Sovereign AI: กลยุทธ์ใหม่ที่รัฐและธุรกิจต้องมี

Sovereign AI: The New Strategic Imperative for Governments and Enterprises

Sovereign AI: กลยุทธ์ใหม่ที่รัฐและธุรกิจต้องมี

บทความโดย นายวินเซนต์ คัลเดรา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของเร้ดแฮท

 ในช่วงปีที่ผ่านมา แนวคิด “Sovereign AI” หรือความมีอิสระในการสร้างและควบคุม AI ได้ด้วยตนเอง ได้พัฒนาจากแนวคิดที่เป็นแรงบันดาลใจ ไปเป็นความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของภาครัฐและองค์กรธุรกิจต่าง ๆ ที่กำลังแสวงหาวิธีการสร้างระบบ AI ที่สะท้อนถึงคุณค่าขององค์กร ตอบโจทย์ด้านการปกป้องข้อมูล และตอบสนองวัตถุประสงค์ทางธุรกิจหรือทางสังคมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตน

การที่ AI กลายมาเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่บริการสาธารณะ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ทำให้ความสามารถในการควบคุม สั่งการ และกำหนดรูปแบบระบบต่าง ๆ เหล่านี้ กำลังกลายเป็นตัวสร้างความแตกต่างที่สำคัญ

วิถีทางนี้ไม่ใช่การโดดเดี่ยวตัวเองหรือมีนโยบายกีดกันหรือควบคุมทางดิจิทัล แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสร้าง AI ที่เชื่อถือได้ มีประสิทธิภาพ และครอบคลุม ซึ่งหมายถึง AI ที่มีรากฐานมาจากภาษาท้องถิ่น เป็นไปตามกรอบการกำกับดูแลและบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้น ๆ แต่ยังคงสามารถเชื่อมต่อและได้รับประโยชน์จากระบบนิเวศทางนวัตกรรมจากทั่วโลก

แนวโน้มสำคัญล่าสุดที่เป็นตัวกำหนดภูมิทัศน์ Sovereign AI รวมถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของโอเพ่นซอร์สที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ประกอบด้วย

ตั้งแต่ระดับประเทศไปถึงองค์กรธุรกิจ:  ใครบ้างที่กำลังแสวงหา Sovereign AI

โดยแก่นแท้แล้ว Sovereign AI เป็นเรื่องเกี่ยวกับการมีอำนาจควบคุมข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาและการใช้เทคโนโลยี AI ซึ่งเป็นความต้องการที่เกิดขึ้นทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน

ภาครัฐหลายแห่งกำลังมุ่งสู่การใช้ Sovereign AI เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการดำเนินงานด้าน AI จะเป็นไปตามกฎระเบียบของประเทศ เช่น GDPR, EU AI Act รวมถึง PDPA ของไทย และร่างกฎหมาย AI ที่กำลังดำเนินการอยู่ เพื่อลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงของประเทศ และเพื่อส่งเสริมความแข็งแกร่งทางวัฒนธรรมและภาษาในระบบ AI ต่าง ๆ ดังนั้นภาครัฐต่างลงทุนด้าน AI ที่ตนไว้ใจและกำหนดรูปแบบได้เอง เพื่อตอบโจทย์เฉพาะของตน ตั้งแต่ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลจะไม่ถูกนำออกนอกประเทศ ไปจนถึงการสร้าง AI ที่สะท้อนบรรทัดฐานทางสังคมและคุณค่าของความอิสระที่สามารถควบคุมได้ด้วยตนเอง

องค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์กรที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีกฎระเบียบควบคุม เช่น การเงิน และ การดูแลสุขภาพ ต่างนำแนวคิดนี้ไปใช้เช่นเดียวกัน เนื่องจากองค์กรเหล่านี้ต้องการลดการพึ่งพาผู้ให้บริการภายนอก คงความเป็นเจ้าของข้อมูลที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตน และใช้ AI บนสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและคุ้มค่าการลงทุน ซึ่งโดยมากมักใช้โครงสร้างพื้นฐานไอทีแบบไฮบริดหรือที่ติดตั้งอยู่ภายในองค์กร (on-premise)

โอเพ่นซอร์ส: เสาหลักของกลยุทธ์ Sovereign AI

โอเพ่นซอร์สกำลังก้าวขึ้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จในการควบคุม AI ของตน (AI sovereignty) ซึ่งไม่เพียงเพราะโอเพ่นซอร์สช่วยให้แยกออกมาเป็นเอกเทศได้เท่านั้นแต่ยังให้สิทธิ์ในการควบคุมด้วย

การเข้าถึงโมเดลด้านภาษาขนาดใหญ่ที่เป็นโอเพ่นซอร์ส(ในทางเทคนิค คือโอเพ่นเวท) ต่าง ๆ เช่น LLaMA, Falcon, Qwen, และ Mistral รวมถึงสามารถเข้าถึงเครื่องมือโอเพ่นซอร์สที่ครอบคลุมความต้องการทั้งหมดที่ต้องการใช้ในการสร้างและคงความสามารถในการปรับขนาดของแพลตฟอร์ม AI ต่าง ๆ ได้นั้น จะช่วยให้ภาครัฐและองค์กรธุรกิจสามารถตรวจสอบ ปรับเปลี่ยน และปรับแต่งระบบ AI ให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะของตนได้ เมื่อมีการนำแพลตฟอร์ม open source AI ไปใช้อย่างเหมาะสม ผู้ใช้จะสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวหรือกระแสการไหลของข้อมูล และ ตรรกะหรือระบบการใช้เหตุผลที่ใช้ขับเคลื่อนผลลัพธ์ของ AI ทั้งยังมีความยืดหยุ่นในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้อย่างรวดเร็วผ่านความร่วมมือกับชุมชนทั่วโลก ทั้งนี้ งานวิจัยล่าสุดจาก Linux Foundation ระบุว่าองค์กร 41% ชื่นชอบเทคโนโลยี open source GenAI ในขณะที่มีเพียง 9% เท่านั้นที่ใช้โซลูชันที่มีกรรมสิทธิ์ 

รูปแบบของอำนาจควบคุม AI ควรเป็นแบบรวมศูนย์ กระจายอำนาจ หรือร่วมมือกัน

ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปกำลังผสานกรอบการกำกับดูแลที่แข็งแกร่งเข้ากับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน open AI เช่น AI Act, โมเดลภาษา BLOOM, และโปรเจกต์ Gaia-X สะท้อนให้เห็นหลักคิดที่เน้นการควบคุม ความไว้วางใจ และการทำงานร่วมกันแบบเปิด

สหรัฐอเมริกากำลังใช้จุดแข็งของภาคเอกชนและการมีส่วนร่วมของชุมชนโอเพ่นซอร์ส ด้วยการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาในระดับรัฐเพื่อส่งเสริมแนวทางที่ใช้นวัตกรรมเป็นตัวนำในวงกว้างมากขึ้น

ในทางตรงกันข้าม จีนกำลังใช้โมเดล sovereignty แบบรวมศูนย์ที่นำโดยภาครัฐ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนสำคัญจากทั้งสถาบันวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ให้บริการรายใหญ่เช่นอาลีบาบาที่เป็นเจ้าของชุดโมเดล Qwen และสตาร์ทอัพอย่าง DeepSeek กำลังพัฒนา LLMs ที่มีศักยภาพระดับแนวหน้าที่สามารถแข่งขันกับบริษัทระดับโลกอย่างแข็งขัน การริเริ่มเหล่านี้ สอดคล้องกับเป้าหมายระดับประเทศด้านการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี และการปฏิบัติตามนโยบายการกำกับดูแลเนื้อหาที่เข้มงวดที่กำหนดโดยรัฐบาล ผลลัพธ์ที่ได้คือระบบนิเวศที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจากการที่นโยบายและกฎเกณฑ์ของรัฐและนวัตกรรมของภาคเอกชนมาบรรจบกัน เพื่อสร้างความสามารถด้าน AI ครบวงจรที่ได้รับการปรับให้เหมาะกับความต้องการและคุณประโยชน์ที่ท้องถิ่นและประเทศต้องการ

ในขณะที่ประเทศในอาเซียนและตะวันออกกลางลงทุนพัฒนาศักยภาพด้าน AI ในระดับภูมิภาคอย่างหนัก โครงการ SEA-LION ของสิงคโปร์ และโครงการ Falcon ของ UAE เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าโอเพ่นซอร์สและความร่วมมือระดับภูมิภาคจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายการมีอำนาจควบคุมด้วยตนเอง (sovereignty) โดยเฉพาะในบริบทที่มีภาษาและวัฒนธรรมหลากหลายได้อย่างไร

แม้รูปแบบการกำกับดูแลจะต่างกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ ความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะปรับแต่ง AI ให้เข้ากันกับค่านิยมในท้องถิ่น ภาษา ความต้องการ และเป้าหมาย ของท้องถิ่นนั้น ๆ

มิติของความมีอิสระทางดิจิทัล (Digital Sovereignty)

Sovereign AI ไม่ใช่การโดดเดี่ยวตัวเอง แต่มีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับหลักการที่กว้างขวางของความมีอิสระทางดิจิทัล (digital sovereignty) ซึ่งแบ่งเป็นสามมิติหลักคือ

  • ความมีอิสระทางเทคโนโลยี (technology sovereignty): การที่ระบบ AI ข้ามาเป็นฐานของบริการสาธารณะต่าง ๆ และเป็นฐานหลักให้กับการแข่งขันทางเศรษฐกิจมากขึ้น ทำให้ความสามารถในการออกแบบ สร้าง และใช้งานระบบเหล่านี้ได้อย่างอิสระเป็นสิ่งสำคัญ 

Technology sovereignty ไม่เพียงหมายถึงความสามารถในการมองเห็นสถาปัตยกรรมของโมเดล ข้อมูลที่ใช้เทรน และพฤติกรรมของระบบเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความสามารถในการควบคุมฮาร์ดแวร์และแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่โมเดลเหล่านั้นทำงานด้วย ข้อกังวลสำคัญประการหนึ่งคือ การที่ต้องพึ่งพาฮาร์ดแวร์เร่งความเร็ว (accelerators) จากต่างประเทศอย่างมาก เช่น GPU จาก NVIDIA และ AMD ซึ่งครองอิทธิพลด้านการประมวลผล AI ในปัจจุบัน  

ประเทศและองค์กรต่าง ๆ ตอบสนองต่อความกังวลนี้ด้วยการลงทุนในซัพพลายเชนทางเลือก การผลิตชิปในประเทศ และแนวคิดฮาร์ดแวร์แบบเปิด เพื่อลดช่องโหว่เชิงกลยุทธ์ต่าง ๆ  ทั้งนี้การบรรลุเป้าหมาย technology sovereignty นั้นหมายถึง ต้องสามารถพัฒนาและใช้โมเดล AI บนโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อถือได้และอยู่ภายใต้การควบคุมของท้องถิ่นเอง ต้องสามารถลดความเสี่ยงที่เกี่ยวกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การควบคุมการส่งออกทางเทคโนโลยี หรือการต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มจากภายนอกให้เหลือน้อยที่สุด

  • ความมีอิสระในการปฏิบัติงาน (operational sovereignty): มิตินี้ไม่ได้ดูเพียงว่าใช้ระบบ AI ที่ไหน เช่น ใช้อยู่ภายในองค์กร (on-premises) หรือใช้บนคลาวด์ของตนเอง (sovereign cloud) แต่ยังต้องดูว่าใครมีอำนาจ มีทักษะ และสามารถเข้าถึงระบบเพื่อดำเนินงานและบำรุงรักษาระบบเหล่านั้นด้วย การเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานนั้นไม่เพียงพอสำหรับรัฐและองค์กรธุรกิจที่ต้องการความมีอิสระมากขึ้น operational sovereignty นั้น หมายถึงต้องมั่นใจได้ว่าระบบ AI ต่าง ๆ จะได้รับการบริหารจัดการโดยบุคลากรในท้องถิ่นที่ไว้วางใจได้ มีทักษะและได้รับการอนุญาตอย่างเหมาะสม ซึ่งรวมถึงการสร้างกลุ่มบุคลากรที่มีทักษะรองรับงานด้านนี้ เช่น วิศวกรด้าน AI ผู้เชี่ยวชาญด้าน MLOps และ มืออาชีพด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ตลอดจนลดการพึ่งพาผู้ให้บริการ managed service ต่างประเทศ นโยบายระดับชาติของหลายประเทศเริ่มกำหนดว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสำคัญ ๆ ต้องได้รับการดูแลและสนับสนุนโดยเจ้าหน้าที่ที่มีสัญชาตินั้น ๆ หรือ ภายในเขตอำนาจศาลทางกฎหมายใด ๆ เพื่อปกป้องข้อมูลที่ละเอียดอ่อนและระบบต่าง ๆ จากอิทธิพลจากต่างประเทศ หรือ ความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน เมื่อมีอิสระในการปฏิบัติงานแล้ว จะทำให้มั่นใจว่าระบบ AI ต่าง ๆ ยังคงทำงานได้เป็นปกติ ปลอดภัย และเป็นไปตามการควบคุมของท้องถิ่น แม้ในเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกก็ตาม
  • ความมีอิสระด้านข้อมูล (data sovereignty): ความมีอิสระด้านข้อมูลเกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลด้านกฎหมายและจริยธรรมของข้อมูล เพื่อให้มั่นใจว่าการรวบรวม การจัดเก็บ และการประมวลผลข้อมูล อยู่ภายในขอบเขตของกฎหมายและค่านิยมของประเทศ ในโลกที่พึ่งพา AI มากขึ้นนั้น ข้อมูลไม่ได้เป็นเพียงทรัพย์สิน แต่เป็นทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ ระบบ Sovereign AI ต่าง ๆ ต้องทำงานตามกฎข้อบังคับของท้องถิ่น ซึ่งรวมถึงกฎหมายความเป็นส่วนตัว ข้อกำหนดด้านที่อยู่ของข้อมูล และกรอบการทำงานด้านการให้ความยินยอมต่าง ๆ นอกจากนี้ การกำกับดูแลข้อมูลต้องสะท้อนความคาดหวังด้านวัฒนธรรมและสังคม โดยเฉพาะในลักษณะเช่น ข้อมูลไบโอเมตริกซ์ การดูแลสุขภาพ และ การเงิน ประเทศและองค์กรธุรกิจจึงลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้ แพลตฟอร์มข้อมูลแบบรวมศูนย์ และชุดข้อมูลของประเทศ เพื่อคงความสามารถในการควบคุมทรัพย์สินด้านข้อมูลสำคัญไว้ ทั้งนี้ความสามารถในการควบคุมว่าใครเข้าถึงระบบและข้อมูลได้บ้าง ความสามารถในการวิเคราะห์และการแชร์ข้อมูล โดยเฉพาะในบริบทที่ใช้มัลติคลาวด์ หรือ ทำงานข้ามพรมแดน เป็นสิ่งสำคัญต่อการรักษาความไว้วางใจ การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และความได้เปรียบทางการแข่งขัน

โอเพ่นซอร์สช่วยเสริมแกร่งให้เสาหลักเหล่านี้ ด้วยคุณสมบัติด้านความโปร่งใส ช่วยให้สามารถทำงานร่วมกันได้ และ เป็นรากฐานของการปรับระบบต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของประเทศและกลยุทธ์ขององค์กร

ความท้าทายที่รออยู่: การประมวลผล ข้อมูล ทักษะ และการกำกับดูแล

แม้มีแนวโน้มว่าจะมีการใช้ Sovereign AI เพิ่มขึ้น แต่การนำไปใช้ในวงกว้างยังคงประสบความซับซ้อนจากความท้าทายหลายประการ เช่น

รัฐบาลและธุรกิจหลายแห่งยังติดขัดกับข้อจำกัดที่สำคัญประการหนึ่ง คือความสามารถในการเข้าถึงการประมวลผลประสิทธิภาพสูง อันเนื่องมาจากการขาดแคลน GPU และค่าใช้จ่ายในการเทรนโมเดลขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ความพร้อมใช้ของชุดข้อมูลภายในท้องถิ่นที่มีคุณภาพสูงเป็นอีกหนึ่งข้อจำกัด โดยเฉพาะชุดข้อมูลที่เป็นภาษาถิ่นของตนที่มีไม่เพียงพอ หรือชุดข้อมูลเฉพาะทางด้านต่าง ๆ ที่มีอยู่จำกัด

การพัฒนาบุคลากรเป็นอีกหนึ่งประเด็นเร่งด่วน ทั่วโลกขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะในการสร้าง ปรับใช้ และควบคุมระบบ AI อย่างมีความรับผิดชอบ ในขณะเดียวกัน การขาดมาตรฐานทางเทคนิคและจริยธรรมที่ใช้ร่วมกันในทุกเขตอำนาจศาล อาจสร้างอุปสรรคต่อการทำงานร่วมกันข้ามพรมแดน และการทำงานร่วมกันของโมเดลได้

 อุปสรรคเหล่านี้สามารถหมดไปได้ด้วยการผสานพลังจากการลงทุนของภาครัฐ นวัตกรรมของภาคเอกชน ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการสนับสนุนชุมชนโอเพ่นซอร์สอย่างยั่งยืน

อนาคตของความมีอิสระ ความเปิดกว้าง และความรับผิดชอบ

เรากำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญที่ความสามารถต่าง ๆ ของ AI จะช่วยกำหนดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ และความแข็งแกร่งขององค์กร ผู้ที่ประสบความสำเร็จไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีโมเดลขนาดใหญ่ที่สุด แต่เป็นผู้ที่มีระบบต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับลำดับความสำคัญทางกลยุทธ์และความต้องการของผู้ถือผลประโยชน์ร่วมกันได้มากที่สุด

Sovereign AI ที่มีพื้นฐานมาจากหลักการของโอเพ่นซอร์ส จะมอบเส้นทางข้างหน้าที่ทรงพลัง ช่วยให้เกิดนวัตกรรมในท้องถิ่นโดยไม่ต้องเหมือนกับที่อื่นในโลก ส่งเสริมความโปร่งใสและความรับผิดชอบโดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน และ สนับสนุนระบบนิเวศ AI ที่มีจริยธรรมและยั่งยืนมากขึ้น ด้วยโมเดลการกำกับดูแลต่าง ๆ ที่สะท้อนคุณค่าของผู้สร้างและผู้ใช้

โอเพ่นซอร์สไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จด้าน AI sovereignty แต่เป็นโมเดลที่มีความเป็นอิสระในตัวของมันเอง

หากองค์กรของท่านกำลังมองหาเส้นทางสู่ Sovereign AI ของตนเอง ไม่ว่าท่านจะเป็นภาครัฐ บริษัทในอุตสาหกรรม หรือหน่วยงานวิจัย ถึงเวลาแล้วที่จะต้องใช้ความเปิดกว้างเป็นเครื่องมือในการควบคุมที่ไม่ใช่การยอมรับตามเจ้าของบริการเสียทั้งหมด และเราจะสามารถสร้างอนาคตของ AI ที่ไม่เพียงแต่จะทรงพลังและชาญฉลาดเท่านั้น แต่ยังเป็น AI ที่ครอบคลุม โปร่งใส และเป็นของเราเองอย่างแท้จริง

Alibaba Cloud to Power First Youth Olympic Games in Africa to Boost Efficiency and Engagement

อาลีบาบา คลาวด์ เสริมประสิทธิภาพและการมีส่วนร่วมในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเยาวชน ที่จัดเป็นครั้งแรกในแอฟริกา

Alibaba Cloud to Power First Youth Olympic Games in Africa to Boost Efficiency and Engagement

Dakar 2026’s core digital services to be deployed on Alibaba Cloud’s digital infrastructure

Alibaba Cloud, the digital technology and intelligence backbone of Alibaba Group, today announced to power the Summer Youth Olympic Games Dakar 2026 (“Dakar 2026”) – the first Olympic sporting event to be held in Africa – with its proven cloud and AI technologies. 

Dakar 2026 as the 4th Summer Youth Olympic Games will take place in Senegal, the first country on the African continent to be awarded the honor of hosting an Olympic sports event. 

As the official cloud service provider of the IOC, Alibaba Cloud is committed to supporting the digital transformation of the Olympic Games, delivering a future-ready digital foundation that enhances the operational efficiency and fan engagement of the Youth Olympic Games.

The initiative was announced during a signing ceremony in Hangzhou, China among Alibaba Cloud, the Dakar 2026 Youth Olympic Games Organizing Committee (YOGOC) and the International Olympic Committee (IOC).

Antoine Azokly, Head o Youth Olympic Games Technology & Energy at International Olympic Committee said: “As a result of our ongoing partnership, the integration of Alibaba Cloud’s proven AI and cloud technology into Dakar 2026 exemplifies our shared commitment to making the Olympic events more efficient, sustainable and engaging. This collaboration will not only benefit the Youth Olympic Games but also leave a lasting digital legacy for sport in Africa.”

As we prepare to host Africa’s first Olympic event, partnering with Alibaba Cloud marks a crucial step in our journey to deliver a technologically advanced and seamlessly operated Youth Olympic Games,” said Ibrahima Wade, General Coordinator of Dakar 2026 Youth Olympic Games Organizing Committee, “The implementation of Alibaba Cloud’s digital technologies across our core services will not only ensure efficient Games operations but also create a lasting technological legacy that will benefit Senegal and the African sporting community long after the Games conclude.”

Under the partnership, the Dakar 2026 Organizing Committee will deploy Alibaba Cloud’s Apsara Stack, a comprehensive private cloud solution to build a secure, scalable and high-performance infrastructure for the Summer Youth Olympic Games Dakar 2026. The platform will serve as the core IT infrastructure, hosting digital applications and services required for the planning, operation, logistics and post-event activities for the Dakar 2026, enabling enhanced fan experiences and streamlined event logistics

Notably, Alibaba Cloud will support Dakar 2026 with digital flame services, leveraging its latest AI and cloud technologies to create dynamic, immersive visual experiences for global audiences and sports fans.

The Summer Youth Olympic Games Dakar 2026 will be held in Senegal from October 31 to November 13, across three host cities: Dakar, Diamniadio, and Saly. The Games will bring together 2700 world’s best young athletes, with a maximum age of 17. A total of 35 sports will feature on the YOG programme, including 25 competition sports and 10 engagement sports.

อาลีบาบา คลาวด์ เสริมประสิทธิภาพและการมีส่วนร่วมในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเยาวชน ที่จัดเป็นครั้งแรกในแอฟริกา

อาลีบาบา คลาวด์ เสริมประสิทธิภาพและการมีส่วนร่วมในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเยาวชน ที่จัดเป็นครั้งแรกในแอฟริกา

อาลีบาบา คลาวด์ เสริมประสิทธิภาพและการมีส่วนร่วมในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเยาวชน ที่จัดเป็นครั้งแรกในแอฟริกา

บริการดิจิทัลหลักของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเยาวชนฤดูร้อน Dakar 2026 จะทำงานอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของอาลีบาบา คลาวด์

อาลีบาบา คลาวด์ ธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป ประกาศใช้เทคโนโลยีคลาวด์ และ AI ทรงประสิทธิภาพของบริษัทฯ เสริมศักยภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเยาวชนฤดูร้อนประจำปี 2568 ที่ดาการ์ (Summer Youth Olympic Games Dakar 2026: Dakar 2026) ซึ่งเป็นการจัดการแข่งขันโอลิมปิกครั้งแรกในแอฟริกา 

การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเยาวชนฤดูร้อนครั้งที่ 4 หรือ Dakar 2026 นี้ จะจัดขึ้นที่ประเทศเซเนกัล ซึ่งเป็นประเทศแรกในในทวีปแอฟริกาที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 

อาลีบาบา คลาวด์ ในฐานะผู้ให้บริการคลาวด์อย่างเป็นทางการของคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) มุ่งมั่นสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก มอบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่พร้อมรับอนาคต ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และให้แฟนกีฬาโอลิมปิกเยาวชนได้มีส่วนร่วมในการแข่งขันมากขึ้น

การดำเนินการและความมุ่งมั่นนี้ประกาศ ณ เมืองหางโจว ประเทศจีน ในพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างอาลีบาบา คลาวด์ คณะกรรมการจัดการแข่งขันโอลิมปิกเยาวชน Dakar 2026 (Dakar 2026 Youth Olympic Games Organizing Committee: YOGOC) และคณะกรรมการโอลิมปิกสากล

นายอองตวน อาโซคลี หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีและพลังงานของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเยาวชนภายใต้คณะกรรมการโอลิมปิกสากล กล่าวว่า “การนำเทคโนโลยี AI และคลาวด์ที่ได้รับการพิสูจน์ประสิทธิภาพแล้วของอาลีบาบา คลาวด์ มาใช้ที่ Dakar 2026 เป็นความร่วมมืออย่างต่อเนื่องของเรา และเป็นตัวอย่างความมุ่งมั่นร่วมกันของเราในการทำให้การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกมีประสิทธิภาพมากขึ้น ยั่งยืนมากขึ้น และสร้างการมีส่วนร่วมมากขึ้น ความร่วมมือนี้ไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเยาวชน แต่ยังทิ้งมรดกทางดิจิทัลที่ยั่งยืนให้กับวงการกีฬาในแอฟริกาด้วย”

นายอิบราฮิมา เวด ผู้ประสานงานทั่วไปของคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเยาวชน Dakar 2026 กล่าวว่า “ความร่วมมือกับอาลีบาบา คลาวด์ เป็นก้าวสำคัญในการดำเนินงานในระหว่างที่เราเตรียมจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งแรกในแอฟริกา เพื่อให้เกิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเยาวชนที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและราบรื่น การนำเทคโนโลยีดิจิทัลของอาลีบาบา คลาวด์ มาใช้กับบริการหลักของเรา ไม่เพียงเป็นการรับประกันว่าการดำเนินการแข่งขันจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังสร้างมรดกทางเทคโนโลยีที่ยั่งยืนที่จะเป็นประโยชน์ต่อเซเนกัลและชุมชนด้านกีฬาในแอฟริกาไปอีกยาวนานหลังจากการแข่งขันจบลง”

ภายใต้ความร่วมมือนี้ คณะกรรมการจัดงาน Dakar 2026 จะนำ Apsara Stack ซึ่งเป็นโซลูชันไพรเวทคลาวด์ครบวงจรของอาลีบาบา คลาวด์ ไปใช้สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพสูง และปรับขนาดได้ ให้กับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเยาวชน Dakar 2026 โดยแพลตฟอร์มนี้จะให้บริการเป็นโครงสร้างพื้นฐานไอทีหลัก เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้โฮสต์แอปพลิเคชันและบริการดิจิทัลต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการวางแผน การดำเนินงาน ด้านโลจิสติกส์ และกิจกรรมหลังการแข่งขัน ช่วยให้แฟนกีฬาได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้น และการทำงานด้านโลจิสติกส์มีความคล่องตัว

ที่น่าสนใจคือ อาลีบาบา คลาวด์ จะสนับสนุน Dakar 2026 ด้วยบริการเปลวไฟดิจิทัลต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยี AI และคลาวด์ที่ทันสมัยล่าสุด สร้างประสบการณ์ให้กับผู้ชมและแฟนกีฬาทั่วโลกให้ได้รับชมภาพวิชวลที่สมจริง มีชีวิตชีวา 

การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเยาวชนฤดูร้อน Dakar 2026 จะจัดขึ้นที่ประเทศเซเนกัล ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน โดยจัดในสามเมือง ได้แก่ ดาการ์ ดิอัมเนียดิโอ และ ซาลี การแข่งขันนี้จะเป็นการนำนักกีฬาเยาวชนที่มีฝีมือที่สุดในโลกที่มีอายุไม่เกิน 17 ปี จำนวน 2,700 คนมารวมกัน มีชนิดกีฬาทั้งหมด 35 รายการ ประกอบด้วยกีฬาที่ต้องแข่งขันเพื่อชัยชนะ 25 รายการ และกีฬาที่ไม่แข่งขันแต่เน้นการมีส่วนร่วม พัฒนาทักษะ หรือกระชับมิตร 10 รายการ 

Securing Thailand’s energy future with cyber resilience

เสริมสร้างอนาคตพลังงานของประเทศไทยให้มั่นคง ด้วยความสามารถในการรับมือภัยคุกคามไซเบอร์

Securing Thailand’s energy future with cyber resilience

Article by Chatuporn Wanichsooksombat, Director of Process Automation Business, ABB Thailand

 

Cyberattacks are no longer rare disruptions – they’re a persistent threat. Once limited to ransomware and phishing scams, today’s attacks increasingly target critical infrastructure, with the energy sector among the hardest hit. A Sophos study[1] found that 62% of critical infrastructure, including energy companies, experienced ransomware attacks, compared to 49% across other sectors, such as manufacturing, IT and construction.

But why is the energy a prime target, and how can companies respond appropriately? 

The sector’s rapid digitalization depends on the integration of operational technology (OT), industrial systems that run power plants, and information technology (IT) for data processing and business applications. However, many of Thailand’s critical systems were not built with modern cyber threats in mind. As digital transformation accelerates, cyber security must evolve in parallel to safeguard operations and build resilience.

How the new regulation impacts the organizations
 
Recognizing the increasing risk of cyberattacks, the Thai government has taken several decisive steps, starting with the enactment of Cyber Security Act B.E. 2562 (2019) to safeguard national security and protect Critical Information Infrastructure Organization (CIIO) across various sectors, including energy. Two related but distinct bodies were established: National Cyber Security Committee (NCSC) and National Cyber Security Agency (NCSA) – the two bodies that provide policy direction and execute the enforcement.

Effective January 2025, NCSC issued two critical notifications under this Cyber. First, Notification on Standards for Determination of the Security Category for Data/ Information System that requires organizations to classify their data and information systems based on the potential impact of a cybersecurity incident on three factors: confidentiality, integrity, and availability. Second, Notification on Minimum Standards for Data/ Information System Security that sets the minimum cybersecurity controls that organizations must implement, depending on the risk level of the system.

To meet the two 2025 NCSC notifications, CIIOs must classify all IT and OT systems by risk, apply appropriate cybersecurity measures, assign responsible staff, enable rapid incident reporting, and maintain clear documentation for audits.

Paving the way forward with cyber security solutions

Understanding how this regulation impacts the energy industry, a reliable and well-structured approach to cyber security is essential for companies operating in today’s threat landscape. It begins with a comprehensive risk assessment, the first line of defense, evaluating industrial control system (ICS) networks, identifying vulnerabilities, and prioritizing mitigation strategies.

Through such assessments, companies can reduce cyber risk by prioritizing real-time threat detection through situational awareness tools and adopt a layered defence strategy. This includes network segmentation, strict firewalls, and physical safeguards. Regular assessments are essential to ensure security efforts align with critical assets and deliver maximum impact. As IT and OT systems converge, “secure integration” becomes essential, particularly in the energy sector, where safety and reliability are paramount.

Building on this foundation, organizations should develop a strong cyber security defence architecture blueprint that defines strategy, trust zones and alignment with regulations, guiding the deployment of policies, controls and procedures to maintain data confidentiality, integrity and availability.

To further enhance resilience, companies should invest in integrated IT-OT specific threat intelligence that is credible and cost-effective, thus providing context-sensitive alerts and early warning. AI and cross training between the IT and OT teams will also improve the overall ecosystem of incident response.

In the energy sector, where operations are complex and highly distributed, advanced monitoring is critical. Security information and event management (SIEM) tools deliver greater visibility and faster detection than traditional safeguards, enabling swift response to evolving threats.

Industry leaders like ABB offer tailored cyber security solutions that integrate advanced monitoring, analytics and incident response, helping companies minimize disruption and ensure operational integrity. These solutions enhance threat detection, streamline incident resolution and support long-term resilience and operational excellence.

Building a secure and sustainable energy future for Thailand

As Thailand progresses along its digital transformation journey and aims to increase the share of renewable energy in its electricity mix, ensuring cyber security is no longer optional – it’s a national imperative. Protecting critical infrastructure means more than defending against attacks; it’s about preserving data integrity, operational reliability and public trust.

By taking a proactive stance and investing in resilient systems, Thailand can safeguard its energy future and unlock the full potential of its digital economy. Being proactive is key, and for a company like ABB, we believe that cyber security goes beyond protecting against cyberattacks; it is equally important to safeguard the value and integrity of the data itself. 

By leveraging advanced monitoring, automation, and threat detection technologies, the energy sector in Thailand can not only defend against cyber risk, but also unlock new levels of efficiency and innovation. 

[1] https://news.sophos.com/en-us/2024/07/17/the-state-of-ransomware-in-critical-infrastructure-2024/

เสริมสร้างอนาคตพลังงานของประเทศไทยให้มั่นคง ด้วยความสามารถในการรับมือภัยคุกคามไซเบอร์

เสริมสร้างอนาคตพลังงานของประเทศไทยให้มั่นคง ด้วยความสามารถในการรับมือภัยคุกคามไซเบอร์

เสริมสร้างอนาคตพลังงานของประเทศไทยให้มั่นคง ด้วยความสามารถในการรับมือภัยคุกคามไซเบอร์

บทความโดย นายจตุพร วานิชสุขสมบัติ ผู้อำนวยการธุรกิจโพรเซส ออโตเมชัน บริษัท เอบีบี ออโตเมชั่นประเทศไทย จำกัด

การโจมตีทางไซเบอร์ไม่ได้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวอีกต่อไป แต่กลายเป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เดิมทีการโจมตีจำกัดอยู่ที่แรนซัมแวร์และการหลอกลวงเพื่อเข้าถึงข้อมูลสำคัญ ต่าง ๆ แต่ปัจจุบันการโจมตีมุ่งเป้าไปที่หน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ โดยภาคธุรกิจพลังงานเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด จากการศึกษาของ Sophos ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จากสหราชอาณาจักร พบว่า 62% ของหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งรวมถึงบริษัทในภาคธุรกิจพลังงาน ล้วนเคยเผชิญกับการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ สัดส่วนนี้สูงกว่าภาคส่วนอื่น ๆ เช่น ภาคธุรกิจการผลิต ธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ และธุรกิจการก่อสร้าง ที่มีสถิติอยู่ที่ 49%

เหตุใดภาคธุรกิจพลังงานจึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของการโจมตี และบริษัทต่าง ๆ ควรรับมืออย่างไร?

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็วของภาคธุรกิจพลังงานนั้น มีการบูรณาการระหว่างเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติการ (OT) ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการอัตโนมัติที่ใช้ควบคุมโรงไฟฟ้า และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูลและแอปพลิเคชันทางธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ระบบปฏิบัติการสำคัญต่าง ๆ ในประเทศไทยไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ ดังนั้น เมื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลทวีความรวดเร็วมากขึ้น ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จึงจำเป็นต้องพัฒนาควบคู่กันไป เพื่อเป็นการปกป้องระบบปฏิบัติการ เพิ่มความมั่นคงและสร้างความสามารถในการรับมือจากภัยคุกคาม

ผลกระทบของกฎหมายและกฏระเบียบใหม่เกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มีต่อองค์กร

ด้วยความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลไทยได้ออกมาตรการเชิงรุกหลายประการ โดยเริ่มต้นจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 เพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติและคุ้มครองหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (CIIO) ในหลากหลายภาคส่วน รวมถึงภาคธุรกิจพลังงาน นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขึ้นมา 2 องค์กร ได้แก่ คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) และสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบายและการบังคับใช้กฎหมาย

คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ได้ออกประกาศสำคัญ 2 ฉบับภายใต้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2568 ฉบับแรกคือ ประกาศเรื่องมาตรฐานการกำหนดประเภทความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของข้อมูลและระบบสารสนเทศ ซึ่งกำหนดให้องค์กรต้องจำแนกประเภทข้อมูลและระบบสารสนเทศตามผลกระทบที่อาจเกิดจากเหตุการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การเก็บรักษาความลับ ความถูกต้องสมบูรณ์ และความพร้อมใช้งาน ฉบับที่สองคือ ประกาศเรื่องมาตรฐานขั้นต่ำด้านความปลอดภัยของข้อมูลและระบบสารสนเทศ ซึ่งกำหนดมาตรการควบคุมความมั่นคงปลอดภัยขั้นต่ำที่องค์กรต้องปฏิบัติตาม ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงของระบบปฏิบัติการ

เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศของคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติทั้งสองฉบับที่มีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2568 แล้วนั้น หน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (CIIO) จะต้องจำแนกระบบ IT และ OT ทั้งหมดตามระดับความเสี่ยง ขณะเดียวกันก็ต้องประยุกต์ใช้มาตรการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่เหมาะสม มอบหมายผู้รับผิดชอบ จัดให้มีระบบการรายงานเหตุการณ์ที่รวดเร็ว และจัดทำเอกสารที่ชัดเจนเพื่อรองรับการตรวจสอบ

แนวทางการปฏิบัติตามกฏระเบียบด้วยโซลูชันความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

เมื่อพิจารณาผลกระทบของกฎระเบียบต่อธุรกิจพลังงาน การมีแนวทางปฏิบัติที่เชื่อถือได้และมีโครงสร้างชัดเจนในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับองค์กรที่ดำเนินงานในสภาพแวดล้อมที่มีภัยไซเบอร์คุกคามในปัจจุบัน เริ่มด้วยการประเมินความเสี่ยงอย่างครอบคลุม ซึ่งเป็นแนวป้องกันแรก โดยการประเมินเครือข่ายของระบบควบคุม การปฏิบัติการอัตโนมัติ (ICS) ไปจนถึงการประเมินจุดเปราะบางและจัดลำดับความสำคัญของมาตรการแก้ไขปรับปรุง

จากการประเมินความเสี่ยงดังกล่าว องค์กรสามารถลดความเสี่ยงทางไซเบอร์ได้โดยการจัดลำดับความสำคัญของการตรวจจับภัยคุกคามแบบเรียลไทม์ผ่านเครื่องมือวิเคราะห์สถานะของเครือข่ายข้อมูล และใช้กลยุทธ์การป้องกันแบบหลายชั้น ซึ่งรวมถึงการแบ่งส่วนเครือข่าย การใช้ไฟร์วอลล์ที่เข้มงวด และการป้องกันด้วยอุปกรณ์กายภาพต่าง ๆ การประเมินอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้แน่ใจว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยสอดคล้องกับทรัพย์สินที่มีความสำคัญและให้ผลลัพธ์สูงสุด นอกจากนี้ เมื่อระบบ IT และ OT มีการทำงานร่วมกัน “การบูรณาการความปลอดภัย” ก็จะกลายเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในภาคธุรกิจพลังงานที่ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

บนพื้นฐานดังกล่าวนี้ องค์กรควรพัฒนาแผนผังรูปแบบโครงสร้างการป้องกันความมั่นคงปลอดภัยทาง ไซเบอร์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งมีการกำหนดกลยุทธ์ การกำหนดเขตข้อมูลปลอดภัย และการปฏิบัติตามกฏหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบาย มาตรการควบคุม และขั้นตอนการปฏิบัติงานเพื่อการเก็บรักษาความลับ ความถูกต้องสมบูรณ์ และความพร้อมใช้งานของข้อมูล

เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ให้ดียิ่งขึ้น องค์กรควรลงทุนในระบบป้องกันที่บูรณาการสำหรับระบบ IT-OT โดยเฉพาะ ซึ่งมีความน่าเชื่อถือและคุ้มค่า เพื่อให้สามารถแจ้งเตือนตามสถานการณ์และเตือนภัยล่วงหน้าได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการฝึกอบรมข้ามฝ่ายระหว่างหน่วยงาน IT และ OT จะช่วยปรับปรุงระบบเครือข่ายโดยรวมและการตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้ดียิ่งขึ้น

การตรวจสอบเฝ้าระวังขั้นสูงถือเป็นสิ่งสำคัญมากขององค์กรในภาคธุรกิจพลังงานที่มีการดำเนินงานที่ซับซ้อนและกระจายศูนย์ โดยเครื่องมือบริหารจัดการเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยของข้อมูล (SIEM) จะช่วยให้มีความสามารถในการมองเห็นที่สูงขึ้นและมีการตรวจจับเหตุการณ์ที่รวดเร็วกว่ามาตรการป้องกันแบบดั้งเดิม ทำให้สามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้อย่างทันท่วงที

เอบีบี ซึ่งเป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรม นำเสนอโซลูชันความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ซึ่งผสานรวมการตรวจสอบเฝ้าระวังขั้นสูง การวิเคราะห์ข้อมูล และการรับมือกับเหตุการณ์ภัยคุกคามอย่างทันท่วงที เพื่อช่วยให้องค์กรลดผลกระทบจากการหยุดชะงักและรักษาการดำเนินงานได้อย่างสมบูรณ์ต่อเนื่อง โซลูชันเหล่านี้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของการตรวจจับภัยคุกคาม ทำให้การแก้ไขเหตุการณ์เป็นไปอย่างราบรื่น สนับสนุนความมั่นคงและการปฎิบัติการที่ดีที่สุดในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง

การสร้างอนาคตทางพลังงานที่ปลอดภัยและยั่งยืนสำหรับประเทศไทย

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวไปบนเส้นทางการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และตั้งเป้าที่จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบการผลิตไฟฟ้า การสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นวาระสำคัญระดับชาติ ซึ่งการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญไม่ได้หมายถึงเพียงการป้องกันการโจมตีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรักษาความสมบูรณ์ของข้อมูล ความน่าเชื่อถือในการดำเนินงาน และความไว้วางใจจากสาธารณชน

ประเทศไทยจะสามารถปกป้องอนาคตด้านพลังงานและปลดล็อกศักยภาพเต็มรูปแบบของเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มที่ ได้ด้วยการดำเนินการเชิงรุก ควบคู่กับการลงทุนในระบบเครือข่ายข้อมูลที่มีความมั่นคงสูง เอบีบี เชื่อมั่นว่าการดำเนินการเชิงรุกคือกุญแจสำคัญ และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การป้องกันการโจมตีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปกป้องคุณค่าและความสมบูรณ์ของข้อมูลอีกด้วย

ด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีการตรวจสอบเฝ้าระวังขั้นสูง ระบบควบคุมอัตโนมัติ และเทคโนโลยีการตรวจจับภัยคุกคาม ภาคธุรกิจพลังงานของไทยไม่เพียงแต่จะสามารถป้องกันความเสี่ยงทางไซเบอร์ได้เท่านั้น แต่ยังสามารถปลดล็อกประสิทธิภาพและนวัตกรรมในระดับที่สูงขึ้นได้อีกเช่นกัน