อาลีบาบาครองตำแหน่งที่สามในตลาดพับลิคคลาวด์ด้าน IaaS เป็นปีที่สี่ติดต่อกัน

อาลีบาบาครองตำแหน่งที่สามในตลาดพับลิคคลาวด์ด้าน IaaS เป็นปีที่สี่ติดต่อกัน

อาลีบาบาครองตำแหน่งที่สามในตลาดพับลิคคลาวด์ด้าน IaaS เป็นปีที่สี่ติดต่อกัน

รายงาน Worldwide Semiannual Public Cloud Service Tracker ล่าสุดจัดทำโดยบริษัทวิจัยตลาดและที่ปรึกษา International Data Corporation (IDC) ระบุว่าอาลีบาบายังคงครองตำแหน่งผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน (IaaS) พับลิคคลาวด์ ที่ใหญ่สุดเป็นอันดับสามของโลกในปี 2564

IDC Tracker เผยว่า อาลีบาบายังคงอยู่ในอันดับที่ 3 ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 7.4% นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ให้บริการเพียงรายเดียวในห้าอันดับแรกที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในทวีปเอเชีย 

นายเจฟฟ์ จาง ประธานกรรมการ อาลีบาบา คลาวด์ อินเทลลิเจนซ์ กล่าวว่า “ตลาดคลาวด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วสร้างโอกาสสำคัญอย่างมากต่อผู้ให้บริการทางเทคโนโลยีทั่วโลก ในการพัฒนา และขยายการนำเสนอบริการด้านต่าง ๆ ของตนสู่ตลาด เนื่องจากเศรษฐกิจดิจิทัลยังคงมีการพัฒนาต่อเนื่อง ความต้องการของธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งต้องการบริการด้านคลาวด์ที่สามารถปรับขนาดการทำงานได้ เชื่อถือได้ และคุ้มค่าการลงทุน ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามกัน อาลีบาบามีพันธะสัญญาที่จะช่วยให้ลูกค้าของเราทั่วโลกเข้าสู่สภาพแวดล้อมดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว ด้วยนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์และบริการที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น” 

IDC tracker เผยให้เห็นข้อมูลว่าตลาดคลาวด์คอมพิวติ้งด้าน IaaS ทั่วโลกได้ขยายตัวถึงระดับ 91.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2564 เพิ่มขึ้น 35.6% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ผู้ให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้งด้าน IaaS ที่อยู่ในสามลำดับแรกมีส่วนแบ่งตลาดโลกเกือบ 70% 

ผลที่ได้จากรายงานนี้เป็นการยืนยันความสำเร็จของกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจของอาลีบาบาไปทั่วโลกด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานและเน็ตเวิร์กทั่วโลก ปัจจุบัน อาลีบาบา คลาวด์ ธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป ให้บริการด้านคลาวด์คอมพิวติ้งแก่ลูกค้าหลายล้านรายทั่วโลกใน 84 โซน 27 ภูมิภาค 

เมื่อเร็ว ๆ นี้ อาลีบาบาได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการหลัก (major player) ในรายงาน IDC MarketScape: Worldwide Commercial Content Delivery Network Services 2022 Vendor Assessment (Doc # US47652821, March 2022) ซึ่งทำการวิเคราะห์ผู้ให้บริการด้านเน็ตเวิร์กการรับส่งเนื้อหา (Content Deliver Network: CDN) จากความสามารถในการรับส่งเนื้อหาทั่วโลกและกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่สร้างการเติบโตทางธุรกิจ

อาลีบาบาครองตำแหน่งผู้ให้บริการ IaaS รายใหญ่อันดับสามของโลก เป็นปีที่สี่ติดต่อกัน

อาลีบาบาครองตำแหน่งผู้ให้บริการ IaaS รายใหญ่อันดับสามของโลก เป็นปีที่สี่ติดต่อกัน

อาลีบาบาครองตำแหน่งผู้ให้บริการ IaaS รายใหญ่อันดับสามของโลก เป็นปีที่สี่ติดต่อกัน

รักษาส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในเอเชีย-แปซิฟิกเป็นปีที่สี่

นับเป็นปีที่สี่ติดต่อกันที่อาลีบาบาครองตำแหน่งผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน Infrastructure-as-a-Service (IaaS) รายใหญ่เป็นอันดับสามของโลก และเป็นรายใหญ่สุดในเอเชีย-แปซิฟิกในด้านรายได้ในช่วงปี 2564  ข้อมูลจากรายงาน Market Share: IT Services, 2021 ฉบับล่าสุดของการ์ทเนอร์ (Gartner®) ระบุว่า อาลีบาบาครองส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 9.55%  ส่วนในเอเชีย-แปซิฟิก บริษัทฯ มีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 25.5%

อาลีบาบา คลาวด์ ธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป ให้บริการด้านไอทีแก่ลูกค้าทั่วโลกหลายล้านรายใน 84 โซน 27 ภูมิภาค ข้อมูลจากรายงานประจำปี 2564 ระบุว่า บริษัทฯ สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ธุรกิจด้านการคมนาคมขนส่ง บริการด้านธนาคารและการลงทุน ประกันภัย การผลิตและทรัพยากรธรรมชาติ และธุรกิจค้าส่ง โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 49-67.5% ในกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

Jeff Zhang ประธาน อาลีบาบา คลาวด์ อินเทลลิเจนซ์ กล่าวว่า “IaaS เป็นองค์ประกอบหลักในการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันขององค์กรต่าง ๆ ในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม และนับเป็นบริการที่สำคัญสำหรับธุรกิจของเรา เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งต่อการจัดอันดับในครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องในธุรกิจส่วนนี้ ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ลูกค้าของเราเร่งดำเนินการโยกย้ายไปสู่ระบบคลาวด์เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ และหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลก เรามองว่าการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานไปสู่คลาวด์นี้เป็นมาตรการที่จำเป็นต่อการเติบโตของธุรกิจ ความมุ่งมั่นของเราในการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าทั่วโลกในช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ทำให้เราสามารถรักษาฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งในตลาด และเราจะยังคงนำเสนอนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล”

ตลาด IaaS ทั่วโลกเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงปี 2564  รายงานของการ์ทเนอร์ระบุว่า ตลาด IaaS ขยายตัวจนแตะระดับ 90.89 พันล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้นจาก 64.29 พันล้านเหรียญฯ ในปี 2563 นอกจากนี้ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีการเติบโตรวดเร็วกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก โดยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 33.16 พันล้านเหรียญฯ

อาลีบาบา คลาวด์ ได้เพิ่มทรัพยากรในตลาดสำคัญ ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยในช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เริ่มต้นดำเนินงานดาต้าเซ็นเตอร์ในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ และได้ประกาศจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในเกาหลีใต้เมื่อเดือนมีนาคม 2565

อาลีบาบา คลาวด์ ได้ริเริ่มโครงการ AsiaForward เมื่อปี 2564 โดยในเบื้องต้นมีแผนที่จะให้เงินทุนสนับสนุนและทรัพยากรมูลค่า 1 พันล้านเหรียญฯ เพื่อพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล 1 ล้านคน พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพให้กับนักพัฒนา 100,000 คน และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี 100,000 รายในเอเชียแปซิฟิก

เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในด้านผลิตภัณฑ์ อาลีบาบา คลาวด์ ยังได้นำเสนอนวัตกรรมโซลูชันต่าง ๆ เช่น สถาปัตยกรรม ApsaraCompute Shenlong เจนเนอเรชั่นที่ 4 ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคม 2564 มีความสามารถที่เหนือชั้นในด้านความยืดหยุ่นของคอนเทนเนอร์ การจัดเก็บข้อมูล ประสิทธิภาพของอินพุต/เอาต์พุต (IO) การหน่วงเวลาต่ำ และฟีเจอร์การเสริมความแข็งแกร่งในระดับชิป  นอกจากนี้ยังประกอบด้วย Remote Direct Memory Access (RDMA) แบบ large-scale เพียงหนึ่งเดียวของอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยลดการหน่วงเวลาของเครือข่ายให้เหลือเพียง 5 มิลลิวินาที

เมื่อปีที่ผ่านมา Alibaba Cloud International IaaS & PaaS ของอาลีบาบา คลาวด์ ก็ได้รับการประเมินในรายงาน Gartner® Solution Scorecard ประจำปี 2564 ด้วยเช่นกัน

GARTNER is a registered trademark and service mark of Gartner, Inc. and/or its affiliates in the U.S. and internationally and is used herein with permission. All rights reserved.

อาลีบาบาคลาวด์เปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย รองรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

อาลีบาบาคลาวด์เปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย รองรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

อาลีบาบาคลาวด์เปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย รองรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

    • ปฏิบัติตามกฎระเบียบว่าด้วยความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของไทย
    • นำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

อาลีบาบา คลาวด์ (Alibaba Cloud) ธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป (Alibaba Group) เปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในไทย พร้อมสนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลขององค์กรธุรกิจในประเทศ ซึ่งสอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี[1] (พ.ศ. 2561-2580) ของรัฐบาลไทยในการเสริมสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และความยั่งยืนให้กับประเทศ

การเปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในประเทศไทย ในช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย (PDPA) จะมีผลบังคับใช้ในเดือนมิถุนายน เป็นการเน้นย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของอาลีบาบา คลาวด์ ที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบต่าง ๆ เมื่อเข้ามาดำเนินงานในประเทศ  ควบคู่กับการนำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ปลอดภัยเข้ามาสู่ประเทศไทย ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งนี้ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO27001 และ ISO20000 และเป็นไปตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย รวมถึงกฎระเบียบด้านการเงินที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

นายไทเลอร์ ชิว ผู้จัดการประจำประเทศไทยของอาลีบาบา คลาวด์ อินเทลลิเจนซ์ กล่าวว่า “ในขณะที่เราขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เรายังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและการปกป้องข้อมูล การเปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่นี้ เรามุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามกฎและข้อบังคับต่าง ๆ ของประเทศไทย นอกจากนี้ เราต้องการนำเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของบริษัทฯ มานำเสนอในประเทศไทย รวมถึงองค์ความรู้เฉพาะทางด้านต่าง ๆ  อาลีบาบา คลาวด์ ประสบความสำเร็จในการช่วยสนับสนุนธุรกิจทั่วโลกให้ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย และเราหวังว่าบริษัทฯ จะสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ครบครันเพื่อช่วยผลักดันวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของอาเซียน”

บริการด้านการรักษาความปลอดภัยที่นำเสนอให้แก่ลูกค้าในไทย ได้แก่ บริการป้องกันการโจมตีแบบ DDoS, WAF, ศูนย์ความปลอดภัย, การตรวจสอบการดำเนินการ, บริการใบรับรอง SSL และการจัดการการเข้าถึงทรัพยากร โดยบริการบางประเภทที่กล่าวมานี้ได้ถูกใช้งานจริงเพื่อรองรับการดำเนินงานอย่างราบรื่นในช่วงที่มีการจัดมหกรรมช้อปปิ้งระดับโลก 11.11 ของอาลีบาบา กรุ๊ป ซึ่งเป็นหนึ่งในมหกรรมช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก

บริการด้านการรักษาความปลอดภัยเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับแพลตฟอร์ม รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการป้องกันเชิงรุก การตรวจจับภัยคุกคาม การตรวจสอบและการตอบสนอง เช่น การปกป้องซอฟต์แวร์ แอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ให้รอดพ้นจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware), มัลแวร์สำหรับการขุดเหรียญและแบ็คดอร์ (Mining and Backdoor) และโทรจัน (Trojan) เพื่อลดปัญหาในการดำเนินงาน  นอกจากนี้ ในแง่ของสถาปัตยกรรม ศูนย์ความปลอดภัยของอาลีบาบา คลาวด์ ยังสามารถทำการตรวจสอบประเมินให้กับองค์กรธุรกิจ เพื่อปกป้องเซิร์ฟเวอร์ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ให้เป็นไปตามข้อกำหนดและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่สำคัญอื่น ๆ ที่บริษัทฯ ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยพร้อมกับดาต้าเซ็นเตอร์ ได้แก่ ระบบประมวลผลที่ยืดหยุ่น (elastic compute) บริการด้านดาต้าเบส ด้านเน็ตเวิร์ก และ สตอเรจ รวมถึงบริการสำหรับนักพัฒนา การส่งคอนเทนต์ และแอปพลิเคชันระดับองค์กรต่าง ๆ

ผลิตภัณฑ์ของอาลีบาบาคลาวด์ได้ผ่านการทดสอบความแข็งแกร่งของสมรรถนะ ทั้งนี้บริษัทวิเคราะห์ชั้นนำระดับโลก เช่น ไอดีซี[2] ระบุว่าผลิตภัณฑ์ CDN ของบริษัทฯ เป็นผู้เล่นรายสำคัญ ขณะที่เทคโนโลยีคอนเทนเนอร์ได้รับการจัดอันดับเป็น “ผู้นำ” โดยฟอเรสเตอร์[3]  ส่วนผลิตภัณฑ์ด้านดาต้าเบสของอาลีบาบาคลาวด์ได้รับการจัดอันดับเป็น “ผู้นำ” ในรายงาน Gartner Magic Quadrant[4] และการ์ทเนอร์[5] ยังรับรองความสามารถด้านคลาวด์ที่สำคัญของบริษัทฯ ทั้งในส่วนของระบบประมวลผล สตอเรจ เน็ตเวิร์ก และระบบรักษาความปลอดภัย ว่าอยู่ในระดับเทียบเท่าผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก

อาลีบาบา คลาวด์ ยังได้เพิ่มประสิทธิภาพให้กับการใช้เทคโนโลยีในประเทศ และนำความสามารถทางเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาในประเทศไทยผ่านการสนับสนุนของพันธมิตร ทั้งนี้ตั้งแต่บริษัทฯ เปิดตัวโปรแกรม Thailand Partner Alliance 100 เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว บริษัทฯ มีพันธมิตรมากกว่า 40 รายเข้าร่วมโครงการเพื่อทำธุรกิจและเติบโตไปด้วยกันกับอาลีบาบาคลาวด์ เช่น บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT), สมาคมฟินเทคประเทศไทย, ไฮคลาวด์ (HiCloud), บริษัท ที เอ็ม อี เอส จำกัด (TMES), ทรูไอดีซี (True IDC), ทรู ดิจิทัล อคาเดมี (True Digital Academy), เอสไอเอส (SIS) นอกจากการขายผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของบริษัทฯ แล้ว อาลีบาบา คลาวด์ยังจะทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อสร้างสรรค์โซลูชันใหม่ ๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจไทยอีกด้วย

นายดิเอโก หม่า ซีอีโอของไฮคลาวด์ กล่าวว่า “เราร่วมมือกับอาลีบาบา คลาวด์ นำเสนอโซลูชันระดับแนวหน้าของโลกให้กับลูกค้าไทย เพื่อให้ธุรกิจของลูกค้าเหล่านี้ได้ใช้คลาวด์เพิ่มขึ้น อาลีบาบา คลาวด์ พยายามสร้างระบบนิเวศในประเทศ โดยให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ มากมายกับเรา เช่น การฝึกอบรม การเสริมสร้างขีดความสามารถ และโอกาสทางการตลาดร่วมกัน เพื่อขยายการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ให้กับฐานลูกค้าที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น และช่วยลูกค้าของเราให้เปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลได้เร็วขึ้น”

ในแง่ของกลยุทธ์ อาลีบาบา คลาวด์ ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมสำคัญหลายกลุ่ม เช่น ธุรกิจค้าปลีกและโลจิสติกส์ การเงินและฟินเทค ความบันเทิงดิจิทัล และบริการภาครัฐ  ผลิตภัณฑ์และโซลูชันของอาลีบาบา คลาวด์ ที่รองรับอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้รับการพิสูจน์ประสิทธิภาพจากการใช้งานจริงของลูกค้าระดับโลก เช่น Singapore Post, Binangonan Rural Bank (ฟิลิปปินส์), Animal Logic (ออสเตรเลีย) และพันธมิตรระดับโลก เช่น Red Hat, Salesforce และ VMware

อาลีบาบา คลาวด์ ครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งด้านการให้บริการคลาวด์ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ตามข้อมูลจากไอดีซี และเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ที่สุด 3 อันดับสูงสุดเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ตามการจัดอันดับของการ์ทเนอร์  ปัจจุบันอาลีบาบา คลาวด์ เปิดให้บริการใน 84 เขตพื้นที่ใน 27 ภูมิภาคทั่วโลก และได้รับการรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลราว 80 รายการทั่วโลก โดยสามารถแก้ไขปัญหาช่องโหว่ของระบบมากกว่า 7.3 ล้านครั้งต่อปี

เพื่อรองรับการพัฒนาที่ยั่งยืน อาลีบาบา คลาวด์ ตั้งเป้าที่จะปรับปรุงดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกให้เปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดทั้งหมดภายในปี 2573  นอกจากนี้ อาลีบาบา กรุ๊ป ยังเข้าร่วมกลุ่มความร่วมมือ Low Carbon Patent Pledge เพื่อกระตุ้นการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และนับเป็นครั้งแรกที่บริษัทฯ เปิดให้มีการใช้งานสิทธิบัตรทางเทคโนโลยีประหยัดพลังงานของบริษัทฯ 9 ฉบับได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

อาลีบาบา กรุ๊ป เข้าร่วมกลุ่ม Low Carbon Patent Pledge เพื่อเร่งการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

อาลีบาบา กรุ๊ป เข้าร่วมกลุ่ม Low Carbon Patent Pledge

อาลีบาบา กรุ๊ป เข้าร่วมกลุ่ม Low Carbon Patent Pledge เพื่อเร่งการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

      • อาลีบาบา กรุ๊ป เปิดให้ใช้งานสิทธิบัตรด้านเทคโนโลยีประหยัดพลังงานเก้าฉบับโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นครั้งแรก
      • อาลีบาบา คลาวด์ ตั้งเป้าขับเคลื่อนให้ดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดทั่วโลกของบริษัทฯ ทำงานด้วยพลังงานสะอาดภายในปี 2573

อาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด (NYSE: BABA และ HKEX: 9988, “อาลีบาบา” หรือ “อาลีบาบา กรุ๊ป”) เข้าร่วมกลุ่ม Low Carbon Patent Pledge (LCPP) ซึ่งเป็นเวทีระหว่างประเทศที่ส่งเสริมการแบ่งปันสิทธิบัตรด้านเทคโนโลยีที่ใช้คาร์บอนต่ำต่าง ๆ เพื่อเร่งให้เกิดการนำเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ และสนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกัน ด้วยการให้บุคคลภายนอกสามารถใช้สิทธิบัตรสำคัญด้านเทคโนโลยีดาต้าเซ็นเตอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ จำนวนเก้าฉบับได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และเพื่อให้สอดคล้องกับการสนับสนุนความคิดริเริ่มการดำเนินการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมดังกล่าว อาลีบาบา คลาวด์ ธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป ยังตั้งเป้าหมายให้ดาต้าเซ็นเตอร์ของอาลีบาบา คลาวด์ ทั่วโลก ทำงานด้วยการใช้พลังงานสะอาดภายในปี 2573 โดยเริ่มด้วยการอัปเกรดไฮเปอร์-สเกลดาต้าเซ็นเตอร์ห้าแห่งในประเทศจีน

การเข้าร่วมกลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศในครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่อาลีบาบา กรุ๊ป เปิดให้มีการใช้งานทรัพย์สินทางปัญญาที่สำคัญของบริษัทฯ อย่างกว้างขวาง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นที่มีมาอย่างยาวนานของบริษัทฯ ที่ต้องการบรรลุถึงอนาคตของสังคมที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการหล่อหลอมความร่วมมือในขอบเขตที่กว้างขวางขึ้น  สิทธิบัตรทั้งเก้าฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีด้านดาต้าเซ็นเตอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (green data center) ของอาลีบาบา เช่น ระบบระบายความร้อนแบบ “Soaking Server” ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งอาลีบาบา คลาวด์ได้ใช้กับดาต้าเซ็นเตอร์ของบริษัทฯ ตั้งแต่ปี 2558 และพบว่าระบบระบายความร้อนที่ไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้านี้ ช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่า 70% เมื่อเทียบกับระบบระบายความร้อนแบบเดิมที่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้า

ดร. เฉิน หลง รองประธาน อาลีบาบา กรุ๊ป และประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนความยั่งยืนของอาลีบาบา กล่าวว่า “เราเชื่อว่านวัตกรรมทางเทคโนโลยีคือกุญแจสำคัญในการพัฒนาไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Circular Economy) ในอนาคต ในฐานะผู้บุกเบิกและผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก เรามุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือสังคมด้วยการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมศักยภาพให้แก่กลุ่มทางสังคมในขอบเขตที่กว้างขวางมากขึ้น และสร้างคุณค่าในระยะยาว เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมกับกลุ่มความร่วมมือดังกล่าว เพื่อสนับสนุนการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับคนทุกกลุ่ม ทั้งในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านการทำงานร่วมกันอย่างเปิดกว้าง การสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกัน และการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่กันและกัน”

Low Carbon Pledge Patent จัดตั้งขึ้นเมื่อวันคุ้มครองโลก (Earth Day) ในปี 2564 โดย Hewlett Packard Enterprise (HPE), Microsoft และ Meta มีภารกิจเพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำต่าง ๆ และส่งเสริมการทำงานด้านนวัตกรรมร่วมกัน ศาสตราจารย์ จอร์จ คอนทรีราส ผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการเกี่ยวกับการให้คำปฏิญาณสิทธิบัตร กล่าวว่า “การที่บริษัทต่าง ๆ เข้าร่วมกลุ่ม เป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Low Carbon Patent Pledge และสะท้อนความจริงที่ว่าอุตสาหกรรมทุกภาคส่วน สามารถให้การสนับสนุนความพยายามในการเปลี่ยนไปใช้แหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำให้ได้เร็วขึ้น

ใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนดาต้าเซ็นเตอร์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

อาลีบาบา คลาวด์ ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) มุ่งมั่นที่จะปรับปรุงการดำเนินงานของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกให้ใช้พลังงานสะอาดทั้งหมดภายในปี 2573 ด้วยการนำเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพล้ำหน้ามาใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้

ซานหยวน เกา ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายอินเทอร์เน็ตดาต้าเซ็นเตอร์ของอาลีบาบา คลาวด์ อินฟราสตรัคเจอร์ กล่าวว่า “ดาต้าเซ็นเตอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญมากต่อการดำเนินงานที่ยั่งยืนของอาลีบาบา  เราใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ทันสมัยกับไฮเปอร์-สเกลดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว และการจัดเก็บไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้อย่างมากเลยทีเดียว เช่น เราได้วางเครื่องเซิร์ฟเวอร์จำนวนมากในดาต้าเซ็นเตอร์ของเราที่เมืองหางโจว ไว้ในน้ำยาหล่อเย็นชนิดพิเศษ ซึ่งทำให้อุปกรณ์ไอทีเย็นลงได้อย่างรวดเร็ว”   

ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มณฑลจางเป่ยของอาลีบาบา คลาวด์ ใช้วิธีการเดียวกันนี้ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งนี้ได้รับใบรับรองการใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Power Consumption Certificate) จากศูนย์แลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าแห่งกรุงปักกิ่ง (Beijing Electric Power Exchange Center) เมื่อปี 2564 ทั้งนี้ดาต้าเซ็นเตอร์ดังกล่าวนับเป็นดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกของประเทศจีนที่มีการใช้เทคโนโลยีฮีทปั๊ม (Heat Pump)  การที่อาลีบาบา คลาวด์ สร้างเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกที่ยืดหยุ่นและปลอดภัยมากขึ้น ทำให้บริษัทฯ เชื่อว่าเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำภายในดาต้าเซ็นเตอร์จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ โดยจะมีการส่งเสริมการใช้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวอย่างกว้างขวางในประเทศจีนและประเทศอื่น ๆ ในอนาคต

แม้ว่าพลังงานสะอาดช่วยแก้ไขปัญหามากมาย แต่การใช้พลังงานดังกล่าวก็ก่อให้เกิดความท้าทายบางประการเช่นกัน เพราะพลังงานจากแสงอาทิตย์และลมมีความผันผวน ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เช่น ในวันที่อากาศแจ่มใส มีลมแรง จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้เต็มกำลัง แต่ถ้าสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ก็จะไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้  เพื่อแก้ไขความท้าทายดังกล่าว อาลีบาบา คลาวด์ กำลังทดลองใช้งานเครื่องมือสำหรับการจัดการคาร์บอน เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากการซื้อ-ขายพลังงานได้ดียิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการวางแผนจัดหาพลังงานที่มีเสถียรภาพมากขึ้น  นอกจากนี้ อาลีบาบา คลาวด์ กำลังสำรวจเทคโนโลยีอื่น ๆ เช่น การสูบน้ำเพื่อกักเก็บพลังงาน (pumping water to store energy) ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันโดยทั่วไปเพื่อกักเก็บพลังงานสะอาดไว้ใช้ยามจำเป็น

อาลีบาบาได้เปิดตัวชิปรุ่นแรกที่บริษัทฯ พัฒนาขึ้นเพื่อลดการใช้ไฟฟ้า ภายใต้ชื่อ Yitian 710  ชิป Yitian 710 สามารถรองรับทรานซิสเตอร์สูงสุด 60 พันล้านตัวในชิปแต่ละอัน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับชิปรุ่นอื่น ๆ  ชิปดังกล่าวจะช่วยให้สามารถเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น เพราะลดความต้องการในการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์และลมซึ่งไม่อาจคาดเดาได้

คลาวด์ สร้างความต่าง ให้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ได้อย่างไร

คลาวด์ สร้างความต่าง ให้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ได้อย่างไร

คลาวด์ สร้างความต่าง ให้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ได้อย่างไร

ไทเลอร์ ชิว ผู้จัดการประจำประเทศไทย อาลีบาบา คลาวด์

บทความโดย ไทเลอร์ ชิว ผู้จัดการประจำประเทศไทย อาลีบาบา คลาวด์

ประเด็นเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน (sustainability) มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อการกำหนดคุณค่าของแบรนด์ของแต่ละบริษัท องค์กรต่าง ๆ กำลังพบกับความท้าทายอย่างมากในการออกแบบแผนงานเพื่อกำหนดกลยุทธ์ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมทางเทคโนโลยีนับเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญมากขึ้นต่อความสำเร็จของกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของบริษัทต่าง ๆ

การเปลี่ยนจากโครงสร้างพื้นฐานไอทีแบบดั้งเดิมไปใช้คลาวด์ ได้รับการยอมรับว่าเป็นมากกว่าเทรนด์การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และเป็นก้าวสำคัญในการปรับเปลี่ยนการทำงานด้านไอทีขององค์กรให้ “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการดำเนินงานโดยรวม และส่งผลให้ค่าใช้จ่ายลดลง ข้อมูลจากการวิเคราะห์ของแอคเซนเจอร์* ชี้ให้เห็นว่าองค์กรที่ย้ายการทำงานจากโครงสร้างพื้นฐานไอทีภายในองค์กรไปใช้การประมวลผลบนคลาวด์ สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้โดยเฉลี่ย 84% กล่าวโดยรวมคือ การย้ายไปใช้คลาวด์เป็นเทรนด์ที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยการ์ทเนอร์** ได้คาดการณ์ว่า ภายในปี 2568 องค์กรมากกว่า 85% จะมีหลักเกณฑ์ในการใช้คลาวด์เป็นอันดับต้น ๆ และมากกว่า 95% ของเวิร์กโหลดดิจิทัลใหม่ ๆ จะทำงานอยู่บนแพลตฟอร์มคลาวด์-เนทีฟ

การคาดการณ์ดังกล่าวเป็นการกระตุ้นที่ดี และเป็นการบ่งชี้ถึงทิศทางที่จำเป็นสำหรับองค์กร การส่งเสริมให้เปลี่ยนไปใช้คลาวด์จึงเป็นมาตรการสำคัญมากมาตรการหนึ่งที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพิ่มผลประกอบการของบริษัท ยกระดับคุณค่าของแบรนด์ และช่วยให้บริษัทสามารถดำเนินการตามคำมั่นสัญญาในเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนไปใช้คลาวด์ยังไม่เพียงพอ เพราะยังมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์มีความยั่งยืนมากขึ้น ช่วยให้องค์กรสามารถจัดการการใช้พลังงานได้ดีกว่าเดิม และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ครอบคลุมทุกส่วนของซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจได้มากขึ้น ทั้งนี้จุดเริ่มต้นที่ดีก็คือ การสร้างรายการตรวจสอบปัญหาสำคัญ ๆ ที่จะต้องแก้ไขในขั้นตอนของการวางแผนเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมาใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

การปรับโครงสร้างพื้นฐานไอทีให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ถ้าวลีที่ว่า “Data is the new oil” เป็นเรื่องจริง ศูนย์ข้อมูลก็จัดว่าเป็น “คลังเก็บทรัพยากร” เพราะศูนย์ข้อมูลเป็นส่วนรากฐานที่ใช้เก็บและรับส่งข้อมูลอย่างปลอดภัย และเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานของข้อมูลที่ช่วยเสริมความแกร่งให้กับเศรษฐกิจดิจิทัล ดังนั้นเป็นสิ่งจำเป็นมากที่องค์กรต้องย้ายไปใช้ศูนย์ข้อมูลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยถือเป็นหัวใจหลักของกลยุทธ์การดำเนินงานอย่างยั่งยืน รวมถึงการย้ายไปสู่สภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อระบบนิเวศอย่างมาก จะช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายของแผนลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้

นอกจากรากฐานที่แข็งแกร่งแล้ว เทคโนโลยีล่าสุดด้านการประมวลผลบนคลาวด์ ทั้งที่เป็นฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ จะช่วยให้ศูนย์ข้อมูลมีประสิทธิภาพโดดเด่น ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันชิปที่ใช้ในเซิร์ฟเวอร์ที่ทรง ประสิทธิภาพแต่ละชิปสามารถรองรับทรานซิสเตอร์ได้ถึง 60,000 ล้านตัว แม้ประสิทธิภาพของชิปเหล่านั้นสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรมราว 20% แต่สามารถทำให้อัตราการประหยัดพลังงานที่สำคัญเพิ่มขึ้น 50% นอกจากนี้เซิร์ฟเวอร์ยังได้รับการออกแบบให้รองรับโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์-เนทีฟได้มีประสิทธิภาพกว่า เช่น ซอฟต์แวร์ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังแอปพลิเคชันบนคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้ใช้เครื่องเซิร์ฟเวอร์แบบที่จับต้องได้ ช่วยให้สามารถปรับเซิร์ฟเวอร์ให้รองรับการประมวลผลโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ได้คุ้มค่าใช้จ่ายมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ระบบปฏิบัติการคลาวด์ในปัจจุบันได้รับการเสริมสร้างขีดความสามารถด้วยอัลกอริธึมอัจฉริยะ จึงเป็นการยกระดับให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อีกทั้งยังสามารถบูรณาการเซิร์ฟเวอร์หลายหมื่นเครื่องทั่วโลกให้ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นในรูปแบบของซูเปอร์คอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง ซึ่งมีความสามารถในการประมวลผลแบบเรียลไทม์สูงสุด 3.63 TB ต่อวินาที จึงช่วยปรับปรุงการใช้ทรัพยากรของเซิร์ฟเวอร์ได้ราว 10% ถึง 40% และลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก ด้วยเหตุนี้ ศูนย์ข้อมูลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงไม่จำเป็นต้องลดทอนประสิทธิภาพ เสถียรภาพ หรือความปลอดภัย เพื่อที่ จะบรรลุเป้าหมายการดำเนินงานที่ยั่งยืนมากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงาน เราสามารถนำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในการบริหารการใช้พลังงานในศูนย์ข้อมูล โดยหนึ่งในมาตรการที่สำคัญก็คือ การนำความร้อนจำนวนมากที่ระบายออกจากเครื่องเซิร์ฟเวอร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์  นอกจากนี้ ศูนย์ข้อมูลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมบางแห่งยังใช้เทคโนโลยีการระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่ำมาก โดยครอบคลุม 90% ของเวลาดำเนินงานทั้งหมดของศูนย์ข้อมูล วิธีนี้ช่วยลดการใช้พลังงานได้มากกว่า 80% เมื่อเทียบกับการระบายความร้อนโดยใช้อุปกรณ์ที่ตองใช้พลังงานไฟฟ้า เช่น พัดลมและเครื่องปรับอากาศ อีกหนึ่งนวัตกรรมที่มีประโยชน์ก็คือ เทคโนโลยีการระบายความร้อนแบบ ‘Soaking Server’ ซึ่งเป็นการวางเครื่องเซิร์ฟเวอร์ไว้ในสารหล่อเย็นที่มีคุณสมบัติเป็นฉนวน และความร้อนที่ปล่อยออกมาจะถูกดูดซับโดยตรงด้วยสารหล่อเย็นที่หมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา  ระบบระบายความร้อนดังกล่าวจะช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่า 70% เมื่อเทียบกับระบบระบายความร้อนแบบเก่าที่พึ่งพาอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ศูนย์ข้อมูลอาจใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีฮีทปั๊ม (Heat Pump) ที่ทันสมัย เพื่อจัดส่งความร้อนเข้าสู่เครือข่ายท่อความร้อนที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบทำความร้อนภายในอาคารที่พักอาศัยและองค์กรต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีและเครื่องมือด้าน AI และการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบ บริหารจัดการ และคาดการณ์เกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจต่าง ๆ ช่วยให้องค์กรสามารถปรับปรุงการใช้พลังงานในอาคารสถานที่และการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ การลงทุนในเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เราไม่ควรมองข้ามเทคโนโลยีก้าวล้ำที่จะช่วยแก้ไขความท้าทายในวงกว้าง หรือช่วยสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในด้านต่าง ๆ  โดยประการแรก เราควรพิจารณาถึงจุดร่วมระหว่างการทำการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลกับการปรับปรุงด้านพลังงาน โดยอาจมีการนำเทคโนโลยีเสริมที่ช่วยในการจัดการพลังงานหมุนเวียนมาใช้ การตรวจสอบการปล่อยก๊าซคาร์บอน ระบบบันทึกข้อมูลและการตรวจสอบรับรอง เทคโนโลยีสำหรับอาคารอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ประการที่สอง เราจะต้องพยายามลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในจุดสำคัญ ๆ ในระบบซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางธุรกิจ เช่น การใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีการบินที่มีความยั่งยืน ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญต่อเทคโนโลยีการกำจัดคาร์บอน ซึ่งอาจได้แก่โซลูชันที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ เช่น เทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับการเกษตรที่ยั่งยืนเพื่อส่งเสริมการกักเก็บคาร์บอนในดิน และเทคโนโลยีบลูคาร์บอน (Blue Carbon) รวมถึงเทคโนโลยีคาร์บอนติดลบ (Negative Carbon) เช่น การดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศโดยตรง องค์กรบางแห่งกำลังเป็นผู้นำในการดำเนินการดังกล่าว และตั้งเป้าที่จะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนใน Scope 3 ภายในปี 2573 องค์กรบางแห่งก็มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนระบบการประมวลผลบนคลาวด์ด้วยพลังงานสะอาด 100% ภายในปี 2573 การกำหนดเป้าหมายเพื่อความเป็นกลางทางคาร์บอนเหล่านี้นับเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและควรได้รับการส่งเสริม แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่ควรมองข้ามบทบาทของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

นอกจากรากฐานที่แข็งแกร่งแล้ว เทคโนโลยีล่าสุดด้านการประมวลผลบนคลาวด์ ทั้งที่เป็นฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ จะช่วยให้ศูนย์ข้อมูลมีประสิทธิภาพโดดเด่น ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันชิปที่ใช้ในเซิร์ฟเวอร์ที่ทรงประสิทธิภาพแต่ละชิปสามารถรองรับทรานซิสเตอร์ได้ถึง 60,000 ล้านตัว แม้ประสิทธิภาพของชิปเหล่านั้นสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรมราว 20% แต่สามารถทำให้อัตราการประหยัดพลังงานที่สำคัญเพิ่มขึ้น 50% นอกจากนี้เซิร์ฟเวอร์ยังได้รับการออกแบบให้รองรับโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์-เนทีฟได้มีประสิทธิภาพกว่า เช่น ซอฟต์แวร์ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังแอปพลิเคชันบนคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้ใช้เครื่องเซิร์ฟเวอร์แบบที่จับต้องได้ ช่วยให้สามารถปรับเซิร์ฟเวอร์ให้รองรับการประมวลผลโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ได้คุ้มค่าใช้จ่ายมากขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น ระบบปฏิบัติการคลาวด์ในปัจจุบันได้รับการเสริมสร้างขีดความสามารถด้วยอัลกอริธึมอัจฉริยะ จึงเป็นการยกระดับให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อีกทั้งยังสามารถบูรณาการเซิร์ฟเวอร์หลายหมื่นเครื่องทั่วโลกให้ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นในรูปแบบของซูเปอร์คอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง ซึ่งมีความสามารถในการประมวลผลแบบเรียลไทม์สูงสุด 3.63 TB ต่อวินาที จึงช่วยปรับปรุงการใช้ทรัพยากรของเซิร์ฟเวอร์ได้ราว 10% ถึง 40% และลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก ด้วยเหตุนี้ ศูนย์ข้อมูลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงไม่จำเป็นต้องลดทอนประสิทธิภาพ เสถียรภาพ หรือความปลอดภัย เพื่อที่
จะบรรลุเป้าหมายการดำเนินงานที่ยั่งยืนมากขึ้น

เพิ่มประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงาน

เราสามารถนำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในการบริหารการใช้พลังงานในศูนย์ข้อมูล โดยหนึ่งในมาตรการที่สำคัญก็คือ การนำความร้อนจำนวนมากที่ระบายออกจากเครื่องเซิร์ฟเวอร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์  นอกจากนี้ ศูนย์ข้อมูลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมบางแห่งยังใช้เทคโนโลยีการระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่ำมาก โดยครอบคลุม 90% ของเวลาดำเนินงานทั้งหมดของศูนย์ข้อมูล วิธีนี้ช่วยลดการใช้พลังงานได้มากกว่า 80% เมื่อเทียบกับการระบายความร้อนโดยใช้อุปกรณ์ที่ตองใช้พลังงานไฟฟ้า เช่น พัดลมและเครื่องปรับอากาศ

อีกหนึ่งนวัตกรรมที่มีประโยชน์ก็คือ เทคโนโลยีการระบายความร้อนแบบ ‘Soaking Server’ ซึ่งเป็นการวางเครื่องเซิร์ฟเวอร์ไว้ในสารหล่อเย็นที่มีคุณสมบัติเป็นฉนวน และความร้อนที่ปล่อยออกมาจะถูกดูดซับโดยตรงด้วยสารหล่อเย็นที่หมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา  ระบบระบายความร้อนดังกล่าวจะช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่า 70% เมื่อเทียบกับระบบระบายความร้อนแบบเก่าที่พึ่งพาอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า

ศูนย์ข้อมูลอาจใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีฮีทปั๊ม (Heat Pump) ที่ทันสมัย เพื่อจัดส่งความร้อนเข้าสู่เครือข่ายท่อความร้อนที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบทำความร้อนภายในอาคารที่พักอาศัยและองค์กรต่าง ๆ

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีและเครื่องมือด้าน AI และการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบ บริหารจัดการ และคาดการณ์เกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจต่าง ๆ ช่วยให้องค์กรสามารถปรับปรุงการใช้พลังงานในอาคารสถานที่และการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ

การลงทุนในเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เราไม่ควรมองข้ามเทคโนโลยีก้าวล้ำที่จะช่วยแก้ไขความท้าทายในวงกว้าง หรือช่วยสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในด้านต่าง ๆ  โดยประการแรก เราควรพิจารณาถึงจุดร่วมระหว่างการทำการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลกับการปรับปรุงด้านพลังงาน โดยอาจมีการนำเทคโนโลยีเสริมที่ช่วยในการจัดการพลังงานหมุนเวียนมาใช้ การตรวจสอบการปล่อยก๊าซคาร์บอน ระบบบันทึกข้อมูลและการตรวจสอบรับรอง เทคโนโลยีสำหรับอาคารอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ประการที่สอง เราจะต้องพยายามลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในจุดสำคัญ ๆ ในระบบซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางธุรกิจ เช่น การใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีการบินที่มีความยั่งยืน ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญต่อเทคโนโลยีการกำจัดคาร์บอน ซึ่งอาจได้แก่โซลูชันที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ เช่น เทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับการเกษตรที่ยั่งยืนเพื่อส่งเสริมการกักเก็บคาร์บอนในดิน และเทคโนโลยีบลูคาร์บอน (Blue Carbon) รวมถึงเทคโนโลยีคาร์บอนติดลบ (Negative Carbon) เช่น การดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศโดยตรง

องค์กรบางแห่งกำลังเป็นผู้นำในการดำเนินการดังกล่าว และตั้งเป้าที่จะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนใน Scope 3 ภายในปี 2573 องค์กรบางแห่งก็มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนระบบการประมวลผลบนคลาวด์ด้วยพลังงานสะอาด 100% ภายในปี 2573 การกำหนดเป้าหมายเพื่อความเป็นกลางทางคาร์บอนเหล่านี้นับเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและควรได้รับการส่งเสริม แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่ควรมองข้ามบทบาทของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ด้วยเช่นกัน