อีริคสันจัดแสดงนวัตกรรม 5G ล่าสุด ที่งาน Imagine Live Thailand

อีริคสันจัดแสดงนวัตกรรม 5G ล่าสุด ที่งาน Imagine Live Thailand

อีริคสันจัดแสดงนวัตกรรม 5G ล่าสุด ที่งาน Imagine Live Thailand

    • อีริคสันและพันธมิตรในอุตสาหกรรมร่วมมือกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล (Digital Transformation) ในประเทศไทย
    • อีริคสันได้นำบรรยากาศและประสบการณ์ของงาน Mobile World Congress 2022 ครั้งล่าสุดมาจัดแสดงให้ผู้ร่วมงานในประเทศไทยได้รับชม ผ่านการนำเสนอและสาธิตนวัตกรรมล่าสุด ข้อมูลเชิงลึก ข้อเสนอและผลงานต่าง ๆ

อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) เปิดงาน Imagine Live Thailand 2022 งานแสดงเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร 3 วันเต็ม สำหรับเป็นแพลตฟอร์มทำงานร่วมกันระหว่างพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรมโทรคมนาคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลของประเทศไทยบนพื้นฐานเทคโนโลยี 5G

โดยไฮไลท์ของงาน คือ การมีบทบาทและการมีส่วนร่วมของพันธมิตรมากมายจากหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐบาลและเอกชน อาทิ สถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) และผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือชั้นนำในประเทศไทย ซึ่งนับเป็นความมุ่งมั่นร่วมกันส่งเสริมและเร่งการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในประเทศไทย

อีริคสัน และ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) จะร่วมมือกันแบ่งปันแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด กลยุทธ์ต่าง ๆ รวมถึงกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลและไซเบอร์ พร้อมส่งเสริมนวัตกรรมที่สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย

ทั้งนี้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา อีริคสันและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ยังได้ลงนามร่วมกันในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) เพื่อผนึกกำลังของทั้งสองหน่วยงานเพื่อส่งมอบความรู้เทคโนโลยี 5G ให้แก่นักศึกษาไทย โดยนักศึกษาของ มจธ. จะได้รับสิทธิ์เข้าถึงแนวคิดการศึกษาของ ‘Ericsson Educate’ ที่เป็นโครงการริเริ่มด้านการศึกษาออนไลน์ของอีริคสัน ซึ่งจะช่วยเสริมการเรียนรู้ทางเทคนิคอย่างต่อเนื่องให้แก่นักศึกษาของ มจธ. ด้วยหลักสูตรต่าง ๆ ที่เพิ่มพูนทักษะด้านไอซีทีและเตรียมพร้อมนักศึกษาสำหรับการไปทำงานในภาคโทรคมนาคมของประเทศไทย

มร.อิกอร์ มอเรล ประธานบริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด

มร.อิกอร์ มอเรล ประธานบริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “อีริคสันจะทำงานร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมขับเคลื่อนระบบนิเวศตามวิสัยทัศน์ Thailand 4.0 ในฐานะผู้นำเทคโนโลยี 5G ระดับโลก อีริคสันจะนำเทคโนโลยีและโซลูชั่นที่ล้ำสมัย พร้อมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญระดับโลกมาสนับสนุนประเทศไทยให้เดินหน้าไปสู่เป้าหมายการหลอมรวมเศรษฐกิจดิจิทัลและสังคมเข้าไว้ด้วยกัน”

ดร. ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กล่าวว่า “เราจะทำงานร่วมกับอีริคสันในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner) ในการร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาอีโคซิสเต็มส์ของประเทศไทย โดยภารกิจหลักของเราคือการร่วมมือกับพันธมิตรต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมเพื่อจัดทำแผนกลยุทธ์สำหรับยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล พร้อมกับส่งเสริมนวัตกรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมายของดีป้าในการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”

ภายในงาน Imagine Live Thailand 2022 ประกอบด้วยการบรรยายบนเวทีจากผู้นำทางความคิดในวงการ พร้อมพื้นที่การสาธิตเทคโนโลยีที่มอบประสบการณ์โดดเด่น และมีการจัดแสดงนวัตกรรม ข้อมูลเชิงลึก ข้อเสนอล่าสุด รวมถึงผลงานต่าง ๆ ของอีริคสัน

โดยอีริคสันมีการจัดแสดงนวัตกรรมโซลูชันพร้อมกรณีการใช้งานที่หลากหลาย ประกอบด้วย โซลูชันการสื่อสารผ่านโฮโลแกรม (Holographic Communication) เทคโนโลยีเกษตรกรรมอัจฉริยะในเมตาเวิร์ส (Smart Agricultural Technology in Metaverse) นวัตกรรมสื่อสารที่ต้องการความแม่นยำสูง (Time-Critical Communication) และตัวอย่างความสำเร็จของธุรกิจที่ใช้ 5G จากทั่วโลก

“โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมของเรา ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารเหล่านี้จะช่วยให้สามารถรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมที่เกิดขึ้นได้จากทั่วโลก และเรายังคงเดินหน้าทำงานเพื่อให้แน่ใจว่าแพลตฟอร์มเครือข่าย 5G ที่มีศักยภาพสูงในวันนี้นั้นพัฒนาไปสู่ยุค 6G ที่จะนำเสนอความสามารถใหม่ ๆ พร้อมมีประสิทธิภาพที่เหนือกว่า” มร.อิกอร์ มอเรล กล่าวสรุป

อีริคสันเป็นผู้นำเครือข่าย 5G ระดับโลก ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้สนับสนุนการเปิดให้บริการเครือข่าย 5G ไปแล้วจำนวน 130 เครือข่าย ใน 56 ประเทศ พร้อมเครือข่าย 5G แบบ Standalone จำนวน 17 เครือข่าย ทั่วโลก

 

มร.อิกอร์ มอเรล ประธานบริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด

โปรเฟสชั่นนัล คอมพิวเตอร์ ปรับโครงสร้างพื้นฐานไอทีให้ทันสมัยด้วยนูทานิคซ์ มุ่งมั่นสู่เป้าหมายเป็นผู้ให้บริการโซลูชันไอทีชั้นนำของประเทศ

โปรเฟสชั่นนัล คอมพิวเตอร์ ปรับโครงสร้างพื้นฐานไอทีให้ทันสมัยด้วยนูทานิคซ์ มุ่งมั่นสู่เป้าหมายเป็นผู้ให้บริการโซลูชันไอทีชั้นนำของประเทศ

โปรเฟสชั่นนัล คอมพิวเตอร์ ปรับโครงสร้างพื้นฐานไอทีให้ทันสมัยด้วยนูทานิคซ์ มุ่งมั่นสู่เป้าหมายเป็นผู้ให้บริการโซลูชันไอทีชั้นนำของประเทศ

เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยโครงสร้างพื้นฐานไฮเปอร์คอนเวิร์จ และซอฟต์แวร์โซลูชันทรงประสิทธิภาพจากนูทานิคซ์

บริษัท โปรเฟสชั่นนัล คอมพิวเตอร์ จำกัด (PCC) วางใจใช้เทคโนโลยีของนูทานิคซ์เพิ่มประสิทธิภาพดาต้าเซ็นเตอร์ให้ทันสมัย ช่วยให้การบริหารจัดการและกระบวนการทำงานต่าง ๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงสามารถสร้างสรรค์บริการหลากหลายได้เร็วขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง

PCC เป็นหนึ่งในผู้วางระบบไอทีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ให้บริการลูกค้ามายาวนานกว่าสามทศวรรษช่วยองค์กรต่าง ๆ ปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัลด้วยบริการที่หลากหลาย ตั้งแต่การทำ proof of concepts การพัฒนาแอปพลิเคชัน และการทดสอบ production environment ให้แก่ลูกค้า ตลอดจนนำเสนอเทคโนโลยีของนูทานิคซ์รวมไว้ในโปรเจกต์ที่นำเสนอให้กับลูกค้ามากมาย เช่น บริษัท กรุงไทยคอมพิวเตอร์เซอร์วิสเซส จำกัด และกรมบัญชีกลาง

นายศักดิ์ณรงค์ แสงสง่าพงศ์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โปรเฟสชั่นนัล คอมพิวเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “PCC มีภารกิจในการให้บริการโซลูชันด้านไอทีที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า ด้วยการนำเสนอโซลูชันที่เป็นนวัตกรรมและบริการคุณภาพสูงที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับบุคลากร กระบวนการทำงาน และผลประกอบการของลูกค้า ปัจจุบันลูกค้าส่วนใหญ่ของเราเป็นองค์กรภาครัฐ ความมีเสถียรภาพของระบบ การปรับขนาดการทำงานได้อย่างรวดเร็ว ความปลอดภัย รวมถึงความง่ายและสะดวกในการใช้งาน และคุ้มค่าการลงทุน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาในเวลาที่เราสร้างสรรค์โซลูชัน หรือนำเสนอโครงการต่าง ๆ ให้กับลูกค้า นูทานิคซ์มีส่วนเข้ามาช่วยนำพาลูกค้าของเราให้ก้าวสู่ความเป็นองค์กรที่ล้ำสมัย สามารถสร้างนวัตกรรมเพื่อต่อยอดโอกาสทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องและทันท่วงที พร้อมประสบความสำเร็จอย่างงดงามตลอดเส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลงสู่โลกดิจิทัลในอนาคต”

PCC ใช้โครงสร้างพื้นฐานไฮเปอร์คอนเวิร์จ (HCI) ของนูทานิคซ์ เป็นฐานรองรับให้แอปพลิเคชันเพื่อการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ลูกค้า รวมถึงแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่ใช้ในการดำเนินงานของบริษัท นายศักดิ์ณรงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เมื่อเราเปลี่ยนมาใช้ HCI ของนูทานิคซ์เพื่อรวมศูนย์แอปพลิเคชันและการพัฒนาซอฟต์แวร์ ของบริษัท มาไว้บนแพลตฟอร์มเดียวที่บริหารจัดการได้จากที่เดียว ช่วยให้เราลดขั้นตอนในการจัดซื้อฮาร์ดแวร์ จากเดิมที่ต้องแยกซื้อมาเป็นการจัดซื้อแบบเดียวกันและใช้ร่วมกันได้ ทำให้การดูแลรักษาง่ายขึ้นมาก นอกจากนี้ โซลูชันของนูทานิคซ์ยังสามารถใช้งานร่วมกับผลิตภัณฑ์เดิมที่มีอยู่ได้อย่างราบรื่นต่อเนื่อง ช่วยให้บริษัทมีความคล่องตัวมากขึ้น”

นอกจากนี้ PCC ยังใช้ซอฟต์แวร์โซลูชันต่าง ๆ ของนูทานิคซ์อีกหลายรายการ เช่น Nutanix Prism ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ควบคุมระบบได้จากจุดเดียว ซึ่งช่วยลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการด้านไอที, Nutanix Kubernetes Engine เพื่อใช้พัฒนาคลาวด์-เนทีฟ แอปพลิเคชันต่าง ๆ, NCM Self-Service ซึ่งช่วยให้สามารถจัดเตรียมระบบต่าง ๆ ได้เร็วขึ้น และวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของแอปพลิเคชันต่าง ๆ ก่อนที่จะนำแอปพลิเคชันเหล่านั้นไปใช้งานบนสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม รวมถึง Nutanix Flow ซึ่งเน้นเรื่องความปลอดภัยของแอปพลิเคชันและเน็ตเวิร์กที่ใช้ในกระบวนการทำงานภายในของบริษัท นอกจากนี้ PCC กำลังพิจารณานำ Nutanix Files มาใช้ในเร็ว ๆ นี้

เทคโนโลยีของนูทานิคซ์ที่รวมศูนย์งานด้านไอทีมาไว้ที่เดียวกัน ช่วยให้ PCC ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลงประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ และลดเวลาในการพัฒนาแอปพลิเคชันลงจากเดิมใช้เวลาเป็นสัปดาห์เหลือเพียงไม่กี่วัน สามารถอัปโหลดขั้นตอนการทำงานและการพัฒนาต่าง ๆ ขึ้นไปยังระบบได้โดยแทบไม่มีดาวน์ไทม์ ลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และสามารถเพิ่มโหนดได้ในเวลา 1-2 วันจากเดิมที่ต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ นอกจากนี้ทีมพัฒนาแอปพลิเคชันของ PCC สามารถทดสอบหรือเรียกใช้ทรัพยากรได้ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง จากเดิมต้องใช้เวลา 2 ถึง 3 วัน

นายทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี ผู้จัดการประจำประเทศไทย นูทานิคซ์ กล่าวว่า “นูทานิคซ์ขอขอบคุณ PCC ที่ให้ความไว้วางใจใช้เทคโนโลยีของเรา นูทานิคซ์เชื่อมั่นว่าโซลูชันของเราตอบโจทย์องค์กรที่มองไกลไปในอนาคต และแสวงหาเครื่องมือในการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง นูทานิคซ์นำเสนอแพลตฟอร์มไฮบริด-มัลติคลาวด์ และชุดของโซลูชันครบวงจรที่ทรงประสิทธิภาพให้กับลูกค้า พร้อมความยืดหยุ่น ใช้งานง่าย ปรับขนาดได้ ทำงานโดยอัตโนมัติ มีความปลอดภัยสูง รองรับการทำงานกับเวิร์กโหลดทุกประเภท บนทุกสภาพแวดล้อม และทุกที่ทุกเวลา สอดรับกับรูปแบบการทำงานแบบไฮบริดในปัจจุบัน เรายินดีที่ได้มีส่วนร่วมบนเส้นทางสู่ความสำเร็จของ PCC ในการช่วยให้ลูกค้าปราศจากความกังวลเรื่องโครงสร้างพื้นฐานไอที และสามารถเน้นความสำคัญกับแอปพลิเคชัน และการสร้างสรรค์บริการต่าง ๆ ที่เป็นพลังขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ”

NaRaYa ร่วมมือ Alibaba Cloud เพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า

NaRaYa ร่วมมือ Alibaba Cloud เพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า

NaRaYa ร่วมมือ Alibaba Cloud เพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า

แบรนด์ไลฟ์สไตล์ชั้นนำของไทย ใช้โซลูชันคลาวด์ ขับเคลื่อนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

บริษัท นารายณ์อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้า ไลฟ์ไตล์แบรนด์นารายา (NaRaYa) เริ่มเดินสู่เส้นทางการทำธุรกิจผ่านระบบดิจิทัลด้วยอาลีบาบา คลาวด์ (Alibaba Cloud) ซึ่งเป็นธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ รองรับการขยายตัวธุรกิจอีคอมเมิร์ซของบริษัทฯ ทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาค ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคดิจิทัล และมอบประสบการณ์ การช้อปปิงที่ดีที่สุดให้ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ

NaRaYa เป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่ผลิตกระเป๋า เครื่องประดับ เสื้อผ้า และ สกินเเคร์ ที่ดึงดูดลูกค้า หลากหลายกลุ่มทั่วโลก มีสาขาจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทั้งสิ้น 18 แห่งทั่วโลก ผลิตภัณฑ์ของ NaRaYa ได้รับการออกแบบด้วยความใส่ใจและพิถีพิถัน คัดสรรวัสดุคุณภาพดี เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มี คุณภาพสูงในราคาสมเหตุสมผล มีการพัฒนาผลิตภัณท์อย่างต่อเนื่องให้ตรงกับความต้องการของ ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และสนับสนุนการสร้างงานในท้องถิ่น

การระบาดของโควิด-19 ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อธุรกิจทุกอุตสาหกรรม อันเนื่องมาจาก ข้อจำกัดในการพบปะกัน และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ธุรกิจต่าง ๆ จึงต้องการ ใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และช่องทางนี้เริ่มมีบทบาทสำคัญกับอุตสาหกรรม ทุกประเภท NaRaYa เล็งเห็นถึงความท้าทายเหล่านี้จึงนำบริการทางเทคโนโลยีของ Alibaba Cloud เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำธุรกิจผ่านโลกออนไลน์ โดยสามารถสร้างแพลตฟอร์ม อีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องตัวมากขึ้นและมีลาเทนซีต่ำ เพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิงที่ดียิ่งขึ้น ให้กับลูกค้า ด้วยการใช้คุณประโยชน์จากโซลูชันคลาวด์ที่มีประสิทธิภาพชั้นนำของ Alibaba Cloud ได้แก่ Elastic Compute Services, Alibaba Cloud CDN และ Object Storage Service (OSS) ซึ่งโซลูชันเหล่านี้เป็นโซลูชันเดียวกันที่ใช้รองรับเทศกาลช้อปปิงระดับโลก 11.11 โดยไม่เกิดดาวน์ไทม์

นายพศิน ลาทูรัส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท นารายณ์อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวว่า “โซลูชันของ Alibaba Cloud ช่วยให้เราเอาชนะความท้าทายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด อย่างเช่น การระบาดของโควิด-19 และช่วยให้บริษัทเปลี่ยนแปลงการทำธุรกิจให้เป็นดิจิทัล เพื่อเพิ่มความสามารถ ในการแข่งขัน การที่แพลตฟอร์มด้านอีคอมเมิร์ซของบริษัทฯ โฮสต์อยู่บน Alibaba Cloud และการใช้ ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของ Alibaba Cloud เพื่อรองรับการดำเนินงานธุรกิจค้าปลีกที่สำคัญของเรานั้น ช่วยให้ เราประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจด้านต่าง ๆ เราพึงพอใจมากที่ได้รับ ความยืดหยุ่น คล่องตัว รวมถึงความสะดวกจากผลิตภัณฑ์คลาวด์เหล่านี้”

นายไทเลอร์ ชิว ผู้จัดการประจำประเทศไทย Alibaba Cloud กล่าวว่า “บริษัทฯ ขอขอบคุณที่ NaRaYa ให้ความไว้วางใจโซลูชันของเรา และยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ NaRaYa ในการ เดินหน้าสู่ดิจิทัล และนำเทคโนโลยีโซลูชันที่พิสูจน์ประสิทธิภาพแล้ว และเป็นเทคโนโลยีที่รองรับ การเปลี่ยนแปลงในอนาคตของเรา มาใช้เป็นพลังขับเคลื่อนสู่การสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจของ NaRaYa และด้วยประสบการณ์ที่ประสบผลสำเร็จและความสามารถด้านนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ใช้สนับสนุน อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซที่ Alibaba Cloud มีให้ เราหวังว่าจะได้เป็นพลังขับเคลื่อนให้ NaRaYa สร้าง แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่แข็งแกร่ง และส่งต่อประโยชน์สู่ลูกค้าในประเทศไทยและทั่วโลกได้มากขึ้น”

โซลูชันของ Alibaba Cloud ยังช่วยให้ NaRaYa เห็นข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า สามารถให้คำตอบและ บริการต่าง ๆ ที่ตรงตามความต้องการที่เฉพาะของลูกค้าแต่ละราย เพื่อเพิ่มประสบการณ์การช้อปปิงที่ดี ให้กับลูกค้านั้น ๆ ซึ่งเป็นจุดสำคัญหลักที่ NaRaYa ต้องการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าในเวลาที่ เลือกซื้อสินค้าของบริษัท

นายพศิน ลาทูรัส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท นารายณ์อินเตอร์เทรด จำกัดกล่าวสรุปว่า “NaRaYa เริ่มจากธุรกิจขนาดเล็กและเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นทวีคูณ ปัจจุบันเราไม่เพียงเป็นแบรนด์ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นที่รู้จักในระดับสากลด้วย เราเชื่อว่า เทคโนโลยี คือ พลังขับเคลื่อนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทางธุรกิจ การได้รับรู้ข้อมูลเชิงลึก เกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้า ช่วยให้เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ และเทคโนโลยีช่วยให้ธุรกิจของเราเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนมากขึ้น”

นูทานิคซ์แต่งตั้ง แอรอน ไวท์ เป็นรองประธาน และผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น

นูทานิคซ์แต่งตั้ง แอรอน ไวท์ เป็นรองประธาน และผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น

นูทานิคซ์แต่งตั้ง แอรอน ไวท์ เป็นรองประธาน และผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น

นูทานิคซ์ (NASDAQ: NTNX) ผู้นำด้านไฮบริดมัลติคลาวด์คอมพิวติ้ง ประกาศแต่งตั้งนายแอรอน ไวท์ เป็นรองประธานและผู้จัดการทั่วไป ดูแลงานด้านการขายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น มีผลทันที โดยประจำอยู่ที่ประเทศสิงค์โปร์และรายงานตรงไปยังนายแอนดรูว์ บรินด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายรายได้ของนูทานิคซ์

นายแอรอนร่วมงานกับนูทานิคซ์มากว่า 5 ปี ตำแหน่งล่าสุดเป็นรองประธานดูแลตลาดยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา (EMEA) ซึ่งเป็นตลาดเกิดใหม่ และประจำอยู่ที่ดูไบ ก่อนร่วมงานกับนูทานิคซ์ เขาเป็นผู้นำด้านการขายที่ Sage, Hitachi Data Systems, Citrix และ VMware

นายบรินด์ กล่าวว่า “แอรอนมีประสบการณ์ในแวดวงเทคโนโลยีระดับนานาชาติมากกว่า 20 ปี สร้างการเติบโตให้กับทั้งบริษัทและทีมงานฝ่ายขายควบคู่กันไป เพื่อขับเคลื่อนให้บริษัทมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและสม่ำเสมอ ผมมีโอกาสอันแสนพิเศษเห็นสไตล์การบริหารงาน และความสามารถต่าง ๆ ของแอรอนตั้งแต่เขาเริ่มเข้ามาทำงานกับนูทานิคซ์ เขามีความเชื่อมั่นอย่างมากว่า ผู้คนคือการเต้นของหัวใจของนูทานิคซ์ และยังเชื่อในการให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นลำดับแรกรวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ”

นายแอรอน ไวท์ กล่าวว่า “ความสำเร็จของผมต้องยกให้กับทีมที่ผมสร้างและวัฒนธรรมองค์กรที่ผมมีส่วนร่วมสร้างขึ้นมา วัฒนธรรมองค์กรที่แสดงความยินดีแม้แต่ความสำเร็จที่เล็กที่สุด เป็นพลังให้ทีมงานทำสิ่งที่ดีที่สุดและกล้าที่จะนำเสนอและทดลองแนวคิดใหม่ ๆ ผมหวังว่าจะได้ส่งเสริมจิตวิญญาณนี้ให้กับทีมนูทานิคซ์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นนี้ และทำงานร่วมกับทีมเพื่อช่วยให้องค์กรต่าง ๆ นำนูทานิคซ์ไปใช้ปรับปรุงดาต้าเซ็นเตอร์ให้ทันสมัย และประสบความสำเร็จในการสร้างสภาพแวดล้อมไฮบริด มัลติคลาวด์

ลูกค้าของนูทานิคซ์ในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ประกอบด้วยองค์กรที่หลากหลายในทุกภาคส่วน เช่น Toyota และ Mitsui Chemical ในญี่ปุ่น, Langs Building Supplies ในออสเตรเลีย, Suncorp ในนิวซีแลนด์, Olam ในอินเดีย, Meritz Securities ในเกาหลี,  ธนาคาร BJB Syariah  และ ธนาคาร BPD Bali ในอินโดนีเซีย รวมถึง KTBST Securities ในประเทศไทย

แอรอนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (เกียรตินิยม) สาขา Human Movement Science and Physical Education และปริญญาโทด้าน Information Systems จาก University of Liverpool เมื่อรับตำแหน่งใหม่นี้เขาและครอบครัวจะย้ายมาประจำอยู่ที่ประเทศสิงค์โปร์

Red Hat เปิดตัว OpenShift Platform Plus เวอร์ชันล่าสุด เพื่อบริหารจัดการการทำงานบนไฮบริดคลาวด์ให้สอดคล้องกันมากขึ้น

Red Hat เปิดตัว OpenShift Platform Plus เวอร์ชันล่าสุด เพื่อบริหารจัดการการทำงานบนไฮบริดคลาวด์ให้สอดคล้องกันมากขึ้น

เร้ดแฮท อิงค์ ผู้ให้บริการโซลูชันโอเพ่นซอร์สระดับแนวหน้าของโลก เปิดตัว Red Hat OpenShift Platform Plus รุ่นล่าสุด

ความสามารถใหม่ ๆ นี้ ช่วยให้ใช้ Kubernetes stack ได้ง่ายขึ้น เพิ่มความคล่องตัว สร้างมาตรฐานในการพัฒนาและการบริหารจัดการแอปพลิเคชัน ที่ครอบคลุมตั้งแต่ดาต้าเซ็นเตอร์ เอดจ์ ไปจนถึง มัลติพับลิคคลาวด์

เร้ดแฮท อิงค์ ผู้ให้บริการโซลูชันโอเพ่นซอร์สระดับแนวหน้าของโลก เปิดตัว Red Hat OpenShift Platform Plus รุ่นล่าสุด ที่มาพร้อมฟีเจอร์และความสามารถใหม่ ๆ ที่เพิ่มขึ้นจากแพลตฟอร์ม Kubernetes พื้นฐานทั่วไป ให้ตอบสนองการใช้งานด้านสตอเรจ การบริหารจัดการ และอื่น ๆ อีกมาก นับเป็นการยกระดับ Red Hat OpenShift Platform Plus ให้เป็นแพลตฟอร์ม Kubernetes หนึ่งเดียวที่รองรับความต้องการด้านไอทีขององค์กรได้ครบถ้วนในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นดาต้าเซ็นเตอร์แบบดั้งเดิมการทำงานที่ดิสทริบิ้วเต็ดเอดจ์ หรือสภาพแวดล้อมมัลติพับลิคคลาวด์

รายงาน The Innovation Leader’s Guide to Navigating the Cloud-Native Container Ecosystem ของบริษัทวิจัย การ์ทเนอร์ (Gartner®) ให้คำแนะนำว่า “องค์กรต่าง ๆ ควรกำหนดมาตรฐานไว้บนแพลตฟอร์มที่มีความเสถียรเพียงหนึ่งเดียวให้ครอบคลุมกรณีการใช้งานที่หลากหลายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”[1] การที่องค์กรต่าง ๆ ใช้แอปพลิเคชันมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้แพลตฟอร์มคลาวด์ที่ขับเคลื่อนด้วย Kubernetest ที่นอกจากจะใช้รองรับโครงสร้างพื้นฐานโอเพ่นไฮบริดคลาวด์แล้ว ยังต้องรองรับเวิร์กโหลดและแอปพลิเคชันหลากหลายที่ทำงานอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานนี้ด้วย

Red Hat OpenShift Platform Plus ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษเพื่อใช้เป็นแพลตฟอร์มพื้นฐานที่มีความมั่นคงให้กับองค์กรต่าง ๆ ที่จะช่วยให้องค์กรสามารถกำหนดมาตรฐานด้านไอทีเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แพลตฟอร์มรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ประกอบด้วยเครื่องมือที่จำเป็นในการสร้างปกป้อง และจัดการแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นตลอดอายุการใช้งานของซอฟต์แวร์ และใช้ได้กับคลัสเตอร์ Kubernetes ทั้งหมด เทคโนโลยีพื้นฐานที่ได้รับการอัปเดทประกอบด้วย

    • Red Hat OpenShift 4.11
    • Red Hat Advanced Cluster Management for Kubernetes 2.6
    • Red Hat OpenShift Data Foundation 4.11

แพลตฟอร์มครบวงจรสำหรับเวิร์กโหลดต่าง ๆ ที่รันอยู่บนไฮบริดคลาวด์

การที่องค์กรต่าง ๆ ยังปรับขนาดสภาพแวดล้อมในการทำงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการระบบที่มั่นคง สอดคล้องกัน และใช้ได้กับทุก ๆ สถานการณ์ที่แตกต่างกัน เพิ่มขึ้นตามไปด้วย  Red Hat OpenShift 4.11 ที่ทำงานกับรันไทม์อินเทอร์เฟซ Red Hat OpenShift 4.11 และ CRI-O 1.24 ได้รับการออกแบบเพื่อทำให้ใช้ Kubernetes ระดับองค์กรได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะใช้อย่างไรและที่ไหนบนโอเพ่นไฮบริดคลาวด์

Red Hat OpenShift เวอร์ชันล่าสุดช่วยให้องค์กรสามารถติดตั้ง OpenShift ได้โดยตรงจาก marketplace ของผู้ให้บริการพับลิคคลาวด์สำคัญ ๆ ในตลาด เช่น AWS marketplace และ Azure marketplace ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่องค์กรในการเลือกที่จะรัน OpenShift ตามลักษณะที่ต้องการ และช่วยให้ทีมงานฝ่ายไอทีตอบสนองความต้องการด้านเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องได้ดีขึ้น

ฟีเจอร์และความสามารถใหม่ ๆ ของ Red Hat OpenShift 4.11 ประกอบด้วย

    • Pod Security Admission integration: ช่วยให้ผู้ใช้ระบุระดับการแยกระบบต่าง ๆ ที่แตกต่างกันให้กับ Kubernetes pod ต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ควบคุมลักษณะการทำงานของ pod ได้อย่างชัดเจน สม่ำเสมอ และสอดคล้องกันมากขึ้น
    • Installer Provisioned Infrastructure (IPI) รองรับการใช้งานกับนูทานิคซ์: ช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้กระบวนการ IPI เพื่อติดตั้ง OpenShift บนสภาพแวดล้อมเวอร์ชวลไลซ์ของนูทานิคซ์ ได้แบบอัตโนมัติด้วยการคลิกครั้งเดียว พร้อมผสานรวมการทำงานร่วมกัน
    • สถาปัตยกรรมเพิ่มเติมสำหรับแซนด์บ็อกซ์คอนเทนเนอร์ (Sandboxed Container) รวมถึงความสามารถในการรันแซนด์บ็อกซ์คอนเทนเนอร์บน AWS และบน OpenShift แบบซิงเกิลโหนด แซนด์บ็อกซ์คอนเทนเนอร์ใช้เป็นเลเยอร์เพิ่มเติมสำหรับการแยกเวิร์กโหลด แม้กระทั่งที่ส่วนเอดจ์ของเครือข่ายที่อยู่ไกลออกไปก็ตาม

เพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลและการปฏิบัติตามกฎระเบียบบนสภาพแวดล้อมแบบไฮบริด

ในการจัดการเวิร์กโหลดต่าง ๆ อาจจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลเพิ่มเติม  ด้วยเหตุนี้ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถจัดการคอนเทนเนอร์ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องที่เอดจ์  Red Hat Advanced Cluster Management 2.6 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Red Hat OpenShift Platform Plus จึงได้เพิ่มเติมฟีเจอร์ใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยปรับปรุงความพร้อมใช้งานในกรณีการใช้งานที่มีลาเทนซีสูงและแบนด์วิธต่ำ

Red Hat Advanced Cluster Management hub cluster เดียวสามารถใช้และบริหารจัดการคลัสเตอร์ OpenShift แบบซิงเกิลโหนดได้มากถึง 2,500 คลัสเตอร์ ซึ่งสามารถใช้และจัดการที่เอดจ์ของเครือข่ายโดยไม่ต้องกำหนดค่าใด ๆ) นอกจากนี้ Red Hat Advanced Cluster Management 2.6 ยังประกอบด้วยตัวเก็บรวบรวมข้อมูลดัชนีที่เอดจ์ ซึ่งเหมาะสำหรับเวิร์กโหลดแบบซิงเกิลโหนด และเวิร์กโหลดขนาดเล็ก ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจสอบการทำงานของระบบผ่านการเชื่อมต่อระยะไกล 

นอกจากนั้น Red Hat Advanced Cluster Management ยังสามารถทำงานผสมผสานกับเครื่องมือสำคัญ ๆ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้เวิร์กโฟลว์ที่มีอยู่ได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น โดยการบูรณาการที่สำคัญได้แก่:

    • การมองเห็นแอปพลิเคชันได้อย่างกว้างขวางโดยอัตโนมัติ รวมถึงสามารถมองเห็นความสัมพันธ์ ของแอปพลิเคชันได้กว้างขึ้น และแสดงให้เห็นแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นโดยตรงผ่าน OpenShift
    • การจัดการคลัสเตอร์โดยตรงจาก Red Hat Ansible Automation Platform ซึ่งเป็นส่วนของเทคโนโลยีพรีวิว ช่วยให้ผู้ใช้ Ansible สามารถโต้ตอบกับ Red Hat Advanced Cluster Management ได้ในแบบเนทีฟ
    • การบูรณาการเข้ากับ Kyverno PolicySet ซึ่งเป็นส่วนของเทคโนโลยีพรีวิว ช่วยให้ผู้ใช้มีทางเลือกมากขึ้นในการปรับใช้นโยบาย Kubernetes

บริการข้อมูลและที่เก็บข้อมูลถาวร (Persistent Storage) ที่ได้รับการออกแบบมาสำหรับโมเดิร์นเวิร์กโหลด

องค์กรต่าง ๆ ที่โยกย้ายระบบไปยังไฮบริดคลาวด์ มักจะมีความกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการกู้คืนระบบให้กลับสู่ภาวะปกติ  ด้วยเหตุนี้ เพื่อช่วยป้องกันปัญหาข้อมูลสูญหายและการหยุดชะงักของธุรกิจในกรณีที่ระบบเกิดล้มเหลว Red Hat OpenShift Data Foundation 4.11 จึงมี OpenShift API สำหรับการปกป้องข้อมูล โดยสามารถใช้ API ของผู้ให้บริการเพื่อแบ็คอัพและกู้คืนแอปพลิเคชันและข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงหรือใช้แอปพลิเคชันการปกป้องข้อมูลที่มีอยู่โดยครอบคลุมไฮบริดคลาวด์ทั้งหมด

นอกจากนั้น Red Hat OpenShift Data Foundation ยังรองรับการตรวจสอบแบบมัลติคลัสเตอร์ผ่านทาง Red Hat Advanced Cluster Management ช่วยให้สามารถตรวจสอบสถานะการจัดการข้อมูลคลัสเตอร์ได้อย่างครบถ้วนจากจุดเดียว โดยครอบคลุมหลายคลัสเตอร์ และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานด้วยการผนวกรวมการจัดการคลัสเตอร์สำหรับระบบต่าง ๆ โดยใช้เครื่องมือหนึ่งเดียว

การวางจำหน่าย

Red Hat OpenShift 4.11 และ Red Hat OpenShift Data Foundation 4.11 มีวางจำหน่ายแล้ว ส่วน Red Hat Advanced Cluster Management 2.6 คาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงเดือนสิงหาคม

คำกล่าวสนับสนุน

โจ เฟอร์นันเดส รองประธานและผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจแพลตฟอร์มของเร้ดแฮท
“ปัจจุบัน องค์กรต่าง ๆ หันไปใช้โมเดิร์นแอปพลิเคชันกันมากขึ้น เพื่อนำเสนอประสบการณ์แบบไดนามิกที่เหนือกว่าให้แก่ผู้ใช้ ดังนั้นองค์กรเหล่านี้จึงต้องการแพลตฟอร์มที่รองรับการจัดการที่ใช้ได้กับทุกระบบอย่างสอดคล้องกัน ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันรุ่นเก่าที่อยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์ หรือเวิร์กโหลดแบบคอนเทนเนอร์ที่ครอบคลุมทั้งส่วนขอบของเครือข่ายและมัลติพับลิคคลาวด์ Red Hat OpenShift Platform Plus ที่เปิดตัวครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำในด้านแพลตฟอร์มที่รองรับการทำงานอย่างสอดคล้องกัน ประกอบด้วยชุดเครื่องมือที่พร้อมสรรพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ มอบความยืดหยุ่นให้กับการใช้ข้อมูล และมีการรักษาความปลอดภัยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

ข้อมูลเพิ่มเติม