National ITMX และ Government Savings Bank คว้ารางวัล Red Hat APAC Innovation Awards 2024 ด้วยการเป็นผู้นำในการใช้โอเพ่นซอร์ส

National ITMX และ Government Savings Bank คว้ารางวัล Red Hat APAC Innovation Awards 2024 ด้วยการเป็นผู้นำในการใช้โอเพ่นซอร์ส

National ITMX และ Government Savings Bank คว้ารางวัล Red Hat APAC Innovation Awards 2024 ด้วยการเป็นผู้นำในการใช้โอเพ่นซอร์ส

องค์กรทั้งสองแห่งได้รับรางวัลจากความสำเร็จในการใช้โซลูชันของเร้ดแฮท ทรานส์ฟอร์มและสร้างนวัตกรรมให้องค์กรได้อย่างสร้างสรรค์

เร้ดแฮท ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันโอเพ่นซอร์สประกาศรายชื่อองค์กรที่ได้รับรางวัล Red Hat APAC Innovation Awards 2024 ประจำประเทศไทย โดยยกย่องความสำเร็จอันโดดเด่นของ บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด (National ITMX Co., Ltd) และธนาคารออมสิน (GSB) ในการใช้โซลูชันของเร้ดแฮทอย่างสร้างสรรค์ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง 

ในโลกธุรกิจที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยังคงมีพลังในการปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง และกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยโอกาสในการเติบโตของธุรกิจทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ขับเคลื่อนจากเศรษฐกิจที่มีพลวัต วัฒนธรรมที่หลากหลาย และฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ เทคโนโลยียังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดภูมิทัศน์ทางธุรกิจ ขับเคลื่อนการเติบโตและสนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรม

Red Hat APAC Innovation Awards ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Unlock what’s next” มอบรางวัลให้แก่ลูกค้าที่นำศักยภาพของเทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สไปใช้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงและสร้างนวัตกรรม โดยองค์กรที่ได้รับรางวัล เป็นองค์กรที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเอาชนะความท้าทายสองประการที่คู่กันมา คือ การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่เพิ่มสูงขึ้น และความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปพร้อม ๆ กันอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้มีองค์กร 31 แห่งจาก 11 ประเทศทั่วภูมิภาคได้รับรางวัล สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจในภูมิภาคประสบความสำเร็จในการนำโซลูชันของเร้ดแฮทมาใช้เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคต่าง ๆ และพัฒนาโซลูชันใหม่ ๆ ที่มีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

ผลสำรวจ Red Hat 2024 Global Tech Trends พบว่า ธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้ความสำคัญกับการลงทุนสามด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนาแอปพลิเคชันคลาวด์-เนทีฟ การยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลของผู้ใช้ และการเร่งกระบวนการนำเสนอแอปพลิเคชัน/บริการออกสู่ตลาด ผลสำรวจนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของโซลูชันที่เป็นนวัตกรรมที่ปรากฎอยู่ในประเภทของรางวัลห้าประเภทหลัก ที่สะท้อนถึงเทคโนโลยีโซลูชันและแนวทางที่จะช่วยเสริมศักยภาพให้องค์กรสามารถรับมือกับความท้าทายทางธุรกิจที่เผชิญอยู่ในปัจจุบันได้ ซึ่งประกอบด้วยรางวัลประเภท Digital Transformation (การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล), Hybrid Cloud Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐานไฮบริดคลาวด์), Cloud-Native Development (การพัฒนาคลาวด์-เนทีฟ), Automation (ระบบอัตโนมัติ), และ Resilience (ความยืดหยุ่น)

ผู้ชนะคัดเลือกจากองค์กรที่นำโซลูชันของเร้ดแฮทไปใช้และประสบความสำเร็จสูง และแสดงให้เห็นว่าความสำเร็จนั้นเป็นส่วนสำคัญต่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจขององค์กร องค์กรแต่ละแห่งล้วนแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สที่ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลง เช่น ทำให้เกิดกระบวนการทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพล้ำหน้า เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ส่งเสริมนวัตกรรม และเสริมสร้างความยืดหยุ่นเมื่อต้องเผชิญกับความท้าทายต่าง ๆ เรื่องราวความสำเร็จเหล่านี้ตอกย้ำบทบาทสำคัญของเร้ดแฮทที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับองค์กรทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ให้บรรลุการเติบโตที่เหนือชั้นผ่านการใช้โซลูชันโอเพ่นซอร์สอย่างมีกลยุทธ์

ประเภทรางวัล: Digital Transformation และ Cloud-native Development

ผู้ได้รับรางวัล: บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด (National ITMX Co., Ltd)

บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด (NITMX)  ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินของประเทศ โดยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีการชำระเงินเพื่อให้ระบบการชำระเงินและบริการทางการเงินของประเทศให้เกิดความทั่วถึง (Inclusive) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Efficient) รวมถึงมีเสถียรภาพ (Stability) เพื่อให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตและเพิ่มศักยภาพของประเทศในการแข่งขันระดับสากล

ปัจจุบันการโอนเงินและชำระเงินแบบดิจิทัลกลายเป็นทางเลือกหลักของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ บทบาทของ National ITMX จึงมีความสำคัญในการสนับสนุน Thailand’s National e-Payment Roadmap บริษัทมุ่งมั่นและให้ความสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับปริมาณธุรกรรม (Scalability), การเชื่อมต่อระบบ (Interoperability), และความปลอดภัย (Security) เพื่อสร้างระบบการเงินที่แข็งแกร่งและไร้รอยต่อ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก

ด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็วของ PromptPay ซึ่งมีจำนวนผู้ใช้งานและปริมาณธุรกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับปริมาณธุรกรรมจำนวนมาก, ความเสถียรของระบบ และการเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ จึงกลายเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด (NITMX) ได้ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินใหม่ โดยร่วมมือกับเร้ดแฮท เพื่อนำ Red Hat OpenShift Container Platform, Red Hat Enterprise Linux และ Red Hat Ansible Automation Platform มาใช้เป็นเทคโนโลยีหลัก การนำเทคโนโลยีคอนเทนเนอร์ (Containerization) ระบบอัตโนมัติ (Automation) และซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สระดับองค์กรมาใช้ ช่วยเสริมสร้างความสามารถของระบบ PromptPay ให้มีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และสามารถรองรับปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยการพัฒนาดังกล่าวช่วยให้ระบบ PromptPay สามารถยกระดับการทำงานร่วมกับสถาบันการเงินและเครือข่ายการชำระเงินได้อย่างไร้รอยต่อ ตลอดจนสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการชำระเงินดิจิทัลและนวัตกรรมทางเศรษฐกิจในระดับสากล

ประเภทรางวัล: Digital Transformation และ Cloud-native Development

ผู้ได้รับรางวัล: ธนาคารออมสิน (GSB)

ธนาคารออมสิน เป็นธนาคารเพื่อสังคมที่มีวัตถุประสงค์หลักสองประการ คือ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างการเข้าถึงแหล่งทุนที่เป็นธรรม ด้วยการนำกำไรจากการดำเนินกิจการเชิงพาณิชย์ไปสนับสนุนภารกิจเพื่อสังคม ปัจจุบันธนาคารมีฐานลูกค้ามากกว่า 26 ล้านบัญชี และยังคงมุ่งมั่นปรับภาพลักษณ์และพัฒนาบริการให้ทันสมัยเพื่อตอบสนองความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าทุกกลุ่ม ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงในการเปิดตัวบริการทางการเงินใหม่ ๆ เพื่อขยายฐานลูกค้าและเพิ่มรายได้ ธนาคารออมสิน เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการเดินหน้าสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล (Digital Transformation)

ธนาคารออมสินได้ร่วมมือกับเร้ดแฮทเพื่อทรานส์ฟอร์มทีมพัฒนาแอปพลิเคชันของธนาคารฯ ผ่าน Red Hat Open Innovation Labs residency โดยใช้พัฒนาโครงการนำร่องด้านบริการสินเชื่อ ส่งผลให้ปัจจุบันลูกค้าสินเชื่อของธนาคารฯ สามารถลงทะเบียนขอสินเชื่อ และตรวจสอบวงเงินที่สามารถขอสินเชื่อได้ ผ่านแพลตฟอร์ม Online Lending Advisor ในสาขาที่กำหนด หรือผ่านทางแอปพลิเคชันบนมือถือ GSB MyMo แทนกระบวนการแบบเดิมที่ต้องดำเนินการด้วยตนเอง ซึ่งมักจะต้องผ่านขั้นตอนคัดกรองเบื้องต้นที่สาขาและใช้ระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์หรือมากกว่านั้น การดำเนินการดังกล่าว ช่วยให้กระบวนการพัฒนาแอปพลิเคชันทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับแอปพลิเคชันโมโนลิธิก (Monolithic) แบบเดิมที่เคยใช้ ทำให้ธนาคารสามารถนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ทีมพัฒนาแอปพลิเคชันภายในองค์กรของธนาคารออมสิน ยังได้นำวัฒนธรรม DevOps มาใช้ ซึ่งช่วยส่งเสริมการทำงานร่วมกันภายในทีม เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนแนวคิดและทักษะระหว่างสมาชิกในทีม เพื่อสร้างแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์และส่งสู่ตลาดได้ในเวลาที่เหมาะสม

คำกล่าวสนับสนุน

มาร์เจ็ต แอนดรีซ รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป เร้ดแฮท เอเชียแปซิฟิก

“แม้จะเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนในปี 2024 เร้ดแฮทได้เห็นความสำเร็จอันโดดเด่นและน่าทึ่งที่ลูกค้าของเราบรรลุได้ ในปีนี้เราต้องการเน้นย้ำถึงความก้าวหน้าทางนวัตกรรมขององค์กรเหล่านี้ในงาน Red Hat APAC Innovation Awards 2024 ที่พวกเขาได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อขับเคลื่อนแผนงานทางธุรกิจ และโอเพ่นซอร์สยังคงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรค้นพบสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปและปูทางสู่ความสำเร็จด้วยเครื่องมือและความเชี่ยวชาญที่ถูกต้องเหมาะสม”

นายนิวัฒน์ กัณวเศรษฐ์, Senior Assistant Managing Director Platform Ops BU, National ITMX Co., Ltd.

“ปัจจุบัน PromptPay มีผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนแล้วจำนวน 80.37 ล้านราย (ข้อมูล ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568) และในปีที่ผ่านมา มีการประมวลผลแบบเรียลไทม์มากกว่า 23,000 ล้านรายการต่อวินาที ผ่านทั้งการโอนเงิน (Credit Transfer) และการสแกน QR Code เพื่อชำระเงิน โดยเร้ดแฮทมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ PromptPay สามารถเพิ่มขีดความสามารถของระบบ (Scalability) ปรับปรุงประสิทธิภาพ (Efficiency) และเพิ่มความเร็วในการเชื่อมต่อ (Integration Speed) เพื่อรองรับการชำระเงินผ่าน QR Code ภายในประเทศและต่างประเทศ การพัฒนาดังกล่าวช่วยให้ PromptPay สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้นแก่ผู้ใช้งานและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบการชำระเงินของไทย”

นายมานะ ทรวงทองหลาง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ

“การปรับองค์กรให้ทันสมัยเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า เป็นความสำคัญอันดับแรกของธนาคารออมสิน เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะให้ลูกค้าและประชาชนได้มีโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงินและแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยที่เป็นธรรมในระบบ ซึ่ง Red Hat OpenShift ช่วยให้เราพัฒนาและผลิตแอปพลิเคชันได้ภายในสามเดือนแทนที่จะเป็นหนึ่งปีเหมือนในอดีต เร้ดแฮทช่วยให้เราสามารถให้บริการธุรกรรมลูกค้าจำนวนมากได้อย่างมั่นใจ พร้อมความคล่องตัวทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น และเราหวังว่าความสำเร็จของทีมเราจะจุดประกายให้ทีมอื่น ๆ เริ่มต้นเส้นทางการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล”

Alibaba Cloud Open Sources its AI Models for Video Generation

Alibaba Cloud Launches Carbon Management Solution

Alibaba Cloud Open Sources its AI Models for Video Generation

Alibaba Cloud, the digital technology and intelligence backbone of Alibaba Group, recently made its AI models for video generation freely available as part of its latest efforts to contribute to the open-source community.

It is open sourcing four models of its 14 – billion(B)-parameter and 1.3 – billion(B)-parameter versions of Wan2.1 series, the latest iteration of its video foundation model Tongyi Wanxiang (Wan).

The four models, including T2V-14B, T2V-1.3B, I2V-14B-720P, and I2V-14B-480P, are designed to generate high-quality images and videos from text and image inputs. They are available for download on Alibaba Cloud’s AI model community, Model Scope, and the collaborative AI platform Hugging Face, accessible to academics, researchers, and commercial institutions worldwide. Within a week of their launch, the combined downloads of the four Wan2.1 open-source models on ModelScope and Hugging Face exceeded 1 million.

Unveiled earlier this year, Wan2.1 series is the first video generation model to support text effects in both Chinese and English. It excels at generating realistic visuals by accurately handling complex movements, enhancing pixel quality, adhering to physical principles, and optimizing the precision of instruction execution. Its precision in following instructions has propelled Wan2.1 to the top of the VBench leaderboard, a comprehensive benchmark suite for video generative models.

According to VBench, the Wan2.1 series, with an overall score of 86.22%, leads in key dimensions such as dynamic degree, spatial relationships, color, and multi-object interactions

Training video foundation models requires immense computing resources and vast amounts of high-quality training data. Open access helps lower the barrier for more businesses to leverage AI, enabling them to create high-quality visual content tailored to their needs in a cost-effective way.

The T2V-14B model is better suited for creating high-quality visuals with substantial motion dynamics, while the T2V-1.3B model strikes a balance between generation quality and computational power, making it ideal for a broad range of developers conducting secondary development and academic research. For example, the T2V-1.3B model allows users with standard personal laptops to generate a 5-second-long video at 480p resolution in as little as around 4 minutes.

In addition to supporting text-to-video generation, the I2V-14B-720P and I2V-14B-480P models also offer image-to-video capabilities. Users simply need to input a single image along with a brief text description to generate dynamic video content. The platform supports normal-sized image inputs of any dimensions.

Alibaba Cloud was one of the first major global tech companies to make its self-developed large-scale AI model open-source, releasing its first open-model Qwen (Qwen-7B) in August 2023. Qwen open-models have consistently topped the Hugging Face Open LLM Leaderboards, with performances matching that of leading global AI models across various benchmarks.

As of now, more than 100,000 derivative models based on the Qwen family of models have been developed on Hugging Face, making it one of the largest AI model families worldwide.

อาลีบาบา คลาวด์ เปิดโอเพ่นซอร์ส โมเดล AI สำหรับการสร้างวิดีโอ

Alibaba Cloud Launches Carbon Management Solution

อาลีบาบา คลาวด์ เปิดโอเพ่นซอร์ส โมเดล AI สำหรับการสร้างวิดีโอ

อาลีบาบา คลาวด์ ธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป เปิดให้ใช้งานโมเดล AI สำหรับการสร้างวิดีโอโดยไม่มีค่าใช้จ่าย นับเป็นหนึ่งในความมุ่งมั่นครั้งล่าสุด ของบริษัทฯ ในการสนับสนุนชุมชนโอเพ่นซอร์ส

โมเดลโอเพ่นซอร์สมีสี่โมเดลที่อยู่ในกลุ่ม Wan2.1 series ประกอบด้วยเวอร์ชันขนาด 14-พันล้านพารามิเตอร์ และ 1.3-พันล้านพารามิเตอร์ ทั้งนี้ Wan2.1 series เป็นรุ่นล่าสุดของ Tongyi Wanxiang (Wan) ซึ่งเป็นโมเดลวิดีโอพื้นฐานของบริษัทฯ

โมเดลทั้ง 4 ประกอบด้วย T2V-14B, T2V-1.3B, I2V-14B-720P และ I2V-14B-480P ออกแบบมาเพื่อสร้างภาพและวิดีโอคุณภาพสูงจากการอินพุทข้อความและรูปภาพ เปิดให้ดาวน์โหลดได้บน Model Scope ซึ่งเป็นชุมชนด้านโมเดล AI ของอาลีบาบา คลาวด์ และบนแพลตฟอร์ม Hugging Face ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการทำงานด้าน AI ที่เปิดให้นักวิชาการ นักวิจัย และสถาบันเชิงพาณิชย์ทั่วโลกทำงานร่วมกัน ทั้งนี้ภายในสัปดาห์แรกที่เปิดตัว โมเดล Wan2.1 ทั้งสี่รุ่น มียอดดาวน์โหลดรวมบน ModelScope และ Hugging Face ทะลุเกิน 1 ล้านครั้งแล้ว

Wan2.1 เป็นโมเดลสร้างวิดีโอรุ่นแรกที่รองรับการปรับเปลี่ยนข้อความทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษที่เปิดตัวเมื่อต้นปี 2568 มีความสามารถเป็นเลิศในการสร้างภาพที่สมจริง โดยสามารถจัดการการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนได้อย่างแม่นยำ เพิ่มคุณภาพพิกเซล ดำเนินการตามหลักการทางกายภาพ และปรับความแม่นยำของการทำตามคำสั่งให้เหมาะสม ความแม่นยำในการทำตามคำสั่งต่าง ๆ ทำให้ Wan2.1 ก้าวขึ้นไปอยู่ในลำดับต้น ๆ ของ VBench leaderboard ซึ่งเป็นชุดเกณฑ์มาตรฐานด้านโมเดลการสร้างวิดีโอที่ครอบคลุม

คะแนนรวมของ Wan2.1 บน VBench อยู่ที่ 86.22% เป็นผู้นำในมิติสำคัญต่าง ๆ เช่น ระดับความเคลื่อนไหว ความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ ความถูกต้องของสี และการจัดความสัมพันธ์ของอ็อบเจกต์หลายรายการ

การเทรนโมเดลพื้นฐานที่ใช้สร้างวิดีโอต่าง ๆ ต้องใช้ทรัพยากรการประมวลผลจำนวนมหาศาล และต้องมีข้อมูลที่จะใช้เทรนที่มีคุณภาพสูงจำนวนมาก การเปิดให้เข้าใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายช่วยลดอุปสรรค และทำให้ธุรกิจต่าง ๆ ใช้ประโยชน์จาก AI ได้มากขึ้น สามารถสร้างภาพที่มีคุณภาพสูงและปรับให้ตรงกับความต้องการของตนได้ด้วยค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม

โมเดล T2V-14B เหมาะกับการสร้างภาพคุณภาพสูงที่มีไดนามิกของการเคลื่อนไหวสูง ในขณะที่โมเดล T2V-1.3B มีความสมดุลระหว่างคุณภาพในการสร้างภาพและพลังการประมวลผล จึงเหมาะสำหรับนักพัฒนาในวงกว้างที่ทำการพัฒนาต่อยอดจากของเดิม (secondary development) และการวิจัยทางวิชาการ เช่น โมเดล T2V-1.3B ช่วยให้ผู้ใช้งานใช้แล็ปท็อปส่วนตัวสร้างวิดีโอความยาว 5 วินาที ด้วยความละเอียดที่ 489p ได้ในเวลาเพียงประมาณ 4 นาที

นอกจากรองรับการแปลงข้อความเป็นวิดีโอแล้ว โมเดล I2V-14B-720P และ I2V-14B-480P ยังสามารถแปลงภาพเป็นวิดีโอได้ด้วย โดยผู้ใช้เพียงอินพุตภาพหนึ่งภาพพร้อมคำอธิบายเป็นข้อความสั้น ๆ เพื่อสร้างเนื้อหาวิดีโอเคลื่อนไหวได้ แพลตฟอร์มนี้รองรับการอินพุตภาพขนาดปกติได้ทุกมิติ

อาลีบาบา คลาวด์ เป็นหนึ่งในบริษัทด้านเทคโนโลยีรายใหญ่ของโลกรายแรก ๆ ที่เปิดโอเพ่นซอร์สโมเดล AI ขนาดใหญ่ที่บริษัทฯ พัฒนาขึ้นเอง โดยเปิดโอเพ่นโมเดล Qwen (Qwen-7B) เป็นครั้งแรกในเดือนสิงหาคม 2566 ทั้งนี้ Hugging Face Open LLM Leaderboards จัดให้โมเดลแบบเปิดของ Qwen อยู่ในอันดับสูงในเกณฑ์มาตรฐานการวัดประสิทธิภาพด้านต่าง ๆ มาโดยตลอด ด้วยประสิทธิภาพที่เทียบเท่ากับโมเดล AI ชั้นนำของโลก

ปัจจุบัน มีการพัฒนาโมเดลอนุพันธ์มากกว่า 100,000 รายการจากโมเดลในตระกูล Qwen บน Hugging Face ทำให้ Qwen เป็นหนึ่งในตระกูลโมเดล AI ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Navigating the new normal of constant innovation with AI use cases

Navigating the new normal of constant innovation with AI use cases

Navigating the new normal of constant innovation with AI use cases

Supannee Amnajmongkol, Country Manager, Red Hat (Thailand)
Article by Supannee Amnajmongkol, Country Manager, Red Hat (Thailand)

Artificial intelligence (AI) has moved from speculative fiction to everyday reality seemingly overnight. Anywhere we look, there are companies promoting their latest AI and machine learning (ML) products or features, ranging from text generators to chatbots to automated podcast editors and everything else under the sun. AI is suddenly everywhere, and it is arguably the most significant technological advancement we’ve seen since the birth of the internet.

But according to some estimates, over 80 percent of AI projects fail, demonstrating a clear disconnect between how people and organizations think about AI and ML and how they’re approaching this new era of innovation.

So, how can we best avoid this fate? How can we reduce the risk of AI project failure in our business

What to do before we launch an AI project

AI projects are similar to other technology projects, and are more likely to be successful if we:

  • Understand AI’s strengths and weaknesses
  • Align AI use cases with strategic business goals
  • Look at other AI in business examples
  • Put together a cross-functional AI team
  • Evaluate our organization’s AI readiness
  • Develop a culture of innovation

Starting with these can help set our AI app development projects up for success. Let’s go over each of these in more detail.

Understand AI’s strengths and weaknesses

Generative AI (gen AI) is incredibly good at sounding like it knows what it’s talking about, but it simply doesn’t. Gen AI applications have no understanding of the content they create. They’re not really “intelligent,” so much as they are very, very advanced autocomplete apps that, based on their training, can recognize and mimic language patterns and word associations.

Since they sound so convincing, it’s very easy to believe that gen AI applications are capable of advanced and complex tasks. This can lead to AI projects that fail because the tasks they are asked to complete are simply more than the AI technology can currently handle.

So, before we embark on our first gen AI app development project, it’s important to understand the strengths and weaknesses of current gen AI technology.

Gen AI strengths and weaknesses

Some of the things gen AI excels at include:

  • Processing vast quantities of data
  • Analyzing that data
  • Reformatting text
  • Automating simple, repetitive tasks
  • Retrieving and summarizing information
  • Matching and identifying patterns
  • Classifying information
  • Acting as a brainstorming aid

As for weaknesses, gen AI:

  • Is incapable of actual thinking or reasoning
  • Is unable to recognize or understand context without specific prompting
  • Cannot execute complex actions
  • Doesn’t know what it doesn’t know, so tends to generate hallucinations or misinformation
  • Is incapable of producing original work
  • Lacks any form of creativity or creative thinking
  • Doesn’t have any concept of ethics or empathy

Current gen AI applications are similar to automation tools in that they are best suited to handling mundane and repetitive tasks at scale, freeing up people and teams to spend their time and energy on more complex, creative and innovative work.

Align AI use cases with strategic goals

In spite of the hype, AI isn’t going to solve all of our problems and is still very limited in what it can actually do. We’re going to have to bring possible applications for AI down to a practical level and spend some time looking at how AI can realistically fit into our existing business strategies.

In the end, the AI applications we develop aren’t what our customers are going to see or be talking about—the AI will be hidden behind the scenes as largely invisible components of our applications, services and processes.

What our customers will see are applications that are smarter, services that are easier to use, and processes that are more efficient. The AI components allow we to infuse our organization’s data, knowledge and expertise into our products and services to give our customers a better and more consistent experience across the board.

When we’re just getting started, consider prioritizing AI use cases that will deliver value in the near term, such as improving teams’ productivity, or optimizing support services and personalization for existing or returning customers. Avoid use cases that are central to core business until we are comfortable with AI and the data we are feeding into it.

Look at other AI in business examples

Organizations across a vast array of industries are successfully using AI in innovative and impactful ways that may serve as inspiration for our AI use cases and experiments. Many of these are helping improve efficiency, providing better customer experiences and facilitating better and faster decision-making, among other things.

Some recent examples include:

  • Retailers are using AI to generate personalized recommendations for returning customers, improve and optimize their supply chains.
  • IT support organizations are using AI to help categorize support tickets and identify and (automatically!) resolve recurring issues.
  • Software developers are using AI-powered coding assistants to be more efficient, reducing rote work so they can spend more time focusing on higher-value tasks.
  • Manufacturers have started using AI to help predict equipment failures and optimize production schedules.
  • Financial institutions are using AI to detect fraudulent transactions and predict stock market trends.
  • Healthcare organizations are using AI to help design new drug molecules, create personalized health reports and improve diagnostic processes.
  • E-commerce sites and online marketplaces are using gen AI to power customer support and sales chatbots.

As we read about and research other examples of AI use cases, we’ll run across some that are (often significantly) more advanced than others, but we’ll eventually develop a sense of what’s possible with current gen AI technologies.

Build a cross-functional AI team

Like most tech projects, AI projects will require expertise from across the breadth of our organization, including:

  • Data science and analytics
  • IT/engineering
  • Application development
  • Data management
  • Business strategy
  • User research
  • Marketing and communications
  • Legal/Compliance
  • Other domain experts as needed

By bringing interested participants together from these different disciplines, our team will be armed with an array of perspectives, experience and opinions. This Center of Excellence will help make sure that potential AI use cases are both technically feasible and remain aligned with our organization’s strategic goals.

Cross-functional teams also encourage collaboration between people and teams that might not normally interact regularly, better promoting the free flow of ideas, insights and expertise.

Evaluate our organization’s AI readiness

There’s little point in devising potential gen AI app development projects if our organization is lacking in terms of talent, data or infrastructure.

Your new cross-functional AI team will be able to help we determine our current ability to incorporate AI into our products, as many will have clearer or deeper insights into their specific organization’s strengths and weaknesses.

If there are clear weaknesses identified, this will help we prioritize investments in infrastructure, data development and training.

Develop a culture of innovation

The era of AI is really just in its earliest stages, and our first few experiments and use cases will be just the beginning. Developing a culture of innovation in our organization will help us prepare for the disruptive potential AI will bring in both the short- and long-term.

There is no shortage of advice about how to shift our organizational culture to be more innovative, though here are three ways to get started:

1) Cultivate a spirit of experimentation

Innovation requires experimentation, and constant innovation requires constant experimentation. While it’s a certainty that the vast majority of innovation experiments will fail, those occasional successes can make it all worthwhile. And the more successes we rack up, the more innovative our organization will become. Over the long term, continually running a large number of experiments (ideally that build on each other over time) can potentially net we a significant competitive advantage.

While shifting culture can be slow and complicated, there are some fairly straightforward ways to encourage more experimentation in our organization:

  • Set clear goals and objectives: Be clear and concrete about what we want to achieve, and attach metrics wherever possible. For example, “Increase article conversion rate by 15% over the next 6 months” will give a team something specific to focus on. Objectives should be achievable but challenging.
  • Cultivate curiosity: Encourage people to continually think about how things could be better, simpler, easier or more efficient. And give them the time and space to explore new ideas when they emerge.
  • Embrace failure: As the saying goes, “Fail fast, learn faster.” And celebrate failures—we learn something even through failed experiments and each brings we one step closer to an innovation breakthrough.
  • Measure everything: There’s no experimentation without measurement. If we have no clearly established metrics in place, there’s little point in running an experiment. Measure everything and gather as much data as possible. Another saying applies here, “You can’t change what we don’t measure.”
  • Establish a data-first mindset: Having data is one thing, but it’s only useful if we actually look at it. Consider having regular meetings to go over our data, to discuss what it means, to explore interesting insights, and to encourage connections and inspiration. Also, if an experiment is sound and the data is good, the experiment results should overrule any individual opinions on a matter. This isn’t always possible, of course, but data should normally rule the day.
  • Lead by example: Reward (reasonable) risk taking. Celebrate failures as learning opportunities. Encourage curiosity. And, of course, always reward and celebrate the successes.

2) Foster a culture of continuous learning

Establishing a culture of continuous learning will help increase the level and scope of innovation in our organization. A spirit of experimentation is also more likely to thrive when people and teams are motivated to be open-minded, self-driven learners.

Continuous learning opportunities can come in a wide variety of shapes and sizes, including:

  • Regular, peer-led masterclasses
  • Paid access to microlearning platforms
  • Peer coaching and “lunch and learn” sessions
  • Workshops or lectures led by external experts

3) Invest in talent development

More formal investment in talent development will also help develop a culture of innovation in our organizations. Where possible, enable teams to:

  • Take courses in emerging technologies
  • Attend workshops, webinars and conferences
  • Engage in training programs
  • Participate in formal mentoring programs
  • Take advantage of other upskilling opportunities

This sort of in-house talent investment will help our people advance their careers, stay motivated and engaged and explore new interests, all towards increasing their contributions within our organization as a whole.

With this, you should be pretty well situated for embarking on your first AI app development project.

ก้าวสู่ ‘ความปกติใหม่’ ของการสร้างนวัตกรรมต่อเนื่อง ด้วยการใช้ AI เสริมการทำงานด้านต่าง ๆ

ก้าวสู่ 'ความปกติใหม่' ของการสร้างนวัตกรรมต่อเนื่อง ด้วยการใช้ AI เสริมการทำงานด้านต่าง ๆ

ก้าวสู่ 'ความปกติใหม่' ของการสร้างนวัตกรรมต่อเนื่อง ด้วยการใช้ AI เสริมการทำงานด้านต่าง ๆ

สุพรรณี อำนาจมงคล ผู้จัดการประจำประเทศไทย เร้ดแฮท
บทความโดย สุพรรณี อำนาจมงคล ผู้จัดการประจำประเทศไทย เร้ดแฮท

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ก้าวข้ามจากจินตนาการในนิยายมาสู่ความเป็นจริงในชีวิตประจำวันและเข้ามามีบทบาททุกหนแห่งในชั่วข้ามคืน และนับเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดนับตั้งแต่มีอินเทอร์เน็ต อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการประเมินพบว่าโปรเจกต์ AI มากกว่า 80% ต้องเผชิญกับความล้มเหลว นั่นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความไม่สอดคล้องกัน ระหว่างแนวคิดของผู้คนและองค์กรเกี่ยวกับ AI และ ML กับแนวทางที่ผู้คนและองค์กรเหล่านั้นใช้ในการก้าวสู่ยุคแห่งนวัตกรรม หากเป็นเช่นนั้น องค์กรจะหลีกเลี่ยงความล้มเหลวและลดความเสี่ยงในการทำโปรเจกต์ AI ได้อย่างไร

สิ่งที่ควรทำก่อนเริ่มโปรเจกต์ AI ที่ประสบความสำเร็จ

  • ทำความเข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนของ AI
  • วางแนวทางการใช้งาน AI ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ด้านเป้าหมายของธุรกิจ
  • ศึกษาการใช้ AI จากธุรกิจอื่น ๆ
  • รวบรวมทีม AI จากบุคลากรที่อยู่ในสายงานต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน
  • ประเมินความพร้อมด้าน AI ภายในองค์กร
  • พัฒนาวัฒนธรรมองค์กรด้านนวัตกรรม

ทำความเข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนของ AI

เรามักเข้าใจกันว่า Generative AI (gen AI) เก่งมาก รอบรู้ไปทุกเรื่อง และเข้าใจความหมายของ    คอนเทนต์ที่ตัวเองสร้างขึ้น แต่ในความจริงแล้วแอปพลิเคชัน gen AI ไม่ได้เข้าใจคอนเทนต์ที่สร้างขึ้นมา และไม่ได้ “ฉลาด” อย่างที่เข้าใจกัน เพราะเป็นเพียงแอปเติมข้อความอัตโนมัติ (autocomplete apps) ที่มีความสามารถสูงในการจดจำและเลียนแบบรูปแบบภาษา รวมถึงการเชื่อมโยงคำต่าง ๆ โดยอาศัยการประมวลผลจากข้อมูลที่มี ซึ่งล้วนต้องพึ่งพาการฝึกฝนจากคน

ด้วยความสามารถที่ดูน่าเชื่อถือ จึงง่ายที่จะเชื่อว่า gen AI มีความสามารถในการทำงานที่ซับซ้อนและงานที่ล้ำหน้าต่าง ๆ ได้ ความเชื่อเช่นนี้อาจนำไปสู่ความล้มเหลวได้ หากงานที่ gen AI ได้รับมอบหมายนั้นเกินขีดความสามารถของเทคโนโลยี AI ในปัจจุบัน

ดังนั้น ก่อนที่เริ่มต้นโปรเจกต์พัฒนา gen AI สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือต้องเข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนของเทคโนโลยี AI ในปัจจุบัน

จุดแข็งและจุดอ่อนของ gen AI

สิ่งที่ gen AI ทำได้ดี:

  • การประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล
  • การวิเคราะห์ข้อมูล
  • การจัดรูปแบบข้อความใหม่
  • ทำงานที่ง่ายและต้องทำซ้ำ ๆ ได้โดยอัตโนมัติ
  • การดึงและสรุปข้อมูล
  • การจับคู่และระบุรูปแบบ
  • การจำแนกข้อมูล
  • ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยในการระดมความคิด

จุดอ่อนของ gen AI:

  • ไม่สามารถคิดหรือให้เหตุผลได้จริง
  • ไม่สามารถเข้าใจบริบทได้เองโดยไม่มีการระบุคำสั่งที่ชัดเจน
  • ไม่สามารถทำงานที่มีความซับซ้อนได้
  • ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไรบ้าง จึงมีแนวโน้มที่จะสร้างภาพหลอนหรือการตีความข้อมูลและให้ข้อมูลที่ผิดพลาด
  • ไม่สามารถผลิตผลงานที่เป็นต้นฉบับได้
  • ขาดความสามารถในการสร้างสรรค์และการคิดเชิงสร้างสรรค์ในทุกมิติ
  • ไม่มีพื้นฐานความเข้าใจด้านจริยะธรรมและความเอื้ออาทร

ปัจจุบันแอปพลิเคชัน gen AI เป็นเหมือนเครื่องประมวลผลอัตโนมัติที่เหมาะกับการจัดการงานประจำ และงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ ในปริมาณมาก ๆ ช่วยให้บุคลากรและทีมงานใช้เวลาและนำความกระตือรือร้นไปใช้จัดการงานที่ซับซ้อน งานสร้างสรรค์ และการพัฒนานวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วางแนวทางการใช้ AI ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของธุรกิจ

แม้ว่า AI จะได้รับความสนใจอย่างมาก แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในการใช้งานจริง และไม่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้ องค์กรจึงต้องพิจารณานำ AI มาใช้ให้สอดคล้องอย่างแท้จริงกับกลยุทธ์ทางธุรกิจที่มีอยู่

สุดท้ายแล้ว แอปพลิเคชัน AI ที่องค์กรพัฒนาขึ้นจะทำงานอยู่เบื้องหลัง เป็นองค์ประกอบที่แทบมองไม่เห็นในแอปพลิเคชัน บริการ และกระบวนการต่าง ๆ ผู้ใช้งานหรือลูกค้าจะไม่รับรู้ถึงการทำงานของ AI โดยตรง

สิ่งที่ลูกค้าสัมผัสได้คือแอปพลิเคชันที่ฉลาดขึ้น บริการที่ใช้งานง่ายขึ้น และกระบวนการที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น องค์ประกอบต่าง ๆ ของ AI จะช่วยให้องค์กรประมวลข้อมูล ความรู้ และความเชี่ยวชาญขององค์กรใส่เข้าไปในผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีขึ้นและสอดคล้องกันมากขึ้นในทุกด้านให้กับลูกค้า

องค์กรที่เพิ่งเริ่มต้นใช้ AI ต้องจัดลำดับความสำคัญว่าจะนำ AI ไปใช้งาน ณ จุดใด จึงจะได้รับประโยชน์ในระยะเวลาอันใกล้ เช่น นำไปใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีม หรือปรับปรุงบริการและปรับบริการให้เหมาะกับลูกค้ารายบุคคล ทั้งที่เป็นลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าที่ห่างหายไปและกลับมาเป็นลูกค้าอีกครั้ง หลีกเลี่ยงการนำ AI ไปใช้กับกระบวนการหลักทางธุรกิจ จนกว่าจะมีความเข้าใจการทำงานของ AI และแน่ใจว่าข้อมูลที่องค์กรป้อนให้ AI มีความเพียงพอ

ศึกษาตัวอย่างการใช้ AI จากธุรกิจอื่น ๆ

องค์กรในหลากหลายอุตสาหกรรมกำลังใช้ AI อย่างสร้างสรรค์และเกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน ซึ่งอาจเป็นแรงบันดาลใจสำหรับแนวทางการนำ AI ไปประยุกต์ใช้และทดลองในองค์กรของคุณ หลายกรณีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า และช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น

  • ธุรกิจค้าปลีก ใช้ AI เพื่อสร้างระบบแนะนำสินค้าที่ตรงใจลูกค้าแต่ละรายเพื่อดึงลูกค้าเก่ากลับมา ช่วยวิเคราะห์และปรับปรุงการจัดวางสินค้าให้ดึงดูดผู้ซื้อ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพด้านซัพพลายเชนของธุรกิจ
  • องค์กรที่ให้การสนับสนุนด้านไอที นำ AI มาช่วยกระบวนการคัดแยกและจัดหมวดหมู่คำถามที่ลูกค้าส่งเข้ามา ระบุและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ โดยอัตโนมัติ
  • นักพัฒนาซอฟต์แวร์ ใช้ AI เป็นผู้ช่วยในการเขียนโค้ด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ ช่วยให้มีเวลาทุ่มเทกับงานที่มีมูลค่าสูงกว่า
  • ผู้ผลิต เริ่มใช้ AI คาดการณ์ความผิดพลาดของเครื่องจักรและอุปกรณ์ และปรับตารางการผลิตให้เหมาะสม
  • สถาบันการเงิน ใช้ AI ตรวจจับธุรกรรมฉ้อโกงและคาดการณ์แนวโน้มตลาดหุ้น
  • องค์กรด้านสาธารณสุข ใช้ AI ช่วยออกแบบโมเลกุลยาใหม่ สร้างรายงานสุขภาพส่วนบุคคลและปรับปรุงกระบวนการวินิจฉัย
  • อี-คอมเมิร์ซ ธุรกิจออนไลน์และมาร์เก็ตเพลสใช้ gen AI พัฒนาแชทบอทอัตโนมัติ สำหรับงานบริการลูกค้าและการขาย

จัดตั้งทีม AI จากบุคลากรข้ามสายงาน

การพัฒนาโปรเจกต์ AI จำเป็นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและความรู้ด้านต่าง ๆ จากทุกภาคส่วนขององค์กร ดังนี้

  • วิทยาศาสตร์ข้อมูลและการวิเคราะห์
  • ไอที/วิศวกรรม
  • การพัฒนาแอปพลิเคชัน
  • การจัดการข้อมูล
  • กลยุทธ์ทางธุรกิจ
  • การวิจัยผู้ใช้
  • การตลาดและการสื่อสาร
  • กฎหมาย/ข้อกำหนด
  • ผู้เชี่ยวชาญด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ทีมที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา จะมีมุมมอง ประสบการณ์ และความคิดเห็นที่หลากหลายที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ศูนย์ความเป็นเลิศนี้จะช่วยให้แน่ใจว่าการใช้ศักยภาพของ AI ในงานด้านต่าง ๆ นั้น จะสอดคล้องกับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ขององค์กร และมีความเป็นไปได้ในเชิงเทคนิค

ทีม AI ข้ามสายงานยังช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างบุคลากรและทีมต่าง ๆ ที่ปกติแล้วอาจจะไม่ค่อยได้มีปฏิสัมพันธ์กัน ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนแนวคิด ข้อมูลเชิงลึก และความเชี่ยวชาญได้ดียิ่งขึ้น

ประเมินความพร้อมด้าน AI ขององค์กร

การพัฒนาโปรเจกต์ gen AI จะไม่ได้ผล หากองค์กรยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ข้อมูล หรือโครงสร้างพื้นฐาน ทีม AI ที่ประกอบด้วยบุคลากรที่มาจากสายงานต่าง ๆ จะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าจะนำ AI เข้ามาใช้กับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ขององค์กรได้มากน้อยเพียงใด เพราะแต่ละคนต่างมีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับจุดแข็งและจุดอ่อนที่ชัดเจน เมื่อสามารถระบุจุดอ่อนที่ชัดแจนได้ องค์กรก็สามารถจัดลำดับความสำคัญในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการพัฒนาและการฝึกฝน AI ได้อย่างเหมาะสม

พัฒนาวัฒนธรรมองค์กรในเชิงสร้างสรรค์สิ่งใหม่

ยุคของ AI เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น การเริ่มทดลองและนำไปใช้งานขององค์กร เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น การสร้างวัฒนธรรมเชิงนวัตกรรมในองค์กรจะช่วยให้องค์กรพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ AI จะนำมา ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว มีคำแนะนำมากมายเกี่ยวกับวิธีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นไปในเชิงนวัตกรรมมากขึ้น และนี่คือสามแนวทางในการเริ่มต้น

หนึ่ง: ปลูกฝังแนวคิดแห่งการทดลอง

นวัตกรรมต้องอาศัยการทดลอง และนวัตกรรมต่อเนื่องต้องอาศัยการทดลองอย่างต่อเนื่องเช่นกัน แม้ว่าการทดลองสิ่งใหม่ ๆ ส่วนใหญ่จะล้มเหลว แต่ความสำเร็จเพียงไม่กี่ครั้งก็อาจคุ้มค่ากับความพยายามทั้งหมด ยิ่งองค์กรสั่งสมความสำเร็จมากขึ้นเท่าไร ความคิดเชิงสร้างสรรค์ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น และในระยะยาวการดำเนินการทดลองจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทดลองอย่างต่อเนื่องในระยะเวลายาวนาน) อาจสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ

การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลา แต่ก็มีแนวทางที่ชัดเจนในการส่งเสริมให้เกิดการทดลองมากขึ้นภายในองค์กร โดย

  • กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน
  • ส่งเสริมความใฝ่รู้
  • ยอมรับความล้มเหลว
  • วัดผลทุกสิ่ง
  • สร้างแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับข้อมูลเป็นหลัก
  • เป็นผู้นำโดยทำเป็นตัวอย่าง

สอง: ส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจะช่วยเพิ่มระดับและขยายขอบเขตของนวัตกรรมในองค์กร วัฒนธรรมการทดลองจะเติบโตได้ดีเมื่อบุคลากรและทีมมีแรงจูงใจในการเป็นผู้เรียนรู้ เปิดรับสิ่งใหม่ และมุ่งมั่นพัฒนาตนเอง โอกาสในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเกิดขึ้นได้ในหลากหลายรูปแบบและขนาด เช่น

  • คลาสเรียนที่จัดโดยเพื่อนร่วมงานที่จัดอย่างสม่ำเสมอ
  • แพลตฟอร์มไมโครเลิร์นนิ่งแบบมีค่าใช้จ่าย
  • การโค้ชซึ่งกันและกัน และการจัดเซสชัน “lunch and learn”
  • เวิร์คช็อปหรือบรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญจากนอกองค์กร

สาม: ลงทุนพัฒนาบุคลากร

การลงทุนพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นระบบ จะช่วยส่งเสริมวัฒนธรรมเชิงนวัตกรรมในองค์กร เมื่อมีโอกาสควรส่งเสริมให้ทีมได้ทำสิ่งต่อไปนี้

  • เข้าเรียนหลักสูตรเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ
  • เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการ สัมมนาออนไลน์ และการประชุมต่าง ๆ
  • มีส่วนร่วมในโปรแกรมการฝึกอบรม
  • เข้าร่วมโปรแกรมการให้คำปรึกษาอย่างเป็นทางการ
  • เปิดโอกาสให้พัฒนาทักษะอื่น ๆ

การลงทุนพัฒนาบุคลากรภายในองค์กรในลักษณะนี้ จะช่วยส่งเสริมให้บุคลากรมีความก้าวหน้าในอาชีพ มีแรงบันดาลใจ มีส่วนร่วม และได้ค้นหาความสนใจใหม่ ๆ ซึ่งจะส่งผลดีต่อองค์กรโดยรวม

เมื่อองค์กรได้ทำสิ่งดังกล่าวข้างต้นแล้ว องค์กรก็จะพร้อมเริ่มพัฒนาพัฒนาแอปพลิเคชัน AI โปรเจกต์แรกได้อย่างมั่นใจและประสบความสำเร็จ