Red Hat ยกระดับประสิทธิภาพ AI Inference บน AWS

CIMB Thai Bank และ KBTG สององค์กรไทย ได้รับรางวัล APAC Innovation Awards ประจำปี 2565 จาก Red Hat

Red Hat ยกระดับประสิทธิภาพ AI Inference บน AWS

Red Hat AI ทำงานร่วมกับ Trainium และ Inferentia ซึ่งเป็น AI chips ของ AWS มอบทางเลือก ความยืดหยุ่น และประสิทธิภาพที่เหนือกว่า ให้กับเวิร์กโหลด AI ที่นำไปใช้งานจริง

เร้ดแฮท (Red Hat) ผู้ให้บริการโซลูชันโอเพ่นซอร์สชั้นนำของโลก ประกาศขยายความร่วมมือกับ Amazon Web Services (AWS) เพื่อขับเคลื่อน Generative AI (Gen AI) ระดับองค์กรบน AWS ด้วย Red Hat AI และชิป AWS AI ความร่วมมือนี้ Red Hat มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอที ให้มีความยืดหยุ่นในการรัน AI inference ประสิทธิภาพสูงที่ปรับขนาดการทำงานได้มากโดยไม่ต้องกังวลถึงข้อจำกัดของฮาร์ดแวร์พื้นฐานที่ใช้อยู่ 

การเติบโตของ gen AI และความต้องการเรื่องของการอนุมานที่ปรับขนาดได้ตามการใช้งานจริง (scalable inference) กำลังผลักดันให้องค์กรต่าง ๆ ต้องประเมินโครงสร้างพื้นฐานไอทีของตนใหม่อีกครั้ง ทั้งนี้ IDC ได้คาดการณ์ว่า “ภายในปี พ.ศ. 2570 องค์กร 40% จะหันมาใช้ชิปที่ออกแบบมาเฉพาะทาง รวมถึงโปรเซสเซอร์ ARM หรือชิปที่สร้างขึ้นเฉพาะสำหรับ AI/ML เพื่อตอบสนองต่อความต้องการด้านการเพิ่มประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และการประมวลผลเฉพาะทาง ที่มีความต้องการเพิ่มมากขึ้น” นับเป็นการชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของโซลูชันที่ได้รับการปรับแต่งอย่างเหมาะสม ซึ่งสามารถเพิ่มพลังการประมวลผล ลดต้นทุน และช่วยให้ไลฟ์ไซเคิลของการสร้างนวัตกรรมสำหรับแอปพลิเคชัน AI ประสิทธิภาพสูงทำได้รวดเร็วขึ้น 

ความร่วมมือของ Red Hat กับ AWS ช่วยเสริมศักยภาพให้องค์กรสามารถวางกลยุทธ์ gen AI ได้แบบ full-stack โดยการผสานรวมความสามารถด้านแพลตฟอร์มที่ครอบคลุมของ Red Hat เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และ AI chipsets ของ AWS ได้แก่ AWS Inferentia2 และ AWS Trainium3 ประเด็นสำคัญของความร่วมมือนี้ประกอบด้วย:

  • Red Hat AI Inference Server on AWS AI chips: Red Hat AI Inference Server ที่ขับเคลื่อนด้วย vLLM จะรองรับการทำงานร่วมกับ AI chips ของ AWS ได้แก่ AWS Inferentia2 และ AWS Trainium3 เพื่อมอบเลเยอร์การอนุมานมาตรฐานที่สามารถรองรับโมเดล gen AI ได้ทุกรูปแบบ ช่วยให้ลูกค้าได้รับประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ลดระยะเวลาในการตอบสนอง และเพิ่มความคุ้มค่าในการขยายการนำ AI ไปใช้งานจริง โดยให้ประสิทธิภาพต่อราคา (price performance) ดีกว่า Amazon EC2 instances รูปแบบปัจจุบันที่ใช้ GPU ซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน สูงถึง 30-40%
  • ใช้งาน AI on Red Hat OpenShift: Red Hat ได้ทำงานร่วมกับ AWS เพื่อพัฒนา AWS Neuron operator สำหรับ Red Hat OpenShiftRed Hat OpenShift AI และ Red Hat OpenShift Service on AWS ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันแบบครบวงจรและมีการจัดการเต็มรูปแบบบน AWS มอบเส้นทางที่ราบรื่นและได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการในการรันเวิร์กโหลดด้าน AI ด้วย AWS accelerators
  • เข้าถึงและปรับใช้ได้ง่ายขึ้น: การรองรับ AI chips ของ AWS ช่วยให้ลูกค้า Red Hat on AWS สามารเข้าถึงอุปกรณ์เร่งความเร็ว (accelerators) ประสิทธิภาพสูง และรองรับปริมาณงานมากได้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ Red Hat ได้เปิดตัว amazon.ai Certified Ansible Collection สำหรับ Red Hat Ansible Automation Platform เพื่อช่วยประสานการทำงานของบริการ AI บน AWS 
  • การมีส่วนร่วมสนับสนุนชุมชนต้นน้ำ (upstream community): Red Hat และ AWS กำลังร่วมกันเพิ่มประสิทธิภาพให้กับปลั้กอิน AI chip ของ AWS ซึ่งได้ถูกส่งกลับไปยัง vLLM และในฐานะที่ Red Hat เป็นผู้มีส่วนร่วมสนับสนุนในเชิงพาณิชย์รายสำคัญให้กับ vLLM เร้ดแฮทจึงมุ่งมั่นที่จะทำให้ vLLM ทำงานบน AWS เพื่อช่วยเร่งศักยภาพด้านการอนุมานและการเทรน AI นอกจากนี้ vLLM ยังเป็นรากฐานของ llm-d ซึ่งเป็นโปรเจกต์โอเพ่นซอร์สที่เน้นการให้บริการด้านการอนุมานในระดับสเกลใหญ่ ที่ปัจจุบันเปิดให้ใช้งานเป็นฟีเจอร์เชิงพาณิชย์บน Red Hat OpenShift AI 3 แล้ว

Red Hat มีประวัติความร่วมมืออันยาวนานกับ AWS เพื่อช่วยเสริมศักยภาพลูกค้า ตั้งแต่ดาต้าเซ็นเตอร์ไปจนถึงเอดจ์ ความร่วมมือล่าสุดนี้มีเป้าหมายเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปขององค์กรที่กำลังผสาน AI เข้ากับกลยุทธ์ไฮบริดคลาวด์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ด้าน gen AI ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ความพร้อมใช้งาน

AWS Neuron community operator พร้อมให้ใช้งานแล้วบน Red Hat OpenShift OperatorHub สำหรับลูกค้าที่ใช้งาน Red Hat OpenShift หรือ Red Hat OpenShift Service on AWS ส่วน Red Hat AI Inference Server ที่รองรับ AI chips ของ AWS ดาดว่าจะเปิดใช้งานในเวอร์ชัน developer preview ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2569

คำกล่าวสนับสนุน

Joe Fernandes, vice president and general manager, AI Business Unit, Red Hat
เรากำลังเสริมศักยภาพองค์กรให้สามารถปรับใช้และขยายเวิร์กโหลดด้าน AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ด้วยการทำให้ Red Hat AI Inference Server ระดับองค์กรของเรา ซึ่งพัฒนาบนเฟรมเวิร์ก vLLM ที่ล้ำสมัย สามารถทำงานร่วมกับ AI chips ของ AWS ได้ ความร่วมมือนี้ต่อยอดจากรากฐานด้านโอเพ่นซอร์สของ Red Hat โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้สามารถเข้าถึง generative AI ได้ง่ายและคุ้มค่ามากขึ้นในสภาพแวดล้อมไฮบริดคลาวด์”

Colin Brace, vice president, Annapurna Labs, AWS

“องค์กรต่างต้องการโซลูชันที่มีประสิทธิภาพที่เหนือชั้น คุ้มค่าการลงทุน และมีตัวเลือกที่เหมาะสมในการดำเนินงานเพื่อใช้กับเวิร์กโหลด AI ที่มีความสำคัญต่อภารกิจหลัก AWS ได้ออกแบบชิป Trainium และ Inferentia เพื่อทำให้การอนุมานและการเทรน AI มีประสิทธิภาพสูง เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และคุ้มค่ามากขึ้น ความร่วมมือของเรากับ Red Hat ช่วยให้ลูกค้ามีแนวทางที่ได้รับการสนับสนุนในการปรับใช้ generative AI ในระดับองค์กร โดยผสานความยืดหยุ่นของโอเพนซอร์สเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานของ AWS และตัวเร่งความเร็ว AI ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อเร่งเวลาในการสร้างมูลค่าจากระยะทดลองไปสู่การใช้งานจริง”

Jean-François Gamache, chief information officer and vice president, Digital Services, CAE

“การปรับปรุงแอปพลิเคชันสำคัญให้ทันสมัยด้วย Red Hat OpenShift Service on AWS ถือเป็นก้าวสำคัญในการทรานส์ฟอร์มด้านดิจิทัลขององค์กร แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้นักพัฒนาสามารถมุ่งเน้นไปที่โครงการที่มีมูลค่าสูง ทั้งการขับเคลื่อนนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และเร่งการบูรณาการ AI เข้ากับโซลูชัน  ต่าง ๆ ของเรา Red Hat OpenShift มอบความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับขนาดที่ช่วยให้สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง ตั้งแต่การมอบข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้งานได้จริงผ่านระบบการโค้ชเสมือนจริงแบบเรียลไทม์ (live virtual coaching) ไปจนถึงการลดระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาที่ผู้ใช้รายงานเข้ามาได้อย่างมีนัยสำคัญ”

Anurag Agrawal, founder and chief global analyst, Techaisle

“ในขณะที่ต้นทุนการทำ AI inference เพิ่มสูงขึ้น องค์กรต่างให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพควบคู่ไปกับสมรรถนะ ความร่วมมือนี้สะท้อนกลยุทธ์ ‘any model, any hardware’ ของ Red Hat โดยการบูรณาการแพลตฟอร์มโอเพ่นไฮบริดคลาวด์เข้ากับข้อได้เปรียบด้านความคุ้มค่าที่โดดเด่นของ AWS Trainium และ Inferentia ซึ่งช่วยให้ CIO สามารถนำ generative AI ไปใช้งานจริงในระดับองค์กร เปลี่ยนจากการทดลองที่มีต้นทุนสูงไปสู่การใช้งานจริงที่ยั่งยืนและมีการกำกับดูแล”

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

ช่องทางการติดต่อกับเร้ดแฮท

เปิดอินไซต์คนหาบ้าน 2025 เมื่อดีมานด์ตั้งอยู่ท่ามกลางพายุความท้าทาย หวังภาครัฐปลดล็อกโอกาสสู่การมีบ้าน

เปิดอินไซต์คนหาบ้าน 2025 เมื่อดีมานด์ตั้งอยู่ท่ามกลางพายุความท้าทาย หวังภาครัฐปลดล็อกโอกาสสู่การมีบ้าน

เปิดอินไซต์คนหาบ้าน 2025 เมื่อดีมานด์ตั้งอยู่ท่ามกลางพายุความท้าทาย หวังภาครัฐปลดล็อกโอกาสสู่การมีบ้าน

กำลังซื้อผู้บริโภคไทยในปีนี้ยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง รวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ภาคธุรกิจต่าง ๆ รวมทั้งตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เผยว่า อุปสงค์สะสมในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) หดตัวทั้งด้านจำนวนและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ โดยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทุกประเภทมีจำนวน 227,106 หน่วย ลดลง -9.3% YoY มีมูลค่า 617,768 ล้านบาท ลดลง -12.4% YoY สะท้อนให้เห็นว่ากำลังซื้อปีนี้ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้ที่อยู่อาศัยจะเป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตและผู้บริโภคยังคงมีความต้องการซื้อ แต่ความท้าทายที่เข้ามากระทบแผนการเงินอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนเลือกที่จะชะลอแผนการซื้อออกไปก่อน เพื่อรอจังหวะที่เหมาะสมในการก้าวสู่การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยอีกครั้ง

สะท้อนได้จากผู้เข้าชมเว็บไซต์ DDproperty พบว่า ความต้องการซื้อยังมีอยู่ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ความต้องการซื้อใน 5 จังหวัดแรกที่มีผู้เข้าชมมากที่สุด ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า โดยความต้องการซื้อในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 26% YoY

สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงให้ความสนใจซื้อที่อยู่อาศัย เพียงรอช่วงเวลาที่เหมาะสมทั้งในแง่ความพร้อมทางการเงินและมาตรการรัฐที่เอื้อต่อการซื้อที่อยู่อาศัย

3 ใน 4 ของผู้บริโภคยังพึงพอใจต่อภาพรวมตลาดอสังหาฯ

แม้ตลาดอสังหาฯ จะเผชิญความท้าทายรอบด้าน แต่มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่ออกมาอย่างต่อเนื่องถือเป็นปัจจัยบวกที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคขยับเข้าใกล้การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในฝันได้มากขึ้น ข้อมูลจากแบบสำรวจพฤติกรรมการซื้อ-เช่าอสังหาฯ และการวางแผนอนาคตของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย พบว่า ภาพรวมของผู้ตอบแบบสำรวจฯ ยังคงเชื่อมั่นต่อทิศทางตลาดอสังหาฯ ไทย

โดยกว่า 3 ใน 4 (76%) รู้สึกพึงพอใจกับสภาพตลาดอสังหาฯ ในปัจจุบัน เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่เอื้อต่อการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นฝั่งผู้ประกอบการที่ต่างงัดกลยุทธ์และโปรโมชั่นมาแข่งขันกันอย่างดุเดือด อีกทั้งภาครัฐยังมีมาตรการสนับสนุนภาคอสังหาฯ อย่างต่อเนื่องในช่วงที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ปีนี้ถือเป็นอีกโอกาสทองของผู้ที่มีความพร้อมทางการเงินในการซื้อที่อยู่อาศัย 

ด้านมุมมองของผู้บริโภคในการเลือกผู้พัฒนาอสังหาฯ นั้น 20% เผยว่าชื่อเสียงของผู้พัฒนาอสังหาฯ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจมากที่สุด เนื่องจากช่วยการันตีคุณภาพและมาตรฐานของบ้าน/คอนโดมิเนียมที่พัฒนา รองลงมา 17% มองหาผู้พัฒนาอสังหาฯ ที่มีชื่อเสียงด้านโครงการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารเขียวหรือปฏิบัติตามแนวทางความยั่งยืนในการก่อสร้าง สะท้อนให้เห็นว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเมื่อวางแผนซื้อที่อยู่อาศัย และ 15% เลือกโครงการที่มีรีวิวเชิงบวกจากผู้ซื้อจริง ซึ่งมีประสบการณ์ตรงในการอยู่อาศัยและการรับบริการหลังการขาย 

ขณะเดียวกัน โลกออนไลน์ได้มีบทบาทบนเส้นทางอสังหาฯ มากขึ้น เห็นได้ชัดจากแหล่งข้อมูลยอดนิยมที่ผู้บริโภคใช้เมื่อต้องการค้นหาข้อมูลที่อยู่อาศัย พบว่าเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาฯ ครองอันดับ 1 ด้วยสัดส่วน 17% เช่น เว็บไซต์ DDproperty ซึ่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการวางแผนซื้อ-ขาย-เช่าอสังหาฯ และข้อมูลโครงการต่าง ๆ ไว้อย่างครบถ้วนในที่เดียว จึงสะดวกต่อการหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจ รองลงมาคือ Facebook 15%, เว็บไซต์ผู้พัฒนาโครงการ 14%, Google 12% และ YouTube 10% สะท้อนให้เห็นว่าสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียถือเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อผู้บริโภคให้เข้าถึงข้อมูลโครงการที่สนใจได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การพัฒนาเทคโนโลยีด้านอสังหาฯ (PropTech) ให้พร้อมรองรับพฤติกรรมคนหาบ้านยุคดิจิทัล จึงถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม

เจาะอินไซต์ คนไทยพร้อมเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยมากแค่ไหนในยุคเศรษฐกิจผันผวน

ข้อมูลจากแบบสำรวจฯ ล่าสุดของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภาพรวมความต้องการซื้อและเช่าที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ความต้องการที่อยู่อาศัยที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าสนใจ  

  • 1 ใน 3 เก็บเงินพร้อมซื้อบ้าน แม้เผชิญแรงกดดันจากกับดักหนี้ ปัจจุบันผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินก่อนซื้อบ้านมากขึ้น โดยผู้ตอบแบบสำรวจฯ กว่า 1 ใน 3 (36%) เผยว่า มีเงินออมเพียงพอที่จะซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองแล้ว ขณะที่เกือบ 2 ใน 5 (38%) ออมเงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยได้ครึ่งทางแล้วเช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมทางการเงินของผู้บริโภคเพื่อรับมือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่อาจกระทบแผนการซื้อบ้านในอนาคต ขณะที่กว่า 1 ใน 5 (26%) ยังไม่ได้เริ่มต้นวางแผนเก็บเงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยในเวลานี้

เมื่อพิจารณาระดับราคาที่อยู่อาศัยที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากที่สุด พบว่าส่วนใหญ่สนใจที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท ถึง 82% สะท้อนให้เห็นว่าผู้สนใจซื้อส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับโครงการที่มีราคาจับต้องได้ (Affordable price) เป็นหลัก สอดคล้องกับกำลังซื้อที่มีและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ โดยระดับราคาที่อยู่อาศัยที่ผู้บริโภคสนใจซื้อมากที่สุด ได้แก่

o   อันดับ 1 ระดับราคา 1,000,001-3,000,000 บาท สัดส่วน 44%

o   อันดับ 2 ระดับราคา 3,000,001-5,000,000 บาท สัดส่วน 27%

o   อันดับ 3 ระดับราคา 5,000,001-7,000,000 บาท สัดส่วน 13%

อย่างไรก็ดี สภาพคล่องทางการเงินยังเป็นความท้าทายหลักเมื่อวางแผนเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ผู้บริโภคส่วนใหญ่ 19% เผยว่าการมีอัตราส่วนหนี้ต่อรายได้ (DSR) ไม่เอื้ออำนวยถือเป็นอุปสรรคสำคัญเมื่อยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย สอดคล้องกับข้อมูลจากโปรแกรมตรวจสุขภาพทางการเงิน ทีทีบี (ttb financial health check) เผยว่า 8 ใน 10 ของมนุษย์เงินเดือนมีภาระหนี้ โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้ส่วนบุคคลและบัตรเครดิต รองลงมาคือมีอาชีพการงาน/รายได้ไม่มั่นคง และไม่คุ้นเคยกับงานเอกสารเมื่อต้องยื่นกู้ ในสัดส่วนเท่ากันที่ 18%

จะเห็นว่าอุปสรรคเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อของธนาคารโดยตรง ข้อมูลจากผลสำรวจภาวการณ์ขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในไตรมาส 3 ปี 2568 ของสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร (HBA) เผยว่า อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ยังคงทรงตัวในระดับสูงกว่า 39-40% สะท้อนปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชน เมื่อธนาคารจำเป็นต้องใช้หลักเกณฑ์ที่เข้มงวดเพื่อควบคุมปัญหาหนี้เสีย แม้ผู้บริโภคจะมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย แต่เสถียรภาพทางการเงินที่สั่นคลอนจากสภาพเศรษฐกิจ ยังคงเป็นกำแพงสำคัญที่ทำให้หลายคนไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้เช่นกัน

  • ราคาบ้านเกินเอื้อม ดันเทรนด์เช่าโต เมื่อผู้บริโภคไม่ต้องการสร้างภาระทางการเงินในระยะยาวจากการซื้อที่อยู่อาศัย ส่งผลให้เทรนด์ Generation Rent เติบโตอย่างต่อเนื่องและกลายเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองในตลาดอสังหาฯ สอดคล้องกับข้อมูลจากแบบสำรวจฯ พบว่า ผู้บริโภคที่อยู่ในกลุ่มผู้เช่ากว่า 1 ใน 5 (23%) เผยว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้เลือกเช่าเนื่องจากราคาที่อยู่อาศัยสูงเกินไป จึงเลือกเก็บเงินไว้มากกว่าจะนำไปซื้อบ้าน รองลงมาคือไม่มีเงินเก็บเพียงพอที่จะซื้ออสังหาฯ เป็นของตัวเอง 20% สะท้อนให้เห็นว่าผู้เช่าส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการรักษาสภาพคล่องทางการเงินในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่บางส่วนมองว่าไม่จำเป็นต้องซื้อที่อยู่อาศัยในเวลานี้ 12%  

 

โดยผู้เช่าส่วนใหญ่ 57% วางแผนเช่าไม่เกิน 2 ปีก่อนจะซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองในอนาคต เนื่องจากต้องเตรียมความพร้อมทางการเงินและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในระยะยาวก่อน ขณะที่ 18% วางแผนเช่าในช่วง 2-5 ปี ก่อนขยับขยายเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย มีเพียง 13% ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเช่านานแค่ไหน เนื่องจากต้องพิจารณาความพร้อมและความท้าทายจากปัจจัยต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจอีกครั้ง

สำหรับอัตราค่าเช่าที่ได้รับความสนใจมากที่สุดจะอยู่ในช่วง 5,001-10,000 บาท/เดือน สัดส่วน 45% สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ที่ผู้เช่ายินดีจ่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพื่อแลกกับคุณภาพการอยู่อาศัยที่ดีกว่า เช่น ได้อยู่ในทำเลใกล้ที่ทำงาน, เดินทางสะดวก หรือโครงการมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ซึ่งตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้ดีกว่า รองลงมาคืออัตราค่าเช่าไม่เกิน 5,000 บาท/เดือน และ 10,001-15,000 บาท/เดือน (สัดส่วน 25% และ 17% ตามลำดับ) 

จับตาเทรนด์คนหาบ้าน ปักหมุด Roadmap ก้าวสู่การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เผยแนวโน้มพฤติกรรมการวางแผนเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยที่น่าจับตามอง ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนและความท้าทายที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการซื้อบ้านของคนไทยใน 1 ปีข้างหน้านี้มากน้อยเพียงใด

  • แยกย้ายไปเติบโต ผู้บริโภคเกือบครึ่งอยากแยกบ้านจากพ่อแม่ ผู้บริโภควัยทำงานซึ่งเป็นวัยเริ่มต้นสร้างครอบครัวเป็นอีกฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดอสังหาฯ เนื่องจากส่วนใหญ่มักมีแผนที่จะซื้อ/เช่าที่อยู่อาศัยเพื่อสร้างพื้นที่ส่วนตัวรวมทั้งสร้างครอบครัวกับคนรัก โดยข้อมูลจากแบบสำรวจฯ พบว่ามีผู้บริโภคถึง 42% ที่วางแผนย้ายออกจากบ้านพ่อแม่ภายใน 1 ปีข้างหน้า โดยมีเพียง 25% เท่านั้นที่ไม่มีแผนที่จะย้ายออก ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกไปยังกลุ่มผู้ที่วางแผนย้ายออก เกือบ 2 ใน 3 (63%) เลือกที่จะขยับขยายเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงผ่านการเป็นเจ้าของอสังหาฯ ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ในระยะยาว โดยมีเพียง 19% เท่านั้นที่ต้องการเช่า
  • คนตั้งเป้าเก็บเงินซื้อบ้านเป็นอันดับ 1 สำหรับการวางแผนการใช้จ่ายใน 1 ปีข้างหน้านั้น ผู้บริโภคส่วนใหญ่ (22%) มีเป้าหมายชัดเจนในการออมเงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต ด้วยความเป็นทรัพย์สินที่มีราคาสูงจึงจำเป็นต้องเตรียมงบประมาณไว้ให้พร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ รองลงมา 15% มีแผนใช้จ่ายเพื่อครอบครัวเป็นหลัก ขณะที่ 12% ให้ความสำคัญกับการออมเงินเพื่อสร้างกองทุนฉุกเฉินรับมือกับสภาพเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน นอกจากนี้ ยังมีผู้บริโภคบางส่วนที่วางแผนใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว/พักผ่อน 11% และจะนำเงินไปสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง 8% สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของเป้าหมายทางการเงินและการจัดลำดับความสำคัญในการใช้จ่ายของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน
  • “ระยะเวลาผ่อน-ดอกเบี้ย” ปัจจัยสำคัญดึงดูดผู้กู้ ผู้บริโภคส่วนใหญ่มองว่าปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยมากที่สุดคือ ระยะเวลาผ่อนชำระและอัตราดอกเบี้ย โดยมีสัดส่วนเท่ากันที่ 20% สองปัจจัยนี้ถือเป็นองค์ประกอบหลักที่ผู้กู้นำมาคำนวณความสามารถในการชำระหนี้เพื่อวางแผนการเงินในระยะยาว ธนาคารที่ให้ระยะเวลาผ่อนชำระนาน และมีอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่าจึงดึงดูดผู้บริโภคได้มากกว่า ขณะที่อีก 17% พิจารณาจากอัตราค่างวดที่ต้องผ่อนชำระ เพื่อนำไปประเมินรายรับและรายจ่ายในแต่ละเดือน ไม่ให้ค่าผ่อนบ้านมากระทบสภาพคล่องทางการเงิน  
  • เศรษฐกิจผันผวนทำคนพับแผนซื้อบ้าน ถึงแม้จะมีปัจจัยบวกจากมาตรการสนับสนุนอสังหาฯ ของภาครัฐ แต่สภาพเศรษฐกิจที่ผันผวนยังคงเป็นอุปสรรคที่ทำให้ผู้บริโภคต้องทบทวนแผนการซื้อที่อยู่อาศัยอย่างมีนัยสำคัญ โดยกว่า 1 ใน 4 ของผู้บริโภค (28%) ตัดสินใจเลื่อนแผนซื้อที่อยู่อาศัยออกไปก่อน เนื่องจากเงินออมได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ จึงไม่กล้าแบกรับภาระหนี้ก้อนใหญ่ในระยะยาว รองลงมา 23% เปลี่ยนแผนไปซื้อบ้านที่ราคาถูกลงแทน เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อที่ลดลงและลดภาระทางการเงินในอนาคต ขณะที่ 14% ยอมรับว่าผลกระทบจากเศรษฐกิจทำให้สามารถจ่ายเงินดาวน์ได้น้อยลงเมื่อซื้อบ้าน/คอนโดฯ
  • หวังรัฐลดดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน ช่วยสานฝันคนไทยได้มีบ้าน มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐยังคงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการเติบโตของตลาดอสังหาฯ หากภาครัฐมีการนำเสนอมาตรการที่แก้ปัญหาได้ตรงจุดจะช่วยดึงดูดให้กลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) ตัดสินใจเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น เป็นเหมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ที่ช่วยให้ตลาดอสังหาฯ ทั้งระบบกลับมาฟื้นตัวและเติบโตไปพร้อมกัน โดย 3 อันดับมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ จากภาครัฐที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุดในเวลานี้ ได้แก่
    • อันดับ 1 มาตรการลดดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย 32% เป็นมาตรการที่ตอบโจทย์คนอยากมีบ้านมากที่สุด เนื่องจากดอกเบี้ยที่ต่ำลงจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายโดยรวมตลอดอายุสินเชื่อ ทำให้ผู้กู้มีสภาพคล่องที่ดีขึ้น เพิ่มโอกาสในการตัดสินใจเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายยิ่งขึ้น
    • อันดับ 2 มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อบ้าน/คอนโดฯ หลังแรก และมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และการจดจำนองในทุกระดับราคา มีสัดส่วนเท่ากันที่ 20% โดยมาตรการเหล่านี้จะเปิดโอกาสให้กลุ่ม Real Demand และกลุ่มผู้เช่าตัดสินใจเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ขณะเดียวกันก็ช่วยเร่งการตัดสินใจของกลุ่มผู้บริโภคที่มีความพร้อมทางการเงินให้ซื้อบ้าน/คอนโดฯ ที่สนใจได้ไวขึ้นเช่นกัน
    • อันดับ 3 ขยายระยะเวลาผ่อนสินเชื่อบ้านให้นานขึ้น 19% จะส่งผลให้ค่างวดรายเดือนลดลง ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถบริหารจัดการกระแสเงินสดได้ดีขึ้น และมีเงินเหลือเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน  

หมายเหตุ: แบบสำรวจพฤติกรรมการซื้อ-เช่าอสังหาฯ และการวางแผนอนาคตของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) จัดทำขึ้นระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2568 เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจมุมมองและความต้องการของผู้บริโภคต่อประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตลาดที่อยู่อาศัย รวมไปถึงแนวโน้มพฤติกรรมการซื้อ-ขาย-เช่า และการวางแผนชีวิตในอนาคต ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ในกลุ่มตัวอย่างอายุตั้งแต่ 18-60 ปีขึ้นไป จำนวน 476 คน

Ericsson Mobility Report: differentiated connectivity services gaining momentum

Ericsson Mobility Report: differentiated connectivity services gaining momentum

Ericsson Mobility Report: differentiated connectivity services gaining momentum

  • 33 CSPs currently offer differentiated connectivity services based on network slicing – with a combined total of 65 offerings
  • New report period forecasts 6.4 billion 5G subscriptions by the end of 2031 – comprising two-thirds of all mobile subscriptions at the time
  • About 1.4 billion people expected to be served by FWA broadband by the end of 2031 – 90 percent via 5G

5G Standalone (5G SA) deployments have triggered a notable 2025 growth in the number of communications service providers (CSPs) offering differentiated connectivity commercial models based on 5G SA Network Slicing – where CSPs guarantee quality of service for customer use cases through the allocation of slices of the network. The statistic is part of in-depth reporting, analysis and forecasting in the November 2025 Ericsson (NASDAQ: ERIC) Mobility Report (EMR).

More than 90 CSPs have now launched/soft-launched 5G Standalone (5G SA) networks – an increase of about 30 CSPs from the same period last year and 20 from the June 2025 EMR report.

EMR researchers identified 118 cases – across 56 CSPs – where network slicing is used to provide differentiated connectivity services.

Of the 118 cases – 65 have moved beyond proof of concept and into commercial services, across 33 CSPs. These are either subscription services or add-on packages for consumer or enterprise customers.

Twenty-one of the 65 commercial offerings – almost one third – were launched during 2025 alone.

“Thailand’s digital economy is accelerating, and 5G Standalone will serve as a catalyst to enable service providers to provide new, differentiated services for  enterprises and consumers in Thailand. Deploying 5G SA will also unlock new opportunities for enterprise innovation and digital public services , thereby enabling the country to realize the full benefits of 5G and achieve its Thailand 4.0 Vision ”. says Anders Rian, Head of Ericsson Thailand.

The November 2025 EMR covers a new forecast timeframe, from 2025 through the end of 2031.

The new reporting EMR period also covers the first expected deployments of commercial 6G. Based on previous mobile generation cycles’ subscriptions uptake, EMR researchers expect the first commercial launches to be driven by leading service providers in front-runner markets – such as the U.S., Japan, South Korea, China, India, and some Gulf Cooperation Council countries.

Global 6G subscriptions are forecast to reach 180 million by the end of 2031, not including the early uptake of AI-enabled Internet of Things devices. The subscription uptake number could increase significantly if 6G launches earlier than previous cycles indicate.

Commercial 6G is expected to launch about a year later in Europe, compared to other countries, than was the case for 5G, primarily due comparably later deployments of 5G SA.

As an ongoing major 5G use case, enhanced mobile broadband is forecast to top 6.4 billion 5G subscriptions by the end of 2031, comprising about two-thirds of all mobile subscriptions at the time. Some 4.1 billion of these subscriptions – about 65 percent – are forecast to be 5G SA.

In 2025 alone, 5G subscriptions are expected to top 2.9 billion by the end of the year – equating to about one third of all current mobile subscriptions – an increase of some 600 million subscriptions year-on-year.

In geographical coverage terms, 2025 saw an increase of 400 million people worldwide being able to access 5G. About 50 percent of the global population beyond mainland China is expected to have 5G coverage by the end of 2025.

Mobile network data traffic grew 20 percent between the third quarter of 2024 and the corresponding period in 2025 – a slightly larger than expected increase, driven by mainland China and India. Continued growth is forecast at an annual average of 16 percent through 2031.

5G networks are expected to manage 43 percent of all mobile data by the close of 2025 – up from 34 percent for the corresponding period last year. EMR experts forecast this to increase to 83 percent in 2031.

Fixed Wireless Access (FWA) broadband continues to grow as a 5G use case. The November 2025 EMR forecasts that about 1.4 billion people globally are expected to access FWA broadband by the end of 2031 – 90 percent via 5G.

EMR researchers have identified 159 providers that currently offer FWA services via 5G – amounting to approximately 65 percent of all FWA service providers. The number of service providers offering speed-based tariffs – a common monetization model for fixed broadband via fiber or cable – increased from 43 percent to 54 percent since the November 2024 EMR.

The 36-page November 2025 EMR includes three co-written use-case articles:

  • Singtel: 5G SA providing tailored experiences
  • Softbank: modernizing enterprise IT with 5G
  • SailGP: enhancing operations and viewer experiences with 5G

Ericsson will host related Ericsson Mobility Report online seminars at 09.00 (CET) and at 18.00 (CET) today, Thursday November 20. To join please register via this link.

Read the full November 2025 Ericsson Mobility Report via this link.

Based on unique Ericsson and partner network insights, the Ericsson Mobility Report has been the key industry reference for network data, performance, statistics, and forecasts since its launch in 2011.

รายงาน Ericsson Mobility Report ฉบับล่าสุด เผยบริการ Differentiated Connectivity กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

Ericsson Mobility Report: differentiated connectivity services gaining momentum

รายงาน Ericsson Mobility Report ฉบับล่าสุด เผยบริการ Differentiated Connectivity กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

  • ผู้ให้บริการการสื่อสาร 33 รายทั่วโลก เปิดให้บริการการเชื่อมต่อหรือการให้บริการที่แตกต่างหลากหลาย หรือ Differentiated Connectivity ด้วยเทคโนโลยี Network Slicing โดยมีบริการรวมทั้งสิ้น 65 รายการ
  • ภายในสิ้นปี 2574 คาดการณ์จำนวนผู้ใช้บริการ 5G ทั่วโลกจะสูงแตะ 6.4 พันล้านราย คิดเป็น 2 ใน 3 ของผู้ใช้บริการมือถือทั้งหมด
  • และในปี 2574 คาดว่าจะมีผู้ใช้บริการ Fixed Wireless Access (FWA) อยู่ประมาณ 1.4 พันล้านราย โดย 90% ใช้บริการผ่าน 5G

การติดตั้งเครือข่าย 5G Standalone (5G SA) กระตุ้นให้เกิดการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ มีผู้ให้บริการการสื่อสาร (CSPs) จำนวนมากหันมาเปิดให้บริการการเชื่อมต่อหรือการให้บริการที่แตกต่างหลากหลาย (Differentiated Connectivity) เชิงพาณิชย์ โดยอาศัยเทคโนโลยี 5G SA Network Slicing ซึ่งเป็นการที่ผู้ให้บริการรับประกันคุณภาพการให้บริการสำหรับยูสเคสการใช้งานของลูกค้าผ่านการจัดสรรและแบ่งเครือข่าย สถิติดังกล่าวนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงาน การวิเคราะห์ และการคาดการณ์เชิงลึกในรายงาน Ericsson (NASDAQ: ERIC) Mobility Report (EMR) ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2568

ปัจจุบันมีผู้ให้บริการการสื่อสารมากกว่า 90 ราย ที่เปิดตัวและทดลองเปิดใช้เครือข่าย 5G Standalone (5G SA) แล้ว เพิ่มขึ้นประมาณ 30 รายจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้น 20 ราย จากรายงาน EMR ฉบับเดือนมิถุนายน 2568

นักวิจัย EMR ยังระบุยูสเคสการใช้งาน Network Slicing เพื่อให้บริการ Differentiated Connectivity ที่มีมากถึง 118 ยูสเคส จากผู้ให้บริการการสื่อสาร 56 ราย

จาก 118 ยูสเคส มี 65 ยูสเคส จากผู้ให้บริการ 33 ราย ที่พัฒนามาจากช่วง Proof of Concept และไปสู่การเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ โดยบริการมีทั้งแบบแพ็คเกจสมัครสมาชิกหรือแพ็คเกจบริการเสริมสำหรับลูกค้าทั่วไปและลูกค้าองค์กร และมีบริการเชิงพาณิชย์ 21 รายการ จาก 65 รายการ หรือเกือบหนึ่งในสาม ที่เปิดตัวในปี 2568 เพียงปีเดียว

มร.แอนเดอร์ส เรียน ประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยกำลังเติบโตรวดเร็ว และเครือข่าย 5G Standalone จะทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้กับผู้ให้บริการสามารถนำเสนอบริการใหม่ๆ ที่แตกต่างและโดดเด่นสำหรับองค์กรและผู้บริโภคในประเทศไทย การนำเครือข่าย 5G SA มาใช้งานยังเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับการพัฒนานวัตกรรมของทั้งภาคเอกชนและบริการดิจิทัลของภาครัฐฯ ช่วยให้ประเทศสามารถได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G เต็มรูปแบบ พร้อมบรรลุวิสัยทัศน์ไทยแลนด์ 4.0”

รายงาน EMR ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2568 ครอบคลุมกรอบเวลาการคาดการณ์ใหม่ ตั้งแต่ปี 2568 จนถึงสิ้นปี 2574

ช่วงการรายงานใน EMR ฉบับนี้ ยังครอบคลุมถึงการติดตั้งเครือข่าย 6G เชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จากวงจรการเติบโตของผู้ใช้ในเครือข่ายมือถือรุ่นก่อนหน้า โดยนักวิจัย EMR คาดว่าการเปิดตัวเครือข่าย 6G เชิงพาณิชย์ครั้งแรกนี้ จะเกิดจากผู้ให้บริการการสื่อสารชั้นนำในตลาดหลัก ๆ อาทิ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน อินเดีย และบางประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC)

ภายในสิ้นปี 2574 คาดการณ์ว่าจะมีจำนวนผู้ใช้บริการ 6G ทั่วโลกสูงแตะ 180 ล้านราย ซึ่งยังไม่นับรวมการเติบโตช่วงแรกของอุปกรณ์ Internet of Things ที่ใช้ AI โดยตัวเลขผู้ใช้งานอาจเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดหาก 6G เปิดตัวเร็วกว่าที่วงจรก่อนหน้านี้ระบุไว้

คาดว่า 6G เชิงพาณิชย์จะเปิดตัวในยุโรปช้ากว่าประเทศอื่นประมาณหนึ่งปี เมื่อเทียบกับช่วงเปิดตัว 5G เนื่องจากการติดตั้ง 5G SA ที่ล่าช้ากว่า

จากที่ยูสเคสการใช้งาน 5G หลัก ๆ มีการขยายตัวต่อเนื่อง คาดว่าในปี 2574 จะมีผู้ใช้บริการ 5G สูงถึง 6.4 พันล้านราย คิดเป็นประมาณสองในสามของผู้ใช้บริการมือถือทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว โดยคาดว่าประมาณ 4.1 พันล้านรายจากจำนวนนี้ หรือประมาณร้อยละ 65 จะเป็นผู้ใช้บริการ 5G SA

เพียงปีนี้ปีเดียว คาดว่าภายในสิ้นปีจะมีจำนวนผู้ใช้บริการ 5G สูงแตะ 2.9 พันล้านราย เทียบเท่ากับประมาณหนึ่งในสามของผู้ใช้งานมือถือทั้งหมดในปัจจุบัน โดยเพิ่มขึ้นราว 600 ล้านราย เมื่อเทียบรายปี

ในแง่ของการให้บริการที่ครอบคลุมพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ พบว่าในปี 2568 มีผู้คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงบริการ 5G เพิ่มขึ้น 400 ล้านราย และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ ครึ่งนึง (50%) ของประชากรในโลกนอกเหนือจากจีนแผ่นดินใหญ่จะเข้าถึงบริการ 5G

ปริมาณการใช้ดาต้าเน็ตบนเครือข่ายมือถือเติบโต 20% เทียบช่วงไตรมาสสามของปี 2567 และปี 2568 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย โดยมาจากแรงหนุนของจีนและอินเดีย และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 16% ต่อปีจนถึงปี 2574

ภายในสิ้นปีนี้ (2568) คาดว่าเครือข่าย 5G จะครอบคลุมการใช้ดาต้าเน็ตบนมือถือทั้งหมด 43% เพิ่มขึ้นจาก 34% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และในปี 2574 ผู้เชี่ยวชาญ EMR คาดว่าจะเพิ่มเป็น 83%

บริการ Fixed Wireless Access (FWA) ยังคงเติบโตในฐานะยูสเคสการใช้งาน 5G รายงาน EMR ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2568 ยังคาดการณ์ว่า ภายในสิ้นปี 2574 จะมีผู้คนทั่วโลกประมาณ 1.4 พันล้านคนที่จะเข้าถึงบริการ FWA และ 90% ใช้งานผ่านเครือข่าย 5G

นักวิจัย EMR ระบุผู้ให้บริการ 159 รายที่เปิดให้บริการ FWA ผ่านเครือข่าย 5G ในปัจจุบัน คิดเป็น 65% ของผู้ให้บริการ FWA ทั้งหมด โดยจำนวนผู้ให้บริการที่เสนออัตราค่าบริการตามความเร็ว ซึ่งเป็นรูปแบบการสร้างรายได้ทั่วไปสำหรับบรอดแบนด์ผ่านเส้นใยแก้วนำแสงหรือสายเคเบิล เพิ่มขึ้นจาก 43% เป็น 54% นับตั้งแต่รายงาน EMR ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2567

รายงาน EMR ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2568 จำนวน 36 หน้า ประกอบด้วยบทความยูสเคสที่เขียนร่วมกันสามบทความ ได้แก่:

  • Singtel: 5G SA providing tailored experiences
  • Softbank: modernizing enterprise IT with 5G
  • SailGP: enhancing operations and viewer experiences with 5G

ก่อนหน้านี้อีริคสันได้จัดสัมมนาออนไลน์เกี่ยวกับรายงาน Ericsson Mobility Report เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน เวลา 09.00 น. (ตามเวลามาตรฐานยุโรป) และ 18.00 น. (ตามเวลามาตรฐานยุโรป) ที่ลิงก์นี้

BINANCE TH Strengthens Thailand’s Digital Asset Ecosystem with Education, Partnerships, and Innovation Ahead of 2026

BINANCE TH ประกาศกลยุทธ์ผู้นำปี 2026 รับมือความผันผวนของตลาด พร้อมกำหนดทิศทางการเติบโตครั้งใหม่

BINANCE TH Strengthens Thailand’s Digital Asset Ecosystem with Education, Partnerships, and Innovation Ahead of 2026

  • User base grew more than fourfold in 2025, a strong momentum fueled by nationwide educational and community initiatives.
  • Launched new investor-centric platform features, including AI Sentiment, Daily Insight, and formed strategic partnerships with Bitazza, Maxbit and The Brooker Group to enhance ecosystem collaboration.
  • Thailand’s digital assets ecosystem is set for accelerated adoption in 2026, driven by regulatory advancements, institutional participation, and the growth of real-world application.

Thailand’s leading digital asset service provider, BINANCE TH by Gulf Binance, today recapped its achievements in 2025, unveiled new product launches and partnerships, and shared its outlook for the year ahead. at the year-end gathering ‘Market-Moving Briefing: Navigating 2025 Volatility with a Definitive 2026 Strategy’ As global crypto markets experienced one of the most volatile periods in recent years, the company emphasized that this moment marks not only a test for the industry—but a pivotal turning point that will define the next wave of digital asset adoption in Thailand.

Throughout 2025, BINANCE TH recorded significant momentum, with its user base growing more than fourfold compared with 2024. The company also reached over one hundred thousand individuals through nationwide educational and community initiatives, strengthening digital asset literacy across universities, local communities, and retail investors. Notable milestones included formal collaborations with leading universities to embed blockchain education into academic curricula, as well as Crypto 101 workshops conducted to bridge traditional finance and the digital asset world. Underpinning all of this was a year of platform stability and security, with BINANCE TH operating under the highest standards of operational excellence, regulatory compliance and resilience-with no security incidents reported. 

“Despite facing market turbulence, 2025 reinforced our confidence in the strategy we’ve set. We have witnessed a growing understanding of digital assets among the public, which has further fostered the broader adoption,” said Nirun Fuwattananukul, CFA, CEO of BINANCE TH by Gulf Binance. “Crypto is increasingly recognized not only as a hedge in uncertain times but also as a long-term growth asset, powered by blockchain technology that is reshaping the future of finance. What we’re seeing now is not the end of a cycle, but the beginning of a new one that will take shape in 2026.”

BINANCE TH also introduced a major evolution of its platform experience, reaffirming itself as the most user-centric exchange in Thailand. New enhancements include real-time market intelligence embedded directly into the homepage, an AI-powered sentiment tool derived from crypto community discussions, and a daily insight module that distills essential movements and trends in digestible form. For broader consumer engagement, the platform launched the All-Time High Game, designed to onboard its new users into the ecosystem in an engaging and informative way.

Another significant move to enhance market connectivity and foster crypto adoption is the announcement of strategic partnerships with Bitazza, Maxbit and The Brooker Group. These collaborations mark a step forward in strengthening market infrastructure, improving asset liquidity, and expanding access to high-quality digital asset education for high-net-worth investors.  These partnerships demonstrate Binance TH’s commitment to growing the Thai digital asset ecosystem collectively, rather than competing in silos.

Looking ahead, Dr. Korn Poonsirivong, Chief Strategy Officer and Director of BINANCE TH Academy, outlined three major forces set to shape 2026: continued enhancements in Thailand’s regulatory framework, the growing presence of institutional and mainstream players, and the accelerating rise of Stablecoins, Tokenization, and Real-World Assets (RWA). These trends, he noted, will bring digital assets closer to everyday users—not only as an investment class, but as an integral part of payment, financial access, and value exchange.

“2026 will be the year when digital assets move from concept to real-world utility for the general public,” Dr. Korn said. “We expect broader adoption, clearer regulatory alignment, and deeper integration with financial systems, all of which will reshape how Thai users interact with digital value.”

As the industry navigates this transformative moment and looks toward 2026, BINANCE TH remains dedicated to empowering its users and leading Thailand’s digital assets into the next chapter by expanding innovative offerings, forging stronger industry partnerships, and driving responsible growth across the ecosystem.