อัปเดตกฎหมายที่ผู้เช่าควรรู้ เตรียมความพร้อมก่อนเซ็นสัญญาอย่างมั่นใจ

อัปเดตกฎหมายที่ผู้เช่าควรรู้ เตรียมความพร้อมก่อนเซ็นสัญญาอย่างมั่นใจ

อัปเดตกฎหมายที่ผู้เช่าควรรู้ เตรียมความพร้อมก่อนเซ็นสัญญาอย่างมั่นใจ

ปัจจุบันการเช่าที่อยู่อาศัยยังคงเป็นทางเลือกยอดนิยมของคนไทย โดยเฉพาะวัยเริ่มต้นทำงานที่ไม่พร้อมมีภาระผูกพันระยะยาวจากการกู้ซื้อบ้าน ส่งผลให้เทรนด์ Generation Rent มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องตามความท้าทายด้านการเงินของคนไทย อย่างไรก็ตาม แม้การเช่าจะตอบโจทย์ค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค แต่กลับพบว่าข้อพิพาทระหว่างผู้เช่ากับผู้ให้เช่ายังคงเกิดขึ้นอยู่เสมอ ผู้เช่าบางส่วนต้องเผชิญความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดจากการโดนปรับขึ้นค่าเช่ากลางคัน หรือต้องจ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟที่สูงเกินจริง สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีกลไกภาครัฐมาช่วยคุ้มครองสิทธิผู้เช่าและสร้างความเป็นธรรมให้กับทั้งสองฝ่าย 

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ประกาศใช้ “ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568” มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 4 กันยายน 2568 เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบผู้เช่าและสร้างมาตรฐานการเช่าที่อยู่อาศัยให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ สำหรับควบคุมผู้ประกอบธุรกิจที่มีสถานที่ให้เช่า ได้แก่ ห้องพัก บ้าน อาคารชุด อะพาร์ตเมนต์ หรือสถานที่พักอาศัยที่จัดขึ้นสำหรับการให้เช่าเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ตั้งแต่ 3 หน่วยขึ้นไป โดยไม่รวมหอพักและโรงแรมที่มีกฎหมายควบคุมต่างหาก ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคได้รับสัญญาเช่าที่เป็นธรรมมากขึ้น

รู้ไว้ไม่เสียเปรียบ! อัปเดต 5 สิทธิต้องรู้ที่ผู้เช่าไม่ควรมองข้าม  

แม้ สคบ. จะออกประกาศฉบับใหม่ที่แก้ไขหลักเกณฑ์บางประการเพื่อให้คุ้มครองสิทธิผู้เช่าให้ดีขึ้นแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ให้เช่าบางรายอาจไม่ได้ทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หรืออาศัยช่องว่างเพื่อกำหนดเงื่อนไขที่เอาเปรียบผู้เช่า ดังนั้น ผู้เช่าจึงไม่ควรละเลยการตรวจสอบสัญญาอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าตนเองจะได้รับความเป็นธรรมตามที่กฎหมายคุ้มครอง ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย ชวนผู้บริโภคมาทำความเข้าใจสิทธิผู้เช่าตามกฎหมาย ว่ามีประเด็นใดบ้างที่ผู้เช่าควรรู้เพื่อรักษาสิทธิของตนเอง และช่วยลดปัญหาที่อาจสร้างความกระทบกระทั่งจนนำไปสู่ข้อพิพาทได้ในอนาคต

  • ห้ามเปลี่ยนแปลงค่าเช่ากลางคัน เมื่อได้ที่อยู่อาศัยที่ถูกใจแล้ว ผู้เช่าควรสอบถามอัตราค่าเช่าและค่าบริการต่าง ๆ ให้ชัดเจนก่อนตกลงเซ็นสัญญา โดยรายละเอียดในสัญญาควรมีการระบุอัตราค่าเช่ารายเดือนหรือรายปี อัตราค่าน้ำ-ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายในการให้บริการต่าง ๆ รวมทั้งระบุเวลาเช่าให้ชัดเจน โดยรายละเอียดส่วนนี้มีความสำคัญเนื่องจากตามกฎหมายแล้วผู้ให้เช่าไม่มีสิทธิเปลี่ยนแปลงอัตราค่าเช่ากลางคันก่อนสัญญาเช่าสิ้นสุดลง หากระบุระยะเวลาเช่าไว้ 1 ปี อัตราค่าเช่าที่เรียกเก็บจะต้องคงที่ตามที่ระบุไว้ในสัญญาเท่านั้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้เช่าได้รับความเป็นธรรม ไม่ต้องกังวลว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มกลางทางโดยไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้า
  • ห้ามเก็บค่าน้ำ-ค่าไฟแพงเกินจริง ที่ผ่านมามักมีข้อพิพาทจากการที่ผู้ให้เช่าเรียกเก็บค่าน้ำค่าไฟในอัตราที่สูงกว่าที่หน่วยงานภาครัฐกำหนด ซึ่งถือว่าขัดต่อกฎหมายที่มีข้อบังคับอย่างชัดเจนว่าห้ามผู้ให้เช่าเก็บค่าน้ำค่าไฟเกินกว่าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรียกเก็บจริง ดังนั้น ผู้ให้เช่าต้องคำนวณค่าน้ำและค่าไฟให้เป็นไปตามอัตราที่การประปาและการไฟฟ้ากำหนดเท่านั้น เพื่อช่วยให้ผู้เช่าไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นธรรม โดยผู้ให้เช่าจะต้องชี้แจ้งรายละเอียดลงในใบแจ้งหนี้ว่าใช้อัตราคำนวณค่าน้ำ-ค่าไฟต่อหน่วยเท่าไร และระบุจำนวนหน่วยที่ผู้เช่าใช้ไปอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้เช่าสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ด้วยตนเอง 
  • ห้ามเข้าห้องเช่าโดยพลการ แม้ผู้ให้เช่าจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยให้เช่า แต่เมื่อมีการทำสัญญาเช่าเรียบร้อยแล้ว จะถือเป็นพื้นที่ส่วนตัวของผู้เช่า ซึ่งผู้เช่าจะมีสิทธิเต็มที่ในการอยู่อาศัยพื้นที่นั้นตลอดระยะเวลาเช่า ซึ่งตามกฎหมายแล้วผู้ให้เช่าจะไม่มีสิทธิเข้าตรวจสอบคอนโดฯ/บ้านเช่านั้นโดยไม่แจ้งให้ผู้เช่าทราบล่วงหน้า หรือไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เช่า หากมีการบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ของผู้เช่าโดยพลการถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและสิทธิในการครอบครองของผู้เช่าได้ รวมไปถึงในกรณีที่ผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่าตามกำหนด ผู้ให้เช่าก็ไม่มีสิทธิปิดกั้นพื้นที่เช่าเพื่อขัดขวางการเข้าออก หรือบุกรุกเข้าไปขนย้ายทรัพย์สินของผู้เช่าโดยไม่ได้รับอนุญาตเช่นกัน กรณีนี้ผู้ให้เช่าจะต้องดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายเท่านั้น

อย่างไรก็ดีผู้ให้เช่ามีสิทธิเข้าตรวจสอบโดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้เช่าทราบล่วงหน้าได้เฉพาะกรณีที่มีเหตุฉุกเฉิน ซึ่งหากไม่ดำเนินการทันทีจะเกิดความเสียหายหรือมีผลกระทบต่อผู้เช่ารายอื่นเท่านั้น เช่น ไฟไหม้ ท่อน้ำรั่ว พบเจอควันไฟ หรือมีกลิ่นแก๊สรั่ว เป็นต้น

  • ห้ามปรับเงินหากห้องเสื่อมสภาพตามกาลเวลา ที่อยู่อาศัยให้เช่ามักมีการเปลี่ยนมือมาหลายครั้ง สภาพห้องพัก เฟอร์นิเจอร์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผ่านการใช้งานมาเป็นเวลานานจึงอาจเสื่อมสภาพได้ตามกาลเวลา เช่น กระเบื้องหลุดร่อน ผนังมีรอยร้าว เครื่องใช้ไฟฟ้าชำรุด เป็นต้น ซึ่งหากเกิดความเสียหายเหล่านี้โดยที่ผู้เช่าไม่ได้เป็นต้นเหตุ ผู้เช่าไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ เนื่องจากเป็นหน้าที่ที่ผู้ให้เช่าต้องบำรุงรักษาที่อยู่อาศัยให้เช่าให้มีสภาพพร้อมอยู่อาศัยเสมอ นอกจากนี้ หากเกิดความเสียหายจากเหตุสุดวิสัย เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว ผู้เช่าก็ไม่ต้องรับผิดชอบเช่นกัน อย่างไรก็ดี ผู้เช่ายังคงมีหน้าที่ดูแลรักษาคอนโดฯ/บ้านเช่า รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพดี หากเกิดความเสียหายจากความประมาทของผู้เช่าเอง ผู้เช่าก็ต้องรับผิดชอบในความเสียหายนั้น ๆ เช่นกัน
  • ห้ามริบเงินประกันหากผู้เช่าไม่ผิด โดยทั่วไปแล้วการทำสัญญาเช่าจะต้องมีการวางเงินประกันไว้เป็นหลักประกันในกรณีที่ผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่าตามกำหนด หรือเพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการใช้งานของผู้เช่า อย่างไรก็ตาม อาจมีกรณีที่ผู้ให้เช่าบางรายอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเพื่อหาทางริบเงินประกันหรือค่าเช่าล่วงหน้า โดยไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมหรือพยายามหาเหตุที่ไม่ใช่ความผิดของผู้เช่ามาอ้าง เช่น อ้างความเสียหายจากการเสื่อมสภาพตามกาลเวลา หรือเรียกเก็บค่าซ่อมแซมที่สูงแบบไม่สมเหตุสมผล ซึ่งตามกฎหมายแล้วหากผู้เช่าปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาครบถ้วน ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับห้องเช่า ไม่มียอดค้างชำระ และไม่ได้ทำผิดสัญญาข้ออื่น ๆ ผู้เช่ามีสิทธิได้รับเงินประกันและค่าเช่าล่วงหน้าคืนเต็มจำนวนเมื่อสัญญาสิ้นสุด โดยที่ผู้ให้เช่าจะไม่มีสิทธิริบเงินประกันหรือค่าเช่าล่วงหน้าได้

ผู้ปล่อยเช่าควรทำความเข้าใจ ปรับตัวตามกฎหมายอย่างไรให้ได้ใจผู้เช่า

ขณะเดียวกัน ผู้ให้เช่าเองก็ควรศึกษาประกาศฉบับล่าสุดเพื่อปรับธุรกิจให้พร้อมเช่นกัน ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เสนอแนวทางการปล่อยเช่าที่ผู้ให้เช่าควรปรับให้สอดคล้องกับข้อบังคับตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม ไม่เพียงจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดข้อพิพาททางกฎหมายในอนาคตแล้ว ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความประทับใจให้กับผู้เช่า ช่วยให้การปล่อยเช่าเป็นไปอย่างราบรื่นในระยะยาว

  • สัญญาต้องชัดเจนและรัดกุม สัญญาเช่าถือเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่อาศัยร่วมกันอย่างราบรื่น ดังนั้นสัญญาเช่าที่ดีต้องมีความชัดเจนครบถ้วนในทุกรายละเอียด ผู้ให้เช่าในฐานะผู้จัดทำสัญญาควรแจกแจงรายละเอียดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่ารายเดือน/รายปี เงินประกัน อัตราค่าน้ำ-ค่าไฟ อัตราค่าบริการต่าง ๆ หรือค่าซ่อมแซมในกรณีที่ผู้เช่าก่อให้เกิดความเสียหาย รวมทั้งระบุวันชำระค่าเช่าให้ชัดเจนว่าต้องชำระภายในวันที่เท่าไรของเดือน และมีระยะเวลาผ่อนผันกี่วัน ในกรณีที่ผู้เช่าชำระล่าช้าจะมีค่าปรับอย่างไร นอกจากนี้ ในสัญญาควรระบุกฎข้อบังคับในการอยู่อาศัย เช่น ห้ามเลี้ยงสัตว์ ห้ามทำเสียงดังเกินเวลาที่กำหนด ห้ามสูบบุหรี่ภายในห้องพัก พร้อมบทลงโทษที่เหมาะสมไปตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์ เช่น การตักเตือน การเรียกเก็บค่าปรับ หรือการขอยกเลิกสัญญาเช่า เป็นต้น เพื่อช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกัน และสามารถอยู่อาศัยร่วมกับเพื่อนบ้านได้อย่างสงบสุข 
  • จะยกเลิกสัญญาต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร หากผู้เช่าได้ทำผิดสัญญาที่ตกลงกันไว้ เช่น ค้างชำระค่าเช่า สร้างความเสียหายต่อห้องพัก หรือแอบเลี้ยงสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามกฎหมายนั้นผู้ให้เช่าจะไม่สามารถยกเลิกสัญญาด้วยวาจาได้ทันที แต่ต้องทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อแจ้งให้ผู้เช่าแก้ไขภายใน 30 วัน จึงจะเลิกสัญญาเช่าได้ ยกเว้นในกรณีที่การกระทำของผู้เช่าส่งผลกระทบต่อการอยู่อาศัยส่วนรวมกับผู้เช่ารายอื่น เช่น ก่อเหตุทะเลาะวิวาท หรือมีพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อผู้อื่น ผู้ให้เช่าจะต้องทำหนังสือเตือนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนจะยกเลิกสัญญาเช่า ทั้งนี้ การปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันไม่ให้ผู้ให้เช่าถูกฟ้องร้องในภายหลังว่ายกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
  • คืนเงินประกันภายใน 7 วันหลังหมดสัญญา เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลง และทางผู้เช่าได้ส่งมอบห้องคืนในสภาพเรียบร้อย โดยไม่มีการค้างค่าเช่าและไม่มีความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของผู้เช่า ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ต้องคืนเงินค่าเช่าล่วงหน้าและเงินประกันให้แก่ผู้เช่าภายใน 7 วัน นับจากวันที่สัญญาสิ้นสุด สำหรับสัญญาเช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยระยะสั้นนั้น ผู้ให้เช่าสามารถเก็บเงินค่าเช่าล่วงหน้าและเงินประกันรวมกันได้ไม่เกิน 3 เดือน ส่วนกรณีทำสัญญาเช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยระยะยาวที่คิดค่าเช่าเป็นรายปี ให้เรียกเก็บรวมกันได้ไม่เกิน 1 ปี อย่างไรก็ตาม หากผู้เช่าก่อให้เกิดความเสียหายจริง ผู้ให้เช่าสามารถหักค่าซ่อมแซมจากเงินประกันได้ โดยต้องแจ้งให้ผู้เช่าทราบพร้อมส่งมอบหลักฐานประกอบ เช่น รูปถ่ายความเสียหาย ใบเสนอราคาหรือใบเสร็จค่าซ่อม หากหักค่าซ่อมแซมจากเงินประกันแล้วยังเหลือบางส่วน ผู้ให้เช่าก็ต้องคืนส่วนที่เหลือให้ผู้เช่าภายใน 7 วันเช่นกัน
  • ใช้กฎหมายจัดการผู้เช่าที่ตั้งใจทำทรัพย์สินพังได้ หากผู้เช่าสร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินในห้องเช่าหรือพื้นที่ส่วนกลาง หรือสร้างความสกปรกร้ายแรงจนต้องซ่อมแซม ผู้ให้เช่ามีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้เช่าได้ตามกฎหมาย โดยผู้ให้เช่าต้องพิจารณาสาเหตุของความเสียหายให้ชัดเจนและเตรียมหลักฐานให้พร้อมด้วย 
    • สิทธิในทางแพ่ง ผู้ให้เช่ามีสิทธิฟ้องเรียกร้องความเสียหายในทางแพ่ง ซึ่งผู้เช่าต้องรับผิดในทางทรัพย์สินคือชดใช้เงินเป็นค่าเสียหายที่ทำให้ทรัพย์สินที่เช่าสกปรก เสียหาย ชำรุด รวมถึงค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดให้ทรัพย์สินที่เช่ากลับคืนสู่สภาพเดิม อย่างไรก็ตาม การดำเนินคดีแพ่งนั้นเมื่อชนะคดีจะทำได้เพียงบังคับเอากับทรัพย์สินของผู้เช่า ซึ่งอาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ นอกจากนี้ โจทก์ผู้ชนะคดีจะต้องสืบหาทรัพย์สินของจำเลยผู้แพ้คดี และไปแจ้งให้กรมบังคับคดีทราบเพื่อบังคับด้วยการอายัดมาจ่ายต่อไป 
    • สิทธิในทางอาญา ผู้ให้เช่าสามารถดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ในกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าผู้เช่ามีเจตนาที่จะทำให้ทรัพย์สินที่เช่าได้รับความเสียหาย ไม่ใช่เพียงใช้สอยโดยไม่ระมัดระวังเท่านั้น ทั้งนี้ ผู้ให้เช่าต้องดำเนินคดีอาญาด้วยการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน หรือฟ้องคดีเองต่อศาลภายในเวลา 3 เดือนนับแต่วันที่ทราบถึงการกระทำความผิด (วันที่ตรวจพบความเสียหาย) ถ้ามีหลักฐานเพียงพอ การดำเนินคดีอาญาจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า หากศาลพิจารณาแล้วว่ามีความผิดจริง ผู้เช่าจะต้องเสี่ยงกับการสูญเสียอิสรภาพ หรือหากรอการลงโทษก็จะมีประวัติทำความผิดอาญาติดตัว 

ในการตกลงทำสัญญาเช่าที่อยู่อาศัยทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นการเจอหน้ากันโดยตรงหรือการเซ็นสัญญาออนไลน์ ผู้ให้เช่าควรอธิบายรายละเอียดในสัญญาให้ผู้เช่าเข้าใจตรงกันอย่างครบถ้วน และต้องทำสัญญาเช่าเป็นคู่ฉบับเพื่อมอบให้ผู้เช่าเก็บไว้ 1 ฉบับทันทีที่ลงนาม อย่างไรก็ดี หากผู้ให้เช่ากำหนดเงื่อนไขในสัญญาที่ขัดต่อข้อกำหนดตามประกาศฉบับใหม่ของ สคบ. แม้ผู้เช่าจะเซ็นยินยอมไปแล้วก็ถือว่าไม่มีผลทางกฎหมายใด ๆ 

ขณะเดียวกัน หากผู้เช่ารู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือพบว่าผู้ให้เช่าไม่ดำเนินการตามประกาศล่าสุด สามารถยื่นเรื่องร้องเรียนไปยัง สคบ. ให้ตรวจสอบได้ทันที เพื่อให้ทุกคนได้พบกับห้องเช่าที่ปลอดภัยและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเป็นธรรมในระยะยาว ทั้งนี้ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (www.DDproperty.com) ได้รวบรวมข่าวสารและบทความด้านอสังหาฯ ที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่มองหาที่อยู่อาศัยไว้มากมาย รวมทั้งเป็นแหล่งข้อมูลประกาศซื้อ/ขาย/ให้เช่าที่อยู่อาศัยในทำเลศักยภาพทั่วประเทศ ช่วยให้ทุกคนเริ่มต้นเตรียมความพร้อมก่อนตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัยในฝันได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้เผยสุดยอดทำเลทองประจำปี 2568

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้เผยสุดยอดทำเลทองประจำปี 2568

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้เผยสุดยอดทำเลทองประจำปี 2568

แรงเกินต้าน “เขตวัฒนา” ยืนหนึ่งทำเลฮอตเมืองหลวง “จุฬาฯ-มศว” ขึ้นแท่นทำเลแคมปัสคอนโดฯ ยอดนิยม

สภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมาอย่างต่อเนื่องได้ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของผู้บริโภค กลายเป็นความท้าทายที่สร้างแรงกดดันให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย แม้ผู้บริโภคจะมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยแต่ไม่ได้มองเป็นเรื่องเร่งด่วน จึงเลือกที่จะชะลอแผนการซื้อออกไปก่อนในช่วงที่เศรษฐกิจเปราะบาง

อย่างไรก็ดี ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2568 ยังคงมีปัจจัยบวกหลังจากภาครัฐทยอยออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ออกมาอย่างต่อเนื่อง และมีมาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็นการชั่วคราวของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกอบกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดทั้งปีจนอยู่ในระดับต่ำ ถือเป็นสัญญาณบวกที่จะช่วยสนับสนุนให้ตลาดที่อยู่อาศัยฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปตามภาวะเศรษฐกิจในอนาคต พร้อมเปิดประตูแห่งโอกาสให้ผู้บริโภคที่มีความพร้อมทางการเงินได้เริ่มต้นปักหมุดที่อยู่อาศัยในฝันเช่นกัน

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย เผยข้อมูลเชิงลึกจากผู้เข้าเยี่ยมชมในเว็บไซต์ www.DDproperty.com ในรอบปี 2568 ที่เข้ามาใช้ฟีเจอร์ค้นหา (Search) รวมถึงข้อมูลที่แสดงความสนใจชมประกาศขาย-ให้เช่า และกรอกข้อมูลให้ติดต่อกลับ ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีศักยภาพในการซื้อและเช่าในอนาคตมากที่สุด สะท้อนให้เห็นเทรนด์ความต้องการซื้อและเช่าที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคชาวไทยทั่วประเทศในรอบปีที่ผ่านมา พร้อมอัปเดตทำเลศักยภาพที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างน่าสนใจในอนาคต 

“กรุงเทพฯ” รักษาแชมป์จังหวัดยอดนิยมของคนหาบ้าน

กรุงเทพมหานครยังคงเป็นจังหวัดที่มีความต้องการซื้อ/เช่าที่อยู่อาศัยมากที่สุดในรอบปี 2568 ที่ผ่านมา ตามมาด้วยจังหวัดปริมณฑลที่เชื่อมต่อการเดินทางไปยังเมืองหลวงได้สะดวกรวดเร็วด้วยรถไฟฟ้า สะท้อนให้เห็นเทรนด์ที่อยู่อาศัยปัจจุบันที่กระจายตัวออกไปย่านชานเมืองมากขึ้น เนื่องจากมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าการซื้อบ้าน/คอนโดฯ ย่านใจกลางเมือง ขณะเดียวกัน หัวเมืองท่องเที่ยวยังคงได้รับความนิยมเช่นกัน หลังผู้บริโภคเริ่มมองหาบ้านในต่างจังหวัดเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการทำงานกับการพักผ่อน ตอบโจทย์การวางแผนชีวิตในระยะยาว 

โดย 5 จังหวัดที่มีความต้องการซื้อมากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 กรุงเทพมหานคร
  • อันดับ 2 นนทบุรี
  • อันดับ 3 สมุทรปราการ
  • อันดับ 4 ชลบุรี
  • อันดับ 5 ปทุมธานี

สำหรับ 5 จังหวัดที่มีความต้องการเช่ามากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 กรุงเทพมหานคร
  • อันดัน 2 สมุทรปราการ
  • อันดับ 3 นนทบุรี
  • อันดับ 4 เชียงใหม่
  • อันดับ 5 ชลบุรี

จับตา 5 ทำเลยอดนิยมของชาวกรุง “เขตวัฒนา” แรงเกินต้าน ครองตลาดซื้อ/เช่า

เมื่อเจาะลึกถึงทำเลยอดนิยมในกรุงเทพฯ พบว่าทำเลที่ได้รับความสนใจซื้อและเช่ามากที่สุดในกรุงเทพฯ ในรอบปี 2568 ได้แก่ “เขตวัฒนา” อีกหนึ่งพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญที่รายล้อมด้วยสำนักงาน ร้านอาหาร และสถานบันเทิงมากมาย รองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้บริโภคได้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ยังมีรถไฟฟ้าพาดผ่าน จึงทำให้ทำเลนี้เป็นที่ต้องการในหมู่ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มองหาที่พักอาศัยในย่านที่มีความสะดวกสบายครบครัน ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยเองและลงทุนเพื่อสร้างรายได้ระยะยาว

สำหรับ 5 ทำเลที่มีความต้องการซื้อมากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 เขตวัฒนา
  • อันดับ 2 เขตจตุจักร
  • อันดับ 3 เขตประเวศ
  • อันดับ 4 เขตคลองเตย
  • อันดับ 5 เขตห้วยขวาง

ขณะที่ 5 ทำเลที่มีความต้องการเช่ามากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 เขตวัฒนา
  • อันดับ 2 เขตคลองเตย
  • อันดับ 3 เขตห้วยขวาง
  • อันดับ 4 เขตราชเทวี
  • อันดับ 5 เขตพระโขนง

อัปเดต 10 ทำเลแนวรถไฟฟ้าน่าจับตามอง “BTS อ่อนนุช” ยืนหนึ่งไม่พลิกโผ

นอกจากนี้ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) ยังได้รวบรวมข้อมูลผู้ซื้อ-เช่าที่เข้ามาค้นหาที่อยู่อาศัย โดยการพิมพ์ในช่องค้นหาตามสิ่งที่สนใจ (Free Text), ค้นหาจากคำสำคัญ (Keyword) และใช้ฟิลเตอร์อื่น ๆ บนเว็บไซต์ สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความหลากหลาย ผ่านเทรนด์การค้นหาที่อยู่อาศัยล่าสุดที่น่าจับตามอง

ทำเลแนวรถไฟฟ้า BTS และ MRT ที่ได้รับความสนใจซื้อ/เช่ามากที่สุดในรอบปี 2568 อันดับ 1 ได้แก่ “BTS อ่อนนุช” ทำเลศักยภาพแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ครองความนิยมหลายปีติดต่อกัน ด้วยจุดเด่นที่เป็นทำเลใกล้ใจกลางเมือง รองรับการเดินทางที่หลากหลาย และอยู่ในย่านธุรกิจที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ และโรงเรียนนานาชาติ ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองในทุกมิติได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ BTS อ่อนนุช ยังเป็นสถานีแรกของรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายไปยังสถานีเคหะฯ ในจังหวัดสมุทรปราการ จึงไม่ต้องเสียค่าโดยสารส่วนต่อขยายเพิ่ม เมื่อรวมกับจุดเด่นที่ที่อยู่อาศัยในทำเลนี้มีราคาย่อมเยากว่าโครงการในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) แล้ว จึงดึงดูดใจทั้งผู้ซื้อ ผู้เช่า และนักลงทุนได้เป็นอย่างดี 

ขณะที่อันดับ 2 BTS พร้อมพงษ์, อันดับ 3 BTS ทองหล่อ, อันดับ 4 BTS เอกมัย, อันดับ 5 BTS อารีย์, อันดับ 6 MRT พระราม 9, อันดับ 7 BTS อโศก, อันดับ 8 BTS ปุณณวิถี, อันดับ 9 BTS พระโขนง และอันดับ 10 BTS อุดมสุข 

โดย 9 ใน 10 ของสถานีรถไฟฟ้ายอดนิยมในกลุ่มผู้ค้นหาที่อยู่อาศัยนั้น เป็นสถานีที่อยู่ในโครงการรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียวเป็นหลัก ซึ่งเชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่ย่านธุรกิจใจกลางเมืองโดยตรง อีกทั้งยังเป็นรถไฟฟ้าสายแรกของไทย ทำให้แนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยมากมายเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค ปัจจุบันรถไฟฟ้าสายสีเขียวยังคงมีปริมาณผู้ใช้บริการสูงที่สุดตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการที่อยู่อาศัยในทำเลแนวรถไฟฟ้าสายนี้ยังไม่เคยลดน้อยลง

ทำเลใกล้สถานศึกษาย่าน “จุฬาฯ-มศว” ขึ้นแท่นทำเลฮอตครองตลาดซื้อ/เช่า

เทรนด์แคมปัสคอนโดฯ (Campus Condo) หรือคอนโดมิเนียมในทำเลใกล้สถานศึกษายังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดเด่นที่เป็นรูปแบบอสังหาริมทรัพย์ที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยในเมืองหลวง มีความยืดหยุ่นเหมาะสำหรับทั้งวัยเรียนและวัยทำงาน และเมื่อ ธปท. ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของผู้ปกครองที่ต้องการมีที่พักใกล้สถานศึกษาของบุตรหลาน รวมไปถึงกลุ่มพนักงานที่มองหาที่อยู่อาศัยในย่านใจกลางเมือง เพื่อลดระยะเวลาในการเดินทางในชีวิตประจำวัน

สำหรับทำเลใกล้สถานศึกษาย่าน “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ยังคงครองความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยถือเป็นทำเลที่มีการค้นหาที่อยู่อาศัยเพื่อซื้อและเช่ามากที่สุดในรอบปี 2568 ขณะที่ “มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ” ครองอันดับที่ 2 ทั้งในหมู่ผู้เช่าและผู้ซื้อเช่นกัน โดยทั้ง 2 ทำเลนี้ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจใกล้แหล่งงาน มีระบบคมนาคมที่เชื่อมต่อการเดินทางได้สะดวก รวมทั้งเป็นสถานศึกษาชั้นนำของประเทศ จึงมีความต้องการที่อยู่อาศัยทั้งจากนักศึกษาและบุคลากรมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่องตลอดปีการศึกษา ถือเป็นทำเลใกล้สถานศึกษาที่ตอบโจทย์ได้ทั้งการอยู่อาศัยเองและเหมาะสำหรับการลงทุนในระยะยาว

โดย 5 ทำเลใกล้สถานศึกษาที่ได้รับความสนใจซื้อมากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • อันดับ 2 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  • อันดับ 3 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
  • อันดับ 4 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
  • อันดับ 5 มหาวิทยาลัยศรีปทุม 

ขณะที่ 5 ทำเลใกล้สถานศึกษาที่ได้รับความสนใจเช่ามากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • อันดับ 2 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  • อันดับ 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)
  • อันดับ 4 NIST International School
  • อันดับ 5 Bangkok Patana School 

บ้าน/คอนโดฯ 2 ห้องนอนตอบโจทย์ผู้ซื้อ 

เมื่อพิจารณาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดซื้อที่อยู่อาศัย พบว่า ผู้ที่วางแผนซื้อที่อาศัยทั่วประเทศในรอบปี 2568 ให้ความสนใจค้นหาบ้าน/คอนโดฯ ที่มี 2 ห้องนอนมากที่สุด ถือว่าเป็นขนาดที่เหมาะกับครอบครัวที่มีสมาชิกไม่มาก จึงแบ่งสัดส่วนพื้นที่ใช้งานได้อย่างลงตัว รองลงมาอันดับ 2 ได้แก่ ที่อยู่อาศัย 3 ห้องนอน และอันดับ 3 ที่อยู่อาศัย 1 ห้องนอน 

อย่างไรก็ดี รูปแบบการตกแต่งที่อยู่อาศัยถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีส่วนในการตัดสินใจ โดยผู้ซื้อเกือบ 7 ใน 10 (68%) สนใจโครงการที่ตกแต่งครบพร้อมเข้าอยู่ (Fully Furnished) มากที่สุด เนื่องจากช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการตกแต่งเพิ่มเติม และยังประหยัดเวลา ช่วยให้สามารถย้ายเข้าอยู่ได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ผู้ซื้อบางส่วนเลือกโครงการที่ตกแต่งบางส่วน (25%) หรือไม่มีการตกแต่งเลย (18%) เพื่อให้สามารถออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยได้อย่างอิสระตามรสนิยมส่วนตัว

8 ใน 10 ของผู้เช่าขอเลือกคอนโดฯ สนใจห้องตกแต่งพร้อมเข้าอยู่  

ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ยังท้าทาย ได้ผลักดันให้เทรนด์การเช่าที่อยู่อาศัยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการมีสภาพคล่องทางการเงินมากกว่าการมีภาระหนี้ระยะยาว ข้อมูลจากผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ฯ พบว่า ผู้ที่วางแผนเช่าที่อาศัยทั่วประเทศในรอบปี 2568 สนใจค้นหาบ้าน/คอนโดฯ ที่มี 2 ห้องนอนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 คล้ายกับฝั่งผู้ซื้อ ตอบโจทย์ครอบครัวขนาดเล็กที่ต้องการแบ่งพื้นที่ส่วนตัวให้สมาชิก ขณะที่อันดับ 2 สนใจเช่าที่อยู่อาศัย 1 ห้องนอน และอันดับ 3 สนใจ 3 ห้องนอน 

อีกหนึ่งจุดเด่นของการเช่าที่อยู่อาศัยที่น่าสนใจคือมีความยืดหยุ่น โยกย้ายทำเลได้ง่าย ดังนั้นโครงการบ้าน/คอนโดฯ ที่ตกแต่งให้ครบแบบพร้อมเข้าอยู่ (Fully Furnished) จึงได้รับความนิยมมากที่สุดในกลุ่มผู้เช่าถึง 83% เนื่องจากช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและมีความความคล่องตัวหากต้องโยกย้ายถิ่นฐานในอนาคต โดยมีผู้เช่าที่สนใจโครงการที่ตกแต่งให้บางส่วน และไม่มีการตกแต่งเลย ในสัดส่วน 19% และ 9% ตามลำดับ

คอนโดฯ ตอบโจทย์คนหาบ้าน ครองใจทั้งผู้ซื้อและผู้เช่า

สำหรับประเภทอสังหาริมทรัพย์ ที่มีความต้องการซื้อมากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่ คอนโดฯ โดยมีสัดส่วนถึง 45% ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการความสะดวกสบาย มาพร้อมระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม และหลายโครงการมีราคาย่อมเยากว่าการซื้อบ้านเดี่ยวในบางทำเล ขณะที่ที่อยู่อาศัยแนวราบก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน โดยบ้านเดี่ยวมีสัดส่วน 38% และทาวน์เฮ้าส์ 17%

เช่นเดียวกับความต้องการเช่า คอนโดฯ ยังคงเป็นประเภทอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้วางแผนเช่าที่อยู่อาศัยสนใจมากที่สุดในรอบปี 2568 โดยมีสัดส่วนถึง 80% สะท้อนให้ถึงความสะดวกสบายและความคล่องตัวที่ตอบโจทย์ผู้เช่าได้มากกว่า เนื่องจากส่วนใหญ่คอนโดฯ มักตั้งอยู่ในทำเลแนวรถไฟฟ้า ใกล้ระบบขนส่งสาธารณะที่เดินทางได้สะดวก ขณะที่ที่อยู่อาศัยแนวราบอย่างบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ได้รับความสนใจเช่าในสัดส่วน 13% และ 7% ตามลำดับ

ผู้ซื้อส่วนใหญ่มองหาบ้านไม่เกิน 3 ล้าน ด้านตลาดเช่า 3 หมื่นอัปมาแรง

อย่างไรก็ดี แม้จะมีปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐ แต่ผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญกับการวางแผนใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นมาก่อน จึงเลือกซื้อบ้าน/คอนโดฯ ที่มีราคาเอื้อมถึงแทน เห็นได้จากภาพรวมระดับราคาที่อยู่อาศัยที่มีความต้องการซื้อมากที่สุดในรอบปี 2568 นั้น ระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท มีสัดส่วนถึง 41% สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากกว่าการเลือกทำเลใจกลางเมืองที่มีราคาสูง ดังนั้น ที่อยู่อาศัยในราคาที่จับต้องได้ (Affordable Price) ในทำเลชานเมืองที่เดินทางสะดวก จึงตอบโจทย์ผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) ที่ต้องการมีบ้านในเวลานี้มากที่สุด

โดยระดับราคาที่อยู่อาศัยที่ชาวไทยมีความต้องการซื้อมากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 ระดับราคา 1,000,000-3,000,000 บาท สัดส่วน 33%
  • อันดับ 2 ระดับราคา 3,000,000-5,000,000 บาท สัดส่วน 21%
  • อันดับ 3 ระดับราคามากกว่า 10,000,000 บาท สัดส่วน 20%

สำหรับภาพรวมระดับค่าเช่าที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากที่สุดอยู่ในระดับมากกว่า 30,000 บาท มีสัดส่วนถึง 39% ซึ่งถือเป็นค่าเช่าที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูงของการเช่าที่อยู่อาศัยในย่านที่มีความเจริญ มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน หรือตั้งอยู่ในทำเลแนวรถไฟฟ้าย่านธุรกิจที่ไม่ไกลจากสถานที่ทำงานหรือสถานศึกษามากนัก แม้ระดับค่าเช่าจะสูงกว่าโครงการแถบชานเมือง แต่ถือว่าคุ้มค่าหากแลกกับความเหนื่อยล้าในการเดินทางที่ลดลง

โดยระดับราคาที่อยู่อาศัยที่ชาวไทยมีความต้องการเช่ามากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 ระดับค่าเช่า มากกว่า 30,000 บาท/เดือน สัดส่วน 39%
  • อันดับ 2 ระดับค่าเช่า 10,000-20,000 บาท/เดือน สัดส่วน 29%
  • อันดับ 3 ระดับค่าเช่า 20,000-30,000 บาท/เดือน สัดส่วน 20%

จากสังคมสูงวัยสู่ Longevity Economy เลือกที่อยู่อาศัยอย่างไรเมื่อชีวิตยืนยาว

จากสังคมสูงวัยสู่ Longevity Economy เลือกที่อยู่อาศัยอย่างไรเมื่อชีวิตยืนยาว

จากสังคมสูงวัยสู่ Longevity Economy เลือกที่อยู่อาศัยอย่างไรเมื่อชีวิตยืนยาว

เมื่อความก้าวหน้าทางการแพทย์ได้ช่วยให้ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น ประกอบกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) โดยมีประชากรอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั่วประเทศ ข้อมูลจากการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 20.2% ของประชากรทั้งประเทศ หรือกว่า 14 ล้านคน และคาดการณ์ว่าจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) ซึ่งมีผู้สูงอายุเกิน 28% ในปี 2574 

ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ผู้สูงอายุจึงมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น ข้อมูลจากการศึกษาเศรษฐกิจสูงวัยของไทยในปี 2566 ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่า ในปี 2566 มีการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคสำหรับผู้สูงอายุกว่า 2.18 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะขยายตัวเป็น 3.5 ล้านล้านบาท ในปี 2576 หรือเฉลี่ย 4.83% ต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อที่แข็งแกร่งของกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่ควรมองข้าม

ส่งผลต่อเนื่องให้เกิด “เศรษฐกิจอายุวัฒน์ หรือ Longevity Economy” ที่ระบบเศรษฐกิจได้ถูกขับเคลื่อนโดยกำลังซื้อของกลุ่มประชากรที่มีอายุยืนยาวขึ้นพร้อมทั้งมีสุขภาพกายและใจที่ดี ผู้บริโภคกลุ่มนี้จะให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในทุกมิติ ไม่ใช่แค่การมีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นอย่างเดียว จึงเป็นโอกาสให้ธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตเข้ามาทำตลาดกลุ่มนี้มากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือการมีที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์การดำเนินชีวิตในระยะยาวได้อย่างมีคุณภาพและปลอดภัย 

เกษียณแล้วไปไหน? เมื่อการวางแผนอนาคตไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป 

ข้อมูลจากแบบสำรวจพฤติกรรมการซื้อ-เช่าอสังหาฯ และการวางแผนอนาคตของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย พบว่า เกือบ 9 ใน 10 (88%) ของผู้ตอบแบบสำรวจฯ เริ่มนึกถึงการวางแผนเกษียณแล้ว โดย 38% ยอมรับว่านึกถึงการวางแผนเกษียณตลอดเวลา สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองว่าการเกษียณเป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป และหันมาให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับมือวัยเกษียณโดยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงเวลา  

ขณะที่เป้าหมายหลังเกษียณของผู้บริโภคส่วนใหญ่นั้นให้ความสำคัญกับ “การมีเงินออมเพียงพอสำหรับดูแลสุขภาพ” มาเป็นอันดับ 1 รองลงมาอันดับ 2 คือ อยากมีอิสรภาพทางการเงิน, อันดับ 3 ต้องการใช้เวลากับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงมากขึ้น, อันดับ 4 อยากใช้ชีวิตแบบปลอดหนี้ และอันดับ 5 วางแผนจะท่องเที่ยวเป็นประจำ จะเห็นว่าเป้าหมายส่วนใหญ่นั้นล้วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนการเงินอย่างมีนัยสำคัญ ผู้บริโภคจึงจำเป็นต้องเริ่มวางแผนเพื่อเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายชีวิตที่ตั้งใจไว้ได้ในอนาคต

สำหรับเมืองที่ผู้บริโภคต้องการไปใช้ชีวิตหลังเกษียณมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (33%) ด้วยจุดเด่นของการเป็นเมืองหลวงที่มีความพร้อมรอบด้าน ทั้งระบบสาธารณูปโภคที่ครบครัน ตลอดจนสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานและมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย จึงสามารถรองรับการดูแลสุขภาพในระยะยาวได้อย่างมั่นใจ รองลงมาคือ เชียงใหม่ (9%), นครราชสีมา (7%), ชลบุรี นนทบุรี สมุทรปราการ (สัดส่วนเท่ากันที่ 6%) และภูเก็ต (4%) ขณะที่อีก 11% เผยว่าไม่มีทำเลไหนที่สนใจเป็นพิเศษ ขอแค่อยู่ในประเทศไทยก็พอ 

ด้านผู้พัฒนาอสังหาฯ ต่างหันมาให้ความสำคัญกับเทรนด์ Longevity เช่นกัน ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พบว่าผลการสำรวจที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ณ ปี 2568 ทั่วประเทศ เปิดบริการรวม 1,040 โครงการ เพิ่มขึ้น 4.4% แยกเป็นโครงการ Nursing Home จำนวน 944 โครงการ เพิ่มขึ้น 4.4% และโครงการ Residence จำนวน 96 โครงการ เพิ่มขึ้น 4.3% สะท้อนให้เห็นว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาวหลังเกษียณ

เมื่อ “อายุยืน” คือคำตอบ เลือกที่อยู่อาศัยอย่างไรให้ตอบโจทย์ Longevity Economy

เมื่อการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพคือหัวใจสำคัญของ Longevity Economy ดังนั้น การเตรียมความพร้อมด้านที่อยู่อาศัยจึงไม่ใช่เพียงการมองหาที่พักอาศัยเท่านั้น แต่คือการสร้างพื้นที่ใช้ชีวิตที่ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาว ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เผยแนวทางการออกแบบและปรับพื้นที่บ้าน/คอนโดฯ ให้ตอบโจทย์เทรนด์ Longevity เน้นการสร้างพื้นที่ที่ส่งเสริมสุขภาพกายและใจ รองรับการอยู่อาศัยในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน

  • Universal Design อยู่สบายทุกช่วงวัย แนวคิด “อารยสถาปัตย์ หรือ Universal Design” เป็นแนวคิดเรื่องการออกแบบสิ่งแวดล้อม การสร้างสถานที่ และสิ่งของต่าง ๆ เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่จำกัดอายุ เพศ หรือลักษณะทางร่างกาย ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์การอยู่อาศัยในปัจจุบันที่ต้องการความปลอดภัยในระยะยาว เทรนด์ Universal Design จะเน้นการออกแบบที่รองรับการอยู่อาศัยของผู้บริโภคทุกช่วงวัยได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ จึงต้องเพิ่มระบบความปลอดภัยในจุดเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นพื้นกันลื่น ราวจับในจุดสำคัญ มีระบบแสงสว่างที่เพียงพอ และมีอุปกรณ์แจ้งเหตุฉุกเฉินในห้องนอนหรือห้องน้ำ การเพิ่มฟังก์ชันความปลอดภัยในทุกตารางนิ้ว ไม่เพียงแต่ช่วยลดอุบัติเหตุเท่านั้น แต่ยังเป็นการคืนความมั่นใจให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตประจำวันด้วยตัวเองได้อย่างมีความสุข
  • เลือกเฟอร์นิเจอร์ตามหลักการยศาสตร์ การยศาสตร์ (Ergonomics) คือศาสตร์ว่าด้วยการออกแบบและปรับสิ่งของ สภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับสรีระและการใช้งานของมนุษย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บ แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแก้ปัญหาออฟฟิศซินโดรมจากการทำงานหน้าจอเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการเลือกเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน/คอนโดฯ ได้อีกด้วย โดยผู้บริโภคควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบโดยคำนึงถึงสุขภาพและรองรับสรีระของผู้ใช้ได้อย่างเหมาะสม เช่น เลือกเตียงนอนและหมอนสุขภาพที่ช่วยพยุงกระดูกสันหลัง, โซฟาที่ไม่อ่อนหรือแข็งเกินไปจนทำให้ปวดเมื่อยเมื่อนั่งเป็นเวลานานหรือลุกได้ยาก รวมถึงโต๊ะรับประทานอาหารที่มีความสูงพอดี ไม่ต้องก้มมากเกินไปขณะรับประทานอาหาร เป็นต้น ซึ่งหลักการเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการปวดเมื่อยและบาดเจ็บจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน ถือเป็นการเริ่มต้นดูแลสุขภาพที่คุ้มค่าในระยะยาว
  • อุ่นใจเมื่ออยู่ใกล้สถานพยาบาล การเลือกโครงการบ้าน/คอนโดฯ ที่ตั้งอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวก ใกล้ระบบขนส่งสาธารณะ จะช่วยให้การใช้ชีวิตตามไลฟ์สไตล์เป็นไปได้อย่างราบรื่น และช่วยลดความเสี่ยงในการขับรถเองหากสภาพร่างกายไม่อำนวย อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการเลือกโครงการที่ตั้งอยู่ใกล้โรงพยาบาลหรือศูนย์บริการสุขภาพ จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์ได้อย่างรวดเร็วในกรณีฉุกเฉิน และรับบริการตรวจสุขภาพได้อย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ การเลือกโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงวัยที่มาพร้อมบริการด้านสุขภาพ ผ่านการร่วมมือกับโรงพยาบาล/ศูนย์บริการสุขภาพที่เพิ่มบริการทางการแพทย์ไว้ด้วย ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจในการดูแลสุขภาพในระยะยาวได้ดียิ่งขึ้น 
  • ธรรมชาติบำบัดส่งเสริมสุขภาพกายใจ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักใช้ชีวิตอยู่ภายในบ้านเป็นหลัก การมีสภาพแวดล้อมที่ดีจึงมีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างทั้งสุขภาพกายและใจ ดังนั้นการจัดให้มีพื้นที่สีเขียวในบ้าน/คอนโดฯ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสวน หรือตกแต่งห้องด้วยต้นไม้ นอกจากจะช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ดีแล้ว ยังมีผลทางจิตวิทยาทำให้รู้สึกสดชื่นมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ ผู้สูงอายุยังสามารถใช้เวลาว่างในการทำสวนปลูกต้นไม้เป็นงานอดิเรกหรือพักผ่อนให้ธรรมชาติบำบัด ขณะเดียวกัน การเลือกโครงการที่มีสวนหย่อมส่วนกลาง หรือตั้งอยู่ใกล้สวนสาธารณะ ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการไปออกกำลังกาย หรือพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติได้เช่นขึ้น 
  • ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยเทคโนโลยี ปัจจุบันเทรนด์บ้านอัจฉริยะ (Smart Home) เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับที่อยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี ผู้บริโภคสามารถนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมแสงสว่างหรือเปิด/ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านแอปพลิเคชัน ดูแลสุขภาพด้วยเครื่องฟอกอากาศหรือเครื่องปรับอากาศที่มีระบบฆ่าเชื้อโรคในอากาศ รวมไปถึงเสริมระบบความปลอดภัยด้วยกลอนประตูดิจิทัล (Digital Door Lock), เซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว หรือกล้องวงจรปิด นอกจากนี้ เทคโนโลยียังเข้ามาช่วยลดข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุได้อีกด้วย อย่างการติดตั้งลิฟต์บันได (Stairlift) จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถขึ้นลงชั้นบนและชั้นล่างได้สะดวกและปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการใช้บันไดได้ 
  • สร้างพื้นที่สานสัมพันธ์ในครอบครัว การจัดสรรพื้นที่เพื่อทำกิจกรรมสุขภาพและสานสัมพันธ์ในครอบครัวถือเป็นอีกหัวใจสำคัญของการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ โดยควรออกแบบห้องนั่งเล่นหรือห้องรับแขกให้รองรับการสังสรรค์และทำกิจกรรมร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร พักผ่อนดูซีรีส์ หรือทำงานอดิเรกร่วมกัน เพื่อสร้างความอบอุ่นและลดความรู้สึกโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ พื้นที่สำหรับออกกำลังกายและกายภาพบำบัดก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ควรมีมุมสำหรับโยคะ พร้อมอุปกรณ์ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับทุกช่วงวัย เช่น ลู่เดินแบบลดแรงกระแทก การผสมผสานพื้นที่เหล่านี้เข้าด้วยกันจะช่วยให้ทุกกิจกรรมของสมาชิกในบ้านดำเนินไปอย่างสมดุลและมั่นคงทั้งด้านร่างกายและจิตใจ   

แท้จริงแล้วเป้าหมายสำคัญที่ทุกคนมองหาอาจไม่ใช่เพียงการมีอายุที่ยืนยาว แต่คือการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ มีอิสระในการทำสิ่งที่รักและได้พักผ่อนอย่างอุ่นใจในบ้านที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ หากบ้านได้รับการออกแบบให้ผู้สูงอายุอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัยแล้ว แน่นอนว่าสมาชิกทุกวัยในครอบครัวก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขตามไปด้วยเช่นกัน ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (www.DDproperty.com) ได้รวบรวมบทความน่ารู้พร้อมอัปเดตข่าวสารล่าสุดในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นประโยชน์กับผู้บริโภคทุกช่วงวัยที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัย รวมทั้งเป็นแหล่งข้อมูลประกาศซื้อ/ขาย/ให้เช่าที่อยู่อาศัยในทำเลศักยภาพทั่วประเทศ ช่วยให้ทุกคนเตรียมความพร้อมก่อนตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัยในฝันได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น 

เปิดอินไซต์คนหาบ้าน 2025 เมื่อดีมานด์ตั้งอยู่ท่ามกลางพายุความท้าทาย หวังภาครัฐปลดล็อกโอกาสสู่การมีบ้าน

เปิดอินไซต์คนหาบ้าน 2025 เมื่อดีมานด์ตั้งอยู่ท่ามกลางพายุความท้าทาย หวังภาครัฐปลดล็อกโอกาสสู่การมีบ้าน

เปิดอินไซต์คนหาบ้าน 2025 เมื่อดีมานด์ตั้งอยู่ท่ามกลางพายุความท้าทาย หวังภาครัฐปลดล็อกโอกาสสู่การมีบ้าน

กำลังซื้อผู้บริโภคไทยในปีนี้ยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง รวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ภาคธุรกิจต่าง ๆ รวมทั้งตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เผยว่า อุปสงค์สะสมในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) หดตัวทั้งด้านจำนวนและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ โดยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทุกประเภทมีจำนวน 227,106 หน่วย ลดลง -9.3% YoY มีมูลค่า 617,768 ล้านบาท ลดลง -12.4% YoY สะท้อนให้เห็นว่ากำลังซื้อปีนี้ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้ที่อยู่อาศัยจะเป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตและผู้บริโภคยังคงมีความต้องการซื้อ แต่ความท้าทายที่เข้ามากระทบแผนการเงินอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนเลือกที่จะชะลอแผนการซื้อออกไปก่อน เพื่อรอจังหวะที่เหมาะสมในการก้าวสู่การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยอีกครั้ง

สะท้อนได้จากผู้เข้าชมเว็บไซต์ DDproperty พบว่า ความต้องการซื้อยังมีอยู่ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ความต้องการซื้อใน 5 จังหวัดแรกที่มีผู้เข้าชมมากที่สุด ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า โดยความต้องการซื้อในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 26% YoY

สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงให้ความสนใจซื้อที่อยู่อาศัย เพียงรอช่วงเวลาที่เหมาะสมทั้งในแง่ความพร้อมทางการเงินและมาตรการรัฐที่เอื้อต่อการซื้อที่อยู่อาศัย

3 ใน 4 ของผู้บริโภคยังพึงพอใจต่อภาพรวมตลาดอสังหาฯ

แม้ตลาดอสังหาฯ จะเผชิญความท้าทายรอบด้าน แต่มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่ออกมาอย่างต่อเนื่องถือเป็นปัจจัยบวกที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคขยับเข้าใกล้การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในฝันได้มากขึ้น ข้อมูลจากแบบสำรวจพฤติกรรมการซื้อ-เช่าอสังหาฯ และการวางแผนอนาคตของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย พบว่า ภาพรวมของผู้ตอบแบบสำรวจฯ ยังคงเชื่อมั่นต่อทิศทางตลาดอสังหาฯ ไทย

โดยกว่า 3 ใน 4 (76%) รู้สึกพึงพอใจกับสภาพตลาดอสังหาฯ ในปัจจุบัน เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่เอื้อต่อการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นฝั่งผู้ประกอบการที่ต่างงัดกลยุทธ์และโปรโมชั่นมาแข่งขันกันอย่างดุเดือด อีกทั้งภาครัฐยังมีมาตรการสนับสนุนภาคอสังหาฯ อย่างต่อเนื่องในช่วงที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ปีนี้ถือเป็นอีกโอกาสทองของผู้ที่มีความพร้อมทางการเงินในการซื้อที่อยู่อาศัย 

ด้านมุมมองของผู้บริโภคในการเลือกผู้พัฒนาอสังหาฯ นั้น 20% เผยว่าชื่อเสียงของผู้พัฒนาอสังหาฯ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจมากที่สุด เนื่องจากช่วยการันตีคุณภาพและมาตรฐานของบ้าน/คอนโดมิเนียมที่พัฒนา รองลงมา 17% มองหาผู้พัฒนาอสังหาฯ ที่มีชื่อเสียงด้านโครงการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารเขียวหรือปฏิบัติตามแนวทางความยั่งยืนในการก่อสร้าง สะท้อนให้เห็นว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเมื่อวางแผนซื้อที่อยู่อาศัย และ 15% เลือกโครงการที่มีรีวิวเชิงบวกจากผู้ซื้อจริง ซึ่งมีประสบการณ์ตรงในการอยู่อาศัยและการรับบริการหลังการขาย 

ขณะเดียวกัน โลกออนไลน์ได้มีบทบาทบนเส้นทางอสังหาฯ มากขึ้น เห็นได้ชัดจากแหล่งข้อมูลยอดนิยมที่ผู้บริโภคใช้เมื่อต้องการค้นหาข้อมูลที่อยู่อาศัย พบว่าเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาฯ ครองอันดับ 1 ด้วยสัดส่วน 17% เช่น เว็บไซต์ DDproperty ซึ่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการวางแผนซื้อ-ขาย-เช่าอสังหาฯ และข้อมูลโครงการต่าง ๆ ไว้อย่างครบถ้วนในที่เดียว จึงสะดวกต่อการหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจ รองลงมาคือ Facebook 15%, เว็บไซต์ผู้พัฒนาโครงการ 14%, Google 12% และ YouTube 10% สะท้อนให้เห็นว่าสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียถือเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อผู้บริโภคให้เข้าถึงข้อมูลโครงการที่สนใจได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การพัฒนาเทคโนโลยีด้านอสังหาฯ (PropTech) ให้พร้อมรองรับพฤติกรรมคนหาบ้านยุคดิจิทัล จึงถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม

เจาะอินไซต์ คนไทยพร้อมเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยมากแค่ไหนในยุคเศรษฐกิจผันผวน

ข้อมูลจากแบบสำรวจฯ ล่าสุดของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภาพรวมความต้องการซื้อและเช่าที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ความต้องการที่อยู่อาศัยที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าสนใจ  

  • 1 ใน 3 เก็บเงินพร้อมซื้อบ้าน แม้เผชิญแรงกดดันจากกับดักหนี้ ปัจจุบันผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินก่อนซื้อบ้านมากขึ้น โดยผู้ตอบแบบสำรวจฯ กว่า 1 ใน 3 (36%) เผยว่า มีเงินออมเพียงพอที่จะซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองแล้ว ขณะที่เกือบ 2 ใน 5 (38%) ออมเงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยได้ครึ่งทางแล้วเช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมทางการเงินของผู้บริโภคเพื่อรับมือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่อาจกระทบแผนการซื้อบ้านในอนาคต ขณะที่กว่า 1 ใน 5 (26%) ยังไม่ได้เริ่มต้นวางแผนเก็บเงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยในเวลานี้

เมื่อพิจารณาระดับราคาที่อยู่อาศัยที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากที่สุด พบว่าส่วนใหญ่สนใจที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท ถึง 82% สะท้อนให้เห็นว่าผู้สนใจซื้อส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับโครงการที่มีราคาจับต้องได้ (Affordable price) เป็นหลัก สอดคล้องกับกำลังซื้อที่มีและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ โดยระดับราคาที่อยู่อาศัยที่ผู้บริโภคสนใจซื้อมากที่สุด ได้แก่

o   อันดับ 1 ระดับราคา 1,000,001-3,000,000 บาท สัดส่วน 44%

o   อันดับ 2 ระดับราคา 3,000,001-5,000,000 บาท สัดส่วน 27%

o   อันดับ 3 ระดับราคา 5,000,001-7,000,000 บาท สัดส่วน 13%

อย่างไรก็ดี สภาพคล่องทางการเงินยังเป็นความท้าทายหลักเมื่อวางแผนเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ผู้บริโภคส่วนใหญ่ 19% เผยว่าการมีอัตราส่วนหนี้ต่อรายได้ (DSR) ไม่เอื้ออำนวยถือเป็นอุปสรรคสำคัญเมื่อยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย สอดคล้องกับข้อมูลจากโปรแกรมตรวจสุขภาพทางการเงิน ทีทีบี (ttb financial health check) เผยว่า 8 ใน 10 ของมนุษย์เงินเดือนมีภาระหนี้ โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้ส่วนบุคคลและบัตรเครดิต รองลงมาคือมีอาชีพการงาน/รายได้ไม่มั่นคง และไม่คุ้นเคยกับงานเอกสารเมื่อต้องยื่นกู้ ในสัดส่วนเท่ากันที่ 18%

จะเห็นว่าอุปสรรคเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อของธนาคารโดยตรง ข้อมูลจากผลสำรวจภาวการณ์ขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในไตรมาส 3 ปี 2568 ของสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร (HBA) เผยว่า อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ยังคงทรงตัวในระดับสูงกว่า 39-40% สะท้อนปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชน เมื่อธนาคารจำเป็นต้องใช้หลักเกณฑ์ที่เข้มงวดเพื่อควบคุมปัญหาหนี้เสีย แม้ผู้บริโภคจะมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย แต่เสถียรภาพทางการเงินที่สั่นคลอนจากสภาพเศรษฐกิจ ยังคงเป็นกำแพงสำคัญที่ทำให้หลายคนไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้เช่นกัน

  • ราคาบ้านเกินเอื้อม ดันเทรนด์เช่าโต เมื่อผู้บริโภคไม่ต้องการสร้างภาระทางการเงินในระยะยาวจากการซื้อที่อยู่อาศัย ส่งผลให้เทรนด์ Generation Rent เติบโตอย่างต่อเนื่องและกลายเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองในตลาดอสังหาฯ สอดคล้องกับข้อมูลจากแบบสำรวจฯ พบว่า ผู้บริโภคที่อยู่ในกลุ่มผู้เช่ากว่า 1 ใน 5 (23%) เผยว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้เลือกเช่าเนื่องจากราคาที่อยู่อาศัยสูงเกินไป จึงเลือกเก็บเงินไว้มากกว่าจะนำไปซื้อบ้าน รองลงมาคือไม่มีเงินเก็บเพียงพอที่จะซื้ออสังหาฯ เป็นของตัวเอง 20% สะท้อนให้เห็นว่าผู้เช่าส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการรักษาสภาพคล่องทางการเงินในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่บางส่วนมองว่าไม่จำเป็นต้องซื้อที่อยู่อาศัยในเวลานี้ 12%  

 

โดยผู้เช่าส่วนใหญ่ 57% วางแผนเช่าไม่เกิน 2 ปีก่อนจะซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองในอนาคต เนื่องจากต้องเตรียมความพร้อมทางการเงินและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในระยะยาวก่อน ขณะที่ 18% วางแผนเช่าในช่วง 2-5 ปี ก่อนขยับขยายเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย มีเพียง 13% ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเช่านานแค่ไหน เนื่องจากต้องพิจารณาความพร้อมและความท้าทายจากปัจจัยต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจอีกครั้ง

สำหรับอัตราค่าเช่าที่ได้รับความสนใจมากที่สุดจะอยู่ในช่วง 5,001-10,000 บาท/เดือน สัดส่วน 45% สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ที่ผู้เช่ายินดีจ่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพื่อแลกกับคุณภาพการอยู่อาศัยที่ดีกว่า เช่น ได้อยู่ในทำเลใกล้ที่ทำงาน, เดินทางสะดวก หรือโครงการมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ซึ่งตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้ดีกว่า รองลงมาคืออัตราค่าเช่าไม่เกิน 5,000 บาท/เดือน และ 10,001-15,000 บาท/เดือน (สัดส่วน 25% และ 17% ตามลำดับ) 

จับตาเทรนด์คนหาบ้าน ปักหมุด Roadmap ก้าวสู่การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เผยแนวโน้มพฤติกรรมการวางแผนเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยที่น่าจับตามอง ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนและความท้าทายที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการซื้อบ้านของคนไทยใน 1 ปีข้างหน้านี้มากน้อยเพียงใด

  • แยกย้ายไปเติบโต ผู้บริโภคเกือบครึ่งอยากแยกบ้านจากพ่อแม่ ผู้บริโภควัยทำงานซึ่งเป็นวัยเริ่มต้นสร้างครอบครัวเป็นอีกฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดอสังหาฯ เนื่องจากส่วนใหญ่มักมีแผนที่จะซื้อ/เช่าที่อยู่อาศัยเพื่อสร้างพื้นที่ส่วนตัวรวมทั้งสร้างครอบครัวกับคนรัก โดยข้อมูลจากแบบสำรวจฯ พบว่ามีผู้บริโภคถึง 42% ที่วางแผนย้ายออกจากบ้านพ่อแม่ภายใน 1 ปีข้างหน้า โดยมีเพียง 25% เท่านั้นที่ไม่มีแผนที่จะย้ายออก ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกไปยังกลุ่มผู้ที่วางแผนย้ายออก เกือบ 2 ใน 3 (63%) เลือกที่จะขยับขยายเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงผ่านการเป็นเจ้าของอสังหาฯ ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ในระยะยาว โดยมีเพียง 19% เท่านั้นที่ต้องการเช่า
  • คนตั้งเป้าเก็บเงินซื้อบ้านเป็นอันดับ 1 สำหรับการวางแผนการใช้จ่ายใน 1 ปีข้างหน้านั้น ผู้บริโภคส่วนใหญ่ (22%) มีเป้าหมายชัดเจนในการออมเงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต ด้วยความเป็นทรัพย์สินที่มีราคาสูงจึงจำเป็นต้องเตรียมงบประมาณไว้ให้พร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ รองลงมา 15% มีแผนใช้จ่ายเพื่อครอบครัวเป็นหลัก ขณะที่ 12% ให้ความสำคัญกับการออมเงินเพื่อสร้างกองทุนฉุกเฉินรับมือกับสภาพเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน นอกจากนี้ ยังมีผู้บริโภคบางส่วนที่วางแผนใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว/พักผ่อน 11% และจะนำเงินไปสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง 8% สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของเป้าหมายทางการเงินและการจัดลำดับความสำคัญในการใช้จ่ายของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน
  • “ระยะเวลาผ่อน-ดอกเบี้ย” ปัจจัยสำคัญดึงดูดผู้กู้ ผู้บริโภคส่วนใหญ่มองว่าปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยมากที่สุดคือ ระยะเวลาผ่อนชำระและอัตราดอกเบี้ย โดยมีสัดส่วนเท่ากันที่ 20% สองปัจจัยนี้ถือเป็นองค์ประกอบหลักที่ผู้กู้นำมาคำนวณความสามารถในการชำระหนี้เพื่อวางแผนการเงินในระยะยาว ธนาคารที่ให้ระยะเวลาผ่อนชำระนาน และมีอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่าจึงดึงดูดผู้บริโภคได้มากกว่า ขณะที่อีก 17% พิจารณาจากอัตราค่างวดที่ต้องผ่อนชำระ เพื่อนำไปประเมินรายรับและรายจ่ายในแต่ละเดือน ไม่ให้ค่าผ่อนบ้านมากระทบสภาพคล่องทางการเงิน  
  • เศรษฐกิจผันผวนทำคนพับแผนซื้อบ้าน ถึงแม้จะมีปัจจัยบวกจากมาตรการสนับสนุนอสังหาฯ ของภาครัฐ แต่สภาพเศรษฐกิจที่ผันผวนยังคงเป็นอุปสรรคที่ทำให้ผู้บริโภคต้องทบทวนแผนการซื้อที่อยู่อาศัยอย่างมีนัยสำคัญ โดยกว่า 1 ใน 4 ของผู้บริโภค (28%) ตัดสินใจเลื่อนแผนซื้อที่อยู่อาศัยออกไปก่อน เนื่องจากเงินออมได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ จึงไม่กล้าแบกรับภาระหนี้ก้อนใหญ่ในระยะยาว รองลงมา 23% เปลี่ยนแผนไปซื้อบ้านที่ราคาถูกลงแทน เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อที่ลดลงและลดภาระทางการเงินในอนาคต ขณะที่ 14% ยอมรับว่าผลกระทบจากเศรษฐกิจทำให้สามารถจ่ายเงินดาวน์ได้น้อยลงเมื่อซื้อบ้าน/คอนโดฯ
  • หวังรัฐลดดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน ช่วยสานฝันคนไทยได้มีบ้าน มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐยังคงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการเติบโตของตลาดอสังหาฯ หากภาครัฐมีการนำเสนอมาตรการที่แก้ปัญหาได้ตรงจุดจะช่วยดึงดูดให้กลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) ตัดสินใจเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น เป็นเหมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ที่ช่วยให้ตลาดอสังหาฯ ทั้งระบบกลับมาฟื้นตัวและเติบโตไปพร้อมกัน โดย 3 อันดับมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ จากภาครัฐที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุดในเวลานี้ ได้แก่
    • อันดับ 1 มาตรการลดดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย 32% เป็นมาตรการที่ตอบโจทย์คนอยากมีบ้านมากที่สุด เนื่องจากดอกเบี้ยที่ต่ำลงจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายโดยรวมตลอดอายุสินเชื่อ ทำให้ผู้กู้มีสภาพคล่องที่ดีขึ้น เพิ่มโอกาสในการตัดสินใจเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายยิ่งขึ้น
    • อันดับ 2 มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อบ้าน/คอนโดฯ หลังแรก และมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และการจดจำนองในทุกระดับราคา มีสัดส่วนเท่ากันที่ 20% โดยมาตรการเหล่านี้จะเปิดโอกาสให้กลุ่ม Real Demand และกลุ่มผู้เช่าตัดสินใจเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ขณะเดียวกันก็ช่วยเร่งการตัดสินใจของกลุ่มผู้บริโภคที่มีความพร้อมทางการเงินให้ซื้อบ้าน/คอนโดฯ ที่สนใจได้ไวขึ้นเช่นกัน
    • อันดับ 3 ขยายระยะเวลาผ่อนสินเชื่อบ้านให้นานขึ้น 19% จะส่งผลให้ค่างวดรายเดือนลดลง ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถบริหารจัดการกระแสเงินสดได้ดีขึ้น และมีเงินเหลือเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน  

หมายเหตุ: แบบสำรวจพฤติกรรมการซื้อ-เช่าอสังหาฯ และการวางแผนอนาคตของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) จัดทำขึ้นระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2568 เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจมุมมองและความต้องการของผู้บริโภคต่อประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตลาดที่อยู่อาศัย รวมไปถึงแนวโน้มพฤติกรรมการซื้อ-ขาย-เช่า และการวางแผนชีวิตในอนาคต ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ในกลุ่มตัวอย่างอายุตั้งแต่ 18-60 ปีขึ้นไป จำนวน 476 คน

“DDproperty Agent & Agency Impact Awards 2025” ยกระดับมาตรฐานวงการเอเจนต์อสังหาฯ มอบรางวัลเกียรติยศเป็นครั้งแรกในไทย!

“DDproperty Agent & Agency Impact Awards 2025” ยกระดับมาตรฐานวงการเอเจนต์อสังหาฯ มอบรางวัลเกียรติยศเป็นครั้งแรกในไทย!

“DDproperty Agent & Agency Impact Awards 2025” ยกระดับมาตรฐานวงการเอเจนต์อสังหาฯ มอบรางวัลเกียรติยศเป็นครั้งแรกในไทย!

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย จัดพิธีมอบรางวัล “DDproperty Agent & Agency Impact Awards 2025” อย่างยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรกในไทย เมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ CHANG CANVAS, One Bangkok โดยมีแขกผู้มีเกียรติในวงการอสังหาริมทรัพย์เข้าร่วมงานกว่า 200 คน เพื่อยกย่องสุดยอดเอเจนต์และเอเจนซี่อสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศ ที่มุ่งมั่นทำงานอย่างมืออาชีพ สร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า และมีส่วนร่วมในการยกระดับมาตรฐานตลาดอสังหาฯ ไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ สะท้อนวิสัยทัศน์ของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ที่มุ่งมั่นสนับสนุนวิชาชีพนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ไทย ให้ก้าวสู่การเป็นพาร์ทเนอร์ที่ลูกค้าไว้วางใจ และพร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงของตลาด

นายจูลส์ เคย์ ผู้จัดการทั่วไป พร็อพเพอร์ตี้กูรู เอเชีย พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ดส์ แอนด์ อีเวนต์ กล่าวว่า “ในฐานะแพลตฟอร์ม เราเข้าใจถึงความท้าทายในตลาดอสังหาฯ​ และตระหนักถึงความทุ่มเทของเอเจนต์ในการสร้างสรรค์ประกาศที่มีคุณภาพเพื่อเชื่อมโยงผู้คนให้เข้าถึงบ้านในฝันได้ง่ายขึ้น วิชาชีพนายหน้าจึงต้องการทั้งความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และความใส่ใจในทุกรายละเอียด 

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ได้ให้ความสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของชุมชนเอเจนต์อสังหาฯ อย่างต่อเนื่อง ผ่านการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและรายงานแนวโน้มตลาดที่เป็นประโยชน์ พร้อมเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบนิเวศบนแพลตฟอร์มด้วยการจัดทำโครงการ “การยืนยันตัวตนเอเจนต์ (Agent Verification)” เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเอเจนต์มืออาชีพ มีการจัดคอร์สอบรมเพื่อเสริมทักษะและความรู้ที่จำเป็นในยุคดิจิทัลให้กับเอเจนต์อย่างสม่ำเสมอ และจัดงาน DDproperty Agent Summit ประจำปีเพื่อให้ความรู้และอัปเดตเทรนด์ในวงการอสังหาฯ ช่วยให้เอเจนต์มีความพร้อมและปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีได้ดียิ่งขึ้น” 

“ปีนี้เราได้จัดพิธีมอบรางวัลแห่งเกียรติยศ DDproperty Agent & Agency Impact Awards 2025 เป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จและเชิดชูสุดยอดนายหน้าอสังหาฯ อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อส่งมอบความภาคภูมิใจที่เรามีต่อความทุ่มเทของเอเจนต์ทุกท่าน เกณฑ์การตัดสินให้ความสำคัญสูงสุดกับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ โดยเน้นย้ำที่ “คุณภาพของประกาศ” เป็นหัวใจสำคัญ นำมาซึ่งการมองเห็นที่โดดเด่นและผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ มากกว่าจำนวนของประกาศ ดังนั้น ผู้ชนะทุกสาขาจึงเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างเห็นได้ชัดจากผลลัพธ์จริง (Performance) ที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์ม สะท้อนถึงมาตรฐานความเป็นมืออาชีพและศักยภาพที่โดดเด่นของเอเจนต์และเอเจนซี่อสังหาฯ อย่างแท้จริง” นายจูลส์ กล่าวเสริม

นายจูลส์ กล่าวสรุปว่า “เราหวังว่ารางวัลนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้เอเจนต์และเอเจนซี่อสังหาฯ ทั่วประเทศเห็นคุณค่าของ “คุณภาพ” ที่นำไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน และยกระดับมาตรฐานการทำงานของตนเอง การมอบรางวัลครั้งนี้ไม่เพียงแต่เชิดชูความสำเร็จส่วนบุคคล แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของนายหน้าอสังหาฯ ในการขับเคลื่อนตลาดให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทุกการเชื่อมต่อระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขาย และผู้ปล่อยเช่าผ่านประกาศของเอเจนต์ล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้ผู้คนได้พบกับบ้านในฝันของพวกเขา นี่คือความภาคภูมิใจที่เราได้ร่วมเดินทางไปกับทุกคน และตอกย้ำว่าดีดีพร็อพเพอร์ตี้พร้อมเป็น “พาร์ทเนอร์คนสำคัญ” ในทุกเส้นทางอสังหาริมทรัพย์”

เกณฑ์การตัดสิน: มุ่งเน้น “คุณภาพ” และ “ผลลัพธ์จริง”

รางวัล “DDproperty Agent & Agency Impact Awards 2025” มอบให้แก่เอเจนต์และเอเจนซี่อสังหาฯ ที่มีผลงานโดดเด่นและสร้างการมองเห็นให้กับประกาศได้สูงที่สุด เกณฑ์การตัดสินอ้างอิงจากสถิติจริงของการสร้างการมองเห็นของประกาศ (Listing Visibility) โดยวัดจากค่าเฉลี่ยของจำนวนผู้เข้าชม (Total Unique Users) ต่อหนึ่งประกาศบนเว็บไซต์ www.DDproperty.com ทั้งในหมวดขายและเช่าภายในเขตพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศที่เอเจนต์/เอเจนซี่อสังหาฯ แต่ละรายได้ลงประกาศไว้ 

กระบวนการพิจารณารางวัลให้ความสำคัญกับ “คุณภาพ” ของประกาศมากกว่าจำนวนของประกาศ โดยเน้นที่จำนวนผู้เข้าชมประกาศ (Unique Users) มาเป็นอันดับแรก สะท้อนให้เห็นว่าเอเจนต์และเอเจนซี่อสังหาฯ ที่ได้รับรางวัลนี้ถือเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างการมองเห็นของประกาศได้เป็นอย่างดี มีกลยุทธ์ดึงดูดความสนใจและมีส่วนรวมกับผู้ค้นหาอสังหาฯ ช่วยขับเคลื่อนตลาดอสังหาฯ ให้เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน 

ในปีนี้รางวัล DDproperty Agent & Agency Impact Awards 2025 แบ่งเป็น 44 หมวด โดยมีผู้ชนะในสาขาต่าง ๆ ดังนี้

Rising Star Awards

  • คุณทิตยาพร คิม (Agent ประเภทเช่า & ขาย) 
  • CBRE (Thailand) Co., Ltd. (Agency ประเภทเช่า) 
  • RE/MAX GreenWay (Agency ประเภทขาย)

Top Agent & Top Agency-ภาคกลาง

  • คุณศราวุธ วัฒนานนท์ (Top Agent-ประเภทเช่า) 
  • คุณภูสยาม ธัญปริภัทร์ (Top Agent-ประเภทขาย) 
  • ThaiPropertyInvestor Co., Ltd. (Top Agency-ประเภทเช่า & ขาย)

Top Agent & Top Agency-ภาคเหนือ

  • คุณสิรินท์รัศม์ มณีรัตน์ (Top Agent-ประเภทเช่า) 
  • คุณณัฐพล ก้อฝั้น (Top Agent-ประเภทขาย) 
  • 66 Property Co., Ltd. (Top Agency-ประเภทเช่า)
  • Homeplus Realty Estate Co., Ltd. (Top Agency-ประเภทขาย)

Top Agent & Top Agency-ภาคใต้

  • คุณปริญดา เสน่ห์ (Top Agent-ประเภทเช่า & ขาย) 
  • The Best Property Agent Co., Ltd. (Top Agency-ประเภทเช่า) 
  • OKDD Studio Co., Ltd. (Top Agency-ประเภทขาย)

Top Agent & Top Agency-ภาคตะวันออก

  • คุณภัครวรรณ์ วุฒิศรินพัฒน์ (Top Agent-ประเภทเช่า) 
  • คุณสิราภา เสริมสันติวาณิช (Top Agent-ประเภทขาย) 
  • Infinity EEC (Thailand) Co., Ltd. (Top Agency-ประเภทเช่า) 
  • ThaiPropertyInvestor Co., Ltd. (Top Agency-ประเภทขาย)

กลุ่มเขตกรุงเทพฯ-Top Agent ประเภทเช่า

  • คุณชิสา โพธิ์บุญ (กลุ่มเขตกรุงเทพกลาง)
  • คุณณัฐพงศ์ สุนทรอรุณ (กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ)
  • คุณภารวี สุมังคะละ (กลุ่มเขตกรุงเทพใต้ & กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก)
  • คุณวีรวัฒน์ ไพศาลวศิน (กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ)
  • คุณอดิศร พลอยมีรัศมี (กลุ่มเขตกรุงธนใต้)

กลุ่มเขตกรุงเทพฯ-Top Agent ประเภทขาย

  • คุณพัทธนันท์ อภิรโยธิน (กลุ่มเขตกรุงเทพกลาง)
  • คุณชวลิต คงศักดิ์ไพบูลย์ (กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ)
  • คุณณัฐพัชร์ โชติอัครสินทบ (กลุ่มเขตกรุงเทพใต้)
  • คุณภูสยาม ธัญปริภัทร์ (กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก)
  • คุณวีรวัฒน์ ไพศาลวศิน (กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ)
  • คุณเบญจลักษณ์ กิติยนต์โรจน์ (กลุ่มเขตกรุงธนใต้)

กลุ่มเขตกรุงเทพฯ-Top Agency ประเภทเช่า

  • Bestdeal Property Co., Ltd. (กลุ่มเขตกรุงเทพกลาง)
  • Bangkok Agent Co., Ltd. (กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ)
  • Nest Property Partner Co., Ltd. (กลุ่มเขตกรุงเทพใต้)
  • 66 Property Co., Ltd. (กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก)
  • Living Real Estates (กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ)
  • Noppon Real Estate Co., Ltd. (กลุ่มเขตกรุงธนใต้)

กลุ่มเขตกรุงเทพฯ-Top Agency ประเภทขาย

  • Smart Living Bangkok Co., Ltd. (กลุ่มเขตกรุงเทพกลาง)
  • Homeplus Realty Estate Co., Ltd. (กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ & กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ)
  • Acute Realty Partner Co., Ltd. (กลุ่มเขตกรุงเทพใต้)
  • ThaiPropertyInvestor Co., Ltd. (กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก)
  • HL Asset Co., Ltd. (กลุ่มเขตกรุงธนใต้)

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://pgth.ddproperty.com/Agent-and-Agency-Impact-Awards-2025