NaRaYa ร่วมมือ Alibaba Cloud เพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า

NaRaYa ร่วมมือ Alibaba Cloud เพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า

NaRaYa ร่วมมือ Alibaba Cloud เพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า

แบรนด์ไลฟ์สไตล์ชั้นนำของไทย ใช้โซลูชันคลาวด์ ขับเคลื่อนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

บริษัท นารายณ์อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้า ไลฟ์ไตล์แบรนด์นารายา (NaRaYa) เริ่มเดินสู่เส้นทางการทำธุรกิจผ่านระบบดิจิทัลด้วยอาลีบาบา คลาวด์ (Alibaba Cloud) ซึ่งเป็นธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ รองรับการขยายตัวธุรกิจอีคอมเมิร์ซของบริษัทฯ ทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาค ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคดิจิทัล และมอบประสบการณ์ การช้อปปิงที่ดีที่สุดให้ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ

NaRaYa เป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่ผลิตกระเป๋า เครื่องประดับ เสื้อผ้า และ สกินเเคร์ ที่ดึงดูดลูกค้า หลากหลายกลุ่มทั่วโลก มีสาขาจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทั้งสิ้น 18 แห่งทั่วโลก ผลิตภัณฑ์ของ NaRaYa ได้รับการออกแบบด้วยความใส่ใจและพิถีพิถัน คัดสรรวัสดุคุณภาพดี เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มี คุณภาพสูงในราคาสมเหตุสมผล มีการพัฒนาผลิตภัณท์อย่างต่อเนื่องให้ตรงกับความต้องการของ ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และสนับสนุนการสร้างงานในท้องถิ่น

การระบาดของโควิด-19 ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อธุรกิจทุกอุตสาหกรรม อันเนื่องมาจาก ข้อจำกัดในการพบปะกัน และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ธุรกิจต่าง ๆ จึงต้องการ ใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และช่องทางนี้เริ่มมีบทบาทสำคัญกับอุตสาหกรรม ทุกประเภท NaRaYa เล็งเห็นถึงความท้าทายเหล่านี้จึงนำบริการทางเทคโนโลยีของ Alibaba Cloud เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำธุรกิจผ่านโลกออนไลน์ โดยสามารถสร้างแพลตฟอร์ม อีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องตัวมากขึ้นและมีลาเทนซีต่ำ เพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิงที่ดียิ่งขึ้น ให้กับลูกค้า ด้วยการใช้คุณประโยชน์จากโซลูชันคลาวด์ที่มีประสิทธิภาพชั้นนำของ Alibaba Cloud ได้แก่ Elastic Compute Services, Alibaba Cloud CDN และ Object Storage Service (OSS) ซึ่งโซลูชันเหล่านี้เป็นโซลูชันเดียวกันที่ใช้รองรับเทศกาลช้อปปิงระดับโลก 11.11 โดยไม่เกิดดาวน์ไทม์

นายพศิน ลาทูรัส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท นารายณ์อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวว่า “โซลูชันของ Alibaba Cloud ช่วยให้เราเอาชนะความท้าทายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด อย่างเช่น การระบาดของโควิด-19 และช่วยให้บริษัทเปลี่ยนแปลงการทำธุรกิจให้เป็นดิจิทัล เพื่อเพิ่มความสามารถ ในการแข่งขัน การที่แพลตฟอร์มด้านอีคอมเมิร์ซของบริษัทฯ โฮสต์อยู่บน Alibaba Cloud และการใช้ ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของ Alibaba Cloud เพื่อรองรับการดำเนินงานธุรกิจค้าปลีกที่สำคัญของเรานั้น ช่วยให้ เราประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจด้านต่าง ๆ เราพึงพอใจมากที่ได้รับ ความยืดหยุ่น คล่องตัว รวมถึงความสะดวกจากผลิตภัณฑ์คลาวด์เหล่านี้”

นายไทเลอร์ ชิว ผู้จัดการประจำประเทศไทย Alibaba Cloud กล่าวว่า “บริษัทฯ ขอขอบคุณที่ NaRaYa ให้ความไว้วางใจโซลูชันของเรา และยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ NaRaYa ในการ เดินหน้าสู่ดิจิทัล และนำเทคโนโลยีโซลูชันที่พิสูจน์ประสิทธิภาพแล้ว และเป็นเทคโนโลยีที่รองรับ การเปลี่ยนแปลงในอนาคตของเรา มาใช้เป็นพลังขับเคลื่อนสู่การสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจของ NaRaYa และด้วยประสบการณ์ที่ประสบผลสำเร็จและความสามารถด้านนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ใช้สนับสนุน อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซที่ Alibaba Cloud มีให้ เราหวังว่าจะได้เป็นพลังขับเคลื่อนให้ NaRaYa สร้าง แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่แข็งแกร่ง และส่งต่อประโยชน์สู่ลูกค้าในประเทศไทยและทั่วโลกได้มากขึ้น”

โซลูชันของ Alibaba Cloud ยังช่วยให้ NaRaYa เห็นข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า สามารถให้คำตอบและ บริการต่าง ๆ ที่ตรงตามความต้องการที่เฉพาะของลูกค้าแต่ละราย เพื่อเพิ่มประสบการณ์การช้อปปิงที่ดี ให้กับลูกค้านั้น ๆ ซึ่งเป็นจุดสำคัญหลักที่ NaRaYa ต้องการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าในเวลาที่ เลือกซื้อสินค้าของบริษัท

นายพศิน ลาทูรัส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท นารายณ์อินเตอร์เทรด จำกัดกล่าวสรุปว่า “NaRaYa เริ่มจากธุรกิจขนาดเล็กและเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นทวีคูณ ปัจจุบันเราไม่เพียงเป็นแบรนด์ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นที่รู้จักในระดับสากลด้วย เราเชื่อว่า เทคโนโลยี คือ พลังขับเคลื่อนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทางธุรกิจ การได้รับรู้ข้อมูลเชิงลึก เกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้า ช่วยให้เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ และเทคโนโลยีช่วยให้ธุรกิจของเราเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนมากขึ้น”

อาลีบาบา คลาวด์ เปิดตัวโซลูชัน Energy Expert เพื่อบริหารจัดการการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

Alibaba Cloud Launches Carbon Management Solution

อาลีบาบา คลาวด์ เปิดตัวโซลูชัน Energy Expert เพื่อบริหารจัดการการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

แพลตฟอร์มเพื่อความยั่งยืนนี้ เปิดให้ลูกค้าทั่วโลกได้ใช้เพื่อวัด วิเคราะห์ และบริหารจัดการการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อาลีบาบา คลาวด์ ธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป ประกาศเปิดตัว Energy Expert ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เน้นด้านความยั่งยืน ช่วยให้ลูกค้าทั่วโลกทำการวัดปริมาณ วิเคราะห์ และบริหารจัดการการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการทำกิจกรรมทางธุรกิจและจากผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของตน แพลตฟอร์มที่เป็น software-as-a-service นี้ยังนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ได้จริงและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการประหยัดพลังงาน เพื่อช่วยกระบวนการทำให้การทำธุรกิจบนเส้นทางแห่งความยั่งยืนเกิดได้เร็วขึ้น

ความคิดริเริ่มนี้เป็นไปในแนวทางเดียวกับคำมั่นสัญญาว่าด้วยความเป็นกลางทางคาร์บอนของอาลีบาบาที่ได้เปิดตัวไปเมื่อปีที่ผ่านมา บริษัทฯ เป็นผู้บุกเบิกแนวคิด “Scope 3 +” และได้ให้คำมั่นที่จะแบ่งปันเทคโนโลยีที่ประหยัดพลังงานกับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจของบริษัทฯ ผ่านการรวมพลังแห่งความพยายามต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้มากที่สุด

นายเฉิน ลี่จวน ผู้จัดการทั่วไปด้านผลิตภัณฑ์และโซลูชัน อาลีบาบา คลาวด์ กล่าวว่า “Energy Expert ออกแบบมาเพื่อช่วยให้บริษัทต่าง ๆ บรรลุเป้าหมายด้านความเป็นกลางทางคาร์บอน ด้วยการใช้เทคโนโลยีและโซลูชันที่ทันสมัยทรงประสิทธิภาพ เราหวังว่าลูกค้าทั่วโลกของเราจะได้ประโยชน์จากนวัตกรรมที่ได้รับการพิสูจน์แล้วนี้ ซึ่งวิธีการดำเนินการที่ชาญฉลาด และแนวทางปฏิบัติเพื่อความยั่งยืนต่าง ๆ ที่โซลูชันนี้มีให้จะช่วยให้ลูกค้าของเราบรรลุเป้าหมาย net zero”

โซลูชัน Energy Expert ช่วยให้ลูกค้าจัดทำบัญชีก๊าซคาร์บอน (carbon accounting) และกระบวนการทำรายงานได้อย่างอัตโนมัติทั้งในส่วนขององค์กร และผลิตภัณฑ์ พร้อมให้สถิติต่าง ๆ ที่กระทบต่อความยั่งยืนแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลประกอบการพิจารณา นอกจากนี้ยังช่วยให้ลูกค้าระบุแหล่งที่มาของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมทางธุรกิจในแต่ละวัน รวมถึงที่เกิดจากไลฟ์ไซเคิลทั้งหมดของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยอิงตามมาตรฐาน PAS 2060 และ ISO 14064 เกี่ยวกับความเป็นกลางทางคาร์บอน ทั้งนี้ลูกค้าสามารถวัดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ผ่านโมเดลการคำนวณที่เตรียมไว้ล่วงหน้า โดยใช้ประโยชน์จากชุดข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับค่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่ใช้กันเป็นสาธารณะ โซลูชันนี้ยังช่วยให้ลูกค้ารับรู้และมองเห็นรูปแบบของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากการดำเนินงานของตนได้แบบเรียลไทม์ และแจ้งความก้าวหน้าของประสิทธิภาพด้านความยั่งยืนขององค์กรผ่านการแสดงภาพบนแดชบอร์ดและรายงานออนไลน์ต่าง ๆ

Energy Expert จัดทำบัญชีคาร์บอนและสร้างรายงานการปล่อยก๊าซคาร์บอนแบบออนไลน์โดยอัตโนมัติ
Energy Expert จัดทำบัญชีคาร์บอนและสร้างรายงานการปล่อยก๊าซคาร์บอนแบบออนไลน์โดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ โซลูชันนี้ยังมอบการวิเคราะห์ที่ล้ำสมัยต่าง ๆ เกี่ยวกับประสิทธิภาพของการใช้พลังงานและคาดการณ์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ด้วยโมเดลปัญญาประดิษฐ์ที่เรียนรู้โดยอัตโนมัติผ่านการเลียนแบบการทำงานของระบบโครงข่ายประสาทในสมองมนุษย์ (deep learning-based AI) ต่าง ๆที่โฮสต์อยู่บนอาลีบาบา คลาวด์ Energy Expert ยังนำเสนอแผนการเพิ่มประสิทธิภาพที่นำไปใช้งานได้จริง เพื่อช่วยลูกค้าลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในภาพรวมให้ได้มากที่สุด แผนนี้จะมีคำแนะนำที่สร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจรวมถึงเรื่องของการนำพลังงานสะอาดมาใช้มากขึ้น การลดการใช้ไฟฟ้าที่มากเกินไปในช่วงที่มีความต้องการใช้สูง และการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับซัพพลายเชนตั้งแต่การจัดหาวัสดุหรือวัตถุดิบไปจนถึงการจัดส่งสินค้าและผลิตภัณฑ์

Energy Expert ทำงานกับองค์กรต่าง ๆ ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก เช่น TÜV Rheinland เพื่อจัดทำบบัญชีและให้การรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ออนไลน์ที่เชื่อถือได้ เป็นการช่วยลูกค้าให้ตรวจสอบและสื่อสารความก้าวหน้าในการประหยัดพลังงานของลูกค้าไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดได้อย่างเรียบง่าย

มีการนำนวัตกรรมนี้ไปใช้ในประเทศจีนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ และปัจจุบันได้ให้บริการกับบริษัทมากกว่า 2,000 แห่งในประเทศจีน ช่วยประหยัดพลังงานมากกว่า 2 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อวัน หรือเป็นการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 400,000 ตันจากช่วงเวลาเดียวกัน

Energy Expert มีบทบาทสำคัญกับมาตรการด้านความยั่งยืนที่ใช้ที่สำนักงานใหญ่ XiXi ของอาลีบาบา ณ เมืองหางโจว แนวคิดการประหยัดพลังงานที่โซลูชันนี้นำเสนอ เช่น การควบคุมระบบปรับอากาศที่ชาญฉลาด และการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาซึ่งผลิตไฟฟ้าได้ 1.2 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการประหยัดพลังงานที่สำนักงานใหญ่ของอาลีบาบา ลดการใช้พลังงานลง 30% ในช่วงที่ไม่มีความต้องการใช้สูง และประหยัดพลังงานจากการใช้ระบบปรับอากาศในฤดูร้อนลงได้ 17%

อาลีบาบาครองตำแหน่งที่สามในตลาดพับลิคคลาวด์ด้าน IaaS เป็นปีที่สี่ติดต่อกัน

อาลีบาบาครองตำแหน่งที่สามในตลาดพับลิคคลาวด์ด้าน IaaS เป็นปีที่สี่ติดต่อกัน

อาลีบาบาครองตำแหน่งที่สามในตลาดพับลิคคลาวด์ด้าน IaaS เป็นปีที่สี่ติดต่อกัน

รายงาน Worldwide Semiannual Public Cloud Service Tracker ล่าสุดจัดทำโดยบริษัทวิจัยตลาดและที่ปรึกษา International Data Corporation (IDC) ระบุว่าอาลีบาบายังคงครองตำแหน่งผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน (IaaS) พับลิคคลาวด์ ที่ใหญ่สุดเป็นอันดับสามของโลกในปี 2564

IDC Tracker เผยว่า อาลีบาบายังคงอยู่ในอันดับที่ 3 ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 7.4% นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ให้บริการเพียงรายเดียวในห้าอันดับแรกที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในทวีปเอเชีย 

นายเจฟฟ์ จาง ประธานกรรมการ อาลีบาบา คลาวด์ อินเทลลิเจนซ์ กล่าวว่า “ตลาดคลาวด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วสร้างโอกาสสำคัญอย่างมากต่อผู้ให้บริการทางเทคโนโลยีทั่วโลก ในการพัฒนา และขยายการนำเสนอบริการด้านต่าง ๆ ของตนสู่ตลาด เนื่องจากเศรษฐกิจดิจิทัลยังคงมีการพัฒนาต่อเนื่อง ความต้องการของธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งต้องการบริการด้านคลาวด์ที่สามารถปรับขนาดการทำงานได้ เชื่อถือได้ และคุ้มค่าการลงทุน ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามกัน อาลีบาบามีพันธะสัญญาที่จะช่วยให้ลูกค้าของเราทั่วโลกเข้าสู่สภาพแวดล้อมดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว ด้วยนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์และบริการที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น” 

IDC tracker เผยให้เห็นข้อมูลว่าตลาดคลาวด์คอมพิวติ้งด้าน IaaS ทั่วโลกได้ขยายตัวถึงระดับ 91.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2564 เพิ่มขึ้น 35.6% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ผู้ให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้งด้าน IaaS ที่อยู่ในสามลำดับแรกมีส่วนแบ่งตลาดโลกเกือบ 70% 

ผลที่ได้จากรายงานนี้เป็นการยืนยันความสำเร็จของกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจของอาลีบาบาไปทั่วโลกด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานและเน็ตเวิร์กทั่วโลก ปัจจุบัน อาลีบาบา คลาวด์ ธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป ให้บริการด้านคลาวด์คอมพิวติ้งแก่ลูกค้าหลายล้านรายทั่วโลกใน 84 โซน 27 ภูมิภาค 

เมื่อเร็ว ๆ นี้ อาลีบาบาได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการหลัก (major player) ในรายงาน IDC MarketScape: Worldwide Commercial Content Delivery Network Services 2022 Vendor Assessment (Doc # US47652821, March 2022) ซึ่งทำการวิเคราะห์ผู้ให้บริการด้านเน็ตเวิร์กการรับส่งเนื้อหา (Content Deliver Network: CDN) จากความสามารถในการรับส่งเนื้อหาทั่วโลกและกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่สร้างการเติบโตทางธุรกิจ

อาลีบาบาครองตำแหน่งผู้ให้บริการ IaaS รายใหญ่อันดับสามของโลก เป็นปีที่สี่ติดต่อกัน

อาลีบาบาครองตำแหน่งผู้ให้บริการ IaaS รายใหญ่อันดับสามของโลก เป็นปีที่สี่ติดต่อกัน

อาลีบาบาครองตำแหน่งผู้ให้บริการ IaaS รายใหญ่อันดับสามของโลก เป็นปีที่สี่ติดต่อกัน

รักษาส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในเอเชีย-แปซิฟิกเป็นปีที่สี่

นับเป็นปีที่สี่ติดต่อกันที่อาลีบาบาครองตำแหน่งผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน Infrastructure-as-a-Service (IaaS) รายใหญ่เป็นอันดับสามของโลก และเป็นรายใหญ่สุดในเอเชีย-แปซิฟิกในด้านรายได้ในช่วงปี 2564  ข้อมูลจากรายงาน Market Share: IT Services, 2021 ฉบับล่าสุดของการ์ทเนอร์ (Gartner®) ระบุว่า อาลีบาบาครองส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 9.55%  ส่วนในเอเชีย-แปซิฟิก บริษัทฯ มีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 25.5%

อาลีบาบา คลาวด์ ธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป ให้บริการด้านไอทีแก่ลูกค้าทั่วโลกหลายล้านรายใน 84 โซน 27 ภูมิภาค ข้อมูลจากรายงานประจำปี 2564 ระบุว่า บริษัทฯ สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ธุรกิจด้านการคมนาคมขนส่ง บริการด้านธนาคารและการลงทุน ประกันภัย การผลิตและทรัพยากรธรรมชาติ และธุรกิจค้าส่ง โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 49-67.5% ในกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

Jeff Zhang ประธาน อาลีบาบา คลาวด์ อินเทลลิเจนซ์ กล่าวว่า “IaaS เป็นองค์ประกอบหลักในการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันขององค์กรต่าง ๆ ในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม และนับเป็นบริการที่สำคัญสำหรับธุรกิจของเรา เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งต่อการจัดอันดับในครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องในธุรกิจส่วนนี้ ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ลูกค้าของเราเร่งดำเนินการโยกย้ายไปสู่ระบบคลาวด์เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ และหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลก เรามองว่าการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานไปสู่คลาวด์นี้เป็นมาตรการที่จำเป็นต่อการเติบโตของธุรกิจ ความมุ่งมั่นของเราในการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าทั่วโลกในช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ทำให้เราสามารถรักษาฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งในตลาด และเราจะยังคงนำเสนอนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล”

ตลาด IaaS ทั่วโลกเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงปี 2564  รายงานของการ์ทเนอร์ระบุว่า ตลาด IaaS ขยายตัวจนแตะระดับ 90.89 พันล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้นจาก 64.29 พันล้านเหรียญฯ ในปี 2563 นอกจากนี้ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีการเติบโตรวดเร็วกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก โดยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 33.16 พันล้านเหรียญฯ

อาลีบาบา คลาวด์ ได้เพิ่มทรัพยากรในตลาดสำคัญ ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยในช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เริ่มต้นดำเนินงานดาต้าเซ็นเตอร์ในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ และได้ประกาศจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในเกาหลีใต้เมื่อเดือนมีนาคม 2565

อาลีบาบา คลาวด์ ได้ริเริ่มโครงการ AsiaForward เมื่อปี 2564 โดยในเบื้องต้นมีแผนที่จะให้เงินทุนสนับสนุนและทรัพยากรมูลค่า 1 พันล้านเหรียญฯ เพื่อพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล 1 ล้านคน พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพให้กับนักพัฒนา 100,000 คน และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี 100,000 รายในเอเชียแปซิฟิก

เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในด้านผลิตภัณฑ์ อาลีบาบา คลาวด์ ยังได้นำเสนอนวัตกรรมโซลูชันต่าง ๆ เช่น สถาปัตยกรรม ApsaraCompute Shenlong เจนเนอเรชั่นที่ 4 ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคม 2564 มีความสามารถที่เหนือชั้นในด้านความยืดหยุ่นของคอนเทนเนอร์ การจัดเก็บข้อมูล ประสิทธิภาพของอินพุต/เอาต์พุต (IO) การหน่วงเวลาต่ำ และฟีเจอร์การเสริมความแข็งแกร่งในระดับชิป  นอกจากนี้ยังประกอบด้วย Remote Direct Memory Access (RDMA) แบบ large-scale เพียงหนึ่งเดียวของอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยลดการหน่วงเวลาของเครือข่ายให้เหลือเพียง 5 มิลลิวินาที

เมื่อปีที่ผ่านมา Alibaba Cloud International IaaS & PaaS ของอาลีบาบา คลาวด์ ก็ได้รับการประเมินในรายงาน Gartner® Solution Scorecard ประจำปี 2564 ด้วยเช่นกัน

GARTNER is a registered trademark and service mark of Gartner, Inc. and/or its affiliates in the U.S. and internationally and is used herein with permission. All rights reserved.

อาลีบาบาคลาวด์เปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย รองรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

อาลีบาบาคลาวด์เปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย รองรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

อาลีบาบาคลาวด์เปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย รองรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

    • ปฏิบัติตามกฎระเบียบว่าด้วยความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของไทย
    • นำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

อาลีบาบา คลาวด์ (Alibaba Cloud) ธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป (Alibaba Group) เปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในไทย พร้อมสนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลขององค์กรธุรกิจในประเทศ ซึ่งสอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี[1] (พ.ศ. 2561-2580) ของรัฐบาลไทยในการเสริมสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และความยั่งยืนให้กับประเทศ

การเปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในประเทศไทย ในช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย (PDPA) จะมีผลบังคับใช้ในเดือนมิถุนายน เป็นการเน้นย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของอาลีบาบา คลาวด์ ที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบต่าง ๆ เมื่อเข้ามาดำเนินงานในประเทศ  ควบคู่กับการนำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ปลอดภัยเข้ามาสู่ประเทศไทย ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งนี้ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO27001 และ ISO20000 และเป็นไปตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย รวมถึงกฎระเบียบด้านการเงินที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

นายไทเลอร์ ชิว ผู้จัดการประจำประเทศไทยของอาลีบาบา คลาวด์ อินเทลลิเจนซ์ กล่าวว่า “ในขณะที่เราขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เรายังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและการปกป้องข้อมูล การเปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่นี้ เรามุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามกฎและข้อบังคับต่าง ๆ ของประเทศไทย นอกจากนี้ เราต้องการนำเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของบริษัทฯ มานำเสนอในประเทศไทย รวมถึงองค์ความรู้เฉพาะทางด้านต่าง ๆ  อาลีบาบา คลาวด์ ประสบความสำเร็จในการช่วยสนับสนุนธุรกิจทั่วโลกให้ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย และเราหวังว่าบริษัทฯ จะสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ครบครันเพื่อช่วยผลักดันวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของอาเซียน”

บริการด้านการรักษาความปลอดภัยที่นำเสนอให้แก่ลูกค้าในไทย ได้แก่ บริการป้องกันการโจมตีแบบ DDoS, WAF, ศูนย์ความปลอดภัย, การตรวจสอบการดำเนินการ, บริการใบรับรอง SSL และการจัดการการเข้าถึงทรัพยากร โดยบริการบางประเภทที่กล่าวมานี้ได้ถูกใช้งานจริงเพื่อรองรับการดำเนินงานอย่างราบรื่นในช่วงที่มีการจัดมหกรรมช้อปปิ้งระดับโลก 11.11 ของอาลีบาบา กรุ๊ป ซึ่งเป็นหนึ่งในมหกรรมช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก

บริการด้านการรักษาความปลอดภัยเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับแพลตฟอร์ม รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการป้องกันเชิงรุก การตรวจจับภัยคุกคาม การตรวจสอบและการตอบสนอง เช่น การปกป้องซอฟต์แวร์ แอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ให้รอดพ้นจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware), มัลแวร์สำหรับการขุดเหรียญและแบ็คดอร์ (Mining and Backdoor) และโทรจัน (Trojan) เพื่อลดปัญหาในการดำเนินงาน  นอกจากนี้ ในแง่ของสถาปัตยกรรม ศูนย์ความปลอดภัยของอาลีบาบา คลาวด์ ยังสามารถทำการตรวจสอบประเมินให้กับองค์กรธุรกิจ เพื่อปกป้องเซิร์ฟเวอร์ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ให้เป็นไปตามข้อกำหนดและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่สำคัญอื่น ๆ ที่บริษัทฯ ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยพร้อมกับดาต้าเซ็นเตอร์ ได้แก่ ระบบประมวลผลที่ยืดหยุ่น (elastic compute) บริการด้านดาต้าเบส ด้านเน็ตเวิร์ก และ สตอเรจ รวมถึงบริการสำหรับนักพัฒนา การส่งคอนเทนต์ และแอปพลิเคชันระดับองค์กรต่าง ๆ

ผลิตภัณฑ์ของอาลีบาบาคลาวด์ได้ผ่านการทดสอบความแข็งแกร่งของสมรรถนะ ทั้งนี้บริษัทวิเคราะห์ชั้นนำระดับโลก เช่น ไอดีซี[2] ระบุว่าผลิตภัณฑ์ CDN ของบริษัทฯ เป็นผู้เล่นรายสำคัญ ขณะที่เทคโนโลยีคอนเทนเนอร์ได้รับการจัดอันดับเป็น “ผู้นำ” โดยฟอเรสเตอร์[3]  ส่วนผลิตภัณฑ์ด้านดาต้าเบสของอาลีบาบาคลาวด์ได้รับการจัดอันดับเป็น “ผู้นำ” ในรายงาน Gartner Magic Quadrant[4] และการ์ทเนอร์[5] ยังรับรองความสามารถด้านคลาวด์ที่สำคัญของบริษัทฯ ทั้งในส่วนของระบบประมวลผล สตอเรจ เน็ตเวิร์ก และระบบรักษาความปลอดภัย ว่าอยู่ในระดับเทียบเท่าผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก

อาลีบาบา คลาวด์ ยังได้เพิ่มประสิทธิภาพให้กับการใช้เทคโนโลยีในประเทศ และนำความสามารถทางเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาในประเทศไทยผ่านการสนับสนุนของพันธมิตร ทั้งนี้ตั้งแต่บริษัทฯ เปิดตัวโปรแกรม Thailand Partner Alliance 100 เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว บริษัทฯ มีพันธมิตรมากกว่า 40 รายเข้าร่วมโครงการเพื่อทำธุรกิจและเติบโตไปด้วยกันกับอาลีบาบาคลาวด์ เช่น บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT), สมาคมฟินเทคประเทศไทย, ไฮคลาวด์ (HiCloud), บริษัท ที เอ็ม อี เอส จำกัด (TMES), ทรูไอดีซี (True IDC), ทรู ดิจิทัล อคาเดมี (True Digital Academy), เอสไอเอส (SIS) นอกจากการขายผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของบริษัทฯ แล้ว อาลีบาบา คลาวด์ยังจะทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อสร้างสรรค์โซลูชันใหม่ ๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจไทยอีกด้วย

นายดิเอโก หม่า ซีอีโอของไฮคลาวด์ กล่าวว่า “เราร่วมมือกับอาลีบาบา คลาวด์ นำเสนอโซลูชันระดับแนวหน้าของโลกให้กับลูกค้าไทย เพื่อให้ธุรกิจของลูกค้าเหล่านี้ได้ใช้คลาวด์เพิ่มขึ้น อาลีบาบา คลาวด์ พยายามสร้างระบบนิเวศในประเทศ โดยให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ มากมายกับเรา เช่น การฝึกอบรม การเสริมสร้างขีดความสามารถ และโอกาสทางการตลาดร่วมกัน เพื่อขยายการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ให้กับฐานลูกค้าที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น และช่วยลูกค้าของเราให้เปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลได้เร็วขึ้น”

ในแง่ของกลยุทธ์ อาลีบาบา คลาวด์ ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมสำคัญหลายกลุ่ม เช่น ธุรกิจค้าปลีกและโลจิสติกส์ การเงินและฟินเทค ความบันเทิงดิจิทัล และบริการภาครัฐ  ผลิตภัณฑ์และโซลูชันของอาลีบาบา คลาวด์ ที่รองรับอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้รับการพิสูจน์ประสิทธิภาพจากการใช้งานจริงของลูกค้าระดับโลก เช่น Singapore Post, Binangonan Rural Bank (ฟิลิปปินส์), Animal Logic (ออสเตรเลีย) และพันธมิตรระดับโลก เช่น Red Hat, Salesforce และ VMware

อาลีบาบา คลาวด์ ครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งด้านการให้บริการคลาวด์ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ตามข้อมูลจากไอดีซี และเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ที่สุด 3 อันดับสูงสุดเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ตามการจัดอันดับของการ์ทเนอร์  ปัจจุบันอาลีบาบา คลาวด์ เปิดให้บริการใน 84 เขตพื้นที่ใน 27 ภูมิภาคทั่วโลก และได้รับการรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลราว 80 รายการทั่วโลก โดยสามารถแก้ไขปัญหาช่องโหว่ของระบบมากกว่า 7.3 ล้านครั้งต่อปี

เพื่อรองรับการพัฒนาที่ยั่งยืน อาลีบาบา คลาวด์ ตั้งเป้าที่จะปรับปรุงดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกให้เปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดทั้งหมดภายในปี 2573  นอกจากนี้ อาลีบาบา กรุ๊ป ยังเข้าร่วมกลุ่มความร่วมมือ Low Carbon Patent Pledge เพื่อกระตุ้นการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และนับเป็นครั้งแรกที่บริษัทฯ เปิดให้มีการใช้งานสิทธิบัตรทางเทคโนโลยีประหยัดพลังงานของบริษัทฯ 9 ฉบับได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ