BINANCE TH ประกาศกลยุทธ์ผู้นำปี 2026 รับมือความผันผวนของตลาด พร้อมกำหนดทิศทางการเติบโตครั้งใหม่

BINANCE TH ประกาศกลยุทธ์ผู้นำปี 2026 รับมือความผันผวนของตลาด พร้อมกำหนดทิศทางการเติบโตครั้งใหม่

BINANCE TH ประกาศกลยุทธ์ผู้นำปี 2026 รับมือความผันผวนของตลาด พร้อมกำหนดทิศทางการเติบโตครั้งใหม่

  • ฐานผู้ใช้เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า ในปี 2025 จากการผลักดันความร่วมมือด้านการศึกษาและคอมมูนิตี้ทั่วประเทศ
  • เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่เน้นนักลงทุน เช่น AI Sentiment และ Daily Insight พร้อมสร้างความร่วมมือเชิง  กลยุทธ์กับ Bitazza, Maxbit และ The Brooker Group เพื่อยกระดับความร่วมมือในอีโคซิสเต็ม
  • อีโคซิสเต็มสินทรัพย์ดิจิทัลไทยพร้อมเติบโตแบบก้าวกระโดดในปี 2026 จากปัจจัยความก้าวหน้าด้านกฎระเบียบ การมีส่วนร่วมของสถาบัน และการขยายตัวของการใช้งานในโลกความเป็นจริง

BINANCE TH by Gulf Binance ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำในประเทศไทย เผยผลการดำเนินงานที่โดดเด่นประจำปี 2025 พร้อมเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ และแนวโน้มสำหรับปีถัดไป ประกาศจุดยืนและทิศทางสำคัญของธุรกิจ Market-Moving Briefing: นำทางความผันผวนปี 2025 ด้วยกลยุทธ์ปี 2026 ที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม” ท่ามกลางบรรยากาศตลาดคริปโตทั่วโลกกำลังเผชิญกับความผันผวนครั้งสำคัญ บริษัทเน้นย้ำว่าช่วงเวลาตอนนี้ไม่ใช่การทดสอบสำหรับอุตสาหกรรม แต่มันคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย

ตลอดปี 2025 BINANCE TH สร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยฐานผู้ใช้เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และสามารถขยายการเข้าถึงองค์ความรู้และการใช้งานคริปโตฯ ไปยังประชาชนทั่วประเทศมากกว่าแสนคนผ่านความร่วมมือด้านการศึกษาและกิจกรรมภาคสนามต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการลงนามบันทึกความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยระดับประเทศ เพื่อวางรากฐานความรู้บล็อกเชนให้กับคนรุ่นใหม่ ตลอดจนการจัดกิจกรรม Crypto 101 ร่วมกับพันธมิตรในภาคการเงินที่ช่วยสร้างสะพานเชื่อมระหว่างความรู้ทางการเงินแบบดั้งเดิมและโลกสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้ระบบที่มีมาตรฐานความปลอดภัยเทียบเท่าแพลตฟอร์มระดับโลกของ Binance และไม่มีเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยเกิดขึ้นตลอดทั้งปี

นายนิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล CFA, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BINANCE TH by Gulf Binance กล่าวว่า “แม้ปี 2025 ตลาดจะเผชิญหน้ากับความผันผวน แต่ถือได้ว่าปีนี้เป็นการตอกย้ำกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งของเรา ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือความเข้าใจและการใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัลของผู้คนในทุกกลุ่ม ตั้งแต่นักศึกษาจนถึงสถาบันที่เติบโตแบบก้าวกระโดด (Exponential Growth) เราเห็นการขยายตัวของสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงและในฐานะสินทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น ความผันผวนจึงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของวัฎจักร แต่เป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมสำหรับปี 2026”

BINANCE TH ยังประกาศการยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้ครั้งใหญ่ โดยย้ำจุดยืนในการเป็นศูนย์ซื้อขายที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้เป็นอันดับแรก (User-Centric) ในประเทศไทย ด้วยการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้ผู้ลงทุนมองเห็นตลาดได้อย่างชัดเจนและมีข้อมูลพร้อมก่อนการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือบนหน้าแรกของแอปที่รวบรวมข้อมูลสำคัญของตลาดแบบเรียลไทม์ การวิเคราะห์อารมณ์ตลาดจากชุมชนโซเชียลอย่าง AI Sentiment ไปจนถึง Daily Insight ที่สรุปภาพความเคลื่อนไหวของตลาดในแต่ละวันให้เข้าใจง่ายสำหรับผู้ใช้ทั่วไป บริษัทเดินหน้าเพิ่มความสนุกและการมีส่วนร่วมผ่าน All-Time High Game ซึ่งออกแบบมาเพื่อดึงดูดผู้ใช้ใหม่เข้าสู่ระบบนิเวศด้วยวิธีการและข้อมูลที่น่าสนใจ

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่สำคัญเพื่อเพิ่มการเชื่อมต่อในตลาดและส่งเสริมการยอมรับคริปโตฯ คือการประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Bitazza, Maxbit และ The Brooker Group ความร่วมมือเหล่านี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานของตลาด การปรับปรุงสภาพคล่องของสินทรัพย์ และการขยายโอกาสเข้าถึงการศึกษาด้านสินทรัพย์ดิจิทัลคุณภาพสูงสำหรับกลุ่มนักลงทุนที่มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth) ความร่วมมือเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ BINANCE TH ที่จะสร้างการเติบโตของอีโคซิสเต็มสินทรัพย์ดิจิทัลของไทยร่วมกัน

ในด้านแนวโน้มสำหรับปี 2026 ดร.กร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่กลยุทธ์และผู้อำนวยการ BINANCE TH Academy ได้สรุปปัจจัยหลัก 3 ประการที่จะขับเคลื่อนตลาด ได้แก่ การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของกรอบกำกับดูแลในประเทศไทย การเข้ามามีส่วนร่วมของภาคสถาบันและผู้เล่นกระแสหลัก และการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Stablecoins, Tokenization และ Real-World Assets (RWA) ปัจจัยเหล่านี้จะนำสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าใกล้ผู้ใช้ทั่วไปมากขึ้น ไม่ใช่เพียงในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุนเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญของการชำระเงิน การเข้าถึงทางการเงิน และการแลกเปลี่ยนมูลค่าอีกด้วย

ดร.กร กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปี 2026 จะเป็นปีที่สินทรัพย์ดิจิทัลจะเปลี่ยนจากแนวคิดสู่การใช้งานจริงในชีวิตประจำวันของผู้คน เราคาดหวังว่าจะมีการยอมรับในวงกว้างมากขึ้น การประสานงานด้านกฎระเบียบที่ชัดเจนขึ้น และการ บูรณาการที่ลึกซึ้งขึ้นกับระบบการเงิน ซึ่งทั้งหมดนี้จะปรับเปลี่ยนวิธีที่ผู้ใช้ชาวไทยมีปฏิสัมพันธ์กับมูลค่าทางดิจิทัล”

ในขณะที่อุตสาหกรรมกำลังก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงและมองไปข้างหน้าสู่ปี 2026 BINANCE TH ยังคงมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างศักยภาพผู้ใช้และเป็นผู้นำสินทรัพย์ดิจิทัลของประเทศไทยเข้าสู่บทถัดไป ด้วยการนำเสนอนวัตกรรม สร้างความร่วมมือในอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบทั่วทั้งอีโคซิสเต็ม

Alibaba Cloud Recognized Again as an Emerging Leader in All Four Gartner® Emerging Market Quadrants for Generative AI

อาลีบาบา คลาวด์ ได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่ม Emerging Leader ใน Gartner® Emerging Market Quadrants for Generative AI ทั้ง 4 ด้าน อีกครั้ง

Alibaba Cloud Recognized Again as an Emerging Leader in All Four Gartner® Emerging Market Quadrants for Generative AI

Recognition across GenAI infrastructure, models, engineering, and AI apps highlights Alibaba Cloud’s Features and Future Potential capabilities

Alibaba Cloud, the digital technology and intelligence backbone of Alibaba Group, today announced it has again been recognized as an Emerging Leader across all four quadrants evaluated in the latest four Gartner® “Innovation Guide for Generative AI” reports, published in November 2025.

According to Gartner, the Emerging Market Quadrant provides “a visualization of generative AI vendors” in a “dynamic and fast-moving market,” and “Emerging Leaders typically possess visibility within the market as well as both strong features and future potential”.

“We believe our recognition as an Emerging Leader across the GenAI stack is a powerful validation of our integrated ‘AI + Cloud’ strategy,” said Jingren Zhou, Chief Technology Officer of Alibaba Cloud Intelligence. “From the optimized infrastructure that powers AI, to our leading Qwen models, the tools to engineer specialized applications, and the productivity apps that deliver value to end-users, we are committed to providing a holistic ecosystem that empowers businesses to innovate and succeed in the fast-moving era of AI.”

The four quadrants covered in the Gartner® “Innovation Guide for Generative AI” reports are: Generative AI Specialized Cloud Infrastructure, Generative AI Model Providers, Generative AI Engineering, and Generative AI Knowledge Management Apps.

A Full-Stack AI Ecosystem

The Gartner reports provide context for the critical capabilities in each domain, all of which Alibaba Cloud believes are addressed by its offerings:

Generative AI Specialized Cloud Infrastructure: Gartner defines this as “offerings that address the need to enable AI and machine learning (ML) activity,” including high-performance compute, storage, and networking for training and inference.

Alibaba Cloud provides a robust, AI-optimized cloud infrastructure foundation to meet these demanding workloads. It is the only cloud service provider in Asia Pacific recognized as an Emerging Leader among four global peers.

Generative AI Model Providers: This market includes “model providers that offer access to commercial or open-source foundation models.”

Alibaba’s proprietary Qwen model series, including the latest Qwen3, is a testament to its strength here. The open-source Qwen models have seen massive community adoption, with over 600 million downloads on platforms like Hugging Face and ModelScope, inspiring the creation of more than 170,000 derivative models.

Model Studio, Alibaba’s AI development platform, embodies this by enabling enterprises to fine-tune, manage, and deploy models efficiently, serving over 1 million corporates and individuals. It enables enterprises to build generative AI applications by leveraging a range of large language models (LLMs), such as Qwen and visual-generation Wan family of models.

Generative AI Engineering: Gartner notes this submarket focuses on “technologies providing full-model life cycle management, specifically adjusted to…developing, refining and deploying generative models.” 

Alibaba Cloud’s Platform for AI (PAI), is a comprehensive machine learning and deep learning engineering platform designed for enterprises and developers to build and use AI more easily. It supports the entire AI lifecycle in one integrated platform – from data labelling and model building, to model training, performance optimization, and real-world deployment.

อาลีบาบา คลาวด์ ได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่ม Emerging Leader ใน Gartner® Emerging Market Quadrants for Generative AI ทั้ง 4 ด้าน อีกครั้ง

อาลีบาบา คลาวด์ ได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่ม Emerging Leader ใน Gartner® Emerging Market Quadrants for Generative AI ทั้ง 4 ด้าน อีกครั้ง

อาลีบาบา คลาวด์ ได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่ม Emerging Leader ใน Gartner® Emerging Market Quadrants for Generative AI ทั้ง 4 ด้าน อีกครั้ง

การที่บริษัทฯ ได้รับการยอมรับในความสามารถด้าน GenAI ทุกด้าน ประกอบด้วยด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านโมเดล ด้านวิศวกรรม และด้านแอปพลิเคชัน AI แสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติเด่น และศักยภาพในอนาคต ของอาลีบาบา คลาวด์

อาลีบาบา คลาวด์ (Alibaba Cloud) ธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป ประกาศว่าบริษัทฯ ได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่ม ‘Emerging Leader’ ครอบคลุมทั้งสี่ด้านที่ได้รับการประเมินในรายงาน Gartner® “Innovation Guide for Generative AI” สี่ฉบับล่าสุด ซึ่งเผยแพร่ในเดือนพฤศจิกายน 2568 

Gartner ระบุว่า Emerging Market Quadrant คือ “การจัดวางตำแหน่งผู้ให้บริการด้าน generative AI” ใน “ตลาดที่มีพลวัตและเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว” และโดยทั่วไป “Emerging Leader มักเป็นผู้ให้บริการที่เป็นที่รู้จักในตลาดที่มาพร้อมคุณสมบัติต่าง ๆ ที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพในอนาคต”

นายจิ้งเหริน โจว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี อาลีบาบา คลาวด์ อินเทลลิเจนซ์ กล่าวว่า “เราเชื่อว่าการได้รับการยอมรับให้เป็น Emerging Leader ครอบคลุมทั้ง GenAI stack เป็นการยืนยันครั้งสำคัญถึงความสำเร็จของกลยุทธ์แบบบูรณาการ ‘AI+Cloud’ ของเรา ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มประสิทธิภาพให้เหมาะสมกับการใช้ AI ไปจนถึง Qwen ซึ่งเป็นโมเดลชั้นนำของเรา เครื่องมือที่ใช้พัฒนาแอปพลิเคชันเฉพาะทาง และแอปพลิเคชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่สร้างคุณประโยชน์ให้ผู้ใช้งาน เรามุ่งมั่นนำเสนอระบบนิเวศแบบองค์รวมที่จะช่วยให้ธุรกิจต่าง ๆ สามารถสร้างสรรค์และประสบความสำเร็จในยุคที่ AI มีความเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วนี้”

รายงาน Gartner® “Innovation Guide for Generative AI” ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ 

  1. โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์เฉพาะทางสำหรับ Generative AI (Generative AI Specialized Cloud Infrastructure)
  2. ผู้ให้บริการโมเดล Generative AI (Generative AI Model Providers)
  3. วิศวกรรมด้าน Generative AI (Generative AI Engineering), และ
  4. แอปพลิเคชันบริหารจัดการความรู้ด้วย Generative AI (Generative AI Knowledge Management Apps.)

AI อีโคซิสเต็มส์แบบครบวงจร 

รายงานทั้งสี่ฉบับของ Gartner ได้ให้บริบทของความสามารถสำคัญในแต่ละด้านไว้ ซึ่งอาลีบาบา คลาวด์ มั่นใจว่าข้อเสนอผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทฯ นั้น สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งหมด:

โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์เฉพาะทางสำหรับ Generative AI: Gartnerให้คำจำกัดความคุณสมบัติด้านนี้ว่าเป็น “ข้อเสนอหรือโซลูชันที่ช่วยให้สามารถใช้งานกับ AI และ machine learning (ML) ได้ รวมถึงการประมวลผลประสิทธิภาพสูง พื้นที่จัดเก็บ และระบบเครือข่ายสำหรับการเทรนและการอนุมาน (inference) 

อาลีบาบา คลาวด์ ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่แข็งแกร่งและเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อรองรับงานด้าน AI โดยเฉพาะ จึงสามารถรองรับเวิร์กโหลดที่มีความต้องการสูงเหล่านี้ได้ บริษัทฯ เป็นผู้ให้บริการคลาวด์รายเดียวในเอเชียแปซิฟิกที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสี่ Emerging Leader ร่วมกับผู้ให้บริการระดับโลกอื่น

ผู้ให้บริการโมเดล Generative AI: ตลาดนี้ประกอบด้วย “ผู้ให้บริการโมเดลที่มีการเสนอให้เข้าถึงโมเดลพื้นฐานต่าง ๆ (foundation models) ทั้งในเชิงพาณิชย์และแบบโอเพ่นซอร์ส

Qwen model series ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของอาลีบาบา รวมถึง Qwen3 ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุด เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งในด้านนี้ Qwen เป็นโอเพ่นซอร์สโมเดลที่มีการนำไปใช้อย่างกว้างขวางจากชุมชนโอเพ่นซอร์ส โดยมีการดาวน์โหลดแล้วมากกว่า 600 ล้านครั้งจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Hugging Face และ ModelScope ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างโมเดลอนุพันธ์ (derivative models) มากกว่า 170,000 โมเดล 

Model Studio ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับพัฒนา AI ของอาลีบาบา สะท้อนบทบาทนี้ได้อย่างชัดเจน ด้วยความสามารถในการช่วยให้องค์กรสามารถปรับแต่ง บริหารจัดการ และนำโมเดลไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้บริการองค์กรและบุคคลทั่วไปแล้วมากกว่า ล้านราย แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้องค์กรสามารถสร้างแอปพลิเคชัน generative AI โดยใช้ประโยชน์จากโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) ที่หลากหลาย เช่น โมเดล Qwen และโมเดลสร้างภาพตระกูล Wan

วิศวกรรมด้าน Generative AI: Gartner ระบุว่าตลาดกลุ่มย่อยนี้เน้นความสำคัญด้าน “เทคโนโลยีที่มอบการบริหารจัดการไลฟ์ไซเคิลของโมเดลอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะความสามารถในการปรับให้เหมาะสมกับการพัฒนา การปรับแต่ง และการนำ generative model ต่าง ๆ ไปใช้งาน 

Platform for AI (PAI) ของอาลีบาบา คลาวด์ เป็นแพลตฟอร์มวิศวกรรมด้าน machine learning และ deep learning ครบวงจร ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรและนักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถสร้างและใช้ AI ได้ง่ายขึ้น สามารถรองรับไลฟ์ไซเคิลของ AI ทั้งหมดด้วยแพลตฟอร์มเดียว ตั้งแต่การติดป้ายกำกับข้อมูล (data labelling) การสร้างโมเดล ไปจนถึงการเทรนและการปรับโมเดลให้เหมาะสม ตลอดจนการนำโมเดลไปใช้งานจริง 

แอปพลิเคชันบริหารจัดการความรู้ด้วย Generative AI: กลุ่มนี้ครอบคลุมเทคโนโลยีที่ “ช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถดึงข้อมูลและบริบทของข้อมูลเชิงลึกจากฐานความรู้ของบริษัทตนเองมาใช้ประโยชน์ได้ดียิ่งขึ้น” 

โซลูชัน AI ของอาลีบาบา คลาวด์ ช่วยให้สามารถพัฒนาแอปพลิเคชันระดับองค์กรในลักษณะดังกล่าวได้ โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี RAG และ Agentic AI เพื่อเปลี่ยนความรู้ให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งส่งผลให้การนำ AI ไปใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่อัตโนมัติ และสมาร์ทเฮลท์แคร์ ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค โลจิส ติกส์ และอีคอมเมิร์ซยุคหน้า

นายโจว กล่าวเสริมว่า “เราให้ความสำคัญกับการพัฒนา GenAI ในมุมมองแบบองค์รวม โดยเน้นว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะถูกนำไปใช้งานจริง และสร้างมูลค่าให้แก่องค์กรได้อย่างต่อเนื่องอย่างไร ในขณะที่ความเร็วของนวัตกรรมยังคงเร่งตัวขึ้น เราจึงได้ออกแบบระบบนิเวศของความสามารถต่าง ๆ ให้พร้อมรองรับอนาคตของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้” 

ในปีที่ผ่านมา อาลีบาบา คลาวด์ ได้รับการจัดอันดับให้เป็น Emerging Leader ในทั้งสี่ quadrant ที่ได้รับการประเมินในรายงาน Gartner® “Innovation Guide for Generative AI Technologies” ฉบับก่อนหน้า

True Corporation achieves Level 4 Autonomy validation for 5G Service Assurance with Ericsson AI Solutions

ทรู คอร์ปอเรชั่น และอีริคสันร่วมคว้ามาตรฐาน Level 4 Autonomy ด้านการรับประกันบริการเครือข่าย 5G

True Corporation achieves Level 4 Autonomy validation for 5G Service Assurance with Ericsson AI Solutions

  • True Corporation becomes Thailand’s first communications service provider to achieve TM Forum validation for Level 4 Autonomy for 5G Service Assurance
  • Ericsson’s AI-powered Intent-based Operations enable True’s highly automated, high-performing network
  • The autonomous network is ready to support mission-critical applications and industrial-grade services with real-time optimization, predictive analytics, and seamless user experiences

True Corporation has become the first mobile operator in Thailand to achieve Level 4 Autonomy validation for 5G Service Assurance from TM Forum, marking a major milestone in intelligent network operations and automation. The validation by TM Forum under its Autonomous Network Level Assessment Validation (ANLAV) program confirms that for the Service Assurance – RAN Throughput Management scenario, True’s 5G network powered by Ericsson’s AI-enabled Intent-based Operations, is capable of operating independently with advanced automation. And it is ready to support industrial-grade services and AI-powered applications across Thailand.

This Level 4 Autonomy validation for 5G Service Assurance places True Corporation alongside global leaders in autonomous network innovation and reinforces Thailand’s position as a digital frontrunner in Southeast Asia.

The throughput management capability assessed under the ANLAV program has been active in the True network since the start of Q4 2025. It leverages the latest GenAI technologies to manage conflicting intents, simulate solutions using digital twins, and swiftly execute the best actions ensuring fast, reliable, connectivity in the True network.

Khurrum Ashfaque, Chief Network Officer of True Corporation Plc says, “Autonomous networks are the future of telecom, and this validation confirms that True Corporation is leading the way in both Thailand and globally. With Ericsson’s cutting-edge AI and automation technologies, we’ve built a network that is not only fast and reliable but also intelligent and self-optimizing. This milestone empowers us to deliver differentiated services to consumers and enterprises, while supporting Thailand’s journey towards becoming a digital economy.”

Anders Rian, Head of Ericsson Thailand, says, “True’s achievement of Level 4 autonomy in this high-value scenario is a testament to the strength of our partnership and the power of Ericsson’s Intent-based Operations. This validation from TM Forum confirms that the True network uses AI to predict issues and automatically adjust itself to maintain optimal performance. It can monitor, analyse, and optimize in real-time, making it more reliable, agile, secure, and easier to manage.”

“We are proud to support True Corporation in reaching this important milestone,” Rian adds. “With our global experience in deploying autonomous 5G networks, Ericsson brings world-class innovation to Thailand. This validation reflects our shared commitment to delivering a robust, reliable and secure 5G experience to Thai consumers and industries.”

CTO of TM Forum George Glass says, “Our members are a driving force for industry transformation towards autonomous networks and it’s inspiring to celebrate this progress. Ericsson and True’s achievement of Level 4 autonomy for this high-value scenario demonstrates how collaboration and innovation can unlock new levels of intelligence and efficiency in network operations for a more agile, automated, and AI-powered future.”

Ericsson and True Corporation have built a strong, long-term partnership to deliver a world-class, future-ready 5G network. This collaboration on AI-powered Intent-based Operations (IBO), part of the Ericsson Operations Engine in the company’s Managed Network Services portfolio, enables premium 5G services with guaranteed service level agreements (SLAs) for both consumers and enterprises.

ทรู คอร์ปอเรชั่น และอีริคสันร่วมคว้ามาตรฐาน Level 4 Autonomy ด้านการรับประกันบริการเครือข่าย 5G

ทรู คอร์ปอเรชั่น และอีริคสันร่วมคว้ามาตรฐาน Level 4 Autonomy ด้านการรับประกันบริการเครือข่าย 5G

ทรู คอร์ปอเรชั่น และอีริคสันร่วมคว้ามาตรฐาน Level 4 Autonomy ด้านการรับประกันบริการเครือข่าย 5G

  • ทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายแรกในไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Level 4 Autonomy for 5G Service Assurance จาก TM Forum
  • โซลูชัน Intent-Based Operations ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของอีริคสัน ทำให้เครือข่ายทรูมีความเป็นอัตโนมัติและมีประสิทธิภาพสูง
  • เครือข่ายอัตโนมัติ (Autonomous Network) รองรับแอปพลิเคชันที่มีความสำคัญต่อภารกิจ (Mission-Critical) และให้บริการระดับอุตสาหกรรม ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพแบบเรียลไทม์ มีการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ และมอบประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่น

ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้รับการรับรองเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายแรกในประเทศไทย ที่สามารถปฏิบัติการตามมาตรฐาน Level 4 Autonomy for 5G Service Assurance หรือมาตรฐานความเป็นอัตโนมัติระดับ 4 สำหรับการรับประกันการให้บริการเครือข่าย 5G นับเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาสู่การบริหารจัดการและการให้บริการระบบอัตโนมัติบนเครือข่ายอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ โดยการรับรองนี้เกิดขึ้นภายใต้โครงการ ANLAV (Autonomous Network Level Assessment Validation) ของ TM Forum ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าเครือข่าย 5G ของทรูที่ใช้โซลูชัน Intent-Based Operations ที่ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง AI ของอีริคสันนั้นสามารถทำงานได้ด้วยตนเองอย่างเป็นอิสระด้วยระบบอัตโนมัติขั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์การทดสอบเพื่อประกันคุณภาพของระบบเครือข่ายวิทยุ (RAN) ในด้านการบริหารจัดการปริมาณข้อมูล (Service Assurance – RAN Throughput Management scenario) พร้อมรองรับบริการต่าง ๆ ในระดับอุตสาหกรรม และแอปพลิเคชันที่ใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสามารถในการบริหารจัดการปริมาณข้อมูลที่ได้รับการประเมิน ภายใต้โครงการ ANLAV ได้ถูกนำมาใช้งานจริงในเครือข่ายทรูตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นไตรมาส 4 ปี 2568 โดยใช้ประสิทธิภาพจากเทคโนโลยี GenAI ล่าสุด เพื่อจัดการกับเป้าหมายที่ไม่สอดรับกัน (Conflicting Intents) จำลองการใช้โซลูชันต่างๆ ผ่านเทคโนโลยี Digital Twins และดำเนินการตามมาตรการที่ดีที่สุดอย่างรวดเร็ว เพื่อให้มั่นใจว่าการเชื่อมต่อในเครือข่ายทรูมีความเสถียรและรวดเร็ว

มร.คูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “Autonomous Network คืออนาคตของวงการโทรคมนาคม และการได้รับการรับรองนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นผู้นำในประเทศไทย ด้วยเทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติที่ล้ำสมัยของอีริคสัน เราได้สร้างเครือข่ายที่ไม่เพียงแต่มีประสิทธิภาพรวดเร็วและเสถียรเท่านั้น แต่ยังมีความอัจฉริยะและสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้ด้วยตนเอง ความสำเร็จนี้ช่วยให้เราสามารถส่งมอบบริการที่แตกต่างให้กับผู้บริโภคและองค์กรธุรกิจ ขณะเดียวกันก็ยังสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการก้าวไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล”

มร.แอนเดอร์ส เรียน ประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “ความสำเร็จของทรูที่สามารถคว้าการรับรองมาตรฐาน Level 4 Autonomy เป็นข้อพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งของความร่วมมือของเราและพลังของโซลูชัน Intent-Based Operations ของอีริคสัน การรับรองจาก TM Forum ตอกย้ำว่าเครือข่ายทรูใช้ AI เพื่อคาดการณ์ปัญหาและปรับปรุงประสิทธิภาพด้วยตัวเองแบบอัตโนมัติ เพื่อยังคงมอบประสิทธิภาพสูงสุด ครอบคลุมทั้งด้านการตรวจสอบ วิเคราะห์ และเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่อแบบเรียลไทม์ ทำให้เครือข่ายมีความเสถียร คล่องตัว ปลอดภัย และบริหารจัดการง่ายขึ้น”

“เราภูมิใจที่ได้สนับสนุนทรู คอร์ปอเรชั่น เพื่อบรรลุเป้าหมายสำคัญยิ่งนี้ ด้วยประสบการณ์ระดับโลกของเราในการนำเครือข่าย 5G อัตโนมัติมาปรับใช้ อีริคสันได้นำนวัตกรรมระดับโลกมาสู่ประเทศไทย การคว้าการรับรองนี้ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของเราเพื่อมอบประสบการณ์ 5G ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ให้กับทั้งผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมของไทย” มร.เรียน กล่าวเสริม

มร.จอร์จ กลาส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ TM Forum กล่าวว่า “สมาชิกของเราเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมไปสู่เครือข่ายที่ทำงานได้อย่างอิสระ และเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ได้เฉลิมฉลองความก้าวหน้านี้ โดยความสำเร็จของอีริคสันและทรูที่คว้าการรับรองมาตรฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าความร่วมมือและนวัตกรรมสามารถช่วยปลดล็อกระดับความอัจฉริยะและประสิทธิภาพใหม่ ๆ ในการดำเนินงานเครือข่าย เพื่อสร้างอนาคตที่คล่องตัว เป็นอัตโนมัติ และขับเคลื่อนด้วย AI มากยิ่งขึ้น”

อีริคสันและทรู คอร์ปอเรชั่น สร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งและยาวนานเพื่อส่งมอบเครือข่าย 5G ระดับโลกที่พร้อมรองรับการใช้งานในอนาคต ผ่านการทำงานร่วมกันในด้าน AI-Powered Intent-Based Operations (IBO) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Ericsson Operations Engine ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Managed Network Services ของบริษัทฯ ช่วยให้สามารถมอบบริการ 5G ระดับพรีเมียม พร้อมการรับประกันในข้อตกลงระดับการให้บริการ (Service Level Agreements หรือ SLAs) ให้กับสำหรับทั้งผู้บริโภคและองค์กรธุรกิจ

การได้รับการรับรองมาตรฐานความเป็นอิสระระดับ 4 สำหรับการรับประกันบริการเครือข่าย 5G นี้ ทำให้ทรู คอร์ปอเรชั่น อยู่ในกลุ่มผู้นำนวัตกรรมเครือข่ายอัตโนมัติระดับโลก และยังเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทยในฐานะผู้นำดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้