อาลีบาบา คลาวด์ ปรับโฉมระบบนิเวศพันธมิตรทั่วโลก ใช้ AI กระตุ้นการเติบโต

อาลีบาบา คลาวด์ ปรับโฉมระบบนิเวศพันธมิตรทั่วโลก ใช้ AI กระตุ้นการเติบโต

อาลีบาบา คลาวด์ ปรับโฉมระบบนิเวศพันธมิตรทั่วโลก ใช้ AI กระตุ้นการเติบโต

การโฟกัส AI นี้มาพร้อมโปรแกรมจูงใจที่ปรับปรุงใหม่ – โปรแกรมเร่งการเติบโตให้กับพันธมิตรด้วย AI และ การยกระดับกลยุทธ์ด้านพันธมิตรผู้ให้บริการ เพื่อสนับสนุนพันธมิตรและลูกค้าทั่วโลก

อาลีบาบา คลาวด์ ธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป ประกาศเปิดตัว “Alibaba Cloud Partner Rainforest Plan” แผนงานด้านระบบนิเวศพันธมิตรที่เน้น AI ณ งาน Alibaba Cloud Partner Summit 2024 แผนงานนี้ประกอบด้วยโปรแกรมใหม่จำนวนมาก รวมถึงโปรแกรมเร่งการเติบโตให้กับพันธมิตรด้วย AI  ซึ่งเป็นโปรแกรมเพิ่มแรงจูงใจ และยกระดับกลยุทธ์ระดับโลกสำหรับพันธมิตรผู้ให้บริการ (service partners) โดยมุ่งส่งเสริมการเติบโตของพันธมิตรทั่วโลก และช่วยให้ธุรกิจในอุตสาหกรรมที่หลากหลายพัฒนาและใช้ AI รวมถึงโซลูชันด้านคลาวด์คอมพิวติ้งที่ล้ำสมัยได้เร็วขึ้น

คุณเซลิน่า หยวน ประธานด้านธุรกิจระหว่างประเทศของอาลีบาบา คลาวด์ อินเทลลิเจนซ์ กล่าวว่า “”อาลีบาบา คลาวด์ เชื่อว่า การร่วมมือกัน เป็นกุญแจสำคัญที่จะใช้ปลดล็อกการสร้างสรรค์สิ่งใหม่และเป็นพลังขับเคลื่อนการเติบโต พันธมิตรทั่วโลกของเราไม่เพียงเป็นผู้ร่วมงานกับเราเท่านั้น แต่ยังเป็นสถาปนิกออกแบบแลนด์สเคปทางดิจิทัลรูปแบบใหม่ในยุค AI ณ ขณะนี้ เรามุ่งมั่นสนับสนุนพันธมิตรทั่วโลกให้เก็บเกี่ยวประโยชน์จากยุค AI และให้สามารถตอบสนองความต้องการทางธุรกิจที่หลากหลายของลูกค้าทั่วโลก ผ่านระบบนิเวศด้านพันธมิตรที่มีการเพิ่มประสิทธิภาพแล้ว”

โปรแกรมใหม่: ระบบนิเวศพันธมิตรที่เน้น AI

อาลีบาบา คลาวด์ เปิดตัว AI Alliance Accelerator Program เพื่อสร้างระบบนิเวศพันธมิตร AI ผ่านการทำงานร่วมกับพันธมิตรทางเทคโนโลยี AI จำนวน 50 ราย และพันธมิตรช่องทางการจัดจำหน่าย (channel partners) 50 ราย ในปี 2568 เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเทคโนโลยี AI จากลูกค้าทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้น

โปรแกรมนี้ให้การสนับสนุนทางเทคนิคขั้นสูงเน้นด้าน AI ให้กับพันธมิตรทางเทคโนโลยี AI ที่ได้รับการคัดเลือก มอบช่องทางการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น และมอบทรัพยากรที่ใช้ในการส่งสินค้าและบริการสู่ตลาดร่วมกัน รวมถึงบริการให้คำปรึกษาต่าง ๆ ด้าน AI ในขณะเดียวกัน พันธมิตรช่องทางการจัดจำหน่ายที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับประโยชน์จากสิ่งจูงใจเป็นตัวเงินที่เพิ่มขึ้น และ เงินทุนเพื่อใช้ในการพัฒนาโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI ของพันธมิตรนั้น ๆ โปรแกรมนี้ใช้ความสามารถด้าน AI และระบบนิเวศทางเทคโนโลยีระดับโลกของอาลีบาบา คลาวด์ มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับพันธมิตร และช่วยให้พันธมิตรที่มีอยู่อย่างหลากหลายสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลได้เร็วขึ้น รวมถึงช่วยส่งเสริมให้พันธมิตรทั่วโลกได้มีโอกาสใช้ประโยชน์ต่าง ๆ จาก AI สามารถเข้าถึงฐานลูกค้าได้กว้างมากขึ้น ผ่านเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่กว้างขวางของพันธมิตรด้านช่องทางการขายของอาลีบาบา คลาวด์

นอกจากนี้ อาลีบาบา คลาวด์ ยังได้เปิดตัวโปรแกรม Revitalized Service Partner  ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับพันธมิตรผู้ให้บริการ (service partners) ทั่วโลก โปรแกรมนี้เน้นการพัฒนาและเตรียมความพร้อมให้กับพันธมิตรผู้ให้บริการรายใหม่ ด้วยการยกระดับทักษะพันธมิตรช่องทางการจัดจำหน่าย และพันธมิตรทางเทคโนโลยี ผ่านการอบรมและเสริมศักยภาพที่ตรงเป้าหมาย มอบความสามารถต่าง ๆ ที่จำเป็นในการให้คำปรึกษา การใช้งานและการจัดการบริการต่าง ๆ ให้กับพันธมิตรเหล่านั้น เพื่อให้สามารถกระจายแหล่งรายได้ และมอบบริการที่ครอบคลุมให้ลูกค้า ทั้งยังเพิ่มศักยภาพให้กับพันธมิตรผู้ให้บริการ ด้วยการขยายข้อเสนอให้ครอบคลุมทั้งการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และการให้บริการ ทั้งนี้บริษัทได้ร่วมมือกับพันธมิตรผู้ให้บริการ เพื่อร่วมกันพัฒนา Managed Large Language Model Service และบริการด้าน AI อื่น ๆ ผ่านการใช้ประโยชน์จากความสามารถต่าง ๆ ของ Generative AI ของอาลีบาบา คลาวด์ เพื่อเสริมแกร่งระบบนิเวศพันธมิตรด้าน AI และตอบสนองความต้องการที่หลากหลายในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของลูกค้าทั่วโลก

ในขณะเดียวกัน อาลีบาบา คลาวด์ยังให้คำมั่นที่จะขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ใหม่กับ 18 พันธมิตรผู้ให้บริการ เช่น Whale Cloud, Bespin Global, Cognizant Worldwide, Deloitte, Accenture และ FPT จากจำนวนพันธมิตรผู้ให้บริการมาตรฐานระดับโลกที่มีอยู่จำนวน 50 ราย ผ่านการแบ่งปันทรัพยากรและการเสริมความสามารถ เพื่อสร้างระบบบริการที่ครอบคลุมและสามารถตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้าทั่วโลกได้

บริษัทยังได้เปิดตัว Synergistic Incentive Program ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมความแข็งแกร่งความร่วมมือระหว่างพันธมิตรทางเทคโนโลยีและพันธมิตรด้านช่องทางการจัดจำหน่ายของบริษัททั่วโลก ด้วยการส่งเสริมระบบนิเวศให้มีความตื่นตัว และเปี่ยมพลัง โปรแกรมนี้ให้คำแนะนำเส้นทางเข้าสู่ตลาดที่กว้างขวางขึ้น เป็นการเพิ่มรายได้ให้พันธมิตรทางเทคโนโลยี ด้วยการใช้เครือข่ายช่องทางการจัดจำหน่ายที่กว้างขวางของอาลีบาบา คลาวด์ ส่วนพันธมิตรด้านช่องทางการจัดจำหน่ายก็จะสามารถเข้าถึงพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ได้กว้างมากขึ้น เป็นการเพิ่มโอกาสการขายและเพิ่มอัตรากำไร โปรแกรมนี้ขับเคลื่อนการเติบโตร่วมกัน และย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของอาลีบาบา คลาวด์ ในการเพิ่มขีดความสามารถให้กับพันธมิตร และรักษาระบบนิเวศทั่วโลกให้แข็งแกร่ง

ร่วมมือกับพันธมิตรในภูมิภาคและระดับโลกมากขึ้น

อาลีบาบา คลาวด์ ยังได้ประกาศความร่วมมือเพิ่มเติมกับพันธมิตรทางเทคโนโลยีและพันธมิตรด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ทั้งระดับโลกและระดับภูมิภาค มอบผลิตภัณฑ์และโซลูชันด้านคลาวด์คอมพิวติ้ง และ AI ที่ทันสมัย เพื่อส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศที่เติบโต ก้าวหน้า และยั่งยืน เป็นการสนับสนุนลูกค้าทั่วโลกให้เก็บเกี่ยวประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในยุค AI

ประเทศอินโดนีเซีย: อาลีบาบา คลาวด์ บรรลุความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Telkom Indonesia เพื่อมอบโซลูชันคลาวด์ที่รองรับ AI ทรงประสิทธิภาพและเป็นนวัตกรรมให้กับชาวอินโดนีเซีย ความร่วมมือนี้ยังมุ่งพัฒนาผู้มีความสามารถทางดิจิทัล ซึ่งมีความต้องการเพิ่มขึ้นในประเทศ เพื่อให้บรรลุผลตามวิสัยทัศน์ Indonesia Emas 2045

ประเทศญี่ปุ่น: อาลีบาบา คลาวด์ ร่วมมือกับ Securai บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่ให้บริการคลาวด์และโซลูชันรักษาความปลอดภัยข้อมูล เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจญี่ปุ่นที่มีการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลสูงมาก ทั้งนี้ Securai จะปรับบริการ Zstack ของอาลีบาบา คลาวด์ ให้เหมาะกับตลาดญี่ปุ่น และให้การสนับสนุนการปฏิบัติงาน เพื่อความต่อเนื่องและความเสถียรของบริการ ทั้งนี้ Zstack ของอาลีบาบา คลาวด์ เป็นแพลตฟอร์มคลาวด์ระดับองค์กร ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อลูกค้าองค์กรโดยเฉพาะ ใช้ระบบปฏิบัติการ Apsara distributed operating system เพื่อให้ลูกค้ามีความเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มมากขึ้น สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย และมีการดำเนินงานและการบำรุงรักษา (O&M) โดยอัตโนมัติ

สำหรับประเทศไทย: อาลีบาบา คลาวด์ ลงนามบันทึกความร่วมมือกับ Yell Group บริษัทด้านครีเอทีฟดิจิทัลชั้นนำที่มีฐานการดำเนินการในประเทศไทย ความร่วมมือนี้มุ่งตอบสนองความต้องการ Generative AI ที่เพิ่มสูงขึ้น และเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับอุตสาหกรรมสื่อสร้างสรรค์ (creative media industry) ด้วยโซลูชันคลาวด์ที่สามารถปรับขนาดและเชื่อถือได้ บริษัทฯ พัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อสนับสนุนนักสร้างสรรค์ในการทำงานด้านวิชวล (visual) โดยใช้ประโยชน์จาก Generative AI ที่ล้ำสมัย ทั้งนี้ Yell Group จะนำความสามารถด้านคลาวด์คอมพิวติ้งที่ทรงพลังของอาลีบาบา คลาวด์ ไปใช้เพิ่มความสามารถในการปรับขยายขนาดการทำงานในส่วนงานครีเอทีฟ เพื่อส่งเสริมการใช้โซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI ให้กว้างขวางทุกอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว จะมีการนำโซลูชันด้านมีเดียของอาลีบาบา คลาวด์ เช่น Elastic Desktop Service (EDS) และ Object Storage Service (OSS) ไปใช้ส่งเสริมนวัตกรรมและการเติบโตในอุตสาหกรรมที่มีพลวัตสูงนี้

ปัจจุบัน อาลีบาบา คลาวด์ ทำงานร่วมกับพันธมิตรทั่วโลกประมาณ 12,000 ราย รวมถึง Salesforce, Fortinet, IBM และ Neo4j

Alibaba DAMO Academy Unveils Advanced Weather Forecasting Model “Baguan”

“Baguan” โมเดลพยากรณ์อากาศล้ำหน้า จาก Alibaba DAMO Academy

Alibaba DAMO Academy Unveils Advanced Weather Forecasting Model “Baguan”

Alibaba DAMO Academy, the research and development arm of Alibaba Group, today announced the official launch of “Baguan” weather forecasting model. Named after the Chinese concept of “observing from different perspectives,” Baguan harnesses cutting-edge AI to revolutionize weather prediction capabilities.

Baguan offers unprecedented accuracy in weather forecasts, ranging from one hour to ten days ahead. The machine-learning model stands out with its high spatial resolution, delivering detailed meteorological predictions down to a 1 x 1 kilometer grid, updated hourly. These capabilities make Baguan an essential tool for applications in climate science, electricity load forecast, renewable energy forecast and natural disaster prevention.

“Baguan represents a significant advancement in our dedication to harnessing technology for the greater good,” said Wotao Yin,Director of Decision Intelligence Lab at Alibaba DAMO Academy. “Its sophisticated technology not only helps elevate climate science but also benefits sustainable practices across diverse sectors such as renewable energy and agriculture.”

The technical backbone of Baguan is its innovative use of the Siamese Masked Autoencoders (SiamMAE) structure and a robust pre-training methodology. These innovations empower the model to uncover intricate patterns gleaned from complex dynamic atmospheric data. Furthermore, through an autoregressive pre-training approach, Baguan is able to make precise predictions across various spatio-temporal scales, from one hour to 10 days in advance.

Baguan leverages ERA5, the European Centre for Medium-Range Weather Forecasts (ECMWF) atmospheric reanalysis of the global weather from 1979 to present, to construct the foundational model for weather forecasting. Baguan is further refined with key regional meteorological indicators such as regional temperature, irradiance, and wind speed. This meticulous global-regional modeling approach not only boosts Baguan’s forecasting accuracy down to regional level but also tailors its insights to specific local conditions.

With the surging global demand for renewable energy, Baguan’s precise weather predictions have become vitally important. The model significantly enhances the reliability of renewable energy forecasts, facilitating more stable power management and supporting the expansion of green energy consumption.

Baguan’s capability in weather forecasting has already been used in the power and energy sectors in China, supporting critical applications such as electricity load forecasting and renewable energy forecasting.

For example, during an unexpected temperature drop in Shandong province in August, Baguan accurately predicted a corresponding 20% drop in electricity demand one day ahead, reaching a 98.1% accuracy rate in day-ahead load forecast. This precision assisted local grid operators to optimize power dispatch, enhancing efficiency and reducing operational costs.

“We have years of research experience in mathematical modeling, time-series forecasting, and explainable AI, which helps us in building a high-precision regional weather forecast model,” said Yin. “We will continue to enhance performance for key weather indicators such as cloud cover, extreme wind speed and precipitation, develop new technology for different climate scenario analysis, and support more applications such as civil aviation meteorological warnings, agricultural production, and sporting events preparations.”

“Baguan” โมเดลพยากรณ์อากาศล้ำหน้า จาก Alibaba DAMO Academy

“Baguan” โมเดลพยากรณ์อากาศล้ำหน้า จาก Alibaba DAMO Academy

“Baguan” โมเดลพยากรณ์อากาศล้ำหน้าจาก Alibaba DAMO Academy

Alibaba DAMO Academy หน่วยงานด้านวิจัยและพัฒนาของอาลีบาบา กรุ๊ป ประกาศเปิดตัว “ปากวน (Baguan)” อย่างเป็นทางการ Baguan เป็นโมเดลพยากรณ์อากาศที่ได้รับการตั้งชื่อตามแนวคิด “การสังเกตจากมุมมองที่ต่างกัน” ของจีน โมเดลนี้นำ AI ล้ำสมัยมาใช้ปฏิวัติความสามารถด้านการพยากรณ์อากาศ

Baguan สามารถพยากรณ์อากาศได้อย่างแม่นยำแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยสามารถพยากรณ์ตั้งแต่หนึ่งชั่วโมงไปจนถึงอีกสิบวันข้างหน้า โมเดลนี้ใช้แมชชีนเลิร์นนิ่ง มีความโดดเด่นหลายประการ เช่น มีความละเอียดเชิงพื้นที่สูง สามารถพยากรณ์ด้านอุตุนิยมวิทยาอย่างละเอียดถึง 1 x 1 กิโลเมตรกริด และอัปเดตทุกชั่วโมง ความสามารถเหล่านี้ทำให้ Baguan เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการใช้งานด้านวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศ พยากรณ์ปริมาณไฟฟ้า คาดการณ์พลังงานทดแทน และการป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ

นายวอเทา หยิน ผู้อำนวยการฝ่าย Decision Intelligence Lab ที่ Alibaba DAMO Academy กล่าวว่า “Baguan คือโมเดลที่แสดงถึงความก้าวหน้าครั้งสำคัญของเราในการใช้เทคโนโลยีสร้างสิ่งที่ดีกว่า  เทคโนโลยีอันทันสมัยของโมเดลนี้ ไม่เพียงช่วยยกระดับด้านวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อความยั่งยืนในด้านต่าง ๆ เช่น การใช้พลังงานหมุนเวียนและภาคการเกษตร แกนหลักทางเทคนิคของ Baguan คือการใช้โครงสร้าง Siamese Masked Autoencoders (SiamMAE) ที่ทันสมัย และวิธีการพรี-เทรนที่เข้มข้น ความล้ำหน้าเหล่านี้ทำให้โมเดลสามารถค้นพบแพทเทิร์นที่ซับซ้อนต่าง ๆ ที่รวบรวมมาจากข้อมูลพลวัตของบรรยากาศที่มีความซับซ้อน นอกจากนี้ วิธีการพรี-เทรนแบบ autoregressive ทำให้ Baguan สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าตั้งแต่หนึ่งชั่วโมงถึงอีกสิบวันข้างหน้าได้อย่างแม่นยำ ทั้งในระดับพื้นที่และมิติเวลาต่าง ๆ

Baguan ใช้ ERA5 ในการสร้างแบบจำลองพื้นฐานสำหรับการพยากรณ์อากาศ ทั้งนี้ ERA5 เป็นระบบวิเคราะห์สภาพอากาศทั่วโลกแบบซ้ำ ๆ ของศูนย์การพยากรณ์อากาศระยะกลางของยุโรป (European Center for Medium-Range Weather Forecasts: ECMWF) ซึ่งทำการวิเคราะห์สภาพอากาศทั่วโลกตั้งแต่ปี 1979 ถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ Baguan ยังมีการเพิ่มประสิทธิภาพต่าง ๆ เช่น ตัวบ่งชี้ด้านอุตุนิยมวิทยาในระดับภูมิภาคที่สำคัญ ๆ เช่น อุณหภูมิของภูมิภาค ความเข้มข้นของปริมาณรังสี และความเร็วลม วิธีการสร้างโมเดลระดับโลกและระดับภูมิภาคที่ละเอียดรอบคอบนี้ ไม่เพียงแต่เพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์ที่ลงลึกในระดับภูมิภาคให้กับ Baguan เท่านั้น แต่ยังให้ข้อมูลเชิงลึกที่เจาะจงเฉพาะกับสภาพภูมิอากาศของแต่ละท้องถิ่นอีกด้วย

การพยากรณ์อากาศที่แม่นยำของ Baguan มีความสำคัญอย่างมากต่อความต้องการพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โมเดลนี้ช่วยให้การคาดการณ์ด้านพลังงานหมุนเวียนเชื่อถือได้มากขึ้น ช่วยให้การจัดการพลังงานมีเสถียรภาพมากขึ้น และสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดให้เพิ่มมากขึ้น

ภาคกำลังไฟฟ้าและพลังงานในประเทศจีน ได้มีการนำศักยภาพด้านการพยากรณ์อากาศของ Baguan ไปใช้ในการทำงานสำคัญต่าง ๆ แล้ว เช่น ใช้คาดการณ์ปริมาณไฟฟ้าและคาดการณ์พลังงานหมุนเวียน

ตัวอย่าง เมื่อเดือนสิงหาคมได้เกิดเหตุการณ์อุณหภูมิลดลงอย่างกระทันหันในมณฑลชานตง และ Baguan ก็สามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำว่า ความต้องการไฟฟ้าจะลดลง 20% ในอีกหนึ่งวันข้างหน้า ซึ่งแม่นยำถึง 98.1% ในด้านค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าล่วงหน้าหนึ่งวัน การคาดการณ์ที่แม่นยำนี้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานโครงข่ายไฟฟ้าในท้องถิ่นสามารถปรับการส่งพลังงานได้อย่างเหมาะสม เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

นายหยินกล่าวเสริมว่า “เราใช้เวลาหลายปีเพื่อทำการวิจัยด้านการสร้างโมเดลทางคณิตศาสตร์ การพยากรณ์อนุกรมเวลา และ AI ที่สามารถอธิบายได้ (explainable AI) ซึ่งช่วยให้เราสร้างโมเดลพยากรณ์อากาศในระดับภูมิภาคที่มีความแม่นยำสูง เราจะยังเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพให้กับตัวบ่งชี้สภาพอากาศที่สำคัญ ๆ เช่น ปริมาณเมฆปกคลุม ความเร็วลมและปริมาณน้ำฝนที่มีความรุนแรง รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อใช้วิเคราะห์สถานการณ์สภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน และรองรับการใช้งานต่าง ๆ เช่นการเตือนด้านอุตุนิยมวิทยาการบินพลเรือน การผลิตในภาคการเกษตร และการเตรียมการแข่งขันกีฬาต่าง ๆ”

 

A Vast Majority of Businesses Have Established Sustainability Targets with More than Half Still Using Manual Tools for Measurement

A Vast Majority of Businesses Have Established Sustainability Targets with More than Half Still Using Manual Tools for Measurement

A Vast Majority of Businesses Have Established Sustainability Targets with More than Half Still Using Manual Tools for Measurement

  • More than three quarters of businesses believe technology is essential for achieving global sustainability goals, with digital adoption key to accelerating progress
  • 82% of Thai respondents have set sustainability targets, of which 66% say they are on track to achieve them.
  • Budget constraints, complex supply chain and technology limitations are the top 3 most common barriers for enterprises to meet sustainability targets

A significant 80% of businesses surveyed across Asia, Europe and the Middle East have established sustainability targets, but of those who have set sustainability targets more than half (53%) continue to rely on manual methods for measuring their progress, according to a survey report titled “Tech-Driven Sustainability Trends and Index 2024” commissioned by Alibaba Cloud, the digital technology and intelligence backbone of Alibaba Group. Thai businesses share a similar trend with 82% businesses setting up sustainability targets, yet 50% still using manual methods to measure their efforts.

The report reveals that among businesses with sustainability targets, 92% have set emission reduction targets. However, only one-third of these organizations have committed to net-zero commitments with science-based targets (SBTs). The highest adoption of SBTs is in emerging Asian markets at 39%, followed by Europe at 35%, developed Asian markets at 30%, and the Middle East at 22%.

Around half of the businesses with sustainability targets cite driving growth (56%), compliance with regulations (54%), and a strong corporate purpose (49%) as their key motivations for establishing targets. Notably, among all markets, Indonesia tops the list with 70% of businesses prioritizing growth, Saudi Arabia leads with 73% emphasizing compliance, and the UAE excels with 61% prioritizing a strong corporate purpose. For Thai businesses, client requirements (45%), driving business growth (44%) and regulatory compliance (43%) are top three reasons for sustainability targets setting.

A significant 78% of businesses agree that technology is crucial for achieving global sustainability goals, with top markets including Malaysia (89%), Saudi Arabia (87%), Singapore (86%) and France (86%). Regionally, this belief is strongest in the Middle East (86%) with emerging Asian markets a close second (83%). Similarly, 78% believe that adopting digital technologies such as cloud computing and AI will accelerate progress toward meeting sustainability goals, with Saudi Arabia leading at 90%, followed by the UAE (84%) and Singapore (81%).

Market Commitment Levels and Challenges

When assessing market commitment levels, Singapore ranks highest with an impressive sustainability index of 91%, followed closely by Germany at 89% and Indonesia at 86%. The sustainability index refers to percentage of businesses who have set up sustainability targets in the 13 markets.

Businesses encounter various barriers in meeting their sustainability targets. Budget constraints emerge as the most significant obstacle, affecting 29% of organizations, particularly pronounced in the Middle East (41%) and Europe (31%). Complex supply chains further complicate efforts, impacting 28% of businesses, with Thailand unveiling a higher percentage of 32%. Additionally, technology limitations hinder 23% of companies, with the Middle East facing a slightly higher rate at 26%. Time constraints also present significant challenges across all regions, affecting 23% of organizations, with Thailand experiencing the highest rate of 34%. For those yet to set sustainability targets, budget constraints (32%) and technology limitations (29%) remain the primary barriers to meeting sustainability targets.

Reliance on Manual Measurement

As businesses strive to enhance their sustainability efforts, the necessity for effective digital tools is evident. The survey emphasizes the necessity for businesses to improve their understanding of digital tools, as 59% of respondents acknowledge a gap in their knowledge regarding how technology can help achieve sustainability goals. This sentiment is particularly evident in Singapore (83%) and Hong Kong (75%) and Thailand (70%).

The report also shows a general reliance on traditional practices among businesses, which may present challenges in effectively achieving sustainability goals. The study indicated that over 50% of businesses depend on manual processes to measure sustainability performance using spreadsheets, emails, and similar methods. All markets, except for Hong Kong (29%), South Korea (43%) and France (49%), exceeded the 50% threshold, with the highest percentages in the UAE (68%), Saudi Arabia (61%), and the UK (60%). Meanwhile, only around a third of the businesses use digital software tools including cloud platforms for the sustainability progress and measurement. Indonesia (59%), Singapore (48%) and Japan (43%) demonstrate a higher adoption of cloud-based solutions, while the average usage is at 38%.

“The survey findings underscore the urgent need for organizations to reassess their sustainability measurement methodologies and embrace advanced technological solutions like cloud-based platforms and AI services. These digital tools not only streamline the measurement process but also provide actionable insights that can drive meaningful progress for sustainability,” said Selina Yuan, President of International Business, Alibaba Cloud Intelligence.

“As a dedicated cloud service provider, we are committed to providing innovative and AI-powered solutions such as Energy Expert to enable enterprises to effectively measure and analyze carbon emission and energy consumptions to advance their sustainability goals. By addressing existing barriers and investing in such advancements, organizations can better align their sustainability initiatives with established targets,” she added.

Alibaba Cloud’s “Tech-Driven Sustainability Trends and Index 2024” aims to provide valuable insights into the evolving landscape of corporate sustainability while highlighting how technology can be applied to drive impactful change.

ผลสำรวจพบธุรกิจส่วนใหญ่ มีการตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืน แต่มากกว่าครึ่งยังใช้เครื่องมือวัดประสิทธิภาพแบบแมนนวล

ผลสำรวจพบธุรกิจส่วนใหญ่ มีการตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืน แต่มากกว่าครึ่งยังใช้เครื่องมือวัดประสิทธิภาพแบบแมนนวล

ผลสำรวจพบธุรกิจส่วนใหญ่ มีการตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืน แต่มากกว่าครึ่งยังใช้เครื่องมือวัดประสิทธิภาพแบบแมนนวล

  • ธุรกิจมากกว่าสามในสี่เชื่อว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งจำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนของโลก การใช้ดิจิทัลเป็นกุญแจสำคัญทำให้ก้าวสู่ความยั่งยืนได้เร็วขึ้น
  • 82% ของผู้ตอบแบบสอบถามในไทยมีการตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืน ในจำนวนนี้ 66% ระบุว่าพวกเขาเดินอยู่บนเส้นทางที่จะนำพาไปสู่การบรรลุเป้าหมายดังกล่าว
  • อุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน 3 ลำดับแรก ที่องค์กรพบบ่อยที่สุดคือ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ ซัพพลายเชนที่ซับซ้อน และข้อจำกัดทางเทคโนโลยี

ผลสำรวจ “แนวโน้มและดัชนีความยั่งยืนที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี 2024” (Tech-Driven Sustainability Trends and Index 2024) จัดทำโดยอาลีบาบา คลาวด์ ธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป พบว่า 80% ของธุรกิจที่ตอบแบบสำรวจจากเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง ระบุว่าได้มีการตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืนแล้ว แต่ในจำนวนนี้มากกว่าครึ่ง (53%) ยังคงใช้วิธีการวัดประสิทธิภาพความก้าวหน้าของเป้าหมายดังกล่าวแบบแมนนวล ธุรกิจไทยก็มีแนวโน้มคล้ายกัน โดยมีธุรกิจถึง 82% ที่มีการตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืน แต่ 50% ยังคงใช้วิธีวัดประสิทธิภาพแบบแมนนวล

ข้อมูลจากรายงานเผยให้เห็นว่า 92% ของบรรดาธุรกิจที่มีเป้าหมายด้านความยั่งยืน ได้ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม มีเพียงหนึ่งในสามขององค์กรเหล่านี้ ที่ให้คำมั่นด้าน net-zero ด้วยการกำหนดเป้าหมายที่อิงตามหลักวิทยาศาสตร์ (science-based targets: SBTs) ทั้งนี้ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียมีการกำหนดเป้าหมายอิงตามหลักวิทยาศาสตร์ (SBTs) มากที่สุด อยู่ที่ 39% ตามด้วยยุโรป 35% ตลาดพัฒนาแล้วในเอเชีย 30% และตะวันออกกลาง 22%

ธุรกิจที่มีเป้าหมายด้านความยั่งยืนประมาณครึ่งหนึ่งระบุว่า แรงจูงใจสำคัญในการตั้งเป้าหมายต่าง ๆ มาจาก การขับเคลื่อนการเติบโต (56%) การปฏิบัติตามกฎระเบียบ (54%) และเพื่อความแข็งแกร่งขององค์กร (49%) ในบรรดาตลาดที่ทำการสำรวจทั้งหมด องค์กรธุรกิจในอินโดนีเซียให้ความสำคัญกับการเติบโตของธุรกิจมากที่สุด (70%) ในขณะที่ซาอุดีอาระเบียเน้นการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (73%) และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เน้นเรื่องความแข็งแกร่งขององค์กร (61%) สำหรับตลาดไทย ธุรกิจให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้า (45%) การขับเคลื่อนการเติบโต (44%) และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (43%)

ธุรกิจ 78% เห็นด้วยว่าเทคโนโลยีมีความสำคัญมากต่อการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนของโลก โดยตลาดที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ลำดับต้น ๆ คือ มาเลเซีย (89%) ซาอุดีอาระเบีย (87%) สิงคโปร์ (86%) และฝรั่งเศส (86%) หากพิจารณาในระดับภูมิภาค ตะวันออกกลางเป็นภูมิภาคที่มีความเชื่อว่า เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนมากที่สุด (86%) โดยมีตลาดเกิดใหม่ในเอเชียตามติดมาเป็นอันดับสอง (83%) ในขณะที่ 78% ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่าการนำเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น คลาวด์คอมพิวติ้ง และ AI มาใช้ จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้เร็วขึ้น ตลาดที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากที่สุดคือซาอุดีอาระเบีย (90%) ตามด้วยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (84%) และสิงคโปร์ (81%)

ระดับและความท้าทายที่มีต่อความมุ่งมั่นของแต่ละตลาด

เมื่อประเมินระดับความมุ่งมั่นของแต่ละตลาดแล้ว สิงคโปร์อยู่ในระดับสูงสุดจากดัชนีความยั่งยืนที่ 91% ตามติดด้วยเยอรมนีที่ 89% และอินโดนีเซียที่ 86% ทั้งนี้ ดัชนีความยั่งยืนหมายถึงเปอร์เซ็นต์ของธุรกิจต่าง ๆ ที่มีการตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืนจากตลาด 13 แห่งที่ทำการสำรวจ

ธุรกิจต่างต้องเผชิญกับอุปสรรคหลากหลายบนเส้นทางสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายด้านความยั่งยืน องค์กรที่ตอบแบบสำรวจ 29% ระบุว่า ข้อจำกัดด้านงบประมาณเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุด ที่ส่งผลกระทบต่อองค์กร โดยเฉพาะองค์กรในตะวันออกกลาง (41%) และยุโรป (31%) ซัพพลายเชนที่ซับซ้อนยิ่งทำให้ความพยายามต่าง ๆ ยุ่งยากมากขึ้น โดย 28% ขององค์กรที่ตอบแบบสำรวจ ได้รับผลกระทบด้านนี้ หากดูเฉพาะองค์กรในไทยผลสำรวจเผยว่าได้รับผลกระทบในสัดส่วนที่สูงกว่า (32%) นอกจากนี้ 23% ของบริษัทต่าง ๆ พบกับอุปสรรคที่เป็นข้อจำกัดทางเทคโนโลยี โดยตะวันออกกลางพบในอัตราสูงขึ้นเล็กน้อยที่ 26% ข้อจำกัดด้านเวลาเป็นความท้าทายที่สำคัญมากในทุกภูมิภาค และส่งผลกระทบต่อ 23% ขององค์กรที่ตอบแบบสำรวจ โดยไทยมีสัดส่วนสูงสุดที่ 34% ส่วนอุปสรรคสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กรที่ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืน ได้แก่ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ (32%) และข้อจำกัดทางเทคโนโลยี (29%)

การพึ่งพาการวัดผลแบบแมนนวล

เครื่องมือดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจำเป็นต่อความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนของธุรกิจอย่างเห็นได้ชัด การสำรวจครั้งนี้เน้นให้เห็นความจำเป็นที่ธุรกิจต่างต้องทำความเข้าใจเครื่องมือดิจิทัลต่าง ๆ ให้มากขึ้น เนื่องจากผู้ตอบแบบสำรวจ 59% ยอมรับว่า ยังมีช่องว่างทางความรู้ว่าเทคโนโลยีสามารถช่วยให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้อย่างไร ความรู้สึกเช่นนี้เห็นได้ชัดเจนในสิงคโปร์ (83%) ฮ่องกง (75%) และไทย (70%)

รายงานยังแสดงให้เห็นว่า โดยทั่วไปธุรกิจพึ่งพาแนวปฏิบัติแบบดั้งเดิม ซึ่งอาจทำให้เกิดความท้าทายต่อความสำเร็จของเป้าหมายด้านความยั่งยืน ผลสำรวจบ่งชี้ว่า มากกว่า 50% ขององค์กรธุรกิจใช้กระบวนการวัดประสิทธิภาพด้านความยั่งยืนแบบแมนนวล เช่น การใช้สเปรดชีต อีเมล และวิธีการที่คล้ายคลึงกัน ตลาดที่ทำการสำรวจทุกตลาด ยกเว้น ฮ่องกง (29%) เกาหลีใต้ (43%) และฝรั่งเศส (49%) อยู่ในเกณฑ์ที่เกิน 50% โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีเปอร์เซ็นต์สูงสุด (68%) ตามด้วยซาอุดีอาระเบีย (61%) และสหราชอาณาจักร (60%) ในขณะเดียวกัน มีเพียงประมาณหนึ่งในสามขององค์กรที่ใช้เครื่องมือที่เป็นซอฟต์แวร์ดิจิทัล ซึ่งรวมถึงคลาวด์แพลตฟอร์มต่าง ๆ สำหรับติดตามความคืบหน้าและวัดประสิทธิภาพด้านความยั่งยืน ตลาดที่แสดงให้เห็นว่ามีการนำโซลูชันที่ทำงานบนคลาวด์ไปใช้มากขึ้น คือ อินโดนีเซีย (59%) สิงคโปร์ (48%) และญี่ปุ่น (43%) ในขณะที่ค่าเฉลี่ยการใช้งานอยู่ที่ 38%

คุณเซลิน่า หยวน ประธานด้านธุรกิจระหว่างประเทศของอาลีบาบา คลาวด์ อินเทลลิเจนซ์ กล่าวว่า “ผลสำรวจเน้นให้เห็นความจำเป็นเร่งด่วนที่องค์กรต่าง ๆ ต้องประเมินวิธีการวัดประสิทธิภาพด้านความยั่งยืนของตนใหม่ และเปิดรับเทคโนโลยีโซลูชันที่ล้ำหน้า เช่น แพลตฟอร์มที่ทำงานบนคลาวด์ และบริการด้าน AI ต่าง ๆ เครื่องมือดิจิทัลเหล่านี้ไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการวัดผลเท่านั้น แต่ยังมอบข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ได้จริง ซึ่งสามารถขับเคลื่อนความก้าวหน้าด้านความยั่งยืนได้อย่างมีนัยสำคัญ”

เซลิน่า กล่าวเสริมว่า “ในฐานะผู้ให้บริการคลาวด์ชั้นนำ เรามุ่งมั่นมอบนวัตกรรมและโซลูชันที่ ขับเคลื่อนการทำงานด้วย AI เช่น Energy Expert เพื่อช่วยให้องค์กรต่าง ๆ วัดและวิเคราะห์ การปล่อยก๊าซคาร์บอนและการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อก้าวสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร การจัดการอุปสรรคที่มีอยู่ และการลงทุนในเครื่องมือที่ล้ำหน้าดังกล่าว จะช่วยให้องค์กรสามารถปรับแนวความคิดริเริ่ม ด้านความยั่งยืนให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้ดีขึ้น”

รายงาน “Tech-Driven Sustainability Trends and Index 2024” ของอาลีบาบา คลาวด์ มีจุดประสงค์เพื่อมอบข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าให้กับการพัฒนาภูมิทัศน์ด้านความยั่งยืนขององค์กร และเน้นให้เห็นวิธีการที่เทคโนโลยีสามารถใช้เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพได้อย่างไร