Alibaba Cloud เผยแผนงานกลยุทธ์ด้านธุรกิจระหว่างประเทศ

Alibaba Cloud เผยแผนงานกลยุทธ์ด้านธุรกิจระหว่างประเทศ

Alibaba Cloud เผยแผนงานกลยุทธ์ด้านธุรกิจระหว่างประเทศ

ผู้นำคลาวด์ระดับโลกให้คำมั่นในการลงทุน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับระบบนิเวศ พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ และให้การสนับสนุนลูกค้าอย่างครบวงจรด้วยบริการด้านต่าง ๆ เต็มรูปแบบ

อาลีบาบา คลาวด์ (Alibaba Cloud) ธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป เผยแผนงานกลยุทธ์ด้านธุรกิจระหว่างประเทศล่าสุด ในงาน Alibaba Cloud Summit ประจำปี 2022 โดยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมทางเทคโนโลยีให้กับองค์กร รวมถึงการพัฒนาระบบนิเวศด้านพันธมิตรทั่วโลกด้วยเงินลงทุน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และการยกระดับบริการลูกค้าในด้านต่าง ๆ เพื่อให้การสนับสนุนอย่างครอบคลุมตลอดเส้นทางที่ลูกค้าปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินธุรกิจให้เป็นดิจิทัล

ดร. ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานโครงการพิเศษและศูนย์พัฒนาดิจิทัลและนวัตกรรม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่

ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ซึ่งต้องอาศัยการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว เพื่อรองรับต่อการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ความก้าวหน้าของอุตสาหกรรม 4.0 ที่อยู่บนพื้นฐานของการใช้ประโยชน์จากระบบดิจิทัลและข้อมูลขนาดใหญ่ ทำให้เราเห็นทั้งการเติบโตอย่างก้าวกระโดดหลายด้าน รวมไปถึงปริมาณข้อมูล การขยายตัวของระบบนิเวศอัจฉริยะ และการทำธุรกรรมออนไลน์หรืออี-คอมเมิร์ซที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว  ในขณะที่เรากำลังพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถ รวมไปถึงความก้าวหน้าทางดิจิทัล ก็มีความท้าทายต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน อาทิ การขาดแคลนแรงงานด้านดิจิทัล และผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อม ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นบริษัททางด้านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยอย่างอาลีบาบา คลาวด์ ที่ได้ให้คำมั่นในการเข้ามามีส่วนสนับสนุนในการใช้เทคโนโลยีจัดการกับความท้าทายต่าง ๆ ที่เราเผชิญอยู่ในเวลานี้”

ขับเคลื่อนนวัตกรรมต่าง ๆ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่เชื่อถือได้

ระหว่างงาน Alibaba Cloud Summit ประจำปี 2022 นี้ อาลีบาบา คลาวด์ ได้ลงนามข้อตกลงเกือบ 30 ฉบับ เพื่อช่วยให้ลูกค้าและพันธมิตรใช้เทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้งชั้นนำเพื่อเร่งขีดความสามารถด้านนวัตกรรมดิจิทัลของตน

ตัวอย่างความร่วมมือ – อาลีบาบา คลาวด์ ร่วมมือกับ MetaverseXR ซึ่งเป็นบริษัทด้านเมตาเวิร์สชั้นนำของไทย เปิดตัวโซลูชันด้านเมตาเวิร์สครบวงจรสำหรับตลาดไทย เพื่อเติมเต็มความต้องการใช้ web3.0 ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในประเทศ นอกจากนี้ อาลีบาบา คลาวด์ ได้ร่วมมือกับ True IDC ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์ชั้นนำ มุ่งมั่นใช้ความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้งสนับสนุนการทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัลให้กับธุรกิจไทย และขับเคลื่อนนโยบาย Thailand 4.0 รวมถึงการเป็นพันธมิตรกับสมาคมฟินเทคแห่งประเทศไทย (TFA) เพื่อส่งเสริมสตาร์ทอัปและผู้ประกอบการด้านฟินเทคต่าง ๆ ในประเทศ ด้วยการใช้ความเชี่ยวชาญเชิงลึกและเทคโนโลยีล่าสุดสนับสนุนนวัตกรรมดิจิทัลให้กับบริษัทเหล่านี้

นายไทเลอร์ ชิว ผู้จัดการประจำประเทศไทย อาลีบาบา คลาวด์ อินเทลลิเจนซ์ กล่าวว่า “เราเน้นย้ำพันธสัญญาของเราต่อตลาดไทย ด้วยการขยายระบบนิเวศด้านพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การสนับสนุนลูกค้าของเรา  เราขอขอบคุณลูกค้าและพันธมิตรไทยที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนตลอดมา เราจะเดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรม และนำเทคโนโลยีโซลูชันที่มีประสิทธิภาพสูงมาสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของลูกค้าและพันธมิตรไทย”

นายธีรพันธุ์ เจริญศักดิ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด หรือ ทรู ไอดีซี กล่าวว่า “เราเชื่อมั่นว่า การเป็นพันธมิตรกับอาลีบาบา คลาวด์ จะช่วยให้เราสามารถขับเคลื่อนการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางเทคโนโลยีได้กว้างไกลมากขึ้น  อาลีบาบา คลาวด์ เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ที่สุดของโลก เราจึงมั่นใจว่าความร่วมมือครั้งนี้ รวมถึงประสบการณ์ด้านองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญพิเศษของเรา จะช่วยเร่งให้ประเทศไทยเดินไปบนเส้นทางดิจิทัลได้เร็วขึ้น”

เน้นประโยชน์ที่พันธมิตรจะได้รับ เพื่อสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีที่ครอบคลุม

กลยุทธ์ด้านระบบนิเวศที่ปรับใหม่นี้ อาลีบาบา คลาวด์ ประกาศความมุ่งมั่นใช้งบประมาณ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมทางเทคโนโลยีให้กับพันธมิตร และสนับสนุนพันธมิตรให้ขยายตลาดด้วยเทคโนโลยีของอาลีบาบา คลาวด์ ภายในระยะเวลาสามปีงบประมาณ การลงทุนนี้ประกอบด้วยรางวัลทั้งที่เป็นตัวเงินและที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น การให้เงินทุน การให้เงินคืน และความคิดริเริ่มในการนำเสนอสินค้าและบริการออกสู่ตลาด (go-to-market)

อาลีบาบา คลาวด์ ยังได้ออกโปรแกรม “Regional Accelerator” เพื่อเร่งสร้างการเติบโตให้กับพันธมิตร โดยให้พันธมิตรที่ดำเนินธุรกิจในตลาดที่แตกต่างกันได้ปรับรูปแบบการทำธุรกิจร่วมกันให้เหมาะกับตลาดในแต่ละท้องถิ่น  รูปแบบนี้ได้รับการออกแบบโดยพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ เช่น ระดับความเข้าใจทางเทคโนโลยีของตลาด การเจาะตลาดเฉพาะทาง ความต้องการด้านดิจิทัล และความต้องการทางธุรกิจ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มรายได้และส่งเสริมความเชี่ยวชาญทางเทคนิคให้กับพันธมิตร  ระบบนิเวศด้านพันธมิตรของอาลีบาบา คลาวด์ ที่สามารถใช้ประโยชน์จากโปรแกรมนี้ ประกอบด้วย ผู้ค้าปลีก พันธมิตรทางเทคโนโลยี (ISV, SaaS และ SI) และพันธมิตรด้านการให้บริการและคำปรึกษา

คุณเซลิน่า หยวน ประธานด้านธุรกิจระหว่างประเทศ อาลีบาบา คลาวด์ อินเทลลิเจนซ์ กล่าวว่า “อาลีบาบา คลาวด์ ให้ความสำคัญกับพันธมิตรเสมอมา  เรามุ่งมั่นให้การสนับสนุนพันธมิตรอย่างแข็งขัน เพื่อร่วมกันสร้างคุณค่าทั้งในแง่ของเทคโนโลยี และในเชิงธุรกิจ เพื่อเสริมขีดความสามารถให้กับลูกค้าที่เข้าร่วมโปรแกรมของเรา  กลยุทธ์ด้านพันธมิตรที่ปรับใหม่ของเรานี้ ให้ความสำคัญกับการเติบโตของพันธมิตร ด้วยการให้การสนับสนุนการขยายธุรกิจของพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราสามารถสร้างระบบนิเวศที่ครอบคลุมและเป็นประโยชน์ต่อพันธมิตรและลูกค้าได้”

เพื่อจัดการกับความซับซ้อนต่าง ๆ ในการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศให้กับพันธมิตร อาลีบาบา คลาวด์ ได้พัฒนารูปแบบความร่วมมือกับพันธมิตรกลุ่มที่พัฒนา ผลิต และจำหน่ายซอฟต์แวร์สำเร็จรูป (ISV) โดยเน้นความสำคัญในการยกระดับความร่วมมือในอุตสาหกรรม กำหนดมาตรฐานกระบวนการส่งสินค้าและบริการออกสู่ตลาด และเร่งกระบวนการทางเทคนิคในการผสมผสานโซลูชันเข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน  อาลีบาบา คลาวด์ หวังว่าจะสรรหาพันธมิตรกลุ่ม ISV ที่ดูแลบริการด้านการเงิน ค้าปลีก อินเทอร์เน็ต และการผลิต มากขึ้นในอนาคต เพื่อร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์และสนับสนุนด้านนวัตกรรมให้กับลูกค้า

ปัจจุบันอาลีบาบา คลาวด์ทำงานกับพันธมิตรราว 11,000 รายทั่วโลก เช่น Salesforce, VMware, Fortinet, IBM และ Neo4j 

เสริมศักยภาพให้ลูกค้า ด้วยการสนับสนุนที่ครอบคลุมครบทุกความต้องการ

อาลีบาบา คลาวด์ ได้เปิดตัวโปรแกรม “Global Delivery and Service Program” เพื่อให้บริการและนำเสนอโซลูชันที่ทำงานบนคลาวด์รอบด้าน และเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการใช้คลาวด์ให้กับลูกค้าทุกราย  ภายใต้โปรแกรมนี้ อาลีบาบา คลาวด์ ได้เปิดศูนย์บริการลูกค้าสามแห่งคือ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ (ประเทศมาเลเซีย) ปอร์โต (ประเทศโปรตุเกส) และเม็กซิโกซิตี้ (ประเทศเม็กซิโก) เพื่อสนับสนุนลูกค้าในการใช้คลาวด์ ให้คำปรึกษา และให้บริการโยกย้ายข้อมูลและแอปพลิเคชันบนคลาวด์ได้ตามกำหนดเวลาของลูกค้าในแต่ละภูมิภาค

นอกจากศูนย์บริการลูกค้าสามแห่งนี้แล้ว อาลีบาบา คลาวด์ ยังได้จัดตั้งศูนย์ให้บริการ (Service Delivery Centers) อีกสามแห่งในกรุงกัวลาลัมเปอร์ (ประเทศมาเลเซีย) ดูไบ (ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) และฮ่องกง (ประเทศจีน) เพื่อสนับสนุนด้านเทคโนโลยีเพิ่มเติมให้แก่สำนักงานและโครงการระดับภูมิภาคของลูกค้าในเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกา

นวัตกรรมทางเทคโนโลยี เพื่อเสริมพลังให้กับการใช้คลาวด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

อาลีบาบา คลาวด์ ตอบรับความต้องการขององค์กรจำนวนมากที่ย้ายไปใช้คลาวด์ และต้องการบริการด้านคลาวด์บนสภาพแวดล้อมแบบไฮบริดมากขึ้น ด้วยชุดผลิตภัณฑ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ได้รับการยอมรับและพร้อมให้บริการแล้วทั่วโลก ประกอบด้วย คลาวด์-เนทีฟ ดาต้าเบสหลายรุ่น และบริการดิสทริบิ้วเต็ดคลาวด์ต่าง ๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยให้ลูกค้าองค์กรสามารถใช้บริการคลาวด์ในขอบเขตที่กว้างขวาง ครอบคลุมทั้งเน็ตเวิร์ก สตอเรจ และการประมวลผล ผลิตภัณฑ์ใหม่ดังกล่าว ประกอบด้วย

    • Cloud Enterprise Network (CEN) 2.0 ที่รองรับความสามารถด้านเน็ตเวิร์กขนาดใหญ่พิเศษ (ultra-large-scale networking) ด้วยความพร้อมใช้งานที่สูงขึ้น ค่าลาเทนซีที่ต่ำกว่า และการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น
    • ESSD Auto PL ผลิตภัณฑ์ด้านสตอเรจ ที่ให้บริการแบบ block storage รองรับการปรับขนาดแบบอัตโนม้ติภายในไม่กี่วินาที เพื่อช่วยให้ธุรกิจรับมือกับปริมาณการใช้ข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน
    • Lindorm คลาวด์เนทีฟดาต้าเบสหลากหลายรูปแบบของอาลีบาบา คลาวด์ ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง ออกแบบมาเพื่อตอบความต้องการด้านการประมวลผลแบบ fusion-processing สำหรับตารางขนาดใหญ่, time series, space-time และ unstructured data ประเภทต่าง ๆ
    • ACK One (Alibaba Cloud Distributed Cloud Container Platform) แพลตฟอร์มการบริหารจัดการคอนเทนเนอร์หลายคลัสเตอร์และหลายภูมิภาค เพื่อมอบประสบการณ์การบริหารจัดการ การให้บริการ และการดำเนินงานที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันแก่องค์กรต่าง ๆ และเมื่อต้นปีนี้ อาลีบาบา คลาวด์ ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในกลุ่ม “ผู้นำ” ในรายงาน Forrester WaveTM Public Cloud Container Platforms Q1 2022 เป็นครั้งแรก จากบรรดาผู้ให้บริการรายใหญ่ในอุตสาหกรรมจำนวนแปดรายที่ได้รับการประเมิน
  •  
  •  
  •  

NaRaYa ร่วมมือ Alibaba Cloud เพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า

NaRaYa ร่วมมือ Alibaba Cloud เพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า

NaRaYa ร่วมมือ Alibaba Cloud เพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า

แบรนด์ไลฟ์สไตล์ชั้นนำของไทย ใช้โซลูชันคลาวด์ ขับเคลื่อนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

บริษัท นารายณ์อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้า ไลฟ์ไตล์แบรนด์นารายา (NaRaYa) เริ่มเดินสู่เส้นทางการทำธุรกิจผ่านระบบดิจิทัลด้วยอาลีบาบา คลาวด์ (Alibaba Cloud) ซึ่งเป็นธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ รองรับการขยายตัวธุรกิจอีคอมเมิร์ซของบริษัทฯ ทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาค ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคดิจิทัล และมอบประสบการณ์ การช้อปปิงที่ดีที่สุดให้ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ

NaRaYa เป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่ผลิตกระเป๋า เครื่องประดับ เสื้อผ้า และ สกินเเคร์ ที่ดึงดูดลูกค้า หลากหลายกลุ่มทั่วโลก มีสาขาจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทั้งสิ้น 18 แห่งทั่วโลก ผลิตภัณฑ์ของ NaRaYa ได้รับการออกแบบด้วยความใส่ใจและพิถีพิถัน คัดสรรวัสดุคุณภาพดี เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มี คุณภาพสูงในราคาสมเหตุสมผล มีการพัฒนาผลิตภัณท์อย่างต่อเนื่องให้ตรงกับความต้องการของ ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และสนับสนุนการสร้างงานในท้องถิ่น

การระบาดของโควิด-19 ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อธุรกิจทุกอุตสาหกรรม อันเนื่องมาจาก ข้อจำกัดในการพบปะกัน และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ธุรกิจต่าง ๆ จึงต้องการ ใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และช่องทางนี้เริ่มมีบทบาทสำคัญกับอุตสาหกรรม ทุกประเภท NaRaYa เล็งเห็นถึงความท้าทายเหล่านี้จึงนำบริการทางเทคโนโลยีของ Alibaba Cloud เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำธุรกิจผ่านโลกออนไลน์ โดยสามารถสร้างแพลตฟอร์ม อีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องตัวมากขึ้นและมีลาเทนซีต่ำ เพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิงที่ดียิ่งขึ้น ให้กับลูกค้า ด้วยการใช้คุณประโยชน์จากโซลูชันคลาวด์ที่มีประสิทธิภาพชั้นนำของ Alibaba Cloud ได้แก่ Elastic Compute Services, Alibaba Cloud CDN และ Object Storage Service (OSS) ซึ่งโซลูชันเหล่านี้เป็นโซลูชันเดียวกันที่ใช้รองรับเทศกาลช้อปปิงระดับโลก 11.11 โดยไม่เกิดดาวน์ไทม์

นายพศิน ลาทูรัส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท นารายณ์อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวว่า “โซลูชันของ Alibaba Cloud ช่วยให้เราเอาชนะความท้าทายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด อย่างเช่น การระบาดของโควิด-19 และช่วยให้บริษัทเปลี่ยนแปลงการทำธุรกิจให้เป็นดิจิทัล เพื่อเพิ่มความสามารถ ในการแข่งขัน การที่แพลตฟอร์มด้านอีคอมเมิร์ซของบริษัทฯ โฮสต์อยู่บน Alibaba Cloud และการใช้ ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของ Alibaba Cloud เพื่อรองรับการดำเนินงานธุรกิจค้าปลีกที่สำคัญของเรานั้น ช่วยให้ เราประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจด้านต่าง ๆ เราพึงพอใจมากที่ได้รับ ความยืดหยุ่น คล่องตัว รวมถึงความสะดวกจากผลิตภัณฑ์คลาวด์เหล่านี้”

นายไทเลอร์ ชิว ผู้จัดการประจำประเทศไทย Alibaba Cloud กล่าวว่า “บริษัทฯ ขอขอบคุณที่ NaRaYa ให้ความไว้วางใจโซลูชันของเรา และยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ NaRaYa ในการ เดินหน้าสู่ดิจิทัล และนำเทคโนโลยีโซลูชันที่พิสูจน์ประสิทธิภาพแล้ว และเป็นเทคโนโลยีที่รองรับ การเปลี่ยนแปลงในอนาคตของเรา มาใช้เป็นพลังขับเคลื่อนสู่การสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจของ NaRaYa และด้วยประสบการณ์ที่ประสบผลสำเร็จและความสามารถด้านนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ใช้สนับสนุน อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซที่ Alibaba Cloud มีให้ เราหวังว่าจะได้เป็นพลังขับเคลื่อนให้ NaRaYa สร้าง แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่แข็งแกร่ง และส่งต่อประโยชน์สู่ลูกค้าในประเทศไทยและทั่วโลกได้มากขึ้น”

โซลูชันของ Alibaba Cloud ยังช่วยให้ NaRaYa เห็นข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า สามารถให้คำตอบและ บริการต่าง ๆ ที่ตรงตามความต้องการที่เฉพาะของลูกค้าแต่ละราย เพื่อเพิ่มประสบการณ์การช้อปปิงที่ดี ให้กับลูกค้านั้น ๆ ซึ่งเป็นจุดสำคัญหลักที่ NaRaYa ต้องการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าในเวลาที่ เลือกซื้อสินค้าของบริษัท

นายพศิน ลาทูรัส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท นารายณ์อินเตอร์เทรด จำกัดกล่าวสรุปว่า “NaRaYa เริ่มจากธุรกิจขนาดเล็กและเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นทวีคูณ ปัจจุบันเราไม่เพียงเป็นแบรนด์ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นที่รู้จักในระดับสากลด้วย เราเชื่อว่า เทคโนโลยี คือ พลังขับเคลื่อนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทางธุรกิจ การได้รับรู้ข้อมูลเชิงลึก เกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้า ช่วยให้เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ และเทคโนโลยีช่วยให้ธุรกิจของเราเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนมากขึ้น”

อาลีบาบา คลาวด์ เปิดตัวโซลูชัน Energy Expert เพื่อบริหารจัดการการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

Alibaba Cloud Launches Carbon Management Solution

อาลีบาบา คลาวด์ เปิดตัวโซลูชัน Energy Expert เพื่อบริหารจัดการการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

แพลตฟอร์มเพื่อความยั่งยืนนี้ เปิดให้ลูกค้าทั่วโลกได้ใช้เพื่อวัด วิเคราะห์ และบริหารจัดการการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อาลีบาบา คลาวด์ ธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป ประกาศเปิดตัว Energy Expert ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เน้นด้านความยั่งยืน ช่วยให้ลูกค้าทั่วโลกทำการวัดปริมาณ วิเคราะห์ และบริหารจัดการการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการทำกิจกรรมทางธุรกิจและจากผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของตน แพลตฟอร์มที่เป็น software-as-a-service นี้ยังนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ได้จริงและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการประหยัดพลังงาน เพื่อช่วยกระบวนการทำให้การทำธุรกิจบนเส้นทางแห่งความยั่งยืนเกิดได้เร็วขึ้น

ความคิดริเริ่มนี้เป็นไปในแนวทางเดียวกับคำมั่นสัญญาว่าด้วยความเป็นกลางทางคาร์บอนของอาลีบาบาที่ได้เปิดตัวไปเมื่อปีที่ผ่านมา บริษัทฯ เป็นผู้บุกเบิกแนวคิด “Scope 3 +” และได้ให้คำมั่นที่จะแบ่งปันเทคโนโลยีที่ประหยัดพลังงานกับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจของบริษัทฯ ผ่านการรวมพลังแห่งความพยายามต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้มากที่สุด

นายเฉิน ลี่จวน ผู้จัดการทั่วไปด้านผลิตภัณฑ์และโซลูชัน อาลีบาบา คลาวด์ กล่าวว่า “Energy Expert ออกแบบมาเพื่อช่วยให้บริษัทต่าง ๆ บรรลุเป้าหมายด้านความเป็นกลางทางคาร์บอน ด้วยการใช้เทคโนโลยีและโซลูชันที่ทันสมัยทรงประสิทธิภาพ เราหวังว่าลูกค้าทั่วโลกของเราจะได้ประโยชน์จากนวัตกรรมที่ได้รับการพิสูจน์แล้วนี้ ซึ่งวิธีการดำเนินการที่ชาญฉลาด และแนวทางปฏิบัติเพื่อความยั่งยืนต่าง ๆ ที่โซลูชันนี้มีให้จะช่วยให้ลูกค้าของเราบรรลุเป้าหมาย net zero”

โซลูชัน Energy Expert ช่วยให้ลูกค้าจัดทำบัญชีก๊าซคาร์บอน (carbon accounting) และกระบวนการทำรายงานได้อย่างอัตโนมัติทั้งในส่วนขององค์กร และผลิตภัณฑ์ พร้อมให้สถิติต่าง ๆ ที่กระทบต่อความยั่งยืนแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลประกอบการพิจารณา นอกจากนี้ยังช่วยให้ลูกค้าระบุแหล่งที่มาของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมทางธุรกิจในแต่ละวัน รวมถึงที่เกิดจากไลฟ์ไซเคิลทั้งหมดของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยอิงตามมาตรฐาน PAS 2060 และ ISO 14064 เกี่ยวกับความเป็นกลางทางคาร์บอน ทั้งนี้ลูกค้าสามารถวัดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ผ่านโมเดลการคำนวณที่เตรียมไว้ล่วงหน้า โดยใช้ประโยชน์จากชุดข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับค่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่ใช้กันเป็นสาธารณะ โซลูชันนี้ยังช่วยให้ลูกค้ารับรู้และมองเห็นรูปแบบของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากการดำเนินงานของตนได้แบบเรียลไทม์ และแจ้งความก้าวหน้าของประสิทธิภาพด้านความยั่งยืนขององค์กรผ่านการแสดงภาพบนแดชบอร์ดและรายงานออนไลน์ต่าง ๆ

Energy Expert จัดทำบัญชีคาร์บอนและสร้างรายงานการปล่อยก๊าซคาร์บอนแบบออนไลน์โดยอัตโนมัติ
Energy Expert จัดทำบัญชีคาร์บอนและสร้างรายงานการปล่อยก๊าซคาร์บอนแบบออนไลน์โดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ โซลูชันนี้ยังมอบการวิเคราะห์ที่ล้ำสมัยต่าง ๆ เกี่ยวกับประสิทธิภาพของการใช้พลังงานและคาดการณ์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ด้วยโมเดลปัญญาประดิษฐ์ที่เรียนรู้โดยอัตโนมัติผ่านการเลียนแบบการทำงานของระบบโครงข่ายประสาทในสมองมนุษย์ (deep learning-based AI) ต่าง ๆที่โฮสต์อยู่บนอาลีบาบา คลาวด์ Energy Expert ยังนำเสนอแผนการเพิ่มประสิทธิภาพที่นำไปใช้งานได้จริง เพื่อช่วยลูกค้าลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในภาพรวมให้ได้มากที่สุด แผนนี้จะมีคำแนะนำที่สร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจรวมถึงเรื่องของการนำพลังงานสะอาดมาใช้มากขึ้น การลดการใช้ไฟฟ้าที่มากเกินไปในช่วงที่มีความต้องการใช้สูง และการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับซัพพลายเชนตั้งแต่การจัดหาวัสดุหรือวัตถุดิบไปจนถึงการจัดส่งสินค้าและผลิตภัณฑ์

Energy Expert ทำงานกับองค์กรต่าง ๆ ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก เช่น TÜV Rheinland เพื่อจัดทำบบัญชีและให้การรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ออนไลน์ที่เชื่อถือได้ เป็นการช่วยลูกค้าให้ตรวจสอบและสื่อสารความก้าวหน้าในการประหยัดพลังงานของลูกค้าไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดได้อย่างเรียบง่าย

มีการนำนวัตกรรมนี้ไปใช้ในประเทศจีนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ และปัจจุบันได้ให้บริการกับบริษัทมากกว่า 2,000 แห่งในประเทศจีน ช่วยประหยัดพลังงานมากกว่า 2 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อวัน หรือเป็นการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 400,000 ตันจากช่วงเวลาเดียวกัน

Energy Expert มีบทบาทสำคัญกับมาตรการด้านความยั่งยืนที่ใช้ที่สำนักงานใหญ่ XiXi ของอาลีบาบา ณ เมืองหางโจว แนวคิดการประหยัดพลังงานที่โซลูชันนี้นำเสนอ เช่น การควบคุมระบบปรับอากาศที่ชาญฉลาด และการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาซึ่งผลิตไฟฟ้าได้ 1.2 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการประหยัดพลังงานที่สำนักงานใหญ่ของอาลีบาบา ลดการใช้พลังงานลง 30% ในช่วงที่ไม่มีความต้องการใช้สูง และประหยัดพลังงานจากการใช้ระบบปรับอากาศในฤดูร้อนลงได้ 17%

อาลีบาบาครองตำแหน่งที่สามในตลาดพับลิคคลาวด์ด้าน IaaS เป็นปีที่สี่ติดต่อกัน

อาลีบาบาครองตำแหน่งที่สามในตลาดพับลิคคลาวด์ด้าน IaaS เป็นปีที่สี่ติดต่อกัน

อาลีบาบาครองตำแหน่งที่สามในตลาดพับลิคคลาวด์ด้าน IaaS เป็นปีที่สี่ติดต่อกัน

รายงาน Worldwide Semiannual Public Cloud Service Tracker ล่าสุดจัดทำโดยบริษัทวิจัยตลาดและที่ปรึกษา International Data Corporation (IDC) ระบุว่าอาลีบาบายังคงครองตำแหน่งผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน (IaaS) พับลิคคลาวด์ ที่ใหญ่สุดเป็นอันดับสามของโลกในปี 2564

IDC Tracker เผยว่า อาลีบาบายังคงอยู่ในอันดับที่ 3 ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 7.4% นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ให้บริการเพียงรายเดียวในห้าอันดับแรกที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในทวีปเอเชีย 

นายเจฟฟ์ จาง ประธานกรรมการ อาลีบาบา คลาวด์ อินเทลลิเจนซ์ กล่าวว่า “ตลาดคลาวด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วสร้างโอกาสสำคัญอย่างมากต่อผู้ให้บริการทางเทคโนโลยีทั่วโลก ในการพัฒนา และขยายการนำเสนอบริการด้านต่าง ๆ ของตนสู่ตลาด เนื่องจากเศรษฐกิจดิจิทัลยังคงมีการพัฒนาต่อเนื่อง ความต้องการของธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งต้องการบริการด้านคลาวด์ที่สามารถปรับขนาดการทำงานได้ เชื่อถือได้ และคุ้มค่าการลงทุน ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามกัน อาลีบาบามีพันธะสัญญาที่จะช่วยให้ลูกค้าของเราทั่วโลกเข้าสู่สภาพแวดล้อมดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว ด้วยนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์และบริการที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น” 

IDC tracker เผยให้เห็นข้อมูลว่าตลาดคลาวด์คอมพิวติ้งด้าน IaaS ทั่วโลกได้ขยายตัวถึงระดับ 91.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2564 เพิ่มขึ้น 35.6% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ผู้ให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้งด้าน IaaS ที่อยู่ในสามลำดับแรกมีส่วนแบ่งตลาดโลกเกือบ 70% 

ผลที่ได้จากรายงานนี้เป็นการยืนยันความสำเร็จของกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจของอาลีบาบาไปทั่วโลกด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานและเน็ตเวิร์กทั่วโลก ปัจจุบัน อาลีบาบา คลาวด์ ธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป ให้บริการด้านคลาวด์คอมพิวติ้งแก่ลูกค้าหลายล้านรายทั่วโลกใน 84 โซน 27 ภูมิภาค 

เมื่อเร็ว ๆ นี้ อาลีบาบาได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการหลัก (major player) ในรายงาน IDC MarketScape: Worldwide Commercial Content Delivery Network Services 2022 Vendor Assessment (Doc # US47652821, March 2022) ซึ่งทำการวิเคราะห์ผู้ให้บริการด้านเน็ตเวิร์กการรับส่งเนื้อหา (Content Deliver Network: CDN) จากความสามารถในการรับส่งเนื้อหาทั่วโลกและกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่สร้างการเติบโตทางธุรกิจ

อาลีบาบาครองตำแหน่งผู้ให้บริการ IaaS รายใหญ่อันดับสามของโลก เป็นปีที่สี่ติดต่อกัน

อาลีบาบาครองตำแหน่งผู้ให้บริการ IaaS รายใหญ่อันดับสามของโลก เป็นปีที่สี่ติดต่อกัน

อาลีบาบาครองตำแหน่งผู้ให้บริการ IaaS รายใหญ่อันดับสามของโลก เป็นปีที่สี่ติดต่อกัน

รักษาส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในเอเชีย-แปซิฟิกเป็นปีที่สี่

นับเป็นปีที่สี่ติดต่อกันที่อาลีบาบาครองตำแหน่งผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน Infrastructure-as-a-Service (IaaS) รายใหญ่เป็นอันดับสามของโลก และเป็นรายใหญ่สุดในเอเชีย-แปซิฟิกในด้านรายได้ในช่วงปี 2564  ข้อมูลจากรายงาน Market Share: IT Services, 2021 ฉบับล่าสุดของการ์ทเนอร์ (Gartner®) ระบุว่า อาลีบาบาครองส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 9.55%  ส่วนในเอเชีย-แปซิฟิก บริษัทฯ มีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 25.5%

อาลีบาบา คลาวด์ ธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป ให้บริการด้านไอทีแก่ลูกค้าทั่วโลกหลายล้านรายใน 84 โซน 27 ภูมิภาค ข้อมูลจากรายงานประจำปี 2564 ระบุว่า บริษัทฯ สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ธุรกิจด้านการคมนาคมขนส่ง บริการด้านธนาคารและการลงทุน ประกันภัย การผลิตและทรัพยากรธรรมชาติ และธุรกิจค้าส่ง โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 49-67.5% ในกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

Jeff Zhang ประธาน อาลีบาบา คลาวด์ อินเทลลิเจนซ์ กล่าวว่า “IaaS เป็นองค์ประกอบหลักในการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันขององค์กรต่าง ๆ ในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม และนับเป็นบริการที่สำคัญสำหรับธุรกิจของเรา เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งต่อการจัดอันดับในครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องในธุรกิจส่วนนี้ ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ลูกค้าของเราเร่งดำเนินการโยกย้ายไปสู่ระบบคลาวด์เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ และหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลก เรามองว่าการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานไปสู่คลาวด์นี้เป็นมาตรการที่จำเป็นต่อการเติบโตของธุรกิจ ความมุ่งมั่นของเราในการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าทั่วโลกในช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ทำให้เราสามารถรักษาฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งในตลาด และเราจะยังคงนำเสนอนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล”

ตลาด IaaS ทั่วโลกเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงปี 2564  รายงานของการ์ทเนอร์ระบุว่า ตลาด IaaS ขยายตัวจนแตะระดับ 90.89 พันล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้นจาก 64.29 พันล้านเหรียญฯ ในปี 2563 นอกจากนี้ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีการเติบโตรวดเร็วกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก โดยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 33.16 พันล้านเหรียญฯ

อาลีบาบา คลาวด์ ได้เพิ่มทรัพยากรในตลาดสำคัญ ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยในช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เริ่มต้นดำเนินงานดาต้าเซ็นเตอร์ในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ และได้ประกาศจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในเกาหลีใต้เมื่อเดือนมีนาคม 2565

อาลีบาบา คลาวด์ ได้ริเริ่มโครงการ AsiaForward เมื่อปี 2564 โดยในเบื้องต้นมีแผนที่จะให้เงินทุนสนับสนุนและทรัพยากรมูลค่า 1 พันล้านเหรียญฯ เพื่อพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล 1 ล้านคน พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพให้กับนักพัฒนา 100,000 คน และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี 100,000 รายในเอเชียแปซิฟิก

เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในด้านผลิตภัณฑ์ อาลีบาบา คลาวด์ ยังได้นำเสนอนวัตกรรมโซลูชันต่าง ๆ เช่น สถาปัตยกรรม ApsaraCompute Shenlong เจนเนอเรชั่นที่ 4 ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคม 2564 มีความสามารถที่เหนือชั้นในด้านความยืดหยุ่นของคอนเทนเนอร์ การจัดเก็บข้อมูล ประสิทธิภาพของอินพุต/เอาต์พุต (IO) การหน่วงเวลาต่ำ และฟีเจอร์การเสริมความแข็งแกร่งในระดับชิป  นอกจากนี้ยังประกอบด้วย Remote Direct Memory Access (RDMA) แบบ large-scale เพียงหนึ่งเดียวของอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยลดการหน่วงเวลาของเครือข่ายให้เหลือเพียง 5 มิลลิวินาที

เมื่อปีที่ผ่านมา Alibaba Cloud International IaaS & PaaS ของอาลีบาบา คลาวด์ ก็ได้รับการประเมินในรายงาน Gartner® Solution Scorecard ประจำปี 2564 ด้วยเช่นกัน

GARTNER is a registered trademark and service mark of Gartner, Inc. and/or its affiliates in the U.S. and internationally and is used herein with permission. All rights reserved.