องค์กรมีอำนาจควบคุมด้านดิจิทัลได้เบ็ดเสร็จเพียงใด ทำความรู้จักเครื่องมือประเมินความพร้อมด้านอธิปไตยดิจิทัลจากเร้ดแฮท

องค์กรมีอำนาจควบคุมด้านดิจิทัลได้เบ็ดเสร็จเพียงใด ทำความรู้จักเครื่องมือประเมินความพร้อมด้านอธิปไตยดิจิทัลจากเร้ดแฮท

องค์กรมีอำนาจควบคุมด้านดิจิทัลได้เบ็ดเสร็จเพียงใด ทำความรู้จักเครื่องมือประเมินความพร้อมด้านอธิปไตยดิจิทัลจากเร้ดแฮท

บทความโดย: นายฮานส์ โรธ รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาค EMEA เร้ดแฮท

อธิปไตยดิจิทัล (Digital sovereignty) คือกลไกเชิงกลยุทธ์ขั้นสูงสุดเพื่อการสร้างและใช้นวัตกรรม ที่ช่วยให้องค์กรไม่เพียงปฏิบัติตามข้อกำหนดเท่านั้น แต่ยังก้าวสู่อิสรภาพในการดำเนินงานอย่างแท้จริง โดย “องค์กร” เป็นผู้กำหนดความต่อเนื่องทางธุรกิจของตนเองไม่ใช่ผู้ให้บริการคลาวด์

เร้ดแฮทเชื่อว่าอธิปไตยดิจิทัลไม่ควรเป็นกำแพงขวางกั้น แต่ควรเป็นรากฐานที่ให้อิสระองค์กรในการเลือกได้ว่าจะใช้เวิร์กโหลดอย่างไรบนสภาพแวดล้อมแบบไหน เร้ดแฮทพร้อมให้บริการเครื่องมือ Red Hat Digital Sovereignty Readiness Assessment เพื่อเร่งให้องค์กรขับเคลื่อนสู่ความมีอิสระทางอธิปไตยดิจิทัลเร็วขึ้น

มาตรการกำกับดูแลระดับสากล ได้ยกระดับความสำคัญของความยืดหยุ่นในการดำเนินงานและการควบคุมอำนาจเหนือข้อมูลตามเขตอำนาจศาล แต่เส้นทางสู่ความเป็นอิสระขององค์กรหลายแห่งถูกบดบังด้วยกลุ่มซอฟต์แวร์ที่ไม่เปิดเผยกระบวนการทำงานและยากต่อการตรวจสอบ (black box stacks) ทางเลือกที่จำกัด และข้อมูลที่กระจัดกระจายเป็นไซโล 

เส้นทางสู่การวางรากฐานด้านอธิปไตยดิจิทัลเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจว่าในปัจจุบันองค์กรอยู่ในสถานะใด และนี่คือจุดที่เครื่องมือ Red Hat Digital Sovereignty Readiness Assessment เข้ามามีบทบาทสำคัญ

กำหนดเกณฑ์มาตรฐานเพื่อควบคุม:  การประเมินความพร้อม

การกำกับดูแลสินทรัพย์ไอทีจะไม่สามารถทำได้หากขาดความเข้าใจที่สมบูรณ์ การประเมินที่ทำได้ด้วยตนเองนี้จะช่วยกำหนดเกณฑ์มาตรฐานที่ชัดเจนและเป็นกลางในการควบคุมงานด้านดิจิทัลในการประเมินขอบเขตงานสำคัญขององค์กรเจ็ดด้านได้แก่

  • อธิปไตยด้านข้อมูล (Data Sovereignty) – การควบคุมข้อมูลทั้งสถานที่จัดเก็บทางกายภาพ และการควบคุมตามเขตอำนาจศาล ตลอดวงจรชีวิตของข้อมูล
  • อธิปไตยด้านเทคนิค (Technical Sovereignty) – การควบคุมองค์ประกอบของชุดซอฟต์แวร์ที่ใช้เป็นฐาน
  • อธิปไตยด้านการดำเนินงาน (Operational Sovereignty) – ศักยภาพของทีมในการดูแลและกู้คืนระบบโดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก
  • อธิปไตยด้านการรับรอง (Assurance Sovereignty) – ความสามารถในการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องสมบูรณ์ของระบบได้อย่างอิสระ
  • การตระหนักถึงซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส (Open Source Awareness) – การใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนเปิดเพื่อลดความเสี่ยงจากการผูกติดกับผู้ให้บริการรายเดียว
  • การกำกับดูแลโดยผู้บริหาร (Executive Oversight) – การวางเป้าหมายด้านอธิปไตยดิจิทัลให้สอดคล้องกับธรรมาภิบาลในระดับผู้นำองค์กร
  • บริการจัดการระบบ (Managed Services) – ความยืดหยุ่นในการเลือกสภาพแวดล้อมในการใช้งานคลาวด์ตามภูมิภาคและดาต้าเซ็นเตอร์ต่าง ๆ ได้อย่างเฉพาะเจาะจง

การแปลผลการประเมิน: มาตรวัดระดับความพร้อมด้านอธิปไตยดิจิทัลของเร้ดแฮท

เมื่อการประเมินเสร็จสิ้น เครื่องมือจะแสดงคะแนนความพร้อมด้านอธิปไตยดิจิทัลขององค์กรโดยจำแนกศักยภาพในปัจจุบันขององค์กรออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้ 

  • Foundation – ระยะเริ่มต้นของการระบุและทำความเข้าใจข้อกำหนดด้านอธิปไตยดิจิทัล   
  • Developing – ระยะพัฒนาศักยภาพและเริ่มแก้ไขช่องว่างที่พบ
  • Strategic: ระยะที่มีศักยภาพแข็งแกร่งและสามารถนำไปใช้ซ้ำได้กับงานด้านต่างๆ  
  • Advanced: ระยะที่มีศักยภาพในการควบคุมสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดขององค์กรอย่างทั่วถึงและเป็นเชิงรุก

การประเมินนี้จะช่วยกำหนดแผนงานที่นำไปปฏิบัติได้จริง ทั้งแนวทางการปรับปรุงและประเด็นวิจัยที่จำเป็น เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้พิจารณา

มาตรฐานเปิดเพื่ออธิปไตยดิจิทัล

เร้ดแฮทยึดถือว่านวัตกรรมแบบเปิดและโอเพ่นไฮบริดคลาวด์เป็นพื้นฐานสำคัญของอธิปไตยดิจิทัล และเชื่อว่ากลยุทธ์ด้านอธิปไตยดิจิทัลจะแข็งแกร่งได้นั้นจะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่โปร่งใสรองรับเท่านั้น แต่หากเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินเป็นแบบมีกรรมสิทธิ์ องค์กรจะไม่สามารถตรวจสอบความโปร่งใสในการทำงานได้ ซึ่งขัดกับหลักการของความเป็นอิสระอย่างแท้จริงที่ต้องเปิดเผยและชัดเจน

เร้ดแฮทกำลังสร้างมาตรฐานเปิดให้กับการประเมินอธิปไตยดิจิทัลเพื่อสนับสนุนด้านความโปร่งใส โดยการเปิดให้อีโคซิสเต็มส์ทั่วโลกสามารถเข้าใช้และพัฒนาต่อยอดซอร์สโค้ดของเครื่องมือประเมินความพร้อมด้านอธิปไตยดิจิทัลซึ่งพัฒนาโดย Chris Jenkins ของเร้ดแฮทได้อย่างอิสระและไม่มีค่าใช้จ่าย

การเปิดเฟรมเวิร์กนี้เป็นโอเพ่นซอร์ส คือการที่เร้ดแฮทกำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้เปลี่ยนจาก “ความเชื่อถือที่ตรวจสอบไม่ได้” ไปสู่โมเดลที่สามารถพิสูจน์เชิงประจักษ์ได้ เร้ดแฮทไม่ได้มอบเพียงเครื่องมือแต่มอบต้นแบบทางความคิดที่เป็นระบบ (logical blueprints) แนวทางนี้ช่วยเสริมศักยภาพให้ลูกค้า พันธมิตร และองค์กรต่าง ๆ กำหนดเส้นทางเดินสู่โครงสร้างพื้นฐานที่มีความเป็นอิสระได้ด้วยตนเองผ่านตัวแปรทางเทคนิคสำคัญ ๆ หลากหลายมิติ 

อธิปไตยดิจิทัลจะเกิดขึ้นจริงและจับต้องได้นั้น กลไกการคำนวณเบื้องหลังต้องตรวจสอบที่มาที่ไปได้และเปิดรับการตรวจสอบ เร้ดแฮทนำเสนอมาตรฐานด้านความโปร่งใสเพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าว่ากลยุทธ์ด้านอธิปไตยดิจิทัลขององค์กรมีอำนาจควบคุมและจัดการได้อย่างแท้จริงตามที่ตั้งเป้าไว้

DNB and Ericsson deploy scam message detection for enhanced protection in Malaysia

DNB and Ericsson deploy scam message detection for enhanced protection in Malaysia

DNB and Ericsson deploy scam message detection for enhanced protection in Malaysia

  • Identifies and locates fake transmitters used to send fraudulent messages at no extra cost to customers
  • Reduces fraudulent messages and safeguards user privacy to protect Malaysians from the increasing number of scams
  • This innovation by DNB in partnership with Ericsson strengthens Malaysia’s leadership in trusted, secure, advanced digital infrastructu

Digital Nasional Berhad (DNB), Malaysia’s premier 5G network provider, in partnership with Ericsson (NASDAQ: ERIC), has introduced a groundbreaking capability within its 5G network management systems to detect illegal transmitters used to disseminate scam messages to mobile users.

Announced today at the 2026 Mobile World Congress (MWC) in Barcelona, the innovation marks the world’s first trial of a Radio Access Network (RAN) and network management enhancement designed to detect false base stations within a commercial 5G network.

Deployed across DNB’s national 5G network and powered by Ericsson’s network software together with the Ericsson Security Manager cybersecurity platform, this capability supports the government’s call for the telecommunications industry to take decisive action against the growing threat of scams.

According to the GSMA ASEAN Consumer Scam Report 2025, 45 per cent of consumers across the ASEAN region reported having fallen victim to a scam, up from 31 per cent the previous year. In Malaysia alone, authorities blocked 2.1 billion suspicious calls and unsolicited messages between 2022 and August 2025.

This latest innovation provides an additional layer of protection for Malaysians against scammers who deploy illegal transmitters to impersonate legitimate mobile base stations and send authentic‑looking messages containing malicious links aimed at stealing personal or financial information.

The technology delivers enhanced network visibility and advanced analytics to identify and neutralise suspicious activity without the need for manual tracing of transmission sources. 

This significantly strengthens Malaysia’s mobile network defences against scam‑related threats.

Implemented on DNB’s secure national 5G infrastructure, the capability enables the wholesale network provider to swiftly safeguard user privacy, reinforce public confidence in mobile communications at no additional cost to network operators, and underscores DNB’s continued commitment to enhancing the quality, resilience, and security of Malaysia’s 5G network.

DNB Chief Executive Officer Datuk Azman Ismail emphasized, “Our foremost priority has always been to deliver a secure and trusted national 5G network for the people of Malaysia. This innovation strengthens consumer protection by remotely detecting false base stations, helping to prevent scams and safeguard privacy. It marks another important milestone in building a safer, more intelligent 5G ecosystem, and reflects DNB’s ongoing commitment to continuously enhancing the quality, resilience and security of our network for customers nationwide, at no extra cost.”

David Hägerbro, Head of Ericsson Malaysia, Sri Lanka, and Bangladesh, added, “Security has always been a key pillar in Malaysia’s 5G journey. This security enhancement with DNB shows how advanced network intelligence can protect subscribers without additional hardware or manual effort. It reflects the progress of Malaysia’s digital journey, where performance, sustainability, and security go hand in hand.”

DNB จับมืออีริคสันติดตั้งระบบตรวจจับข้อความหลอกลวงยกระดับการปกป้องผู้ใช้มือถือในมาเลเซีย

DNB จับมืออีริคสันติดตั้งระบบตรวจจับข้อความหลอกลวงยกระดับการปกป้องผู้ใช้มือถือในมาเลเซีย

DNB จับมืออีริคสันติดตั้งระบบตรวจจับข้อความหลอกลวงยกระดับการปกป้องผู้ใช้มือถือในมาเลเซีย

  • ช่วยระบุและหาพิกัดเครื่องส่งสัญญาณปลอมที่ใช้ส่งข้อความหลอกลวง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  • ลดจำนวนข้อความหลอกลวงและรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ ปกป้องชาวมาเลเซียจากกลโกงที่เพิ่มมากขึ้น
  • นวัตกรรมจาก DNB ภายใต้ความร่วมมือกับอีริคสันนี้ ยังช่วยเสริมสร้างความเป็นผู้นำของมาเลเซียในด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความทันสมัย ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ

บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติของประเทศมาเลเซีย หรือ Digital Nasional Berhad: (DNB) ผู้ให้บริการเครือข่าย 5G ชั้นนำของมาเลเซีย ร่วมมือกับ อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) เปิดตัวความสามารถใหม่ล่าสุดภายในระบบบริหารจัดการเครือข่าย 5G เพื่อตรวจจับเครื่องส่งสัญญาณผิดกฎหมายที่ถูกนำมาใช้ในการแพร่กระจายข้อความหลอกลวง หรือ Scam Messages ไปยังผู้ใช้มือถือ

ความร่วมมือนี้ประกาศขึ้นในงาน Mobile World Congress (MWC) 2026 ณ บาร์เซโลนา ประเทศสเปนโดยนวัตกรรมนี้ถือเป็นการทดสอบครั้งแรกของโลกเพื่อยกระดับโครงข่ายวิทยุ (RAN) และการบริหารจัดการเครือข่ายที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตรวจจับสถานีฐานปลอม หรือ False Base Stations ภายในเครือข่าย 5G เชิงพาณิชย์

ระบบนี้ถูกติดตั้งใช้งานบนเครือข่าย 5G แห่งชาติของ DNB โดยขับเคลื่อนด้วยเครือข่ายซอฟต์แวร์ของ อีริคสันร่วมกับแพลตฟอร์มความปลอดภัยไซเบอร์ Ericsson Security Manager ซึ่งสามารถช่วยสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมดำเนินการขั้นเด็ดขาดต่อภัยคุกคามจากการหลอกลวงที่เพิ่มขึ้น

จากรายงาน GSMA ASEAN Consumer Scam Report 2025 พบว่าผู้บริโภคในภูมิภาคอาเซียนกว่า 45% บอกว่าตนเองเคยตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 31% ในปีก่อนหน้า เฉพาะในมาเลเซียเพียงแห่งเดียว ระหว่างปี 2565 ถึงสิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ได้ทำการระงับสายเรียกเข้าที่น่าสงสัยและข้อความที่ไม่พึงประสงค์ไปแล้วกว่า 2.1 พันล้านครั้ง

นวัตกรรมล่าสุดนี้ช่วยเพิ่มการปกป้องอีกชั้นหนึ่งให้กับชาวมาเลเซียในการต่อสู้กับสแกมเมอร์ ซึ่งมักใช้เครื่องส่งสัญญาณผิดกฎหมายสวมรอยเป็นสถานีฐานมือถือที่ถูกกฎหมาย และส่งข้อความที่ดูเหมือนจริงพร้อมแนบลิงก์อันตราย โดยมีเป้าหมายเพื่อขโมยข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลทางการเงิน

เทคโนโลยีนี้จะช่วยขยายการมองเห็นเครือข่ายและการวิเคราะห์ขั้นสูง เพื่อระบุและยับยั้งกิจกรรมที่น่าสงสัย โดยไม่จำเป็นต้องใช้การค้นหาต้นตอสัญญาณด้วยตนเอง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างการป้องกันเครือข่ายมือถือของมาเลเซียต่อภัยคุกคามที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงได้อย่างมีนัยสำคัญ

การดำเนินการบนโครงสร้างความมั่นคงพื้นฐาน 5G แห่งชาติของ DNB นี้ ช่วยให้ผู้ให้บริการโครงข่ายแบบขายส่งหรือ Wholesale Network Provider สามารถปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็ว สร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนในการสื่อสารผ่านมือถือโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และยังตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของ DNB เพื่อยกระดับคุณภาพ ความยืดหยุ่น และความปลอดภัยของเครือข่าย 5G ในมาเลเซีย

Datuk Azman Ismail ซีอีโอของ DNB กล่าวว่า “ภารกิจสำคัญอันดับแรกของเราคือการมอบเครือข่าย 5G แห่งชาติที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือให้กับประชาชนชาวมาเลเซียเสมอมา นวัตกรรมนี้ช่วยเสริมสร้างการปกป้องผู้บริโภค โดยการตรวจจับสถานีฐานปลอมจากระยะไกล ช่วยป้องกันการหลอกลวงและคุ้มครองความเป็นส่วนตัว นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสร้างระบบนิเวศ 5G ที่ปลอดภัยและชาญฉลาดยิ่งขึ้น ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ DNB ในการพัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยของเครือข่ายเพื่อลูกค้าทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม”

David Hägerbro ประธานบริษัท อีริคสัน ประจำมาเลเซีย ศรีลังกา และบังกลาเทศ กล่าวเสริมว่า “ความปลอดภัยเป็นเสาหลักสำคัญในเส้นทางการพัฒนาเครือข่าย 5G ของมาเลเซียเสมอมา ซึ่งการยกระดับความปลอดภัยร่วมกับ DNB ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าความอัจฉริยะของเครือข่ายขั้นสูงสามารถปกป้องผู้ใช้งานได้โดยไม่ต้องใช้ฮาร์ดแวร์เพิ่มเติมหรือความพยายามในการจัดการด้วยตนเอง สิ่งนี้สะท้อนถึงความก้าวหน้าของการเดินหน้าไปสู่ยุคดิจิทัลในมาเลเซีย ที่เน้นประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และมีความปลอดภัยไปพร้อม ๆ กัน”

Red Hat Launches Red Hat AI Enterprise to Deliver a Unified AI Platform that Spans from Metal to Agents

Red Hat Launches Red Hat AI Enterprise to Deliver a Unified AI Platform that Spans from Metal to Agents

Red Hat Launches Red Hat AI Enterprise to Deliver a Unified AI Platform that Spans from Metal to Agents

Red Hat AI Enterprise bridges the gap from AI infrastructure to production-ready agents by unifying the AI lifecycle with the industry-leading foundation of Red Hat Enterprise Linux and Red Hat OpenShift

Red Hat, the world’s leading provider of open source solutions, today announced Red Hat AI Enterprise, an integrated AI platform for deploying and managing AI models, agents and applications across the hybrid cloud. It joins the Red Hat AI portfolio which includes Red Hat AI Inference Server, Red Hat OpenShift AI and Red Hat Enterprise Linux AI. Red Hat is also introducing Red Hat AI 3.3, bringing significant updates and enhancements across the company’s entire AI portfolio. 

Together, these solutions provide a comprehensive “metal-to-agent” stack, integrating the underlying Linux and Kubernetes infrastructure with advanced inference and agentic capabilities to help organizations move from fragmented experimentation to governed, autonomous operations.

The enterprise AI landscape is rapidly evolving from simple chat interfaces toward high-density, autonomous agentic workflows that require deeper integration across the entire technology stack. However, many organizations remain stuck in the “pilot phase” due to fragmented tools and inconsistent infrastructure. Red Hat AI Enterprise addresses this by unifying the model and application lifecycles allowing IT teams to manage AI as a standardized enterprise system rather than a siloed project – making AI delivery as reliable and repeatable as traditional enterprise software.

Red Hat AI Enterprise: The foundation for AI production

Red Hat AI Enterprise provides core capabilities, including high-performance AI inference, model tuning and customization and agent deployment and management, with the flexibility to support any model and any hardware across any environment. Fueled by Red Hat OpenShift – the industry’s leading hybrid cloud application platform powered by Kubernetes – at its core, Red Hat AI Enterprise delivers a highly scalable and more consistent experience with a stronger security footprint, anywhere, using familiar tools and frameworks. For NVIDIA AI infrastructure, NVIDIA and Red Hat co-engineered the new Red Hat AI Factory with NVIDIA, combining Red Hat AI Enterprise and NVIDIA AI Enterprise to help speed and scale production AI for enterprises.  

Key benefits of Red Hat AI Enterprise include:

  • Faster, more cost-effective and scalable AI inference using the vLLM inference engine and llm-d distributed inference framework for optimized generative AI model deployments across hybrid hardware environments.
  • Integrated observability and lifecycle management to help drive AI lifecycle governance and mitigate risk with an integrated, tested and interoperable enterprise-ready AI stack.
  • Flexibility across the hybrid cloud by empowering organizations to deploy and manage AI models, agents and applications with greater consistency wherever their business needs to run backed by trusted Red Hat platforms.

Extending strategic flexibility and full-stack efficiency with Red Hat AI 3.3 

Red Hat’s strategy centers on bridging the gap between mission-critical stability and frontier innovation through a unified platform. The latest software release expands model choice, deepens full-stack optimization for next-generation silicon and hardens operational consistency for frontier models. 

New features and enhancements include:

  • Expanded model ecosystem with validated, production-ready compressed versions of Mistral-Large-3, Nemotron-Nano and Apertus-8B-Instruct, available via the OpenShift AI Catalog. Additionally,  the release enables deployment of state-of-the-art models like Ministral 3 and DeepSeek-V3.2 with sparse attention, while delivering multimodal enhancements including 3x Whisper speedup, geospatial support, improved EAGLE speculative decoding and enhanced tool calling for agentic workflows.
  • Self-service access to AI models with a technology preview of Models-as-a-Service (MaaS). IT teams can provide self-service access to privately hosted models via an API gateway. This centralized approach ensures that AI is available on-demand for internal users, fostering a ready-to-go AI foundation that promotes private and scalable AI adoption within the enterprise.
  • Expanded hardware support including a technology preview of generative AI support on CPUs, starting with Intel CPUs for more cost-effective small language model (SLM) inference. Additionally, the platform has expanded its hardware certification for NVIDIA’s Blackwell Ultra and support for AMD MI325X accelerators.
  • Unified data-to-model lifecycle secured by the new Red Hat AI Python Index. This trusted repository delivers hardened, enterprise-grade versions of critical tools—including Docling, SDG Hub, and Training Hub—enabling teams to move from fragmented experimentation to repeatable, security-focused production pipelines.
  • Comprehensive AI observability and safety with greater visibility into model health, performance and behavior. This provides real-time telemetry across AI workloads, llm-d deployments and Models-as-a-Service (MaaS) cluster and model usage and is paired with a technology preview of integrated NeMo Guardrails, enabling developers to enforce operational safety and alignment across AI interactions.
  • On-demand access to GPU resources by empowering organizations to deploy their own internal GPU-as-a-Service capabilities through intelligent orchestration and pooled hardware access with automatic checkpointing to save the state of long-running training jobs, preventing work loss and maintaining more predictable compute costs, even in highly dynamic or preemptible environments.

Supporting Quotes

Joe Fernandes, vice president and general manager, AI Business Unit, Red Hat

“For AI to deliver true business value, it must be operationalized as a core component of the enterprise software stack, not as a standalone silo. Red Hat AI Enterprise is designed to bridge the gap between infrastructure and innovation by providing a unified metal to agent platform. By integrating advanced tuning and agentic capabilities with the industry-leading foundation of Red Hat Enterprise Linux and Red Hat OpenShift, we are providing the complete stack – from the GPU-accelerated hardware to the models and agents that drive business logic. Additionally, with Red Hat AI 3.3 organizations can move beyond fragmented pilots to governed, repeatable and high-performance AI operations across the hybrid cloud.”

Additional Resources

Connect with Red Hat

Red Hat เปิดตัว Red Hat AI Enterprise มอบแพลตฟอร์ม AI หนึ่งเดียวที่ครอบคลุมครบวงจร ตั้งแต่ระดับฮาร์ดแวร์จนถึงเอเจนต์

สามขั้นตอนสู่ความเป็น Adaptive Leadership ในยุคเทคโนโลยี

Red Hat เปิดตัว Red Hat AI Enterprise มอบแพลตฟอร์ม AI หนึ่งเดียวที่ครอบคลุมครบวงจร ตั้งแต่ระดับฮาร์ดแวร์จนถึงเอเจนต์

Red Hat AI Enterprise ประสานรอยต่อระหว่างโครงสร้างพื้นฐาน AI กับ เอเจนต์ที่พร้อมใช้งานจริงด้วยการรวมไลฟ์ไซเคิลของ AI ให้เป็นหนึ่งเดียวกับ Red Hat Enterprise Linux และ  Red Hat OpenShift ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานชั้นนำของอุตสาหกรรม

 

เร้ดแฮท ผู้ให้บริการโซลูชันโอเพ่นซอรส์ระดับแนวหน้าของโลก ประกาศเปิดตัว Red Hat AI Enterprise แพลตฟอร์ม AI แบบเบ็ดเสร็จ สามารถรองรับการใช้และบริหารจัดการโมเดล AI, เอเจนต์ (agent) และแอปพลิเคชัน AI ที่อยู่บนไฮบริดคลาวด์ทั้งหมด แพลตฟอร์มนี้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตโฟลิโอด้าน AI ของเร้ดแฮท ซึ่งประกอบด้วย Red Hat AI Inference Server, Red Hat OpenShift AI และ Red Hat Enterprise Linux AI นอกจากนี้เร้ดแฮทยังได้เปิดตัว Red Hat AI 3.3 ซึ่งเป็นการอัปเดทและการเพิ่มประสิทธิภาพครั้งสำคัญของพอร์ตโฟลิโอด้าน AI ที่มีอยู่ทั้งหมดของบริษัทฯ โซลูชันทั้งสองนี้รวมพลังกันมอบชุดโซลูชันที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับฮาร์ดแวร์ไปจนถึงระดับซอฟต์แวร์เอเจนต์ (metal-to-agent) โดยผสานรวม Linux และโครงสร้างพื้นฐาน Kubernetes เข้ากับความสามารถในการอนุมาน (inference) และการทำงานของเอเจนต์ (agent) เพื่อช่วยให้องค์กรต่าง ๆ เปลี่ยนจากการทำงานและการทดลองที่กระจัดกระจายไปเป็นการทำงานอัตโนมัติที่ควบคุมดูแลตามมาตรฐานขององค์กรได้

แลนด์สเคปด้าน AI ขององค์กรกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว จากอินเทอร์เฟซการแชทแบบง่าย ๆ ไปเป็นเวิร์กโฟลว์เอเจนต์อัตโนมัติ (autonomous agentic workflows) ที่มีความซับซ้อนสูงมีปริมาณงานและขีดความสามารถที่มากขึ้น (high-density) ซึ่งต้องการการบูรณาการเทคโนโลยีที่มีอยู่เข้าด้วยกันอย่างมาก อย่างไรก็ตาม องค์กรจำนวนมากยังคงติดอยู่กับ “ระยะนำร่อง” เนื่องจากเครื่องมือมากมายที่กระจัดกระจายและโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เป็นเอกภาพ Red Hat AI Enterprise จัดการกับความท้าทายนี้ด้วยการรวมไลฟ์ไซเคิลของโมเดลและแอปพลิเคชันไว้ด้วยกัน ซึ่งช่วยให้ทีมไอทีสามารถบริหารจัดการ AI เหมือนเป็นระบบปกติระบบหนึ่งขององค์กร แทนที่จะเป็นโปรเจกต์ที่ต่างคนต่างทำ ช่วยให้การให้บริการ AI เชื่อถือได้และนำกลับมาใช้ใหม่ได้เหมือนกับซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมขององค์กร

Red Hat AI Enterprise คือพื้นฐานรองรับการนำ AI มาใช้งานจริง 

Red Hat AI Enterprise มอบความสามารถสำคัญต่าง ๆ เช่น การอนุมาน AI คุณภาพสูง, การปรับจูนและปรับแต่งโมเดล รวมถึงการใช้และบริหารจัดการ เอเจนต์ ที่มาพร้อมความยืดหยุ่นที่สามารถรองรับโมเดลและฮาร์ดแวร์ใดก็ได้ในทุกสภาพแวดล้อม Red Hat OpenShift ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันไฮบริดคลาวด์ที่ขับเคลื่อนโดย Kubernetes ชั้นนำของวงการ เป็นขุมพลังที่ให้การสนับสนุน Red Hat AI Enterprise ให้สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่สอดคล้องเป็นเอกภาพ และมีความสามารถในการปรับขนาดสูง พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยที่รัดกุมบนทุกสภาพแวดล้อมผ่านการใช้เครื่องมือและเฟรมเวิร์กที่คุ้นเคย นอกจากนี้ NVIDIA และเร้ดแฮทได้ร่วมกันพัฒนา Red Hat AI Factory with NVIDIA ขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นการรวม Red Hat AI Enterprise และ NVIDIA AI Enterprise เข้าด้วยกันเพื่อช่วยเร่งความเร็วและปรับขนาดการใช้งานในการนำ AI มาใช้งานจริงในองค์กร

ประโยชน์หลัก ๆ ของ Red Hat AI Enterprise

  • การอนุมาน AI ที่รวดเร็วขึ้น คุ้มค่าการลงทุนมากขึ้น และปรับขนาดได้ โดยใช้เครื่องมืออนุมานที่เป็น vLLM และเฟรมเวิร์กการอนุมานแบบกระจายตัว llm-d เพื่อทำให้การใช้โมเดล generative AI มีประสิทธิภาพสูงสุดบนทุกสภาพแวดล้อมที่ใช้ฮาร์ดแวร์แบบไฮบริด
  • การสังเกตการณ์แบบครบวงจร และการบริหารจัดการไลฟ์ไซเคิล เพื่อช่วยขับเคลื่อนการกำกับดูแลไลฟ์ไซเคิลของ AI และลดความเสี่ยงด้วยชุดเทคโนโลยี AI ระดับองค์กรที่ผ่านการทดสอบ ผสานรวมการทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์ และพร้อมใช้งานทันที
  • ความยืดหยุ่นที่มีให้กับไฮบริดคลาวด์ทั้งหมด โดยช่วยให้องค์กรต่าง ๆ สามารถใช้และบริหารจัดการโมเดล AI เอเจนต์ และแอปพลิเคชัน ได้อย่างเป็นเอกภาพมากขึ้น ในทุกสภาพแวดล้อมที่ธุรกิจต้องการใช้งาน ภายใต้การสนับสนุนจากแพลตฟอร์มที่เชื่อถือได้ต่าง ๆ ของเร้ดแฮท

การขยายความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์และประสิทธิภาพการทำงานแบบครบวงจร ด้วย Red Hat AI 3.3

กลยุทธ์ของ Red Hat คือการให้ความสำคัญกับการใช้แพลตฟอร์มหนึ่งเดียวเป็นตัวเชื่อมช่องว่างระหว่างความเสถียรของภารกิจสำคัญกับนวัตกรรมล้ำสมัย ซอฟต์แวร์เวอร์ชันล่าสุดได้เพิ่มทางเลือกของโมเดลให้หลากหลายขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพชิปประมวลผลยุคใหม่อย่างเต็มรูปแบบ และเสริมแกร่งด้านความคงเส้นคงวาในการดำเนินงานให้กับโมเดลที่ล้ำสมัยและทรงพลัง

ฟีเจอร์และประสิทธิภาพใหม่ ๆ

  • ระบบนิเวศของโมเดลที่ขยายใหญ่ขึ้นด้วย Mistral-Large-3, Nemotron-Nano และ Apertus-8B-Instruct ในเวอร์ชันที่ผ่านการบีบอัด (compressed versions) ซึ่งได้รับการตรวจสอบความถูกต้องและพร้อมใช้งานจริง สามารถเรียกใช้งานผ่าน OpenShift AI Catalog นอกจากนี้ ซอฟต์แวร์เวอร์ชันนี้ยังรองรับการใช้งานโมเดลล้ำสมัย เช่น Ministral 3 และ DeepSeek-V3.2 ที่ใช้เทคโนโลยี sparse attention พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานแบบ multimodal ซึ่งรวมถึงการเร่งความเร็ว 3x Whisper, การรองรับข้อมูลเชิงพื้นที่, การถอดรหัสแบบคาดการณ์ล่วงหน้าของ EAGLE ที่มีการเพิ่มประสิทธิภาพ และการเรียกใช้เครื่องมือที่ได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อรองรับ agentic workflows
  • การเข้าใช้โมเดล AI ได้แบบ self-service ผ่านเทคโนโลยี Models-as-a-Service (MaaS) เวอร์ชันทดสอบ ทีมไอทีสามารถให้บริการการเข้าถึงแบบ self-service ไปยังโมเดลที่โฮสต์แบบส่วนตัว ผ่าน API Gateway วิธีการแบบรวมศูนย์นี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าผู้ใช้ภายในองค์กรสามารถใช้งาน AI ได้แบบออนดีมานด์พร้อมทั้งสร้างรากฐานด้าน AI ที่มีความพร้อมใช้งาน เพื่อส่งเสริมการนำ AI แบบไพรเวทและปรับขนาดได้ไปใช้ในองค์กร
  • ขยายการรองรับฮาร์ดแวร์ที่หลากหลาย รวมถึงการเปิดตัว generative AI บน CPU โดยเริ่มจาก Intel CPUs ที่ช่วยเพิ่มความคุ้มทุนด้านการอนุมานโมเดลภาษาขนาดเล็ก (SLM) นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังได้ขยายการรับรองฮาร์ดแวร์ NVIDIA Blackwell Ultra และรองรับ accelerators รุ่น AMD MI325X
  • รวมไลฟ์ไซเคิลของข้อมูลสู่โมเดลให้เป็นหนึ่งเดียวและปลอดภัยด้วย Red Hat AI Python Index ใหม่ คลังเก็บข้อมูลที่เชื่อถือได้นี้มอบเครื่องมือสำคัญต่าง ๆ ที่มีความแข็งแกร่งเพียงพอต่อการใช้งานในระดับองค์กร ซึ่งรวมถึง Docling, SDG Hub, และ Training Hub ซึ่งช่วยให้ทีมทำงานเปลี่ยนจากการทดลองที่กระจัดกระจายไปสู่ไปป์ไลน์การใช้งานจริงที่ทำซ้ำได้และเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญ
  • การตรวจสอบและความปลอดภัย AI ที่ครอบคลุม พร้อมความสามารถในการมองเห็นสถานะ ความสมบูรณ์ ประสิทธิภาพ และพฤติกรรมของโมเดล โดยระบบจะแสดงข้อมูลการเก็บและส่งข้อมูลการทำงานของเวิร์กโหลด AI ทั้งหมดแบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถใช้งาน llm-d และใช้งานคลัสเตอร์และโมเดลในรูปแบบ Models-as-a-Service (MaaS) และจับคู่กับ NeMo Guardrails เวอร์ชันทดสอบที่รวมเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถควบคุมความปลอดภัยในการดำเนินงานและควบคุมการโต้ตอบกับ AI ทั้งหมดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้
  • การเข้าถึงทรัพยากร GPU ได้แบบออนดีมานด์ ช่วยให้องค์กรสามารถใช้ GPU-as-a-Service ภายในองค์กรได้เอง ผ่านการจัดการอย่างชาญฉลาด และการเข้าถึงกลุ่มฮาร์ดแวร์ส่วนกลาง (pooled hardware) พร้อมระบบบันทึกสถานะอัตโนมัติ (automatic checkpointing) เพื่อจัดเก็บสถานะของงานเทรนโมเดลที่ใช้เวลานาน ซึ่งช่วยป้องกันข้อมูลหรืองานไม่ให้สูญหาย และให้คงความสามารถในการคาดการณ์ต้นทุนการประมวลผลได้มากขึ้น แม้ในสภาพแวดล้อมที่มีความผันผวนสูง หรือในสภาพแวดล้อมที่ทรัพยากรอาจถูกดึงกลับคืนได้ทุกเมื่อ

คำกล่าวสนับสนุน

นายโจ เฟอร์นานเดส รองประธานและผู้จัดการทั่วไป หน่วยธุรกิจ AI ของ Red Hat

“เพื่อให้ AI สามารถส่งมอบคุณค่าทางธุรกิจที่แท้จริงได้นั้น เทคโนโลยีนี้จำเป็นต้องถูกทำให้กลายเป็นส่วนประกอบหลักในโครงสร้างซอฟต์แวร์ขององค์กร ไม่ใช่การใช้งานแยกส่วนแบบเอกเทศ Red Hat AI Enterprise จึงออกแบบมาเพื่อประสานรอยต่อระหว่างโครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรม ด้วยการมอบแพลตฟอร์มที่เป็นหนึ่งเดียวตั้งแต่ระดับฮาร์ดแวร์ไปจนถึงระดับ เอเจนต์ การผสานรวมความสามารถในการปรับจูนขั้นสูงและความสามารถของ เอเจนต์ เข้ากับรากฐานระดับชั้นนำของอุตสาหกรรมเช่น Red Hat Enterprise Linux และ Red Hat OpenShift ทำให้เราสามารถให้บริการเทคโนโลยีที่ครบวงจร ตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ที่เร่งความเร็วด้วย GPU ไปจนถึงโมเดลและ เอเจนต์ที่ขับเคลื่อนตรรกะทางธุรกิจ นอกจากนี้ Red Hat AI 3.3 ยังช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ก้าวข้ามจากการทดลองที่กระจัดกระจาย ไปสู่การปฏิบัติงานด้าน AI ที่ควบคุมได้ ทำซ้ำได้ และมีประสิทธิภาพสูง ครอบคลุมทั่วทั้งไฮบริดคลาวด์”

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

ช่องทางติดต่อกับเร้ดแฮท