของอาชีพอิสระ เนื่องจากเป็นการยืนยันรายได้ต่อภาครัฐอย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นว่ารายได้ของคุณเป็นไปตามกฎหมายและสามารถตรวจสอบได้จริง ทำให้ธนาคารมั่นใจในความถูกต้องและสามารถตรวจสอบที่มาของรายได้ได้อย่างชัดเจน ผู้ประกอบอาชีพอิสระจึงไม่ควรละเลยการยื่นภาษีให้ถูกต้องและตรงกับความเป็นจริง โดยยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90 หรือ 94) ทุกปีเพื่อแสดงความต่อเนื่องของรายได้ และเก็บหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ไว้ทุกฉบับ ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่ชาวฟรีแลนซ์ต้องได้รับจากผู้ว่าจ้างทุกครั้งเมื่อมีการรับเงินค่าจ้างและแสดงรายละเอียดว่าถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไร เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันรายได้กับธนาคาร 
  5. เดินบัญชีธนาคารให้สม่ำเสมอ รายการเดินบัญชีธนาคาร (Statement) ถือเป็นหลักฐานแสดงกระแสเงินสดที่สำคัญของผู้ประกอบอาชีพอิสระ เช่นเดียวกับสลิปเงินเดือนของพนักงานประจำ ดังนั้น ผู้ประกอบอาชีพอิสระจึงควรวางแผนสร้างรายการเดินบัญชีธนาคารให้สวย โดยเลือกใช้บัญชีธนาคารหลักเพียงบัญชีเดียวในการรับรายได้จากการทำงาน มีการโอนเงินเข้าบัญชีอย่างสม่ำเสมอ หากได้รับค่าจ้างเป็นเงินสดก็ควรนำไปฝากในบัญชีธนาคารเพื่อแสดงให้เห็นความต่อเนื่องของรายได้ และพยายามรักษายอดคงเหลือในบัญชีอยู่เสมอ นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการถอนเงินออกจนหมดบัญชีบ่อย ๆ ด้วย การเดินบัญชีที่สม่ำเสมอจะช่วยยืนยันสภาพคล่องและความน่าเชื่อถือของรายได้ โดยธนาคารจะตรวจสอบรายการเดินบัญชีย้อนหลังเป็นระยะเวลา 6 เดือนถึง 1 ปี  
  6. สร้างประวัติทางการเงินดี ไม่มีหนี้ค้างชำระ ปัจจัยสำคัญที่ธนาคารใช้ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อคือผู้กู้ต้องมีประวัติทางการเงินที่ดี โดยธนาคารจะตรวจสอบประวัติการชำระหนี้ย้อนหลังจากเครดิตบูโร บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ซึ่งจะมีประวัติการชำระหนี้ของผู้กู้ย้อนหลัง 3 ปี ผู้บริโภคที่ต้องการกู้ซื้อที่อยู่อาศัยจึงควรสร้างประวัติทางการเงินให้ดูดี ไม่มีหนี้ค้างชำระ ไม่มีการผ่อนสินค้าจำนวนมากตอนที่ยื่นกู้ซื้อบ้าน และไม่มีประวัติการใช้บัตรกดเงินสดอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากผู้บริโภครู้จักบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและใช้บัตรเครดิตอย่างถูกวิธี และเคยมีประวัติการผ่อนชำระสินค้าตรงตามกำหนดทุกงวด จะเป็นตัวสะท้อนวินัยทางการเงินในการชำระหนี้ของผู้กู้ได้อีกทางนึง 
  7. “กู้ร่วม” เพิ่มโอกาสอนุมัติและวงเงินกู้ หากผู้ประกอบอาชีพอิสระต้องการเพิ่มโอกาสอนุมัติ การกู้ร่วมกับบุคคลที่มีรายได้ประจำ เช่น คู่สมรส พ่อ-แม่ หรือญาติพี่น้อง ก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ นอกจากผู้กู้ร่วมจะเข้ามาเติมเต็มความมั่นคงของรายได้แล้ว ยังทำให้ธนาคารเห็นถึงความสามารถในการชำระหนี้ที่มีมากขึ้นซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อตามไปด้วย นอกจากนี้ เมื่อรวมรายได้ของผู้กู้ทั้งสองคนแล้วยังส่งผลให้วงเงินกู้ที่ได้รับเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อบ้าน/คอนโดฯ ในงบประมาณที่สูงขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ผู้กู้หลักและผู้กู้ร่วมต้องทำความเข้าใจถึงภาระหนี้และความรับผิดชอบที่มีร่วมกันอย่างชัดเจนก่อนตัดสินใจ

แม้เส้นทางการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของชาวฟรีแลนซ์จะมีความท้าทายมากกว่าผู้มีรายได้ประจำ แต่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากเริ่มต้นเรียนรู้สร้างวินัยทางการเงินและแสดงหลักฐานความมั่นคงทางการเงินได้อย่างชัดเจน สิ่งเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้การกู้ซื้อบ้าน/คอนโดฯ ของผู้ประกอบอาชีพอิสระผ่านการอนุมัติได้ง่ายขึ้นอย่างแน่นอน ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (www.DDproperty.com) ได้รวบรวมบทความน่ารู้พร้อมอัปเดตข่าวสารล่าสุดในแวดวงอสังหาฯ รวมทั้งเป็นแหล่งข้อมูลประกาศซื้อ/ขาย/ให้เช่าที่อยู่อาศัยในทำเลศักยภาพทั่วประเทศ ช่วยให้คนหาบ้านทุกอาชีพสามารถเตรียมความพร้อมและเริ่มต้นวางแผนเลือกซื้อที่อยู่อาศัยในฝันได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น

Red Hat Brings Distributed AI Inference to Production AI Workloads with Red Hat AI 3

Red Hat AI 3 มอบศักยภาพ Distributed AI Inference เสริมแกร่งการนำ AI Workloads ไปใช้งานจริง

Red Hat Brings Distributed AI Inference to Production AI Workloads with Red Hat AI 3

Red Hat’s hybrid cloud-native AI platform streamlines AI workflows and offers powerful new inference capabilities, building the foundation for agentic AI at scale and empowering IT teams and AI engineers to innovate faster and more efficiently

 

Red Hat, the world’s leading provider of open source solutions, today announced Red Hat AI 3, a significant evolution of its enterprise AI platform. Bringing together the latest innovations of Red Hat AI Inference Server, Red Hat Enterprise Linux AI (RHEL AI) and Red Hat OpenShift AI, the platform helps simplify the complexities of high-performance AI inference at scale, enabling organizations to more readily move workloads from proofs-of-concept to production and improve collaboration around AI-enabled applications.

As enterprises move beyond AI experimentation, they face significant hurdles, including data privacy, cost control and managing diverse models. “The GenAI Divide: State of AI in Business” from the Massachusetts Institute of Technology NANDA project, highlights the reality of production AI, with approximately 95% of organizations failing to see measurable financial returns from ~$40 billion in enterprise spending.

Red Hat AI 3 focuses on directly addressing these challenges by providing a more consistent, unified experience for CIOs and IT leaders to maximize their investments accelerated      computing technologies. It makes it possible to rapidly scale and distribute AI workloads across hybrid, multi-vendor environments while simultaneously improving cross-team collaboration on next-generation AI workloads like agents, all on the same common platform. With a foundation built on open standards, Red Hat AI 3 meets organizations where they are on their AI journey, supporting any model on any hardware accelerator, from datacenters to public cloud and sovereign AI environments to the farthest edge.

From training to “doing”: The shift to enterprise AI inference

As organizations move AI initiatives into production, the emphasis shifts from training and tuning models to inference, the “doing” phase of enterprise AI. Red Hat AI 3 emphasizes scalable and cost-effective inference, by building on the wildly-successful vLLM and llm-d community projects and Red Hat’s model optimization capabilities to deliver production-grade serving of large language models (LLMs).

To help CIOs get the most out of their high-value hardware acceleration, Red Hat OpenShift AI 3.0 introduces the general availability of llm-d, which reimagines how LLMs run natively on Kubernetes. llm-d enables intelligent distributed inference, tapping the proven value of Kubernetes orchestration and the performance of vLLM, combined with key open source technologies like Kubernetes Gateway API Inference Extension, the NVIDIA Dynamo (NIXL) KV Transfer Library, and the DeepEP Mixture of Experts (MoE) communication library, allowing organizations to:

  • Lower costs and improve response times with intelligent inference-aware model scheduling and disaggregated serving
  • Deliver operational simplicity and maximum reliability with prescriptive “Well-lit Paths” that streamline the deployment of models at scale on Kubernetes.
  • Maximize flexibility with cross-platform support to deploy LLM inference across different hardware accelerators, including NVIDIA and AMD.

llm-d builds on vLLM, evolving it from a single-node, high-performance inference engine to a distributed, consistent and scalable serving system, tightly integrated with Kubernetes, and designed for enabling predictable performance, measurable ROI and effective infrastructure planning. All enhancements directly address the challenges of handling highly variable LLM workloads and serving massive models like Mixture-of-Experts (MoE) models.

A unified platform for collaborative AI

Red Hat AI 3 delivers a unified, flexible experience tailored to the collaborative demands of building production-ready generative AI solutions. It is designed to deliver tangible value by fostering collaboration and unifying workflows across teams through a single platform for both platform engineers and AI engineers to execute on their AI strategy. New capabilities focused on providing the productivity and efficiency needed to scale from proof-of-concept to production include:

  • Model as a Service (MaaS) capabilities build on distributed inference and enable IT teams to act as their own MaaS providers, serving common models centrally and delivering on-demand access for both AI developers and AI applications. This allows for better cost management and supports use cases that cannot run on public AI services due to privacy or data concerns.
  • AI hub empowers platform engineers to explore, deploy and manage foundational AI assets. It provides a central hub with a curated catalog of models, including validated and optimized gen AI models, a registry to manage the lifecycle of models and a deployment environment to configure and monitor all AI assets running on OpenShift AI.
  • Gen AI studio provides a hands-on environment for AI engineers to interact with models and rapidly prototype new gen AI applications. With the AI assets endpoint feature, engineers can easily discover and consume available models and MCP servers, which are designed to streamline how models interact with external tools. The built-in playground provides an interactive, stateless environment to experiment with models, test prompts and tune parameters for use cases like chat and retrieval-augmented generation (RAG).
  • New Red Hat validated and optimized models are included to simplify development. The curated selection includes popular open source models like OpenAI’s gpt-oss, DeepSeek-R1, and specialized models such as Whisper for speech-to-text and Voxtral Mini for voice-enabled agents.

Building the foundation for next-generation AI agents

AI agents are poised to transform how applications are built, and their complex, autonomous workflows will place heavy demands on inference capabilities. The Red Hat OpenShift AI 3.0 release continues to lay the groundwork for scalable agentic AI systems not only through its inference capabilities but also with new features and enhancements focused on agent management.

To accelerate agent creation and deployment, Red Hat has introduced a Unified API layer based on Llama Stack, which helps align development with industry standards like OpenAI-compatible LLM interface protocols. Additionally, to champion a more open and interoperable ecosystem, Red Hat is an early adopter of the Model Context Protocol (MCP), a powerful, emerging standard that streamlines how AI models interact with external tools—a fundamental feature for modern AI agents.

Red Hat AI 3 introduces a new modular and extensible toolkit for model customization, built on existing InstructLab functionality. It provides specialized Python libraries that give developers greater flexibility and control. The toolkit is powered by open source projects like Docling for data processing, which streamlines the ingestion of unstructured documents into an AI-readable format. It also includes a flexible framework for synthetic data generation and a training hub for LLM fine tuning. The integrated evaluation hub helps AI engineers monitor and validate results, empowering them to confidently leverage their proprietary data for more accurate and relevant AI outcomes.

Supporting Quotes

Joe Fernandes, vice president and general manager, AI Business Unit, Red Hat

“As enterprises scale AI from experimentation to production, they face a new wave of complexity, cost and control challenges. With Red Hat AI 3, we are providing an enterprise-grade, open source platform that minimizes these hurdles. By bringing new capabilities like distributed inference with llm-d and a foundation for agentic AI, we are enabling IT teams to more confidently operationalize next-generation AI, on their own terms, across any infrastructure.”

Dan McNamara, senior vice president and general manager, Server and Enterprise AI, AMD
“As Red Hat brings distributed AI inference into production, AMD is proud to provide the high-performance foundation behind it. Together, we’ve integrated the efficiency of AMD EPYC™ processors, the scalability of AMD Instinct™ GPUs, and the openness of the AMD ROCm™ software stack to help enterprises move beyond experimentation and operationalize next-generation AI — turning performance and scalability into real business impact across on-prem, cloud, and edge environments.”

Mariano Greco, chief executive officer, ARSAT

“As a provider of connectivity infrastructure for Argentina, ARSAT handles massive volumes of customer interactions and sensitive data. We needed a solution that would move us beyond simple automation to ‘Augmented Intelligence’ while delivering absolute data sovereignty for our customers. By building our agentic AI platform on Red Hat OpenShift AI, we went from identifying the need to live production in just 45 days. Red Hat OpenShift AI has not only helped us improve our service and reduce the time engineers spend on support issues, but also freed them up to focus on innovation and new developments.”

Rick Villars, group vice president, Worldwide Research, IDC

“2026 will mark an inflection point as enterprises shift from starting their AI pivot to demanding more measurable and repeatable business outcomes from investments. While initial projects focused on training and testing models, the real value – and the real challenge – is to operationalize model-derived insights with efficient, secure and cost-effective inference. This shift requires more modern infrastructure, data, and app deployment environments with ready to use production-grade inference capabilities that can handle real-world scale and complexity, especially as agentic AI supercharges inference loads. Companies that succeed in becoming AI-fueled businesses will be those who establish a unified platform to orchestrate these ever more sophisticated workloads in hybrid cloud environments, not just in silo domains.”

Ujval Kapasi, vice president, Engineering AI Frameworks, NVIDIA

“Scalable, high-performance inference is key to the next wave of generative and agentic AI. With built-in support for accelerated inference with open source NVIDIA Dynamo and NIXL technologies, Red Hat AI 3 provides a unified platform that empowers teams to move swiftly from experimentation to running advanced AI workloads and agents at scale.”