Red Hat OpenShift 4.20 เพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยให้กับแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันยุคใหม่ เพื่อรวมระบบไอทีขององค์กรเป็นหนึ่งเดียว ตั้งแต่เวอร์ชวลแมชชีนไปจนถึง AI

Red Hat OpenShift 4.20 เพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยให้กับแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันยุคใหม่ เพื่อรวมระบบไอทีขององค์กรเป็นหนึ่งเดียว ตั้งแต่เวอร์ชวลแมชชีนไปจนถึง AI

Red Hat OpenShift 4.20 เพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยให้กับแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันยุคใหม่ เพื่อรวมระบบไอทีขององค์กรเป็นหนึ่งเดียว ตั้งแต่เวอร์ชวลแมชชีนไปจนถึง AI

Red Hat OpenShift ช่วยให้องค์กรสามารถรันแอปพลิเคชันได้กับทุกสภาพแวดล้อมตามต้องการ พร้อมขยายขีดความสามารถใหม่ที่ต่อยอดจากรากฐานแพลตฟอร์มที่เชื่อถือได้ เพื่อเร่งการใช้เวิร์กโหลด AI ให้เร็วขึ้น และขยายการใช้เวอร์ชวลไลเซชันบนทุกสภาพแวดล้อมคลาวด์ที่องค์กรมีอำนาจควบคุมได้

 เร้ดแฮท (Red Hat) ผู้ให้บริการโซลูชันโอเพ่นซอร์สชั้นนำของโลกประกาศว่า Red Hat OpenShift 4.20 ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันแพลตฟอร์มแบบไฮบริดคลาวด์เวอร์ชันล่าสุดที่ขับเคลื่อนด้วย Kubernetes พร้อมให้ใช้งานแล้ว Red Hat OpenShift 4.20 นำเสนอความสามารถในการเร่งความเร็วให้กับเวิร์กโหลด AI เสริมความปลอดภัยของแพลตฟอร์มหลักให้แข็งแกร่ง และเพิ่มประสิทธิภาพกลยุทธ์ด้านเวอร์ชวลไลเซชันอย่างเป็นหนึ่งเดียวบนทุกสภาพแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นในศูนย์ข้อมูล บนพับลิคคลาวด์ หรือเอดจ์

องค์กรต่าง ๆ ต้องการแพลตฟอร์มที่เสถียรและเชื่อถือได้ที่สามารถเชื่อมโยงแอปพลิเคชันและบริการต่าง ๆ ที่หลากหลายในระบบไอทีทั้งหมดขององค์กรเข้าด้วยกัน เพื่อจัดการกับความซับซ้อนและข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้องค์กรยังต้องการความสามารถที่จะรองรับการเป็นเจ้าของอธิปไตยทางดิจิทัล (digital sovereignty) มากขึ้น ซึ่งทำให้องค์กรเหล่านั้นต้องการคงไว้ซึ่งความสามารถในการควบคุมระบบคลาวด์ของตนได้อย่างครอบคลุม สามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำและกำหนดได้อย่างชัดเจนว่าแอปพลิเคชันและข้อมูลใดที่ต้องใช้หรือให้ทำงานอยู่ภายในองค์กร และส่วนใดบ้างที่ใช้งานอยู่นอกองค์กรได้ Red Hat OpenShift 4.20 สร้างขึ้นมาโดยกำหนดให้เรื่องความปลอดภัยของระบบเป็นหัวใจสำคัญ มอบโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นหนึ่งเดียวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้องค์กรควบคุมการใช้งานได้โดยสมบูรณ์ และเร่งการพัฒนาและปรับใช้แอปพลิเคชันต่าง ๆ รวมถึงเวิร์กโหลด AI บนสภาพแวดล้อมไฮบริดคลาวด์ทั้งหมด

ยกระดับความปลอดภัยให้กับแพลตฟอร์ม และ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการระบบสำคัญ ๆ

เวอร์ชันล่าสุดนี้ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบความปลอดภัยของแพลตฟอร์มอย่างมีนัยสำคัญ สามารถรับมือกับภัยคุกคามเร่งด่วนในปัจจุบัน และ ความต้องการด้านความปลอดภัยที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปของระบบไอทีองค์กร ด้วยการเสริมความแข็งแกร่งใหักับแพลตฟอร์มเพื่อรองรับข้อกำหนดเฉพาะด้านอธิปไตยดิจิทัล Red Hat OpenShift 4.20 ช่วยรักษาความปลอดภัยให้กับทราฟฟิกหลักระหว่างส่วนประกอบของ control plan ด้วยการรองรับเบื้องต้นสำหรับอัลกอริทึมการเข้ารหัสหลังควอนตัม (post-quantum cryptography: PQC) สำหรับ mTLS เพื่อมอบการปกป้องการเข้ารหัสในระยะยาวสำหรับการสื่อสารที่สำคัญ 

นอกจากนี้ยังเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงานให้กับแพลตฟอร์มหลัก และเสริมศักยภาพด้านความปลอดภัยให้กับลูกค้าที่ใช้ Red Hat OpenShift Platform Plus รวมถึงการเปิดให้ใช้งานทั่วไปของ Red Hat Advanced Cluster Security 4.9 และการปรับปรุง Red Hat Trusted Artifact Signer และ Red Hat Trusted Profile Analyzer เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลด้านความปลอดภัยได้ง่ายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ฟีเจอร์ zero trust workload identity manager ที่มีกำหนดเปิดตัวปลายปีนี้ จะมอบความสามารถในการรับรองตัวตน (identity attestation) ทั้งสำหรับตัวเครื่องและผู้ใช้งาน ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานแบบรวมศูนย์ทั้งหมด (federated infrastructure)

ฟีเจอร์เพิ่มเติมที่เน้นการควบคุมและการระบุตัวตน ได้แก่:

  • ความยืดหยุ่นและความสามารถในการควบคุมด้านการจัดการตัวตน: ฟีเจอร์ Bring-Your-Own OpenID Connect ช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐาน OpenID Connect (OIDC) ที่มีอยู่ได้ ซึ่งช่วยให้ควบคุมข้อมูลผู้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น
  • ลดต้นทุนการเข้ารหัส pod-to-pod mTLS ได้อย่างมีนัยสำคัญ, มอบนโยบาย identity-based traffic, ความสามารถในการสังเกต และอื่น ๆ ด้วยโหมด “sidecar-less” ambient ของ Red Hat OpenShift Service Mesh ซึ่งช่วยลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน ความซ้บซ้อนในการดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายด้านทรัพยากรที่เกินจำเป็น
  • ลดความซับซ้อนในการจัดการความลับภายนอกด้วยบริการเดียวทั่วทั้งคลัสเตอร์: External Secrets Operator (ESO) มอบการจัดการไลฟ์ไซเคิลให้กับความลับที่ดึงมาจากระบบการจัดการความลับภายนอกซึ่งช่วยปรับปรุงความปลอดภัยให้รัดกุมมากขึ้น
  • ลดต้นทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้วยความพร้อมใช้งานสูงบนฟุตพริ้นท์ที่เล็กลงTwo-node OpenShift with arbiter ช่วยให้สามารถใช้ฟอร์มแฟกเตอร์ที่มีความพร้อมใช้สูง (high-availability form factor) ใหม่ ที่ช่วยลดต้นทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานโดยไม่กระทบต่อความแข็งแกร่งของระบบ 
  • เพิ่มประสิทธิภาพการผสานรวมเครือข่ายให้กับการใช้งานบนระบบที่ติดตั้งภายในองค์กร (on-premises): Border Gateway Protocol (BGP) ใน OVN-Kubernetes มอบความสามารถด้านเครือข่ายใหม่ให้กับสภาพแวดล้อมการใช้งาน on-premises ด้วยการแลกเปลี่ยนเส้นทางอย่างต่อเนื่องระหว่าง OpenShift และเครือข่ายภายนอก ทำให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเครือข่าย การย้ายเวอร์ชวลแมชชีน หรือเหตุการณ์ failover ต่าง ๆ ทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

การนำ AI ที่อยู่ในขั้นตอนการทดลองไปใช้งานจริง

Red Hat OpenShift 4.20 ช่วยเร่งให้สามารถนำโปรเจกต์ AI ไปใช้งานจริงได้เร็วขึ้น มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น และด้วยความมั่นใจมากขึ้น ความสามารถใหม่ ๆ ที่แพลตฟอร์มนี้มีให้ออกแบบมาเพื่อให้การนำไปใช้และการจัดการความซับซ้อนของเวิร์กโหลด AI ต่าง ๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงช่วยให้ปรับขนาดการใช้งานและบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น เช่น LeaderWorkerSet (LWS) API for AI workloads ช่วยให้การจัดการเวิร์กโหลดแบบ distributed AI ขนาดใหญ่ทำได้ง่ายขึ้น ด้วยการจัดการผสานและจัดระเบียบระบบ (orchestration) และการปรับขนาดการทำงาน (scaling) โดยอัตโนมัติ

ระยะเวลาที่ต้องใช้ในการนำโปรเจกต์ AI ไปใช้งานจริงลดลงอย่างมาก ด้วยการใช้ Image volume source for AI workloads ซึ่งช่วยให้สามารถผสานรวมโมเดลใหม่ ๆ เข้ากับระบบได้ภายในไม่กี่นาทีโดยไม่ต้องสร้างแอปพลิเคชันคอนเทนเนอร์ขึ้นใหม่ คุณสมบัติเหล่านี้รวมพลังกันมอบฟังก์ชันการทำงานให้กับ Red Hat OpenShift AI หรือแพลตฟอร์ม AI อื่น ๆ เพื่อช่วยให้ลูกค้าเปลี่ยนโปรเจกต์ AI ที่อยู่ในขั้นการทดลองไปสู่การใช้งานจริงได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ Model Context Protocol (MCP) ยังเปิดให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ใช้เครื่องมือของตน เช่น Visual Studio Code จัดการคลัสเตอร์ได้อีกด้วย

เวอร์ชวลไลเซชันที่พร้อมใช้งานจริง

เร้ดแฮทเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ Red Hat OpenShift Virtualization อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถจัดการเวอร์ชวลแมชชีน ควบคู่กับคอนเทนเนอร์และคลาวด์-เนทีฟแอปพลิเคชันได้จากแพลตฟอร์มเดียว CPU load-aware rebalancing และ Arm support ที่เพิ่มเข้ามา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและการใช้ทรัพยากรให้กับเวอร์ชวลเวิร์กโหลดต่าง ๆ ในขณะเดียวกัน การที่ Red Hat OpenShift Virtualization ขยายความสามารถในการรองรับไฮบริดคลาวด์ไปยังการใช้งานแบบ bare-metal บน Oracle Cloud ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ควบคุมโครงสร้างพื้นฐานไอทีและการจัดวางข้อมูลขององค์กรได้มากขึ้น ฟังก์ชันการถ่ายพื้นที่เก็บข้อมูล (storage offloading functionality) ที่ได้รับการปรับปรุง ช่วยให้ชุดเครื่องมือที่ใช้ในการย้ายข้อมูลสำหรับเวอร์ชวลไลเซชันสามารถย้ายเวอร์ชวลแมชชีนจากโซลูชันเวอร์ชวลไลเซชันแบบดั้งเดิมไปยัง OpenShift Virtualization ผ่านทรัพยากรการจัดเก็บข้อมูลที่มีอยู่เดิม ได้เร็วขึ้นอย่างมาก

การวางตลาด

Red Hat OpenShift 4.20 พร้อมให้บริการแล้ว กรุณาคลิกที่ลิงก์นี้เพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม และวิธีการอัปเกรดเป็นเวอร์ชันล่าสุด

คำกล่าวสนับสนุน

Mike Barrett, vice president and general manager, Hybrid Cloud Platforms, Red Hat

“นวัตกรรมในด้านไอทีระดับองค์กรกำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากความต้องการใช้ AI และแลนด์สเคปที่เปลี่ยนแปลงไป อันเป็นผลมาจากกฎระเบียบใหม่ ๆ และความต้องการขององค์กรที่ต้องการรวมเรื่องของอธิปไตย (sovereignty) หรือความสามารถในการควบคุม เข้าไปในการลงทุนด้านเทคโนโลยีของตน Red Hat OpenShift 4.20 มอบโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงก้าวทันการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เท่านั้น แต่ยังช่วยให้ลูกค้าของเราเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ได้ด้วย เรามอบเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อรวมโครงสร้างพื้นฐานไอทีของลูกค้าให้เป็นหนึ่งเดียว ตั้งแต่เวอร์ชวลแมชชีนแบบดั้งเดิมไปจนถึงเวอร์ชวลแมชชีนที่ใช้แนวทางที่ทันสมัย ในขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งมาตรการด้านความปลอดภัยที่เข้มงวด ความมั่นใจ และความสามารถในการควบคุมการใช้งาน ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่จะมาถึงในปี 2569″

Luc Choubert, vice president, Platform Engineering, Amadeus

“เส้นทางสู่การใช้มัลติคลาวด์ของเราได้รับแรงผลักดันจากความต้องการอย่างมหาศาลด้านขนาดและความเร็วในการย้ายจากไพรเวทดาต้าเซ็นเตอร์และการให้การสนับสนุนวิศวกร 10,000 คนของเรา Red Hat OpenShift ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานครบวงจรหนึ่งเดียวสำหรับการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ช่วยให้เราทำให้แอปพลิเคชันสำคัญแบบเรียลไทม์ของเราเป็นอัตโนมัติได้อย่างปลอดภัย ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงการนำไปใช้งาน การเพิ่มประสิทธิภาพ OpenShift ด้วย OpenShift Lightspeed ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถให้ทีมของเราปรับขนาดการทำงานโดยใช้ประโยชน์จาก generative AI เพื่อมอบคำตอบที่รวดเร็วและเข้าใจบริบทให้แก่ผู้ดูแลระบบทุกคนไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะมีประสบการณ์ในระดับใดก็ตาม เราให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อการเน้นสร้างนวัตกรรมให้กับแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่องของเวอร์ชันล่าสุดนี้ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อความคล่องตัวและความแข็งแกร่งในระยะยาว ที่เราต้องการเพื่อให้บริการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลก”

Gustavo de Abreu Fiuza, DevOps engineer, Cloud Platforms, Banco do Brasil

“เมื่อ Banco Brazil เริ่มนำ Kubernetes มาใช้ครั้งแรก เราพบว่าการปรับขนาด Kubernetes เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของละตินอเมริกานั้น มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการมาก การย้ายจาก vanilla Kubernetes ไปยัง Red Hat OpenShift ช่วยลดค่าใช้จ่ายนั้นได้ทันที และยังสามารถขยายกลยุทธ์ไฮบริดคลาวด์ของเราไปพร้อม ๆ กัน เราจึงสามารถเพิ่มจำนวน managed applications ได้สามเท่าโดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงาน เราใช้ GitOps อย่างเต็มประสิทธิภาพ และเรายังเสนอบริการที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านต่าง ๆ ให้กับนักพัฒนาของเรา เพื่อลดต้นทุนต่อแอปพลิเคชัน แพลตฟอร์มนี้ยังช่วยให้เราใช้พับลิคคลาวด์ได้ด้วยโดยไม่ยุ่งยากผ่าน Microsoft Azure Red Hat OpenShift”

Jim Mercer, program vice president, Software Development, DevOps, and DevSecOps, IDC

“ความท้าทายที่แท้จริงขององค์กรต่าง ๆ ในปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่การนำ AI มาใช้ แต่คือการเชื่อมไลฟ์ไซเคิลของ AI เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานไฮบริดคลาวด์ที่องค์กรใช้อยู่อย่างปลอดภัย แพลตฟอร์ม Red Hat OpenShift มอบเลเยอร์ของความสอดคล้องสม่ำเสมอและความสามารถในการควบคุมที่จำเป็นในการบริหารจัดการแอปพลิเคชันต่าง ๆ ข้อมูล และนโยบายด้านความปลอดภัยทั่วฟุตพริ้นท์ที่แตกต่าง ทำให้มั่นใจว่าธุรกิจสามารถตอบสนองความต้องการใหม่ ๆ ด้านอธิปไตยทางดิจิทัล และเร่งสร้างนวัตกรรมไปพร้อม ๆ กันได้”

Venkat Ramakrishnan, vice president and general manager, Portworx by Pure Storage

“เรานำเสนอโซลูชันการพัฒนาแอปพลิเคชันที่ทรงพลัง ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการข้อมูล Portworx บน Red Hat OpenShift เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพการดำเนินงาน ตั้งแต่ศูนย์ข้อมูลไปจนถึงคลาวด์ และออกไปยังเอดจ์ การให้การรองรับ Red Hat OpenShift 4.20 และการเปิดใช้งาน OpenShift สองโหนดพร้อม arbiter บน Portworx เป็นการขยายความสามารถด้านความแข็งแกร่งของข้อมูล (data resilience) การจัดการ และบริการที่สำคัญข้ามตำแหน่งเอดจ์หลายแห่ง ซึ่งช่วยให้ลูกค้าตระหนักถึงอนาคตของโครงสร้างพื้นฐานเอดจ์”

DDproperty ชวนเปิดเช็กลิสต์พิชิตความเสี่ยง เลือกเอเจนต์อสังหาฯ อย่างไร ให้ปลอดภัย ไม่โดนหลอก

DDproperty ชวนเปิดเช็กลิสต์พิชิตความเสี่ยง เลือกเอเจนต์อสังหาฯ อย่างไร ให้ปลอดภัย ไม่โดนหลอก

DDproperty ชวนเปิดเช็กลิสต์พิชิตความเสี่ยง เลือกเอเจนต์อสังหาฯ อย่างไร ให้ปลอดภัย ไม่โดนหลอก

การวางแผนซื้อหรือขายที่อยู่อาศัยถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต เพราะเป็นการซื้อขายทรัพย์สินมูลค่าสูงที่มาพร้อมรายละเอียดมากมาย หากผู้บริโภคไม่มีประสบการณ์มาก่อนจะพบว่าทุกขั้นตอนที่เดินบนเส้นทางอสังหาริมทรัพย์ ล้วนมีความท้าทายซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งผู้ซื้อที่ต้องเปรียบเทียบโครงการต่าง ๆ เพื่อหาความคุ้มค่าด้านราคาและต้องตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริงในระยะยาว ขณะที่ฝั่งผู้ขายเองก็ต้องวางแผนการตลาดเพื่อตั้งราคาที่แข่งขันได้และทำกำไร ควบคู่ไปกับการเตรียมเอกสารสัญญาที่ต้องอาศัยความรอบคอบแม่นยำ ความท้าทายรอบด้านเหล่านี้ส่งผลให้การมีผู้เชี่ยวชาญอย่างเอเจนต์อสังหาฯ เข้ามาช่วยแนะนำ กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจและตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการลดความยุ่งยากซับซ้อนของการทำธุรกรรมลง

จับตาความท้าทายที่ผู้ขายอสังหาฯ ด้วยตนเองต้องเผชิญ

สำหรับผู้บริโภคมือใหม่ที่ต้องการขายหรือปล่อยเช่าที่อยู่อาศัยด้วยตนเองมักเผชิญความท้าทายหลายมิติ ตั้งแต่ความสับสนในการเริ่มต้นวางแผน การเตรียมเอกสาร ไปจนถึงแรงกดดันจากการแข่งขันในตลาดที่เข้ามาบั่นทอนความมั่นใจ ส่งผลให้กระบวนการขายอาจล่าช้าและใช้เวลานานกว่าที่คาด ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย เผยความท้าทายที่สร้างความกังวลใจให้ผู้บริโภคเมื่อคิดขาย/ปล่อยเช่าที่อยู่อาศัยด้วยตนเอง ดังนี้

  • ตั้งราคาขายไม่สนใจกลไกตลาด ผู้ขายมือใหม่มักตั้งราคาตามที่ต้องการโดยละเลยการศึกษากลไกการแข่งขันในตลาดอสังหาฯ ซึ่งต้องวิเคราะห์ว่าอสังหาฯ ประเภทเดียวกันในทำเลนั้นมีจำนวนมากน้อยเพียงใด มีโครงการอื่นในราคาใกล้เคียงกันหรือไม่ เมื่อหักค่าเสื่อมของอสังหาฯ ออกแล้วราคาขายที่ตั้งนั้นครอบคลุมภาระหนี้ที่เหลืออยู่และค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ผู้ขายต้องรับผิดชอบหรือไม่ เพื่อนำมาประเมินหาราคาขายที่เหมาะสมต่อไป อย่างไรก็ตาม ปัจจัยแวดล้อมที่มีผลต่อการอยู่อาศัยในทำเลนั้น ๆ เช่น มีน้ำท่วมขังบ่อยหรือการเดินทางที่ไม่สะดวก อาจเป็นอีกเงื่อนไขที่ผู้ซื้อนำมาต่อรองราคาได้
  • ไม่มีเวลาพาเยี่ยมชมโครงการ การบริหารจัดการการเยี่ยมชมบ้าน/คอนโดฯ และให้ข้อมูลแก่ผู้สนใจเป็นอีกความท้าทายเมื่อผู้ขายต้องดำเนินการเองทั้งหมด เนื่องจากอาจมีการเยี่ยมชมหลายครั้งกว่าจะปิดการขายได้ หากเวลาของผู้ซื้อไม่ตรงกับผู้ขายบ่อยครั้งจนต้องเลื่อนนัดหรือปฏิเสธนัดหมายอาจทำให้สูญเสียโอกาสในการขายไป เนื่องจากผู้ซื้อมีโอกาสที่จะสนใจโครงการอื่นที่ได้ไปดูแทน นอกจากนี้ ผู้ขายยังต้องเผชิญความท้าทายในการคัดกรองว่าผู้ที่สนใจซื้อนั้นเป็นลูกค้าจริงหรือเป็นเพียงมิจฉาชีพที่แฝงตัวมา
  • เจรจาต่อรองไม่เก่ง ผู้ขายจำเป็นต้องมีทักษะในการสื่อสารและวาทศิลป์ที่ดีเพื่อนำเสนอข้อมูลที่ดึงดูดใจและปิดการขายให้ได้ตามราคาที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะในการเจรจาต่อรองเมื่อถูกผู้ซื้อพยายามกดราคา หรือต่อรองขอส่วนลดเพิ่มด้วยเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น อ้างจุดชำรุดหรือไม่ขอรับเฟอร์นิเจอร์ที่แถมให้เพื่อกดดันให้ลดราคาเพิ่ม นอกจากนี้ ผู้ขายควรระมัดระวังไม่เปิดเผยเหตุผลการขายในเชิงลบ ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการถูกผู้สนใจซื้อกดราคาหรือนำไปสู่การยกเลิกการซื้อได้
  • ขาดความรู้ด้านการตลาด การขาดความรู้ความเข้าใจในการวางแผนการตลาดอาจทำให้ผู้ขายต้องเสียเวลาและงบประมาณโดยไม่จำเป็น เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตามที่ต้องการ การวางกลยุทธ์การขายอสังหาฯ ที่ดีต้องผสานการตลาดทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ โดยเน้นจุดเด่นด้านราคาและของแถมอย่างชัดเจน รวมทั้งใช้ภาพถ่ายมุมกว้างที่สวยงามน่าอยู่ อย่างไรก็ดี แม้การตลาดออนไลน์จะสะดวกและเข้าถึงได้ง่าย แต่การแข่งขันที่สูงทำให้การลงประกาศฟรีอาจไม่เพียงพอ ผู้ขายจำเป็นต้องลงทุนในโฆษณาเพื่อเพิ่มการมองเห็น และต้องเข้าใจว่ากลุ่มเป้าหมายที่ต้องการคือใครเพื่อให้การตลาดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และช่วยควบคุมไม่ให้งบประมาณบานปลาย
  • ความซับซ้อนของเอกสารสัญญา การซื้อขายอสังหาฯ มีความซับซ้อนกว่าการซื้อขายทรัพย์สินทั่วไป ผู้ขายจึงต้องศึกษาเรื่องสัญญาจะซื้อจะขายอย่างรอบคอบ โดยระบุรายละเอียดสำคัญให้ชัดเจนทั้งราคา เงื่อนไข ระยะเวลา รวมถึงค่าปรับหากมีการยกเลิกสัญญา พร้อมศึกษาค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ว่าส่วนใดที่ผู้ขายและผู้ซื้อต้องรับผิดชอบบ้าง นอกจากนี้ ขั้นตอนการซื้อขายอสังหาฯ ยังมีเอกสารสำคัญหลายอย่างที่ผู้ขายควรศึกษา เช่น ใบปลอดหนี้ ใบโอนกรรมสิทธิ์ รวมถึงเอกสารสินเชื่อจากธนาคาร หากไม่มีความเข้าใจเพียงพออาจเกิดข้อผิดพลาด ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาในภายหลังได้ 

เปิดบทบาท “เอเจนต์อสังหาฯ” ผู้ช่วยค้นหาบ้านในฝันมืออาชีพ

“นายหน้าหรือเอเจนต์อสังหาฯ” ถือเป็นตัวแทนของผู้ซื้อหรือผู้ขายในการดำเนินการซื้อ/ขาย/ให้เช่าอสังหาฯ โดยเอเจนต์อสังหาฯ จะมีบทบาทอยู่ในทุกขั้นตอนของเส้นทางการซื้อขายที่อยู่อาศัย ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยที่เชื่อมโยงความต้องการระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อให้มาบรรจบกัน พร้อมช่วยดูแลทุกขั้นตอนของการซื้อขายหรือปล่อยเช่าที่อยู่อาศัยให้เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ 

เอเจนต์อสังหาฯ มืออาชีพจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ช่วยให้คำแนะนำตั้งแต่การประเมินราคา การเตรียมบ้าน/คอนโดฯ ให้พร้อมขาย ไปจนถึงให้คำปรึกษาเรื่องการปรับปรุงตกแต่งเพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน นอกจากนี้ยังเป็นนักวางแผนการตลาดที่คอยจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์นำเสนออสังหาฯ ให้โดดเด่นเพื่อให้ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น โดยเอเจนต์ที่ดีจะมีทักษะการสื่อสารเพื่อช่วยรักษาผลประโยชน์ให้ลูกค้า พร้อมเป็นคนกลางในการเจรจาต่อรอง เพื่อให้ได้ข้อตกลงที่พึงพอใจทั้งสองฝ่าย ที่สำคัญคือมีความเชี่ยวชาญด้านเอกสารและขั้นตอนทางกฎหมาย ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของสัญญาและอำนวยความสะดวกในขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์ ช่วยให้ทุกฝ่ายประหยัดเวลาในการดำเนินการที่ยุ่งยากได้อย่างมาก

สอดคล้องกับข้อมูลจากแบบสำรวจพฤติกรรมการซื้อ-เช่าอสังหาฯ และการวางแผนอนาคต ของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) ที่จัดทำขึ้นระหว่างเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2568 พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจฯ 67% ให้ความสำคัญกับการเลือกเอเจนต์อสังหาฯ โดยพิจารณาจากชื่อเสียงของเอเจนต์อสังหาฯ มาเป็นอันดับแรก ถือเป็นประตูด่านแรกที่สร้างความเชื่อมั่นและการันตีความสามารถของเอเจนต์ รองลงมาคือประสบการณ์ของเอเจนต์อสังหาฯ 59% และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของเอเจนต์อสังหาฯ 43% ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ 27% คาดหวังว่าเอเจนต์อสังหาฯ จะต้องมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายมากที่สุด เพื่อช่วยจัดการกับขั้นตอนการทำธุรกรรมและเอกสารที่ซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น รองลงมาคือมีทักษะการตลาด 20% และมีความรู้ด้านการจัดการการเงิน 18% ซึ่งล้วนเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยให้การซื้อขายอสังหาฯ ราบรื่นยิ่งขึ้น

อัปเดต 6 เช็กลิสต์เลือกเอเจนต์อย่างไรให้ตรงปก ปลอดภัย สบายใจทุกดีล

การซื้อขายบ้าน-คอนโดฯ มือสองมีรายละเอียดที่แตกต่างจากการซื้อบ้านใหม่ไม่น้อย ถือเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้ขาย/ผู้ซื้อที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน การเลือกใช้บริการเอเจนต์อสังหาฯ จึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ช่วยประหยัดเวลาของผู้ขาย/ผู้ซื้อมือใหม่และเพิ่มโอกาสปิดดีลได้มากขึ้น อย่างไรก็ดี การเลือกใช้เอเจนต์อาจมีความท้าทายซ่อนอยู่ ผู้บริโภคบางส่วนยังคงกังวลเกี่ยวกับค่าคอมมิชชั่นรวมทั้งไม่มั่นใจว่าเอเจนต์จะมีความโปร่งใสหรือไม่ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แนะนำแนวทางเลือกเอเจนต์อสังหาฯ อย่างไรให้ได้มืออาชีพ ปัจจัยใดบ้างที่จะช่วยการันตีว่าจะได้รับบริการจากเอเจนต์ที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือ ปลอดภัยในทุกธุรกรรม ลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวง 

  1. เลือกเอเจนต์ที่มีใบอนุญาตและเอกสารรับรอง การตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติของเอเจนต์อสังหาฯ ถือเป็นขั้นตอนแรกที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่น โดยเอเจนต์มืออาชีพต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ไทย เป็นเครื่องยืนยันว่าผ่านการสอบวัดความรู้ในการเป็นตัวแทนและสอบวัดจรรยาบรรณวิชาชีพเรียบร้อย ถือเป็นเอกสารรับรองวิชาชีพขั้นพื้นฐานที่เอเจนต์ควรมี นอกจากนี้การผ่านการอบรมหลักสูตรต่าง ๆ ที่ส่งเสริมทักษะที่จำเป็นในการทำงานก็จะเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเอเจนต์มากขึ้น และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า

ปัจจุบันแพลตฟอร์มอสังหาฯ ได้มีการพัฒนาโปรแกรมยืนยันตัวตนเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้คนหาบ้านอย่าง “เอเจนต์ที่ได้รับการยืนยันตัวตน (Agent Verification)” ของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ ที่มีการแสดงข้อมูลการติดต่อที่ชัดเจน และความเชี่ยวชาญเบื้องต้น ซึ่งจะทำให้มั่นใจได้ว่าเอเจนต์ที่ผ่านการลงทะเบียนในโครงการนี้ และได้ป้ายสัญลักษณ์สีเขียว “ยืนยันตัวตน” หรือ “Verified” บนเว็บไซต์ www.DDproperty.com เป็นเอเจนต์ที่มีความน่าเชื่อถือและไว้ใจได้ ช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าทุกการซื้อ-ขาย-เช่าบนเส้นทางอสังหาฯ นี้จะเป็นไปอย่างราบรื่น

  1. มีอินไซต์ในตลาดอสังหาฯ เอเจนต์ควรมีประสบการณ์และความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับการซื้อขายอสังหาฯ ทั้งในเรื่องประเภทอสังหาฯ ราคาตลาด แนวโน้มความต้องการที่อยู่อาศัยในแต่ละทำเล และอัปเดตข่าวสารในตลาดที่อยู่อาศัยอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการมีข้อมูลเชิงลึกของทำเลที่เอเจนต์ดูแลอยู่ เช่น มีราคาตลาดเฉลี่ยของบ้าน/คอนโดฯ มีข้อมูลจุดเด่นของแต่ละโครงการ หรือมีข้อมูลพฤติกรรมและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในทำเลนั้น ๆ จะช่วยให้เอเจนต์สามารถให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์และเหมาะกับความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ลูกค้าสามารถวางแผนซื้อและลงทุนในอสังหาฯ ได้อย่างรอบคอบตามแนวโน้มการเติบโตของตลาดอสังหาฯ ในอนาคตได้อีกด้วย
  1. บุคลิกภาพดี เจรจาต่อรองเก่ง บุคลิกภาพและทักษะการสื่อสารที่ดีถือเป็นหัวใจสำคัญของเอเจนต์ โดยเอเจนต์มืออาชีพควรมีบุคลิกภาพที่เป็นมิตร อัธยาศัยดี มี Service mind พร้อมให้บริการ และใส่ใจรับฟังความต้องการทั้งของผู้ขายและผู้ซื้อ ที่สำคัญคือต้องมีทักษะในการเจรจาต่อรอง โดยสามารถให้ข้อมูลที่ถูกต้องได้อย่างชัดเจนตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง และมีความยืดหยุ่นในการสื่อสาร เอเจนต์ที่มีประสบการณ์จะรู้วิธีบริหารจัดการกับผู้สนใจซื้อ และมีเทคนิคในการต่อรองราคา/เงื่อนไขต่าง ๆ อย่างสุภาพ เป็นคนกลางช่วยประสานงานและสร้างข้อตกลงที่พึงพอใจร่วมกันทั้งสองฝ่ายได้อย่างราบรื่น
  1. วางกลยุทธ์การตลาดตรงกลุ่มเป้าหมาย เอเจนต์มืออาชีพไม่เพียงทำหน้าที่เป็นตัวกลางซื้อขาย แต่ยังเป็นทั้งนักวิเคราะห์และนักวางแผนการตลาด โดยเอเจนต์จะวิเคราะห์เพื่อหาจุดเด่นและจุดด้อยของอสังหาฯ รอบด้าน นำมาประกอบกับการวิเคราะห์โอกาสในทำเลนั้น ๆ และเปรียบเทียบกับคู่แข่งในระดับราคาเดียวกัน เพื่อให้เข้าใจว่ากลุ่มเป้าหมายหลักคือใคร สามารถเข้าถึงได้ด้วยสื่อแบบใด มีการแข่งขันในตลาดมากน้อยเพียงใด จากนั้นจึงนำข้อมูลมาวางกลยุทธ์การตลาดให้เหมาะสมทั้งในสื่อออฟไลน์และออนไลน์ นอกจากนี้ เอเจนต์ยังพร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำการจัดโปรโมชั่นที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายให้กับลูกค้า หากต้องการกลยุทธ์เพื่อเร่งการตัดสินใจซื้อและปิดการขายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
  1. เชี่ยวชาญงานเอกสาร รู้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เอเจนต์มืออาชีพควรมีความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการซื้อ/ขาย/ให้เช่าอสังหาฯ เช่น กฎหมายที่ดิน กฎหมายอาคารชุด การจดทะเบียนและโอนกรรมสิทธิ์ ภาษีและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ รวมทั้งควรมีความรู้ความเข้าใจกระบวนการทำธุรกรรมอสังหาฯ เพื่อให้สามารถแนะนำผู้ขายได้ตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจสอบสถานะทรัพย์ว่าพร้อมขายโดยไม่มีหนี้ค้างชำระหรือภาระผูกพันกับธนาคาร และในกรณีที่มีการจำนอง ผู้ขายต้องดำเนินการไถ่ถอนอย่างไรบ้าง นอกจากนี้เอเจนต์ยังสามารถช่วยตรวจสอบความถูกต้องและเตรียมเอกสารสำคัญต่าง ๆ ตั้งแต่สัญญาจะซื้อจะขาย การวางเงินมัดจำ เตรียมเอกสารที่ใช้ในการยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยและโอนกรรมสิทธิ์ได้อย่างครบถ้วน ช่วยลดเวลาในการดำเนินการด้วยตนเอง พร้อมเป็นที่ปรึกษาทุกขั้นตอนงานเอกสารที่ซับซ้อน
  1. เครือข่ายเอเจนต์เพิ่มโอกาสขายมากขึ้น เอเจนต์ที่สังกัดบริษัทเอเจนต์อสังหาฯ มักจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่าเอเจนต์อิสระ เนื่องจากบริษัทที่มีชื่อเสียงมักมีระบบการคัดเลือกและมีมาตรฐานการฝึกอบรมเอเจนต์ที่เข้มข้น นอกจากนี้หากผู้บริโภคประสบปัญหาในการทำธุรกรรมกับเอเจนต์ก็ยังสามารถติดต่อกับบริษัทโดยตรงได้ และอีกหนึ่งจุดเด่นที่น่าสนใจคือบริษัทเอเจนต์อสังหาฯ มักจะมีฐานข้อมูลลูกค้ามากกว่า จึงช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น เชื่อมโยงให้ผู้ขายได้พบกับผู้ซื้อที่มีความต้องการที่ตรงกันในวงกว้าง อย่างไรก็ดี ปัจจุบันเอเจนต์อิสระบางส่วนจะมีเครือข่ายเอเจนต์ของตนเองหรือมีการทำงานร่วมกับ Co-Agent เช่นกัน ซึ่งจะช่วยให้เข้าถึงข้อมูลลูกค้าและโครงการที่หลากหลายมากขึ้น ส่งผลให้เอเจนต์สามารถนำเสนอทางเลือกที่มากขึ้นให้กับผู้ขายและผู้ซื้อ เปิดโอกาสให้กระบวนการซื้อขายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยทั่วไปค่าบริการเอเจนต์หรือค่านายหน้าจะคิดอยู่ที่ 3% ของราคาซื้อขาย ซึ่งอาจเพิ่มขึ้นได้ขึ้นอยู่กับพื้นที่ตั้งของอสังหาฯ ความยากง่ายในการซื้อขาย มูลค่าของอสังหาฯ หรือเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญา ทั้งนี้ เอเจนต์จะเก็บค่านายหน้าเมื่อลูกค้าทำสัญญาซื้อขายเรียบร้อยแล้ว ผู้ขายจึงไม่ต้องจ่ายค่านายหน้าจนกว่าการทำธุรกรรมแล้วเสร็จและได้เงินจากผู้ซื้อ จะเห็นได้ว่าการเลือกใช้บริการเอเจนต์อสังหาฯ ที่มีคุณภาพจะช่วยให้กระบวนการซื้อขายบ้านราบรื่น ประหยัดเวลา และลดความเสี่ยงของข้อผิดพลาดในเอกสารสัญญาที่อาจทำให้เส้นทางอสังหาฯ ของคุณสะดุดได้ 

ทั้งนี้ ผู้บริโภคต้องไม่ลืมที่จะพิจารณาคุณสมบัติและตรวจสอบข้อมูลประวัติของเอเจนต์อสังหาฯ อย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจอีกครั้ง หากผู้บริโภคยังไม่มั่นใจเมื่อต้องใช้เอเจนต์อสังหาฯ สามารถให้ “เอเจนต์ที่ได้รับการยืนยันตัวตน (Agent Verification)” ของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ช่วยคัดกรองเอเจนต์มืออาชีพเข้ามาเป็นผู้ช่วยซื้อขายที่อยู่อาศัยได้เช่นกัน และเพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานเอเจนต์อสังหาฯ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ได้จัดงานมอบรางวัล “DDproperty Agent & Agency Impact Awards 2025” เป็นครั้งแรกในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 นี้ ให้กับสุดยอดเอเจนต์อสังหาฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านการขาย/ให้เช่าที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ รางวัลนี้ถือเป็นเครื่องการันตีถึงความเป็นมืออาชีพและความไว้วางใจที่ผู้บริโภคมีต่อเอเจนต์คุณภาพ ซึ่งพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้คุณค้นพบอสังหาริมทรัพย์ที่ “ใช่” ได้ง่ายขึ้นและมั่นใจยิ่งกว่าเดิม สามารถติดตามรายชื่อผู้ชนะทั้งหมดได้ที่ รายชื่อผู้ชนะ DDproperty Agent & Agency Impact Awards 2025

Alibaba Cloud Recognized as a Leader in Two Gartner Reports

Alibaba Cloud ได้รับการจัดให้เป็นผู้นำในรายงาน Gartner Magic Quadrant™ ประจำปี 2025 ควบสองรายงาน

Alibaba Cloud Recognized as a Leader in Two Gartner® Reports

A leader in Gartner® 2025 Magic Quadrant™ for container management and cloud-native application platforms

Alibaba Cloud, the digital technology and intelligence backbone of Alibaba Group, today announced that it has been named a Leader in Gartner 2025 Magic Quadrant for Container Management and the 2025 Magic Quadrant for Cloud-Native Application Platforms

Alibaba Cloud believes these recognitions underscore Alibaba Cloud’s continued commitment to leading innovations that empowers global enterprises and drives digital transformation.

“We believe being recognized by Gartner as a Leader in both Container Management and Cloud-Native Application Platforms reflects our unwavering focus on delivering solutions that meet the rapidly evolving technology needs of today’s businesses. With digital competency quickly becoming a non-negotiable, we’re fully committed to making the adoption of digital tools as easy and effective as possible while pushing the boundaries of what’s possible in these technologies,” said Jiangwei Jiang, Senior Researcher and General Manager of Infrastructure Products, Alibaba Cloud Intelligence.“

According to Gartner, “Leaders distinguish themselves by offering a service suitable for strategic adoption and having an ambitious roadmap.”

For Container Management, Alibaba Cloud has a comprehensive container service portfolio, which delivers strategic flexibility across public, hybrid, and multi-cloud environments. 

The container management market reached over USD2.5 billion in value in 2024, and by 2028, 95% of new AI deployments will use Kubernetes, up from less than 30% today, according to the Gartner report. 

For Cloud-Native Application Platforms, Alibaba Cloud’s leadership position is attributed to its full-featured modern development environment, which integrates developer productivity, AI, and serverless compute. Its Serverless App Engine (SAE), Function Compute, and Container Compute Service (ACS) enable organizations to rapidly build, deploy, and scale AI-enabled applications with ease. 

The cloud-native application platform market exceeded $3.5 billion revenue in 2024, with worldwide spending growing at a double-digit, year-over-year rate of 16.4%. This market is projected to exceed the $7 billion revenue mark by 2029, at a five-year CAGR of 15.1% from 2024 through 2029 in constant currency, according to Gartner.

Alibaba Cloud believe it is well positioned to capture the resulting opportunities as its key strengths include empowering developers with advanced toolchains and serverless orchestration; driving AI innovation through offerings such as AI models, AI gateways, and one‑click AI application templates; and strong market awareness underpinned by a product strategy designed to meet growing demand for scalable, flexible, and secure solutions.

During this year’s Apsara conference, Alibaba Cloud’s annual flagship technology conference, Alibaba Cloud has upgraded its ACS to enhance its auto-scaling capabilities through optimized scheduling and container image cache acceleration technologies. This enables elasticity, supporting the scaling of up to 15,000 pods per minute to handle massive, highly concurrent agent requests. 

Alibaba Cloud ได้รับการจัดให้เป็นผู้นำในรายงาน Gartner Magic Quadrant™ ประจำปี 2025 ควบสองรายงาน

Alibaba Cloud ได้รับการจัดให้เป็นผู้นำในรายงาน Gartner Magic Quadrant™ ประจำปี 2025 ควบสองรายงาน

Alibaba Cloud ได้รับการจัดให้เป็นผู้นำในรายงาน Gartner® Magic Quadrant™ ประจำปี 2025 ควบสองรายงาน

  • รายงานด้านการจัดการคอนเทนเนอร์
  • รายงานด้านแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันแบบคลาวด์เนทีฟ

อาลีบาบา คลาวด์ (Alibaba Cloud) ธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป ได้รับเลือกให้อยู่ในกลุ่มผู้นำในรายงาน Gartner 2025 Magic Quadrant for Container Management และ 2025 Magic Quadrant for Cloud-Native Application Platforms 

Alibaba Cloud เชื่อว่าการได้รับการคัดเลือกในครั้งนี้คือการตอกย้ำความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของบริษัทฯ ที่เป็นผู้นำในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อใช้เสริมศักยภาพให้กับองค์กรทั่วโลก และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

นายเจียงเว่ย เจียง นักวิจัยอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปฝ่ายผลิตภัณฑ์โครงสร้างพื้นฐานของ อาลีบาบา คลาวด์ อินเทลลิเจนซ์ กล่าวว่า “การได้รับการยอมรับจาก Gartner ให้เป็นผู้นำทั้งด้านการจัดการคอนเทนเนอร์และแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันแบบคลาวด์เนทีฟ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่แน่วแน่ของเราในการนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการทางเทคโนโลยีของธุรกิจในปัจจุบันที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว การที่ศักยภาพด้านดิจิทัลกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้ ทำให้เรามุ่งมั่นอย่างเต็มกำลังที่จะทำให้การใช้งานเครื่องมือดิจิทัลเป็นเรื่องง่าย มีประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในขณะเดียวกันก็สำรวจและขยายความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่เทคโนโลยีเหล่านี้จะเปิดโอกาสให้”

ตามรายงานของ Gartner “ผู้นำด้านต่างๆ มีความโดดเด่นในการนำเสนอบริการที่เหมาะสมสำหรับการนำไปใช้เชิงกลยุทธ์ และมีแผนงานที่มุ่งเป้าสูง”

สำหรับด้านการจัดการคอนเทนเนอร์นั้น Alibaba Cloud มีพอร์ตโฟลิโอของบริการด้านคอนเทนเนอร์ที่ครอบคลุม ซึ่งมอบความคล่องตัวเชิงกลยุทธ์บนสภาพแวดล้อมทั้งที่เป็นพับลิค ไฮบริด และมัลติคลาวด์

รายงาน Gartner ระบุว่า ตลาดการจัดการคอนเทนเนอร์มีมูลค่าเกินกว่า 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2024 และภายในปี 2028 การใช้ AI ใหม่ ๆ 95% จะใช้ Kubernetes ซึ่งเพิ่มขึ้นจากสัดส่วนปัจจุบันที่น้อยกว่า 30% 

สำหรับด้านแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันแบบคลาวด์เนทีฟที่ Alibaba Cloud ได้รับการจัดให้อยู่ในตำแหน่งผู้นำนั้น เป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมการพัฒนาที่ทันสมัยและมีฟีเจอร์ครบครัน ซึ่งผสานรวมประสิทธิภาพการทำงานของนักพัฒนา, AI, และการประมวลผลแบบไร้เซิร์ฟเวอร์ (serverless compute) เข้าไว้ด้วยกัน บริการ Serverless App Engine (SAE), Function Compute และ Container Compute Service (ACS) ของบริษัทฯ ช่วยให้องค์กรสามารถสร้าง ปรับใช้ และขยายขนาดการใช้แอปพลิเคชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

ตามรายงานของ Gartner ตลาดแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันแบบคลาวด์เนทีฟ มีรายได้สูงกว่า 3.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2024 โดยการใช้จ่ายทั่วโลกเติบโตในอัตราร้อยละสองหลักต่อปีที่ 16.4% และคาดการณ์ว่าตลาดนี้จะทำรายได้เกินกว่า 7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2029 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) อยู่ที่ 15.1% ในช่วงห้าปี ตั้งแต่ปี 2024 จนถึงปี 2029 โดยใช้ค่าเงินคงที่

Alibaba Cloud มั่นใจว่าบริษัทฯ อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในการคว้าโอกาสต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เนื่องจากจุดแข็งหลักของบริษัทฯ ประกอบด้วย การเสริมศักยภาพนักพัฒนาด้วยชุดเครื่องมือ (toolchains) ประสิทธิภาพสูงและการจัดการประสานการทำงานแบบไม่ต้องใช้เซิร์ฟเวอร์ (serverless orchestration); การขับเคลื่อนนวัตกรรม AI ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น AI model, AI Gateway, และเทมเพลตสำหรับสร้างแอปพลิเคชัน AI แบบคลิกเดียว; และการสร้างการรับรู้ในตลาดที่แข็งแกร่ง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นทำให้โซลูชันปรับขนาดได้ มีความยืดหยุ่น และปลอดภัย

ระหว่างงาน Apsara Conference ซึ่งเป็นงานประชุมทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญประจำปีของ Alibaba Cloud ปีนี้ Alibaba Cloud ได้อัปเกรดบริการ ACS (Alibaba Cloud Container Service) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปรับขนาดอัตโนมัติ (auto-scaling) ผ่านการปรับปรุงการจัดสรรเวลาและทรัพยากร รวมถึงเทคโนโลยีในการเร่งความเร็วแคชอิมเมจคอนเทนเนอร์ (container image cache) ซึ่งช่วยให้ระบบสามารถปรับขนาดได้อย่างยืดหยุ่น รองรับการขยายได้สูงสุดถึง 15,000 พ็อด (pods) ต่อนาที เพื่อจัดการกับคำขอจากเอเจนต์จำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นพร้อมกันในระดับสูง

Red Hat Celebrates Bank for Agriculture and Agricultural Cooperatives and Land and Houses Bank Public for Driving Open Source Excellence at the Red Hat APAC Innovation Awards 2025 for Thailand

Red Hat Celebrates Bank for Agriculture and Agricultural Cooperatives and Land and Houses Bank Public for Driving Open Source Excellence at the Red Hat APAC Innovation Awards 2025 for Thailand

Red Hat Celebrates Bank for Agriculture and Agricultural Cooperatives and Land and Houses Bank Public for Driving Open Source Excellence at the Red Hat APAC Innovation Awards 2025 for Thailand

The winners were recognized for harnessing Red Hat’s open source technologies to accelerate innovation, foster transformation, and deliver lasting business impact.

Red Hat, the world’s leading provider of open source solutions, today announced the winners of the Red Hat APAC Innovation Awards 2025 for Thailand. This year, Red Hat is celebrating Bank for Agriculture and Agricultural Cooperatives and Land and Houses Bank Public Company Limited for their forward thinking use of open source to drive innovation, enable transformation and create meaningful impact across their organizations.

Embodying this year’s theme, “Unlock what’s next,” the Red Hat APAC Innovation Awards 2025 celebrates customers turning these trends into tangible results. The awards recognize 30 winners across the region whose inventive use of Red Hat’s open source technologies has sparked innovation, strengthened competitiveness, and delivered lasting value for their industries, customers, and employees. These organizations demonstrate how open source empowers enterprises to reimagine possibilities, navigate complexity, and seize new opportunities in an evolving landscape to define future competitiveness.

The awards comprise five categories: Digital Transformation, Hybrid Cloud Infrastructure, Cloud-native Development, Automation – and the newly added AI and Emerging Tech. 

Category: Digital Transformation and Hybrid Cloud Infrastructure

Winner: Bank for Agriculture and Agricultural Cooperatives

 

เร้ดแฮทประกาศ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) คว้าชัยความเป็นเลิศด้านโอเพ่นซอร์ส Red Hat APAC Innovation Awards 2025

The Bank for Agriculture and Agricultural Cooperatives (BAAC) is a Thai, state-owned bank dedicated to supporting farmers and rural communities. To safeguard this critical role, the organization set out on a digital transformation journey to modernize its core systems and strengthen competitiveness. Facing inefficiencies from fragmented infrastructure and rising regulatory demands, the bank needed a more reliable, secure, and flexible foundation for innovation.

To build a more resilient and future-ready platform, BAAC turned to Red Hat OpenShift, replacing its legacy systems with a unified solution for containers and virtual machines. This new hybrid cloud infrastructure has reduced reliance on legacy systems, lowered costs, and strengthened security and compliance, while enabling faster delivery of new digital services. These improvements have helped BAAC enhance resilience and efficiency at scale, ensuring Thailand’s farmers and rural communities benefit from more stable, innovative, and accessible financial services.

Category: Digital Transformation 

Winner: Land and Houses Bank Public Company Limited

As a leading financial institution in Thailand, Land and Houses Bank Public Company Limited (LH Bank) focuses on delivering retail, corporate, and SME banking services. In pursuit of its vision to be a modern, customer-centric bank, LH Bank sought to accelerate application development, improve digital experiences, and expand into new business segments, all while navigating limited IT resources and complex legacy systems. The bank needed a trusted technology partner to help modernize its applications and strengthen its infrastructure.

By adopting Red Hat OpenShift to modernize its flagship mobile banking applications, Profita and LHB You, LH Bank has transformed how it designs and delivers customer services, making apps more user-friendly, feature-rich, and scalable. The bank has since extended OpenShift to internal systems, enabling agile development and improved resource efficiency, while ensuring enterprise-grade security and reliability. This holistic approach has boosted productivity, sped up time to market, and reinforced LH Bank’s ability to offer secure, innovative digital experiences that drive growth and meet the evolving needs of customers across Thailand.

Supporting Quotes
Marjet Andriesse, senior vice president and general manager, APJC, Red Hat

“The pace of change in Asia Pacific shows no signs of slowing, especially as AI becomes a core driver of business transformation. Despite these demands, our customers have delivered remarkable results, showing that innovation thrives when paired with open source. The Red Hat APAC Innovation Awards 2025 are an opportune time to recognize and celebrate these achievements, highlighting how our customers are unlocking what’s next and shaping a future defined by creativity, resilience, and impact.”

Tongkum Kadchoti, Senior Executive Vice President, Bank for Agriculture and Agricultural Cooperatives

“At BAAC, we see technology as a way to improve both our operations and the services we deliver to farmers and rural communities. With Red Hat’s enterprise solutions, we have simplified our IT into a single, powerful platform that accelerates application development and reduces time to market. This project not only strengthens our own competitiveness, but also serves as a reference point for the industry, showing what is possible with open source. As an early adopter, we value open technologies that give us flexibility without vendor lock-in, ensuring we can continue to innovate and grow with confidence.”

Ekkapob Orkbua, First Senior Vice President, Information Technology Infrastructure, Land and Houses Bank Public Company Limited
“Modernizing our core applications with Red Hat OpenShift has allowed us to deliver faster, more secure, and more reliable digital services to our customers. Thanks to Red Hat’s enterprise, open source technologies and expertise, our teams have gained the agility and efficiency needed to innovate quickly and support the bank’s growth. This collaboration highlights how open source is helping us strengthen competitiveness and expand financial access for individuals and businesses across Thailand.”