ดีดีพร็อพเพอร์ตี้เผยสุดยอดทำเลทองประจำปี 2568

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้เผยสุดยอดทำเลทองประจำปี 2568

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้เผยสุดยอดทำเลทองประจำปี 2568

แรงเกินต้าน “เขตวัฒนา” ยืนหนึ่งทำเลฮอตเมืองหลวง “จุฬาฯ-มศว” ขึ้นแท่นทำเลแคมปัสคอนโดฯ ยอดนิยม

สภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมาอย่างต่อเนื่องได้ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของผู้บริโภค กลายเป็นความท้าทายที่สร้างแรงกดดันให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย แม้ผู้บริโภคจะมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยแต่ไม่ได้มองเป็นเรื่องเร่งด่วน จึงเลือกที่จะชะลอแผนการซื้อออกไปก่อนในช่วงที่เศรษฐกิจเปราะบาง

อย่างไรก็ดี ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2568 ยังคงมีปัจจัยบวกหลังจากภาครัฐทยอยออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ออกมาอย่างต่อเนื่อง และมีมาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็นการชั่วคราวของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกอบกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดทั้งปีจนอยู่ในระดับต่ำ ถือเป็นสัญญาณบวกที่จะช่วยสนับสนุนให้ตลาดที่อยู่อาศัยฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปตามภาวะเศรษฐกิจในอนาคต พร้อมเปิดประตูแห่งโอกาสให้ผู้บริโภคที่มีความพร้อมทางการเงินได้เริ่มต้นปักหมุดที่อยู่อาศัยในฝันเช่นกัน

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย เผยข้อมูลเชิงลึกจากผู้เข้าเยี่ยมชมในเว็บไซต์ www.DDproperty.com ในรอบปี 2568 ที่เข้ามาใช้ฟีเจอร์ค้นหา (Search) รวมถึงข้อมูลที่แสดงความสนใจชมประกาศขาย-ให้เช่า และกรอกข้อมูลให้ติดต่อกลับ ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีศักยภาพในการซื้อและเช่าในอนาคตมากที่สุด สะท้อนให้เห็นเทรนด์ความต้องการซื้อและเช่าที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคชาวไทยทั่วประเทศในรอบปีที่ผ่านมา พร้อมอัปเดตทำเลศักยภาพที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างน่าสนใจในอนาคต 

“กรุงเทพฯ” รักษาแชมป์จังหวัดยอดนิยมของคนหาบ้าน

กรุงเทพมหานครยังคงเป็นจังหวัดที่มีความต้องการซื้อ/เช่าที่อยู่อาศัยมากที่สุดในรอบปี 2568 ที่ผ่านมา ตามมาด้วยจังหวัดปริมณฑลที่เชื่อมต่อการเดินทางไปยังเมืองหลวงได้สะดวกรวดเร็วด้วยรถไฟฟ้า สะท้อนให้เห็นเทรนด์ที่อยู่อาศัยปัจจุบันที่กระจายตัวออกไปย่านชานเมืองมากขึ้น เนื่องจากมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าการซื้อบ้าน/คอนโดฯ ย่านใจกลางเมือง ขณะเดียวกัน หัวเมืองท่องเที่ยวยังคงได้รับความนิยมเช่นกัน หลังผู้บริโภคเริ่มมองหาบ้านในต่างจังหวัดเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการทำงานกับการพักผ่อน ตอบโจทย์การวางแผนชีวิตในระยะยาว 

โดย 5 จังหวัดที่มีความต้องการซื้อมากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 กรุงเทพมหานคร
  • อันดับ 2 นนทบุรี
  • อันดับ 3 สมุทรปราการ
  • อันดับ 4 ชลบุรี
  • อันดับ 5 ปทุมธานี

สำหรับ 5 จังหวัดที่มีความต้องการเช่ามากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 กรุงเทพมหานคร
  • อันดัน 2 สมุทรปราการ
  • อันดับ 3 นนทบุรี
  • อันดับ 4 เชียงใหม่
  • อันดับ 5 ชลบุรี

จับตา 5 ทำเลยอดนิยมของชาวกรุง “เขตวัฒนา” แรงเกินต้าน ครองตลาดซื้อ/เช่า

เมื่อเจาะลึกถึงทำเลยอดนิยมในกรุงเทพฯ พบว่าทำเลที่ได้รับความสนใจซื้อและเช่ามากที่สุดในกรุงเทพฯ ในรอบปี 2568 ได้แก่ “เขตวัฒนา” อีกหนึ่งพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญที่รายล้อมด้วยสำนักงาน ร้านอาหาร และสถานบันเทิงมากมาย รองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้บริโภคได้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ยังมีรถไฟฟ้าพาดผ่าน จึงทำให้ทำเลนี้เป็นที่ต้องการในหมู่ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มองหาที่พักอาศัยในย่านที่มีความสะดวกสบายครบครัน ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยเองและลงทุนเพื่อสร้างรายได้ระยะยาว

สำหรับ 5 ทำเลที่มีความต้องการซื้อมากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 เขตวัฒนา
  • อันดับ 2 เขตจตุจักร
  • อันดับ 3 เขตประเวศ
  • อันดับ 4 เขตคลองเตย
  • อันดับ 5 เขตห้วยขวาง

ขณะที่ 5 ทำเลที่มีความต้องการเช่ามากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 เขตวัฒนา
  • อันดับ 2 เขตคลองเตย
  • อันดับ 3 เขตห้วยขวาง
  • อันดับ 4 เขตราชเทวี
  • อันดับ 5 เขตพระโขนง

อัปเดต 10 ทำเลแนวรถไฟฟ้าน่าจับตามอง “BTS อ่อนนุช” ยืนหนึ่งไม่พลิกโผ

นอกจากนี้ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) ยังได้รวบรวมข้อมูลผู้ซื้อ-เช่าที่เข้ามาค้นหาที่อยู่อาศัย โดยการพิมพ์ในช่องค้นหาตามสิ่งที่สนใจ (Free Text), ค้นหาจากคำสำคัญ (Keyword) และใช้ฟิลเตอร์อื่น ๆ บนเว็บไซต์ สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความหลากหลาย ผ่านเทรนด์การค้นหาที่อยู่อาศัยล่าสุดที่น่าจับตามอง

ทำเลแนวรถไฟฟ้า BTS และ MRT ที่ได้รับความสนใจซื้อ/เช่ามากที่สุดในรอบปี 2568 อันดับ 1 ได้แก่ “BTS อ่อนนุช” ทำเลศักยภาพแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ครองความนิยมหลายปีติดต่อกัน ด้วยจุดเด่นที่เป็นทำเลใกล้ใจกลางเมือง รองรับการเดินทางที่หลากหลาย และอยู่ในย่านธุรกิจที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ และโรงเรียนนานาชาติ ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองในทุกมิติได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ BTS อ่อนนุช ยังเป็นสถานีแรกของรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายไปยังสถานีเคหะฯ ในจังหวัดสมุทรปราการ จึงไม่ต้องเสียค่าโดยสารส่วนต่อขยายเพิ่ม เมื่อรวมกับจุดเด่นที่ที่อยู่อาศัยในทำเลนี้มีราคาย่อมเยากว่าโครงการในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) แล้ว จึงดึงดูดใจทั้งผู้ซื้อ ผู้เช่า และนักลงทุนได้เป็นอย่างดี 

ขณะที่อันดับ 2 BTS พร้อมพงษ์, อันดับ 3 BTS ทองหล่อ, อันดับ 4 BTS เอกมัย, อันดับ 5 BTS อารีย์, อันดับ 6 MRT พระราม 9, อันดับ 7 BTS อโศก, อันดับ 8 BTS ปุณณวิถี, อันดับ 9 BTS พระโขนง และอันดับ 10 BTS อุดมสุข 

โดย 9 ใน 10 ของสถานีรถไฟฟ้ายอดนิยมในกลุ่มผู้ค้นหาที่อยู่อาศัยนั้น เป็นสถานีที่อยู่ในโครงการรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียวเป็นหลัก ซึ่งเชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่ย่านธุรกิจใจกลางเมืองโดยตรง อีกทั้งยังเป็นรถไฟฟ้าสายแรกของไทย ทำให้แนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยมากมายเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค ปัจจุบันรถไฟฟ้าสายสีเขียวยังคงมีปริมาณผู้ใช้บริการสูงที่สุดตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการที่อยู่อาศัยในทำเลแนวรถไฟฟ้าสายนี้ยังไม่เคยลดน้อยลง

ทำเลใกล้สถานศึกษาย่าน “จุฬาฯ-มศว” ขึ้นแท่นทำเลฮอตครองตลาดซื้อ/เช่า

เทรนด์แคมปัสคอนโดฯ (Campus Condo) หรือคอนโดมิเนียมในทำเลใกล้สถานศึกษายังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดเด่นที่เป็นรูปแบบอสังหาริมทรัพย์ที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยในเมืองหลวง มีความยืดหยุ่นเหมาะสำหรับทั้งวัยเรียนและวัยทำงาน และเมื่อ ธปท. ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของผู้ปกครองที่ต้องการมีที่พักใกล้สถานศึกษาของบุตรหลาน รวมไปถึงกลุ่มพนักงานที่มองหาที่อยู่อาศัยในย่านใจกลางเมือง เพื่อลดระยะเวลาในการเดินทางในชีวิตประจำวัน

สำหรับทำเลใกล้สถานศึกษาย่าน “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ยังคงครองความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยถือเป็นทำเลที่มีการค้นหาที่อยู่อาศัยเพื่อซื้อและเช่ามากที่สุดในรอบปี 2568 ขณะที่ “มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ” ครองอันดับที่ 2 ทั้งในหมู่ผู้เช่าและผู้ซื้อเช่นกัน โดยทั้ง 2 ทำเลนี้ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจใกล้แหล่งงาน มีระบบคมนาคมที่เชื่อมต่อการเดินทางได้สะดวก รวมทั้งเป็นสถานศึกษาชั้นนำของประเทศ จึงมีความต้องการที่อยู่อาศัยทั้งจากนักศึกษาและบุคลากรมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่องตลอดปีการศึกษา ถือเป็นทำเลใกล้สถานศึกษาที่ตอบโจทย์ได้ทั้งการอยู่อาศัยเองและเหมาะสำหรับการลงทุนในระยะยาว

โดย 5 ทำเลใกล้สถานศึกษาที่ได้รับความสนใจซื้อมากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • อันดับ 2 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  • อันดับ 3 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
  • อันดับ 4 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
  • อันดับ 5 มหาวิทยาลัยศรีปทุม 

ขณะที่ 5 ทำเลใกล้สถานศึกษาที่ได้รับความสนใจเช่ามากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • อันดับ 2 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  • อันดับ 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)
  • อันดับ 4 NIST International School
  • อันดับ 5 Bangkok Patana School 

บ้าน/คอนโดฯ 2 ห้องนอนตอบโจทย์ผู้ซื้อ 

เมื่อพิจารณาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดซื้อที่อยู่อาศัย พบว่า ผู้ที่วางแผนซื้อที่อาศัยทั่วประเทศในรอบปี 2568 ให้ความสนใจค้นหาบ้าน/คอนโดฯ ที่มี 2 ห้องนอนมากที่สุด ถือว่าเป็นขนาดที่เหมาะกับครอบครัวที่มีสมาชิกไม่มาก จึงแบ่งสัดส่วนพื้นที่ใช้งานได้อย่างลงตัว รองลงมาอันดับ 2 ได้แก่ ที่อยู่อาศัย 3 ห้องนอน และอันดับ 3 ที่อยู่อาศัย 1 ห้องนอน 

อย่างไรก็ดี รูปแบบการตกแต่งที่อยู่อาศัยถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีส่วนในการตัดสินใจ โดยผู้ซื้อเกือบ 7 ใน 10 (68%) สนใจโครงการที่ตกแต่งครบพร้อมเข้าอยู่ (Fully Furnished) มากที่สุด เนื่องจากช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการตกแต่งเพิ่มเติม และยังประหยัดเวลา ช่วยให้สามารถย้ายเข้าอยู่ได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ผู้ซื้อบางส่วนเลือกโครงการที่ตกแต่งบางส่วน (25%) หรือไม่มีการตกแต่งเลย (18%) เพื่อให้สามารถออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยได้อย่างอิสระตามรสนิยมส่วนตัว

8 ใน 10 ของผู้เช่าขอเลือกคอนโดฯ สนใจห้องตกแต่งพร้อมเข้าอยู่  

ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ยังท้าทาย ได้ผลักดันให้เทรนด์การเช่าที่อยู่อาศัยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการมีสภาพคล่องทางการเงินมากกว่าการมีภาระหนี้ระยะยาว ข้อมูลจากผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ฯ พบว่า ผู้ที่วางแผนเช่าที่อาศัยทั่วประเทศในรอบปี 2568 สนใจค้นหาบ้าน/คอนโดฯ ที่มี 2 ห้องนอนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 คล้ายกับฝั่งผู้ซื้อ ตอบโจทย์ครอบครัวขนาดเล็กที่ต้องการแบ่งพื้นที่ส่วนตัวให้สมาชิก ขณะที่อันดับ 2 สนใจเช่าที่อยู่อาศัย 1 ห้องนอน และอันดับ 3 สนใจ 3 ห้องนอน 

อีกหนึ่งจุดเด่นของการเช่าที่อยู่อาศัยที่น่าสนใจคือมีความยืดหยุ่น โยกย้ายทำเลได้ง่าย ดังนั้นโครงการบ้าน/คอนโดฯ ที่ตกแต่งให้ครบแบบพร้อมเข้าอยู่ (Fully Furnished) จึงได้รับความนิยมมากที่สุดในกลุ่มผู้เช่าถึง 83% เนื่องจากช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและมีความความคล่องตัวหากต้องโยกย้ายถิ่นฐานในอนาคต โดยมีผู้เช่าที่สนใจโครงการที่ตกแต่งให้บางส่วน และไม่มีการตกแต่งเลย ในสัดส่วน 19% และ 9% ตามลำดับ

คอนโดฯ ตอบโจทย์คนหาบ้าน ครองใจทั้งผู้ซื้อและผู้เช่า

สำหรับประเภทอสังหาริมทรัพย์ ที่มีความต้องการซื้อมากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่ คอนโดฯ โดยมีสัดส่วนถึง 45% ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการความสะดวกสบาย มาพร้อมระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม และหลายโครงการมีราคาย่อมเยากว่าการซื้อบ้านเดี่ยวในบางทำเล ขณะที่ที่อยู่อาศัยแนวราบก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน โดยบ้านเดี่ยวมีสัดส่วน 38% และทาวน์เฮ้าส์ 17%

เช่นเดียวกับความต้องการเช่า คอนโดฯ ยังคงเป็นประเภทอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้วางแผนเช่าที่อยู่อาศัยสนใจมากที่สุดในรอบปี 2568 โดยมีสัดส่วนถึง 80% สะท้อนให้ถึงความสะดวกสบายและความคล่องตัวที่ตอบโจทย์ผู้เช่าได้มากกว่า เนื่องจากส่วนใหญ่คอนโดฯ มักตั้งอยู่ในทำเลแนวรถไฟฟ้า ใกล้ระบบขนส่งสาธารณะที่เดินทางได้สะดวก ขณะที่ที่อยู่อาศัยแนวราบอย่างบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ได้รับความสนใจเช่าในสัดส่วน 13% และ 7% ตามลำดับ

ผู้ซื้อส่วนใหญ่มองหาบ้านไม่เกิน 3 ล้าน ด้านตลาดเช่า 3 หมื่นอัปมาแรง

อย่างไรก็ดี แม้จะมีปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐ แต่ผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญกับการวางแผนใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นมาก่อน จึงเลือกซื้อบ้าน/คอนโดฯ ที่มีราคาเอื้อมถึงแทน เห็นได้จากภาพรวมระดับราคาที่อยู่อาศัยที่มีความต้องการซื้อมากที่สุดในรอบปี 2568 นั้น ระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท มีสัดส่วนถึง 41% สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากกว่าการเลือกทำเลใจกลางเมืองที่มีราคาสูง ดังนั้น ที่อยู่อาศัยในราคาที่จับต้องได้ (Affordable Price) ในทำเลชานเมืองที่เดินทางสะดวก จึงตอบโจทย์ผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) ที่ต้องการมีบ้านในเวลานี้มากที่สุด

โดยระดับราคาที่อยู่อาศัยที่ชาวไทยมีความต้องการซื้อมากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 ระดับราคา 1,000,000-3,000,000 บาท สัดส่วน 33%
  • อันดับ 2 ระดับราคา 3,000,000-5,000,000 บาท สัดส่วน 21%
  • อันดับ 3 ระดับราคามากกว่า 10,000,000 บาท สัดส่วน 20%

สำหรับภาพรวมระดับค่าเช่าที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากที่สุดอยู่ในระดับมากกว่า 30,000 บาท มีสัดส่วนถึง 39% ซึ่งถือเป็นค่าเช่าที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูงของการเช่าที่อยู่อาศัยในย่านที่มีความเจริญ มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน หรือตั้งอยู่ในทำเลแนวรถไฟฟ้าย่านธุรกิจที่ไม่ไกลจากสถานที่ทำงานหรือสถานศึกษามากนัก แม้ระดับค่าเช่าจะสูงกว่าโครงการแถบชานเมือง แต่ถือว่าคุ้มค่าหากแลกกับความเหนื่อยล้าในการเดินทางที่ลดลง

โดยระดับราคาที่อยู่อาศัยที่ชาวไทยมีความต้องการเช่ามากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 ระดับค่าเช่า มากกว่า 30,000 บาท/เดือน สัดส่วน 39%
  • อันดับ 2 ระดับค่าเช่า 10,000-20,000 บาท/เดือน สัดส่วน 29%
  • อันดับ 3 ระดับค่าเช่า 20,000-30,000 บาท/เดือน สัดส่วน 20%

BINANCE TH ร่วมกับ GULF ลงนาม MOU กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

BINANCE TH ร่วมกับ GULF ลงนาม MOU กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

BINANCE TH ร่วมกับ GULF ลงนาม MOU กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เร่งพัฒนา “บุคลากรสินทรัพย์ดิจิทัล” รองรับการเติบโตตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลและเป็นศูนย์กลาง Digital Asset ของภูมิภาค

BINANCE TH by Gulf Binance ผู้นำแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับการกำกับดูแลภายใต้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมกับ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยคณะวิทยาศาสตร์  เพื่อส่งเสริมและเพิ่มพูนทักษะให้กับบุคลากร พัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมต่าง ๆ รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย พร้อมวางรากฐานให้ประเทศไทยเป็น Digital Asset Hub แห่งอาเซียน

ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยเติบโตก้าวกระโดด เปิดโอกาสบุคลากรที่มีทักษะเพิ่มสูงขึ้น ในยุคที่เทคโนโลยีเดินหน้าเข้าสู่ Web3

ข้อมูลจาก ก.ล.ต. สรุปภาวะตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลรายเดือน เดือนพฤศจิกายน 2568 ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย มีมูลค่าประมาณ 8.58 หมื่นล้านบาท  มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 2.88 พันล้านบาท และมีจำนวนบัญชี Active 2.08 แสนบัญชี สะท้อนแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และความมั่นใจของนักลงทุน ที่ส่งผลให้ความต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างมาก

การเติบโตนี้สอดคล้องกับรายงาน Future of Jobs จาก World Economic Forum ที่ระบุว่า แรงงานกว่า 50% ต้องปรับทักษะใหม่ให้ทันกับแนวโน้มอาชีพ โดยชี้ให้เห็นว่าทักษะด้าน AI และ Big Data ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และสร้างสรรค์ ทักษะด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการปรับตัว จะเป็นที่ต้องการอย่างมากในช่วงปี 2025-2030 เช่นเดียวกับประเทศไทยที่กำลังต้องการแรงงานดิจิทัลจำนวนมาก ครอบคลุมตั้งแต่วิศวกรซอฟต์แวร์ นักวิเคราะห์ข้อมูล นักพัฒนาเอไอ ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและความปลอดภัยไซเบอร์

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กัลฟ์ให้ความสำคัญกับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเทคโนโลยีบล็อกเชนจะสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม และการที่จะขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริง สิ่งสำคัญคือเราต้องมีบุคลากรที่พร้อม เป้าหมายของเราคือการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีบล็อกเชนชั้นนำในภูมิภาค โดยการร่วมมือนี้จะช่วยสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และ BINANCE TH ยังเป็นการสร้างระบบนิเวศครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาบุคลากร การสร้างนวัตกรรม ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในเชิงพาณิชย์ การร่วมมือนี้จึงไม่ใช่แค่การลงทุนในการศึกษา แต่เป็นการลงทุนในอนาคตของประเทศไทย”

นายนิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล, CFA, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด (BINANCE TH) กล่าวว่า “ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ในฐานะผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำของประเทศที่พัฒนาบนเทคโนโลยีระดับโลก เราเห็นความต้องการบุคลากรที่มีความรู้เชิงลึกทั้งด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและการประยุกต์ใช้จริงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุคที่ตลาดกำลังขยายตัวประกอบกับการปรับเปลี่ยนของกฎระเบียบภายในประเทศ การลงนาม MOU กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างหลักสูตรที่ผสานทฤษฎีกับประสบการณ์จริงจากผู้ประกอบการ เพื่อพัฒนาบุคลากรที่พร้อมสำหรับอนาคตของอุตสาหกรรม โดยจะเน้นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีบล็อกเชน สินทรัพย์ดิจิทัล การเงินดิจิทัล และกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือการกำกับดูแล เพื่อให้นักศึกษาไทยมีความรู้ทัดเทียมในระดับสากล เราเชื่อว่าการร่วมมือนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานบุคลากรในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย”

“ในขณะเดียวกันทีม BINANCE TH Academy ของเรา ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลแก่สถาบันการศึกษาและหน่วยงานต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง การร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในครั้งนี้ จะช่วยขยายการเข้าถึงการศึกษาด้านสินทรัพย์ดิจิทัลในรูปแบบที่เป็นทางการมากขึ้น และสร้างมาตรฐานการศึกษาที่ได้รับการยอมรับในระบบการศึกษาไทย ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรไทยให้พร้อมสำหรับอนาคตของเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน” นายนิรันดร์ กล่าวเสริม

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีความยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีขั้นแนวหน้าที่จะเปลี่ยนแปลงโลกในอนาคต ในฐานะสถาบันการศึกษาที่มีประสบการณ์ยาวนานในการผลิตบุคลากรคุณภาพให้กับประเทศ เราพร้อมร่วมมือกับพันธมิตรจากภาคเอกชน เพื่อพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมในยุคดิจิทัล โดยผสานความเชี่ยวชาญทางวิชาการกับประสบการณ์จริงจากผู้ประกอบการ นำเนื้อหาสาระเกี่ยวกับ Blockchain, Cryptocurrency, NFT และ สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งขององค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่ทุกคนต้องเตรียมตัวและพัฒนาทักษะให้พร้อมสำหรับการก้าวเข้าสู่ Web3”

เราตั้งเป้าหมายในการผลิตบัณฑิตด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและบล็อกเชนไม่น้อยกว่า 1,000 คนต่อปี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการบริหารมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นการเป็น ‘Smart University’ และการปรับตัวสู่ยุค Thailand 4.0 รวมถึงการสนับสนุนแผนพัฒนาบุคลากรดิจิทัลระดับชาติ การร่วมมือกับ GULF และ BINANCE TH จะช่วยให้นักศึกษาของเราได้รับความรู้ที่ทันสมัยและประสบการณ์ตรงจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ไม่เพียงแต่ในด้านทฤษฎี แต่ยังรวมถึงการประยุกต์ใช้จริงในธุรกิจและการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือนี้จะสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก และช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีบล็อกเชนในภูมิภาคอาเซียนได้อย่างยั่งยืน” ดร.ดำรงค์ กล่าวเสริม

ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ ทั้งสามฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรที่ครอบคลุมเนื้อหาหลักดังนี้:

  • เทคโนโลยีบล็อกเชนและการประยุกต์ใช้ – ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในการพัฒนาโซลูชันบล็อกเชน
  • การเงินดิจิทัลและสินทรัพย์ดิจิทัล – เรียนรู้การลงทุน การซื้อขาย และการจัดการพอร์ตโฟลิโอ
  • กฎหมายและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ – ศึกษากฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย
  • ความปลอดภัยไซเบอร์ – การรักษาความปลอดภัยในระบบสินทรัพย์ดิจิทัล
  • การพัฒนานวัตกรรม – นวัตกรรมทางการเงินดิจิทัล (FinTech Innovation)

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การฝึกอบรม Workshop การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม และโครงการฝึกงานในองค์กรต่าง ๆ ปูทางเพื่อสร้างโอกาสทางอาชีพที่หลากหลายในตลาด Web3

Changpeng Zhao (CZ) อดีต CEO ของ Binance กล่าวว่า “เราเชื่อว่าการศึกษาเป็นรากฐานของนวัตกรรมและการเข้าถึงทางการเงิน ความร่วมมือของเรากับ GULF และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้ความรู้แก่นักศึกษา 1,000 คนเกี่ยวกับบล็อกเชนและคริปโตถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพให้กับคนรุ่นต่อไปของประเทศไทยด้วยความรู้และทักษะที่จำเป็นในการเติบโตในเศรษฐกิจดิจิทัล

ประเทศไทยมีระบบนิเวศบล็อกเชนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และการเสริมสร้างความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยีคริปโตให้กับเยาวชนจะช่วยขับเคลื่อนการยอมรับอย่างรับผิดชอบ การเป็นผู้ประกอบการ และการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ความคิดริเริ่มนี้ไม่เพียงแต่สนับสนุนกลุ่มผู้มีความสามารถในท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังเสริมสร้างอุตสาหกรรมคริปโตระดับโลกด้วยการส่งเสริมชุมชนผู้นำ นักพัฒนา และนักประดิษฐ์ในอนาคตที่มีข้อมูลครบถ้วน เรารู้สึกภูมิใจที่ได้ร่วมมือในความพยายามเชิงกลยุทธ์นี้และยังคงมุ่งมั่นที่จะทำให้การศึกษาเกี่ยวกับบล็อกเชนเข้าถึงได้สำหรับทุกคน เพื่อให้แน่ใจว่าประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการกำหนดอนาคตของ Web3″

ความร่วมมือครั้งนี้มีระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่การลงนาม โดยทั้งสามองค์กรจะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของนักศึกษาและบุคลากรให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในการมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง Digital Asset Hub แห่งอาเซียน และจำนวนผู้ใช้งานในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในอาเซียนคาดว่าจะแตะ 108.79 ล้านคนภายในปี 2026 

 

จากสังคมสูงวัยสู่ Longevity Economy เลือกที่อยู่อาศัยอย่างไรเมื่อชีวิตยืนยาว

จากสังคมสูงวัยสู่ Longevity Economy เลือกที่อยู่อาศัยอย่างไรเมื่อชีวิตยืนยาว

จากสังคมสูงวัยสู่ Longevity Economy เลือกที่อยู่อาศัยอย่างไรเมื่อชีวิตยืนยาว

เมื่อความก้าวหน้าทางการแพทย์ได้ช่วยให้ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น ประกอบกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) โดยมีประชากรอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั่วประเทศ ข้อมูลจากการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 20.2% ของประชากรทั้งประเทศ หรือกว่า 14 ล้านคน และคาดการณ์ว่าจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) ซึ่งมีผู้สูงอายุเกิน 28% ในปี 2574 

ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ผู้สูงอายุจึงมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น ข้อมูลจากการศึกษาเศรษฐกิจสูงวัยของไทยในปี 2566 ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่า ในปี 2566 มีการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคสำหรับผู้สูงอายุกว่า 2.18 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะขยายตัวเป็น 3.5 ล้านล้านบาท ในปี 2576 หรือเฉลี่ย 4.83% ต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อที่แข็งแกร่งของกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่ควรมองข้าม

ส่งผลต่อเนื่องให้เกิด “เศรษฐกิจอายุวัฒน์ หรือ Longevity Economy” ที่ระบบเศรษฐกิจได้ถูกขับเคลื่อนโดยกำลังซื้อของกลุ่มประชากรที่มีอายุยืนยาวขึ้นพร้อมทั้งมีสุขภาพกายและใจที่ดี ผู้บริโภคกลุ่มนี้จะให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในทุกมิติ ไม่ใช่แค่การมีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นอย่างเดียว จึงเป็นโอกาสให้ธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตเข้ามาทำตลาดกลุ่มนี้มากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือการมีที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์การดำเนินชีวิตในระยะยาวได้อย่างมีคุณภาพและปลอดภัย 

เกษียณแล้วไปไหน? เมื่อการวางแผนอนาคตไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป 

ข้อมูลจากแบบสำรวจพฤติกรรมการซื้อ-เช่าอสังหาฯ และการวางแผนอนาคตของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย พบว่า เกือบ 9 ใน 10 (88%) ของผู้ตอบแบบสำรวจฯ เริ่มนึกถึงการวางแผนเกษียณแล้ว โดย 38% ยอมรับว่านึกถึงการวางแผนเกษียณตลอดเวลา สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองว่าการเกษียณเป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป และหันมาให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับมือวัยเกษียณโดยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงเวลา  

ขณะที่เป้าหมายหลังเกษียณของผู้บริโภคส่วนใหญ่นั้นให้ความสำคัญกับ “การมีเงินออมเพียงพอสำหรับดูแลสุขภาพ” มาเป็นอันดับ 1 รองลงมาอันดับ 2 คือ อยากมีอิสรภาพทางการเงิน, อันดับ 3 ต้องการใช้เวลากับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงมากขึ้น, อันดับ 4 อยากใช้ชีวิตแบบปลอดหนี้ และอันดับ 5 วางแผนจะท่องเที่ยวเป็นประจำ จะเห็นว่าเป้าหมายส่วนใหญ่นั้นล้วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนการเงินอย่างมีนัยสำคัญ ผู้บริโภคจึงจำเป็นต้องเริ่มวางแผนเพื่อเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายชีวิตที่ตั้งใจไว้ได้ในอนาคต

สำหรับเมืองที่ผู้บริโภคต้องการไปใช้ชีวิตหลังเกษียณมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (33%) ด้วยจุดเด่นของการเป็นเมืองหลวงที่มีความพร้อมรอบด้าน ทั้งระบบสาธารณูปโภคที่ครบครัน ตลอดจนสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานและมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย จึงสามารถรองรับการดูแลสุขภาพในระยะยาวได้อย่างมั่นใจ รองลงมาคือ เชียงใหม่ (9%), นครราชสีมา (7%), ชลบุรี นนทบุรี สมุทรปราการ (สัดส่วนเท่ากันที่ 6%) และภูเก็ต (4%) ขณะที่อีก 11% เผยว่าไม่มีทำเลไหนที่สนใจเป็นพิเศษ ขอแค่อยู่ในประเทศไทยก็พอ 

ด้านผู้พัฒนาอสังหาฯ ต่างหันมาให้ความสำคัญกับเทรนด์ Longevity เช่นกัน ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พบว่าผลการสำรวจที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ณ ปี 2568 ทั่วประเทศ เปิดบริการรวม 1,040 โครงการ เพิ่มขึ้น 4.4% แยกเป็นโครงการ Nursing Home จำนวน 944 โครงการ เพิ่มขึ้น 4.4% และโครงการ Residence จำนวน 96 โครงการ เพิ่มขึ้น 4.3% สะท้อนให้เห็นว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาวหลังเกษียณ

เมื่อ “อายุยืน” คือคำตอบ เลือกที่อยู่อาศัยอย่างไรให้ตอบโจทย์ Longevity Economy

เมื่อการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพคือหัวใจสำคัญของ Longevity Economy ดังนั้น การเตรียมความพร้อมด้านที่อยู่อาศัยจึงไม่ใช่เพียงการมองหาที่พักอาศัยเท่านั้น แต่คือการสร้างพื้นที่ใช้ชีวิตที่ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาว ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เผยแนวทางการออกแบบและปรับพื้นที่บ้าน/คอนโดฯ ให้ตอบโจทย์เทรนด์ Longevity เน้นการสร้างพื้นที่ที่ส่งเสริมสุขภาพกายและใจ รองรับการอยู่อาศัยในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน

  • Universal Design อยู่สบายทุกช่วงวัย แนวคิด “อารยสถาปัตย์ หรือ Universal Design” เป็นแนวคิดเรื่องการออกแบบสิ่งแวดล้อม การสร้างสถานที่ และสิ่งของต่าง ๆ เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่จำกัดอายุ เพศ หรือลักษณะทางร่างกาย ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์การอยู่อาศัยในปัจจุบันที่ต้องการความปลอดภัยในระยะยาว เทรนด์ Universal Design จะเน้นการออกแบบที่รองรับการอยู่อาศัยของผู้บริโภคทุกช่วงวัยได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ จึงต้องเพิ่มระบบความปลอดภัยในจุดเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นพื้นกันลื่น ราวจับในจุดสำคัญ มีระบบแสงสว่างที่เพียงพอ และมีอุปกรณ์แจ้งเหตุฉุกเฉินในห้องนอนหรือห้องน้ำ การเพิ่มฟังก์ชันความปลอดภัยในทุกตารางนิ้ว ไม่เพียงแต่ช่วยลดอุบัติเหตุเท่านั้น แต่ยังเป็นการคืนความมั่นใจให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตประจำวันด้วยตัวเองได้อย่างมีความสุข
  • เลือกเฟอร์นิเจอร์ตามหลักการยศาสตร์ การยศาสตร์ (Ergonomics) คือศาสตร์ว่าด้วยการออกแบบและปรับสิ่งของ สภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับสรีระและการใช้งานของมนุษย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บ แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแก้ปัญหาออฟฟิศซินโดรมจากการทำงานหน้าจอเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการเลือกเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน/คอนโดฯ ได้อีกด้วย โดยผู้บริโภคควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบโดยคำนึงถึงสุขภาพและรองรับสรีระของผู้ใช้ได้อย่างเหมาะสม เช่น เลือกเตียงนอนและหมอนสุขภาพที่ช่วยพยุงกระดูกสันหลัง, โซฟาที่ไม่อ่อนหรือแข็งเกินไปจนทำให้ปวดเมื่อยเมื่อนั่งเป็นเวลานานหรือลุกได้ยาก รวมถึงโต๊ะรับประทานอาหารที่มีความสูงพอดี ไม่ต้องก้มมากเกินไปขณะรับประทานอาหาร เป็นต้น ซึ่งหลักการเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการปวดเมื่อยและบาดเจ็บจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน ถือเป็นการเริ่มต้นดูแลสุขภาพที่คุ้มค่าในระยะยาว
  • อุ่นใจเมื่ออยู่ใกล้สถานพยาบาล การเลือกโครงการบ้าน/คอนโดฯ ที่ตั้งอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวก ใกล้ระบบขนส่งสาธารณะ จะช่วยให้การใช้ชีวิตตามไลฟ์สไตล์เป็นไปได้อย่างราบรื่น และช่วยลดความเสี่ยงในการขับรถเองหากสภาพร่างกายไม่อำนวย อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการเลือกโครงการที่ตั้งอยู่ใกล้โรงพยาบาลหรือศูนย์บริการสุขภาพ จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์ได้อย่างรวดเร็วในกรณีฉุกเฉิน และรับบริการตรวจสุขภาพได้อย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ การเลือกโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงวัยที่มาพร้อมบริการด้านสุขภาพ ผ่านการร่วมมือกับโรงพยาบาล/ศูนย์บริการสุขภาพที่เพิ่มบริการทางการแพทย์ไว้ด้วย ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจในการดูแลสุขภาพในระยะยาวได้ดียิ่งขึ้น 
  • ธรรมชาติบำบัดส่งเสริมสุขภาพกายใจ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักใช้ชีวิตอยู่ภายในบ้านเป็นหลัก การมีสภาพแวดล้อมที่ดีจึงมีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างทั้งสุขภาพกายและใจ ดังนั้นการจัดให้มีพื้นที่สีเขียวในบ้าน/คอนโดฯ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสวน หรือตกแต่งห้องด้วยต้นไม้ นอกจากจะช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ดีแล้ว ยังมีผลทางจิตวิทยาทำให้รู้สึกสดชื่นมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ ผู้สูงอายุยังสามารถใช้เวลาว่างในการทำสวนปลูกต้นไม้เป็นงานอดิเรกหรือพักผ่อนให้ธรรมชาติบำบัด ขณะเดียวกัน การเลือกโครงการที่มีสวนหย่อมส่วนกลาง หรือตั้งอยู่ใกล้สวนสาธารณะ ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการไปออกกำลังกาย หรือพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติได้เช่นขึ้น 
  • ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยเทคโนโลยี ปัจจุบันเทรนด์บ้านอัจฉริยะ (Smart Home) เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับที่อยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี ผู้บริโภคสามารถนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมแสงสว่างหรือเปิด/ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านแอปพลิเคชัน ดูแลสุขภาพด้วยเครื่องฟอกอากาศหรือเครื่องปรับอากาศที่มีระบบฆ่าเชื้อโรคในอากาศ รวมไปถึงเสริมระบบความปลอดภัยด้วยกลอนประตูดิจิทัล (Digital Door Lock), เซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว หรือกล้องวงจรปิด นอกจากนี้ เทคโนโลยียังเข้ามาช่วยลดข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุได้อีกด้วย อย่างการติดตั้งลิฟต์บันได (Stairlift) จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถขึ้นลงชั้นบนและชั้นล่างได้สะดวกและปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการใช้บันไดได้ 
  • สร้างพื้นที่สานสัมพันธ์ในครอบครัว การจัดสรรพื้นที่เพื่อทำกิจกรรมสุขภาพและสานสัมพันธ์ในครอบครัวถือเป็นอีกหัวใจสำคัญของการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ โดยควรออกแบบห้องนั่งเล่นหรือห้องรับแขกให้รองรับการสังสรรค์และทำกิจกรรมร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร พักผ่อนดูซีรีส์ หรือทำงานอดิเรกร่วมกัน เพื่อสร้างความอบอุ่นและลดความรู้สึกโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ พื้นที่สำหรับออกกำลังกายและกายภาพบำบัดก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ควรมีมุมสำหรับโยคะ พร้อมอุปกรณ์ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับทุกช่วงวัย เช่น ลู่เดินแบบลดแรงกระแทก การผสมผสานพื้นที่เหล่านี้เข้าด้วยกันจะช่วยให้ทุกกิจกรรมของสมาชิกในบ้านดำเนินไปอย่างสมดุลและมั่นคงทั้งด้านร่างกายและจิตใจ   

แท้จริงแล้วเป้าหมายสำคัญที่ทุกคนมองหาอาจไม่ใช่เพียงการมีอายุที่ยืนยาว แต่คือการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ มีอิสระในการทำสิ่งที่รักและได้พักผ่อนอย่างอุ่นใจในบ้านที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ หากบ้านได้รับการออกแบบให้ผู้สูงอายุอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัยแล้ว แน่นอนว่าสมาชิกทุกวัยในครอบครัวก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขตามไปด้วยเช่นกัน ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (www.DDproperty.com) ได้รวบรวมบทความน่ารู้พร้อมอัปเดตข่าวสารล่าสุดในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นประโยชน์กับผู้บริโภคทุกช่วงวัยที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัย รวมทั้งเป็นแหล่งข้อมูลประกาศซื้อ/ขาย/ให้เช่าที่อยู่อาศัยในทำเลศักยภาพทั่วประเทศ ช่วยให้ทุกคนเตรียมความพร้อมก่อนตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัยในฝันได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น 

Red Hat to Deliver Enhanced AI Inference Across AWS

CIMB Thai Bank และ KBTG สององค์กรไทย ได้รับรางวัล APAC Innovation Awards ประจำปี 2565 จาก Red Hat

Red Hat to Deliver Enhanced AI Inference Across AWS

Red Hat AI on AWS Trainium and Inferentia AI chips to provide customers with greater choice, flexibility and efficiency for production AI workloads

Red Hat, the world’s leading provider of open source solutions, today announced an expanded collaboration with Amazon Web Services (AWS) to power enterprise-grade generative AI (gen AI) on AWS with Red Hat AI and AWS AI silicon. With this collaboration, Red Hat focuses on empowering IT decision-makers with the flexibility to run high-performance, efficient AI inference at scale, regardless of the underlying hardware.

The rise of gen AI and subsequent need for scalable inference is pushing organizations to reevaluate their IT infrastructure. As a result, IDC predicts that “by 2027, 40% of organizations will use custom silicon, including ARM processors or AI/ML-specific chips, to meet rising demands for performance optimization, cost efficiency, and specialized computing.”[1] This underscores the need for optimized solutions that can improve processing power, minimize costs and enable faster innovation cycles for high-performance AI applications.

Red Hat’s collaboration with AWS empowers organizations with a full-stack gen AI strategy by bringing together Red Hat’s comprehensive platform capabilities with AWS cloud infrastructure and AI chipsets, AWS Inferentia2 and AWS Trainium3. Key aspects of the collaboration include: 

  • Red Hat AI Inference Server on AWS AI chips: Red Hat AI Inference Server, powered by vLLM, will be enabled to run with AWS AI chips, including AWS Inferentia2 and AWS Trainium3, to deliver a common inference layer that can support any gen AI model, helping customers achieve higher performance, lower latency and cost-effectiveness for scaling production AI deployments, delivering up to 30-40% better price performance than current comparable GPU-based Amazon EC2 instances.
  • Ease of access and deployment: By supporting AWS AI chips, Red Hat will offer enhanced and easier access to high-demand, high-capacity accelerators for Red Hat customers on AWS. In addition, Red Hat recently released the amazon.ai Certified Ansible Collection for Red Hat Ansible Automation Platform to enable orchestrating AI services on AWS.
  • Upstream community contribution: Red Hat and AWS are collaborating to optimize an AWS AI chip plugin up-streamed to vLLM. As the top commercial contributor to vLLM, Red Hat is committed to enabling vLLM on AWS to help accelerate AI inference and training capabilities for users. vLLM is also the foundation of llm-d, an open source project focused on delivering inference at scale and now available as a commercially supported feature in Red Hat OpenShift AI 3

Red Hat has a long history of collaboration with AWS to enable customers from the datacenter to the edge. This latest milestone now aims to address the evolving needs of organizations as they integrate AI into their hybrid cloud strategies to achieve optimized, efficient gen AI outcomes.

Availability

The AWS Neuron community operator is now available in the Red Hat OpenShift OperatorHub for customers using Red Hat OpenShift or Red Hat OpenShift Service on AWS. Red Hat AI Inference Server support for AWS AI chips is expected to be available in developer preview in January 2026. 

Supporting Quotes

Joe Fernandes, vice president and general manager, AI Business Unit, Red Hat

“By enabling our enterprise-grade Red Hat AI Inference Server, built on the innovative vLLM framework, with AWS AI chips, we’re empowering organizations to deploy and scale AI workloads with enhanced efficiency and flexibility. Building on Red Hat’s open source heritage, this collaboration aims to make generative AI more accessible and cost-effective across hybrid cloud environments.”

Colin Brace, vice president, Annapurna Labs, AWS

“Enterprises demand solutions that deliver exceptional performance, cost efficiency, and operational choice for mission-critical AI workloads. AWS designed its Trainium and Inferentia chips to make high-performance AI inference and training more accessible and cost-effective. Our collaboration with Red Hat provides customers with a supported path to deploying generative AI at scale, combining the flexibility of open source with AWS infrastructure and purpose-built AI accelerators to accelerate time-to-value from pilot to production.”

Jean-François Gamache, chief information officer and vice president, Digital Services, CAE

“Modernizing our critical applications with Red Hat OpenShift Service on AWS marks a significant milestone in our digital transformation. This platform supports our developers in focusing on high-value initiatives – driving product innovation and accelerating AI integration across our solutions. Red Hat OpenShift provides the flexibility and scalability that enable us to deliver real impact, from actionable insights through live virtual coaching to significantly reducing cycle times for user-reported issues.” 

Anurag Agrawal, founder and chief global analyst, Techaisle

“As AI inference costs escalate, enterprises are prioritizing efficiency alongside performance. This collaboration exemplifies Red Hat’s ‘any model, any hardware’ strategy by combining its open hybrid cloud platform with the distinct economic advantages of AWS Trainium and Inferentia. It empowers CIOs to operationalize generative AI at scale, shifting from cost-intensive experimentation to sustainable, governed production.”

Additional Resources

Connect with Red Hat

 

Red Hat ยกระดับประสิทธิภาพ AI Inference บน AWS

CIMB Thai Bank และ KBTG สององค์กรไทย ได้รับรางวัล APAC Innovation Awards ประจำปี 2565 จาก Red Hat

Red Hat ยกระดับประสิทธิภาพ AI Inference บน AWS

Red Hat AI ทำงานร่วมกับ Trainium และ Inferentia ซึ่งเป็น AI chips ของ AWS มอบทางเลือก ความยืดหยุ่น และประสิทธิภาพที่เหนือกว่า ให้กับเวิร์กโหลด AI ที่นำไปใช้งานจริง

เร้ดแฮท (Red Hat) ผู้ให้บริการโซลูชันโอเพ่นซอร์สชั้นนำของโลก ประกาศขยายความร่วมมือกับ Amazon Web Services (AWS) เพื่อขับเคลื่อน Generative AI (Gen AI) ระดับองค์กรบน AWS ด้วย Red Hat AI และชิป AWS AI ความร่วมมือนี้ Red Hat มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอที ให้มีความยืดหยุ่นในการรัน AI inference ประสิทธิภาพสูงที่ปรับขนาดการทำงานได้มากโดยไม่ต้องกังวลถึงข้อจำกัดของฮาร์ดแวร์พื้นฐานที่ใช้อยู่ 

การเติบโตของ gen AI และความต้องการเรื่องของการอนุมานที่ปรับขนาดได้ตามการใช้งานจริง (scalable inference) กำลังผลักดันให้องค์กรต่าง ๆ ต้องประเมินโครงสร้างพื้นฐานไอทีของตนใหม่อีกครั้ง ทั้งนี้ IDC ได้คาดการณ์ว่า “ภายในปี พ.ศ. 2570 องค์กร 40% จะหันมาใช้ชิปที่ออกแบบมาเฉพาะทาง รวมถึงโปรเซสเซอร์ ARM หรือชิปที่สร้างขึ้นเฉพาะสำหรับ AI/ML เพื่อตอบสนองต่อความต้องการด้านการเพิ่มประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และการประมวลผลเฉพาะทาง ที่มีความต้องการเพิ่มมากขึ้น” นับเป็นการชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของโซลูชันที่ได้รับการปรับแต่งอย่างเหมาะสม ซึ่งสามารถเพิ่มพลังการประมวลผล ลดต้นทุน และช่วยให้ไลฟ์ไซเคิลของการสร้างนวัตกรรมสำหรับแอปพลิเคชัน AI ประสิทธิภาพสูงทำได้รวดเร็วขึ้น 

ความร่วมมือของ Red Hat กับ AWS ช่วยเสริมศักยภาพให้องค์กรสามารถวางกลยุทธ์ gen AI ได้แบบ full-stack โดยการผสานรวมความสามารถด้านแพลตฟอร์มที่ครอบคลุมของ Red Hat เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และ AI chipsets ของ AWS ได้แก่ AWS Inferentia2 และ AWS Trainium3 ประเด็นสำคัญของความร่วมมือนี้ประกอบด้วย:

  • Red Hat AI Inference Server on AWS AI chips: Red Hat AI Inference Server ที่ขับเคลื่อนด้วย vLLM จะรองรับการทำงานร่วมกับ AI chips ของ AWS ได้แก่ AWS Inferentia2 และ AWS Trainium3 เพื่อมอบเลเยอร์การอนุมานมาตรฐานที่สามารถรองรับโมเดล gen AI ได้ทุกรูปแบบ ช่วยให้ลูกค้าได้รับประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ลดระยะเวลาในการตอบสนอง และเพิ่มความคุ้มค่าในการขยายการนำ AI ไปใช้งานจริง โดยให้ประสิทธิภาพต่อราคา (price performance) ดีกว่า Amazon EC2 instances รูปแบบปัจจุบันที่ใช้ GPU ซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน สูงถึง 30-40%
  • ใช้งาน AI on Red Hat OpenShift: Red Hat ได้ทำงานร่วมกับ AWS เพื่อพัฒนา AWS Neuron operator สำหรับ Red Hat OpenShiftRed Hat OpenShift AI และ Red Hat OpenShift Service on AWS ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันแบบครบวงจรและมีการจัดการเต็มรูปแบบบน AWS มอบเส้นทางที่ราบรื่นและได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการในการรันเวิร์กโหลดด้าน AI ด้วย AWS accelerators
  • เข้าถึงและปรับใช้ได้ง่ายขึ้น: การรองรับ AI chips ของ AWS ช่วยให้ลูกค้า Red Hat on AWS สามารเข้าถึงอุปกรณ์เร่งความเร็ว (accelerators) ประสิทธิภาพสูง และรองรับปริมาณงานมากได้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ Red Hat ได้เปิดตัว amazon.ai Certified Ansible Collection สำหรับ Red Hat Ansible Automation Platform เพื่อช่วยประสานการทำงานของบริการ AI บน AWS 
  • การมีส่วนร่วมสนับสนุนชุมชนต้นน้ำ (upstream community): Red Hat และ AWS กำลังร่วมกันเพิ่มประสิทธิภาพให้กับปลั้กอิน AI chip ของ AWS ซึ่งได้ถูกส่งกลับไปยัง vLLM และในฐานะที่ Red Hat เป็นผู้มีส่วนร่วมสนับสนุนในเชิงพาณิชย์รายสำคัญให้กับ vLLM เร้ดแฮทจึงมุ่งมั่นที่จะทำให้ vLLM ทำงานบน AWS เพื่อช่วยเร่งศักยภาพด้านการอนุมานและการเทรน AI นอกจากนี้ vLLM ยังเป็นรากฐานของ llm-d ซึ่งเป็นโปรเจกต์โอเพ่นซอร์สที่เน้นการให้บริการด้านการอนุมานในระดับสเกลใหญ่ ที่ปัจจุบันเปิดให้ใช้งานเป็นฟีเจอร์เชิงพาณิชย์บน Red Hat OpenShift AI 3 แล้ว

Red Hat มีประวัติความร่วมมืออันยาวนานกับ AWS เพื่อช่วยเสริมศักยภาพลูกค้า ตั้งแต่ดาต้าเซ็นเตอร์ไปจนถึงเอดจ์ ความร่วมมือล่าสุดนี้มีเป้าหมายเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปขององค์กรที่กำลังผสาน AI เข้ากับกลยุทธ์ไฮบริดคลาวด์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ด้าน gen AI ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ความพร้อมใช้งาน

AWS Neuron community operator พร้อมให้ใช้งานแล้วบน Red Hat OpenShift OperatorHub สำหรับลูกค้าที่ใช้งาน Red Hat OpenShift หรือ Red Hat OpenShift Service on AWS ส่วน Red Hat AI Inference Server ที่รองรับ AI chips ของ AWS ดาดว่าจะเปิดใช้งานในเวอร์ชัน developer preview ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2569

คำกล่าวสนับสนุน

Joe Fernandes, vice president and general manager, AI Business Unit, Red Hat
เรากำลังเสริมศักยภาพองค์กรให้สามารถปรับใช้และขยายเวิร์กโหลดด้าน AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ด้วยการทำให้ Red Hat AI Inference Server ระดับองค์กรของเรา ซึ่งพัฒนาบนเฟรมเวิร์ก vLLM ที่ล้ำสมัย สามารถทำงานร่วมกับ AI chips ของ AWS ได้ ความร่วมมือนี้ต่อยอดจากรากฐานด้านโอเพ่นซอร์สของ Red Hat โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้สามารถเข้าถึง generative AI ได้ง่ายและคุ้มค่ามากขึ้นในสภาพแวดล้อมไฮบริดคลาวด์”

Colin Brace, vice president, Annapurna Labs, AWS

“องค์กรต่างต้องการโซลูชันที่มีประสิทธิภาพที่เหนือชั้น คุ้มค่าการลงทุน และมีตัวเลือกที่เหมาะสมในการดำเนินงานเพื่อใช้กับเวิร์กโหลด AI ที่มีความสำคัญต่อภารกิจหลัก AWS ได้ออกแบบชิป Trainium และ Inferentia เพื่อทำให้การอนุมานและการเทรน AI มีประสิทธิภาพสูง เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และคุ้มค่ามากขึ้น ความร่วมมือของเรากับ Red Hat ช่วยให้ลูกค้ามีแนวทางที่ได้รับการสนับสนุนในการปรับใช้ generative AI ในระดับองค์กร โดยผสานความยืดหยุ่นของโอเพนซอร์สเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานของ AWS และตัวเร่งความเร็ว AI ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อเร่งเวลาในการสร้างมูลค่าจากระยะทดลองไปสู่การใช้งานจริง”

Jean-François Gamache, chief information officer and vice president, Digital Services, CAE

“การปรับปรุงแอปพลิเคชันสำคัญให้ทันสมัยด้วย Red Hat OpenShift Service on AWS ถือเป็นก้าวสำคัญในการทรานส์ฟอร์มด้านดิจิทัลขององค์กร แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้นักพัฒนาสามารถมุ่งเน้นไปที่โครงการที่มีมูลค่าสูง ทั้งการขับเคลื่อนนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และเร่งการบูรณาการ AI เข้ากับโซลูชัน  ต่าง ๆ ของเรา Red Hat OpenShift มอบความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับขนาดที่ช่วยให้สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง ตั้งแต่การมอบข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้งานได้จริงผ่านระบบการโค้ชเสมือนจริงแบบเรียลไทม์ (live virtual coaching) ไปจนถึงการลดระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาที่ผู้ใช้รายงานเข้ามาได้อย่างมีนัยสำคัญ”

Anurag Agrawal, founder and chief global analyst, Techaisle

“ในขณะที่ต้นทุนการทำ AI inference เพิ่มสูงขึ้น องค์กรต่างให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพควบคู่ไปกับสมรรถนะ ความร่วมมือนี้สะท้อนกลยุทธ์ ‘any model, any hardware’ ของ Red Hat โดยการบูรณาการแพลตฟอร์มโอเพ่นไฮบริดคลาวด์เข้ากับข้อได้เปรียบด้านความคุ้มค่าที่โดดเด่นของ AWS Trainium และ Inferentia ซึ่งช่วยให้ CIO สามารถนำ generative AI ไปใช้งานจริงในระดับองค์กร เปลี่ยนจากการทดลองที่มีต้นทุนสูงไปสู่การใช้งานจริงที่ยั่งยืนและมีการกำกับดูแล”

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

ช่องทางการติดต่อกับเร้ดแฮท