ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ชี้ตลาดอสังหาฯ ปี 69 ยังเดิมพันบนความท้าทาย แนะทุกฝ่ายปรับตัวไว เพื่อคว้าโอกาสในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ชี้ตลาดอสังหาฯ ปี 69 ยังเดิมพันบนความท้าทาย แนะทุกฝ่ายปรับตัวไว เพื่อคว้าโอกาสในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ชี้ตลาดอสังหาฯ ปี 69 ยังเดิมพันบนความท้าทาย แนะทุกฝ่ายปรับตัวไว เพื่อคว้าโอกาสในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย เผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ยังคงชะลอตัวตามสภาพเศรษฐกิจ ความท้าทายจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกประเทศเข้ามากระทบกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่จากข้อมูลบนเว็บไซต์พบว่า กลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) รวมถึงกลุ่มผู้เช่ายังคงมีความต้องการซื้อ-เช่าอยู่ แนะผู้ประกอบการและเอเจนต์อสังหาฯ เร่งปรับตัวเพื่อคว้าโอกาสในช่วงเปลี่ยนผ่าน 

ข้อมูลเชิงลึกจากผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.DDproperty.com ระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 เผยภาพรวมความต้องการซื้อ/เช่าที่อาศัยทั่วประเทศยังคงมีสัญญาณบวก เห็นได้จากสัดส่วนผู้สนใจซื้อ/เช่าที่อยู่อาศัยในช่วงครึ่งแรกปี 2569 เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว โดยสัดส่วนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ลงทะเบียนแสดงความสนใจซื้อ (Lead/View) อยู่ที่ 5.1% เพิ่มขึ้นจาก 2.8% ในช่วงครึ่งแรกปี 2568 ขณะที่ตลาดเช่ามีสัดส่วนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ลงทะเบียนแสดงความสนใจเช่า (Lead/View) ถึง 15.6% เพิ่มขึ้นจาก 8.7% ในช่วงครึ่งแรกปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการที่อยู่อาศัยยังคงมีอยู่ ผู้บริโภคเพียงแค่รอจังหวะและความพร้อมก่อนตัดสินใจเป็นเจ้าของบ้านในฝัน

ขณะที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเช่นกัน ข้อมูลจากเว็บไซต์ ThinkOfLiving.com พบว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 (ระหว่างเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569) ผู้พัฒนาอสังหาฯ ยังคงชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ โดยจำนวนโครงการเปิดใหม่ลดลง 9.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และจำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ลดลง 31.1% YoY อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการควรปรับแผนธุรกิจเพื่อบริหารสภาพคล่องและตามให้ทันดีมานด์ที่เปลี่ยนไป อย่างการชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ และหันมาออกโปรโมชั่นดึงดูดการตัดสินใจซื้อเพื่อเร่งระบายสต็อกสินค้าคงค้างในช่วงที่มีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ หากผู้ประกอบการปรับตัวได้ไวเท่าไร ก็ยิ่งสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และสามารถคว้าโอกาสจากดีมานด์ที่มีอยู่ในตลาดขณะนี้ได้เร็วขึ้นเท่านั้น

นายวิทยา อภิรักษ์วิริยะ Country Manager ประเทศไทย DDproperty และ ThinkofLiving เปิดเผยว่า “แม้ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงต้นปีอาจไม่ได้ฟื้นตัวอย่างหวือหวา แต่ยังคงมีสัญญาณบวกที่ชี้ให้เห็นว่าดีมานด์ในตลาดยังคงมีอยู่ เห็นได้จากจำนวนอุปทานที่มีแนวโน้มลดลงสอดคล้องกับอัตราดูดซับที่ค่อย ๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการแข่งขันด้านโปรโมชั่นของผู้พัฒนาอสังหาฯ อัตราดอกเบี้ยนโยบายคงที่ในระดับต่ำ พร้อมทั้งมีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ

นอกจากนี้ เราพบสัญญาณบวกที่น่าจับตามอง เมื่อผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ DDproperty.com ในช่วงต้นปีถือเป็นกลุ่มคนหาบ้านคุณภาพสูงที่มีความต้องการซื้อ/เช่าอย่างแท้จริง และพร้อมตัดสินใจทันที (High Intent) มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะในตลาดเช่า เห็นได้จากจำนวนผู้ลงทะเบียนแสดงความสนใจเช่า (Lead) ในไตรมาส 2 ของปีนี้ เพิ่มขึ้น 3.84% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 1 เพิ่มขึ้นถึง 21.17% QoQ ขณะที่จำนวนผู้ลงทะเบียนแสดงความสนใจซื้อ (Lead) ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 2.73% QoQ สะท้อนให้เห็นว่าแท้จริงแล้วความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคไม่ได้หายไป เพียงแค่ใช้เวลาพิจารณาคัดเลือกมากขึ้น และรอคอยจังหวะเวลาที่เหมาะสม เมื่อเจอบ้าน/คอนโดฯ ที่ตอบโจทย์ก็พร้อมตัดสินใจซื้อ/เช่าทันที”

“ปัจจัยบวกต่าง ๆ ได้ส่งผลให้ผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองสูงสุดในรอบหลายปี จึงเป็นโอกาสทองของผู้ที่มีความพร้อมทางการเงินที่จะเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในราคาคุ้มค่า ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พบว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสองในไตรมาส 1 ปี 2569 มีจำนวนเพิ่มขึ้น 13.8% และเป็นการเพิ่มขึ้นของการโอนกรรมสิทธิ์ทุกประเภท สะท้อนให้เห็นว่าตลาดที่อยู่อาศัยมือสองยังมีศักยภาพเติบโตอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นโอกาสอันดีของผู้บริโภคและนักลงทุนที่จะนำสินค้าในมือมาประกาศขายเพื่อรองรับดีมานด์ในตลาดนี้ และเป็นจังหวะสำคัญที่เอเจนต์อสังหาฯ ควรเร่งยกระดับบทบาทไปสู่ที่ปรึกษาของคนหาบ้านอย่างเต็มรูปแบบ โดยผสานความเชี่ยวชาญเข้ากับกลยุทธ์การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven) เพื่อเชื่อมโยงความต้องการของผู้บริโภคเข้ากับอุปทานในตลาดได้อย่างแม่นยำ และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น” นายวิทยา กล่าวสรุป

ในช่วงเปลี่ยนผ่านของตลาดเช่นนี้ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) มองว่าเอเจนต์อสังหาฯ ถือเป็นอีกฟันเฟืองสำคัญในระบบนิเวศที่ช่วยเชื่อมโยงอุปสงค์และอุปทานในตลาดอสังหาฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากความเชี่ยวชาญ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในตลาด และทักษะการเจรจาต่อรองยังเป็นสิ่งที่เทคโนโลยี AI ไม่สามารถเข้ามาแทนที่ได้ 

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) มุ่งมั่นขับเคลื่อนวงการเอเจนต์อสังหาฯ มืออาชีพให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและรายงานแนวโน้มตลาดที่เป็นประโยชน์ มีการจัดคอร์สอบรมเพื่อเสริมทักษะและความรู้ให้กับเอเจนต์อย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งจัดทำโครงการ “การยืนยันตัวตนเอเจนต์ (Agent Verification)” บนเว็บไซต์ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเอเจนต์มืออาชีพ โดยเอเจนต์ที่เข้าร่วมจะผ่านการลงทะเบียนยืนยันตัวตนและแสดงข้อมูลการติดต่อ ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่ากำลังทำธุรกรรมซื้อ/ขาย/เช่าที่อยู่อาศัยร่วมกับเอเจนต์ที่มีตัวตนจริง น่าเชื่อถือ และตรวจสอบได้อย่างแท้จริง   

นอกจากนี้ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) ยังตระหนักถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล โดยได้จัดงาน DDproperty Agent Summit ประจำปี เพื่อช่วยให้เอเจนต์ได้ Upskill & Reskill ทักษะต่าง ๆ พร้อมอัปเดตเทรนด์ที่น่าสนใจและจำเป็นในการทำงาน ช่วยให้เอเจนต์มีความพร้อมและสามารถปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีได้ดียิ่งขึ้น 

ในปีนี้ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เดินหน้าจัดงานมอบรางวัลเกียรติยศ DDproperty Agent Awards 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างเก็บคะแนน โดยจะพิจารณาผู้ได้รับรางวัลจากประสิทธิภาพโดยรวมของประกาศ (Overall Listing Performance) ผ่านค่าเฉลี่ยผู้เข้าชมต่อประกาศ (Average Unique Users per Listing) และค่าเฉลี่ยการติดต่อสอบถามต่อประกาศ (Average Enquiries per Listing) ควบคู่กับการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องบนแพลตฟอร์ม ซึ่งสะท้อนทั้งประสิทธิภาพของประกาศและจำนวนของทรัพย์ที่นำเสนอ

นอกจากนี้ยังมี People’s Choice Awards ซึ่งเป็นรางวัลพิเศษที่มอบให้กับเอเจนซี่ที่ได้รับคะแนนโหวตจากผู้ใช้งานสูงสุด โดยสะท้อนถึงความไว้วางใจ, ความนิยม และการยอมรับจากผู้ค้นหาอสังหาริมทรัพย์

ทั้งนี้ DDproperty Agent Awards 2026 จะมีพิธีมอบรางวัลในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2569 เพื่อยกย่องสุดยอดนายหน้าอสังหาฯ มืออาชีพในไทยที่มีผลงานโดดเด่น และเป็นแรงบันดาลใจในการต่อยอดความสำเร็จในวิชาชีพนี้

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างยั่งยืนในทุกภาคส่วน 

อัปเดต 5 ทำเลยอดนิยมของคนหาบ้านครึ่งแรกปี 69 

ข้อมูลเชิงลึกจากผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.DDproperty.com ระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 เผยภาพรวมระดับราคาและค่าเช่าที่อาศัยทั่วประเทศยังคงมีทิศทางเติบโตอย่างน่าสนใจ สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสของดีมานด์บางกลุ่มที่ยังคงเติบโตในบางทำเล โดยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เมืองหลวง ซึ่งมีประชากรวัยแรงงานและวัยเรียนเข้ามาอยู่อาศัยอย่างคับคั่ง 

โดย 5 ทำเลที่ได้รับความสนใจซื้อมากที่สุดในช่วงครึ่งแรกปี 2569 แยกตามระดับราคา มีดังนี้ 

  • ระดับราคา 1-3 ล้านบาท 
    • อันดับ 1 แขวงบางจาก เขตพระโขนง สัดส่วน 82%
    • อันดับ 2 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง สัดส่วน 82%
    • อันดับ 3 แขวงบางนา เขตบางนา สัดส่วน 65%
    • อันดับ 4 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ สัดส่วน 62%
    • อันดับ 5 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ สัดส่วน 57% 
  • ระดับราคา 3-5 ล้านบาท 
    • อันดับ 1 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง สัดส่วน 56% 
    • อันดับ 2 แขวงจอมพล เขตจตุจักร สัดส่วน 38%
    • อันดับ 3 แขวงบางจาก เขตพระโขนง สัดส่วน 32% 
    • อันดับ 4 แขวงสามแสนใน เขตพญาไท สัดส่วน 31% 
    • อันดับ 5 แขวงดินแดง เขตดินแดง และ แขวงมักกะสัน เขตราชทวี สัดส่วน 23% 
  • ระดับราคา 5-10 ล้านบาท 
    • อันดับ 1 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน สัดส่วน 32% 
    • อันดับ 2 แขวงบางจาก เขตพระโขนง สัดส่วน 31% 
    • อันดับ 3 แขวงจอมพล เขตจตุจักร สัดส่วน 29% 
    • อันดับ 4 แขวงสามแสนใน เขตพญาไท สัดส่วน 27% 
    • อันดับ 5 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย สัดส่วน 24%  

สำหรับ 5 ทำเลที่ได้รับความสนใจเช่ามากที่สุดในช่วงครึ่งแรกปี 2569 แยกตามระดับค่าเช่า มีดังนี้ 

  • ระดับค่าเช่า 10,000-20,000 บาท
    • อันดับ 1 แขวงจอมพล เขตจตุจักร สัดส่วน 43% 
    • อันดับ 2 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย สัดส่วน 42% 
    • อันดับ 3 แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา สัดส่วน 42% 
    • อันดับ 4 แขวงบางจาก เขตพระโขนง สัดส่วน 41% 
    • อันดับ 5 แขวงบางนา เขตบางนา สัดส่วน 40%  
  • ระดับค่าเช่า 20,001-30,000 บาท 
    • อันดับ 1 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง สัดส่วน 25% 
    • อันดับ 2 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา สัดส่วน 16% 
    • อันดับ 3 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย สัดส่วน 15% 
    • อันดับ 4 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย สัดส่วน 14% 
    • อันดับ 5 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน สัดส่วน 13%  
  • ระดับค่าเช่า 40,001-60,000 บาท
    • อันดับ 1 แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร สัดส่วน 17% 
    • อันดับ 2 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย สัดส่วน 12% 
    • อันดับ 3 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย สัดส่วน 10% 
    • อันดับ 4 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย สัดส่วน 7%
    • อันดับ 5 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน สัดส่วน 5% 

Securing the enterprise software fabric: A blueprint for open source

พิมพ์เขียวความปลอดภัยซอฟต์แวร์องค์กร: ใช้โอเพ่นซอร์สอย่างมั่นใจ

Securing the enterprise software fabric: A blueprint for open source

Lately, headlines dominated by AI-driven zero-day vulnerabilities have raised a question: Is open source software becoming too risky for the enterprise? With open source comprising more than three-quarters of the average enterprise codebase, the question matters. But the answer is clear: open source software remains inherently safe, structurally resilient, and fundamentally secure.

Open source effectively serves as the foundation for all of modern technology, not just enterprise IT, and this is about much more than just Linux. Application servers, databases, network routing, developer environments, and all of the other invisible components that make up our technological fabric are fueled by open source projects in some way, shape, or form. 

The alternative to open source, in short, is that there isn’t one. Proprietary software comes closest, which is owned and controlled by a single company, but it lacks the sheer scale, variety, and ubiquity of open source. With proprietary software, the source code is a black box. Only the vendor decides what gets fixed and when. When a vulnerability is found, it may stay secret, known only to the attackers who discovered it. That model might feel secure, but the risk has only moved out of sight and become an unknown. Proprietary software allows vulnerabilities to breed in darkness.

Open source changes this by making the code available to everyone, highlighted by the mantra of “Given enough eyeballs, all bugs are shallow.” When anyone can read the code, anyone can find and report problems, and this now includes AI massively amplifying the inspection of the code. And because so many groups depend on open source software, there is a great collective motivation to resolve vulnerabilities. 

No software development method guarantees perfectly secure software, but the transparent, crowd-sourced nature of open source has distinct advantages over proprietary models when combating modern threats. Enterprises have always been, and will continue to be, vigilant to vulnerabilities as they are discovered. What has changed is the velocity. The number of published CVEs has grown by more than 520% since 2016. AI-powered scanning tools now discover critical zero-day vulnerabilities in hours, not months, and fewer than one percent of AI-discovered vulnerabilities have been patched. The challenge is now the enterprise’s operational ability to consume and deploy fixes fast enough. 

This problem is compounded by a coordination failure. Every major institution depends on the same core open source packages — Spring Framework, Jackson, Log4j, Pandas, OpenSSL — yet without coordination, each institution independently discovers the same vulnerabilities, develops patches in isolation, and maintains private forks that no one else benefits from. The result is redundant effort at enormous cost and uneven quality, while the broader ecosystem remains exposed. To stay secure, organizations must contribute to upstream communities, accelerate their operational baselines, and they must do it together.

What enterprises can do to get started today

Open source remains the safest foundation for innovation, but closing the threat window requires immediate action. Here are simple, actionable steps enterprises can take to protect their supply chains today:

  • Choose platforms backed by responsible vendors: Your infrastructure is the foundation everything else runs on. Make sure the vendors that support it are active contributors to the open source projects they ship. A vendor with a long track record of upstream contributions, security backports, and responsible disclosure is invested in keeping the community healthy, not just keeping your business.
  • Build a complete dependency inventory: Begin by auditing your application portfolios to map your baseline. Identify every open source library, transitive dependency, and pinned version currently running in production.
  • Define your patch-to-production cycle time: Measure your current reality. How long does it actually take for an upstream patch to navigate your internal security scans, testing, change advisory boards, and deployment pipelines? Once defined, set aggressive targets to shrink this window.
  • Automate rebuild and redeploy pipelines: As the threat window shrinks from months to hours, manual updates fail. Prepare your environment for frequent, deterministic, and automated application rebuilds so you can safely consume secure packages at velocity.
  • Use active security offerings: Adopt active supply chain solutions that provide zero-CVE baselines and runtime protection, such as Red Hat Hardened Images, Red Hat Trusted Libraries, and OpenShift Advanced Cluster Security, to move more quickly.

Accelerating change with Project Lightwell

As you automate your pipelines to consume fixes faster, IBM and Red Hat are building a remediation engine designed specifically to supply them. We recently introduced Project Lightwell, a joint $5 billion commitment backed by a global force of more than 20,000 engineers to redefine software supply chain security for the AI era.

Project Lightwell scales Red Hat’s proven, two-decade-long methodology of backporting enterprise-grade security patches. We are extending this rigorous engineering discipline above the operating system layer to the broader application framework and dependency landscape starting with Maven/Java and expanding to PyPI, npm, and beyond. By combining AI for high-volume threat ingestion with expert human engineering, we execute surgical fixes on the exact stable versions enterprises run in production, eliminating the need to blindly upgrade and break systems.

Without a mechanism to get fixes accepted upstream, every backport an enterprise develops on its own creates a permanent private fork, one that must be carried forward through every subsequent vulnerability, update, and dependency change. This increases an organization’s costs and risks. Project Lightwell breaks this cycle: Red Hat develops the fix, delivers it to the enterprise, and contributes it to the originating open source project. The fix becomes part of the public codebase.

Working together to protect your enterprise and all of open source

Securing the software supply chain is a collective industry challenge, one that no single enterprise can solve alone. Through Project Lightwell, we are collaborating with a premier cohort of financial and critical infrastructure leaders to establish a secure enterprise clearinghouse.

This collaborative intelligence network provides three capabilities that no enterprise can build independently. First, members share novel vulnerability findings and receive coordinated patches before public disclosure — turning isolated discovery into shared defense. Second, every patch is delivered production-ready: cryptographically signed, with machine-readable SBOM and security advisories to address compliance requirements. Third, and crucially, Project Lightwell operates on an upstream-always mandate. Every fix we develop is submitted back to the originating open source projects. By working together in this clearinghouse, we are not just protecting individual enterprises; we are systematically returning security advancements to the community, keeping open source safe for everyone.

Open source built the modern enterprise. Coordinated vigilance and Project Lightwell help this code remain secure by fixing it faster, as one community, in the open.

Article by Chris Wright, Chief Technology Officer and Senior Vice President, Global Engineering, Red Hat

พิมพ์เขียวความปลอดภัยซอฟต์แวร์องค์กร: ใช้โอเพ่นซอร์สอย่างมั่นใจ

พิมพ์เขียวความปลอดภัยซอฟต์แวร์องค์กร: ใช้โอเพ่นซอร์สอย่างมั่นใจ

พิมพ์เขียวความปลอดภัยซอฟต์แวร์องค์กร: ใช้โอเพ่นซอร์สอย่างมั่นใจ

ช่วงหลังมานี้ พาดหัวข่าวส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับช่องโหว่ zero day ที่เกิดจาก AI ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า องค์กรจะเสี่ยงเกินไปในการใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สหรือไม่ ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากโอเพ่นซอร์สครองสัดส่วนเฉลี่ยมากกว่าสามในสี่ของคลังซอร์สโค้ดทั้งหมดที่องค์กรหนึ่ง ๆ ใช้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์หรือระบบไอทีภายในองค์กร (codebase) แต่คำตอบนั้นชัดเจนว่า ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สยังคงมีความปลอดภัยโดยเนื้อแท้ มีโครงสร้างที่แข็งแกร่ง และมีความปลอดภัยฝังตัวอยู่ตั้งแต่ระดับรากฐานเริ่มแรก

โอเพ่นซอร์สมีบทบาทเป็นฐานที่ทรงประสิทธิภาพให้กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ทั้งหมดโดยไม่จำกัดเฉพาะไอทีขององค์กรเท่านั้น แต่มีบทบาทกว้างกว่าเฉพาะเรื่องของ Linux อย่างมาก แอปพลิเคชันเซิร์ฟเวอร์ต่าง ๆ ฐานข้อมูล เส้นทางเครือข่าย สภาพแวดล้อมในการพัฒนาซอฟต์แวร์ และส่วนประกอบอื่น ๆ ที่มองไม่เห็นทั้งหมดซึ่งถักทอขึ้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ล้วนขับเคลื่อนด้วยโปรเจกต์โอเพ่นซอร์สไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

กล่าวโดยสรุปคือ ไม่มีทางเลือกอื่นใดที่จะมาทดแทนโอเพ่นซอร์ส ซอฟต์แวร์กรรมสิทธิ์อาจเป็นทางเลือกที่ใกล้เคียงที่สุด เพราะบริษัทเป็นเจ้าของและควบคุมด้วยตนเองเพียงผู้เดียว แต่ก็ยังขาดทั้งในเรื่องของขนาดที่กว้างขวาง ความหลากหลาย และความแพร่หลาย เมื่อเทียบกับโอเพ่นซอร์ส ซอร์สโค้ดของซอฟต์แวร์กรรมสิทธิ์นั้นเป็นเหมือนกล่องดำ ที่มีเพียงเวนเดอร์ผู้ขายซอฟต์แวร์นั้นเท่านั้นที่เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะแก้ไขอะไรเมื่อไร และเมื่อมีการตรวจพบช่องโหว่ ช่องโหว่นั้นอาจถูกปิดเป็นความลับ โดยมีเพียงผู้โจมตีที่ค้นพบช่องโหว่นั้นเท่านั้นที่รับรู้ โมเดลรูปแบบนี้อาจจะให้ความรู้สึกที่ปลอดภัย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความเสี่ยงเพียงแค่ถูกย้ายไปอยู่ในจุดที่มองไม่เห็นและกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ซอฟต์แวร์กรรมสิทธิ์จึงเปิดโอกาสให้ช่องโหว่ต่าง ๆ แพร่กระจายในมุมมืด

โอเพ่นซอร์สเปลี่ยนข้อจำกัดนี้ด้วยการเปิดให้ทุกคนสามารถเข้าถึงซอร์สโค้ดได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นเด่นชัดจากแนวคิดที่ว่า “เมื่อมีคนช่วยกันตรวจโค้ดมากพอ บั๊กย่อมไม่มีที่ให้ซ่อน” และเมื่อทุกคนสามารถอ่านโค้ดได้ ทุกคนจึงสามารถค้นหาและรายงานปัญหาได้ ซึ่งในปัจจุบันยังรวมถึงการนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบโค้ดได้อย่างมหาศาล และเนื่องจากมีกลุ่มผู้ใช้งานจำนวนมากที่ต้องพึ่งพาซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส จึงเกิดเป็นแรงขับเคลื่อนร่วมกันครั้งใหญ่ในการแก้ไขช่องโหว่ต่าง ๆ ให้หมดไป

แม้จะไม่มีวิธีการพัฒนาซอฟต์แวร์ใดที่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ความโปร่งใสและการระดมสมองจากกลุ่มคนจำนวนมากในชุมชนโอเพ่นซอร์ส ถือเป็นข้อได้เปรียบที่เด่นชัดเหนือโมเดลซอฟต์แวร์กรรมสิทธิ์เมื่อต้องรับมือกับภัยคุกคามยุคใหม่ แน่นอนว่าองค์กรธุรกิจต่างเฝ้าระวังช่องโหว่ทันทีที่ถูกตรวจพบมาโดยตลอดและจะยังคงทำเช่นนั้นต่อไป แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือความเร็ว เห็นได้จากจำนวนช่องโหว่ความปลอดภัยที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ (CVEs) ที่พุ่งสูงมากกว่า 520% ตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา อีกทั้งเครื่องมือสแกนที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในปัจจุบัน สามารถตรวจพบช่องโหว่ร้ายแรงประเภท zero-day ได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แทนที่จะเป็นหลายเดือนเหมือนในอดีต แต่ช่องโหว่ที่ถูกค้นพบโดย AI กลับได้รับการแก้ไขหรือทำการแพตช์ไม่ถึง 1% ความท้าทายในปัจจุบันจึงตกไปอยู่ที่ขีดความสามารถในการดำเนินงานขององค์กร ว่าจะสามารถนำตัวแก้ไขหรือฟิกส์ (fixes) เหล่านั้นมาทดสอบและใช้งานได้ทันท่วงทีหรือไม่ 

ปัญหานี้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจากความล้มเหลวในการผสานการทำงานร่วมกัน องค์กรใหญ่ ๆ ทุกแห่งต่างต้องพึ่งพาแพ็กเกจโอเพ่นซอร์สหลัก ๆ ชุดเดียวกัน เช่น Spring Framework, Jackson, Log4j, Pandas และ OpenSSL แต่หากขาดการประสานงาน ต่างคนต่างตรวจหาช่องโหว่แบบเดียวกัน พัฒนาแพตช์แยกกันในพื้นที่ปิด และรักษาเวอร์ชันย่อยส่วนตัวเอาไว้ โดยที่ไม่มีใครได้ประโยชน์ร่วมด้วย จะส่งผลให้เกิดการทำงานที่ซ้ำซ้อนด้วยต้นทุนที่สูงลิ่วและได้คุณภาพที่ไม่แน่นอน ในขณะที่ระบบนิเวศในภาพรวมยังคงเผชิญกับความเสี่ยง การจะคงความปลอดภัยไว้ได้นั้น องค์กรต่าง ๆ ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับชุมชนผู้พัฒนาหลัก (upstream communities) เร่งยกระดับมาตรฐานการดำเนินงาน และที่สำคัญคือต้องลงมือทำสิ่งเหล่านี้ไปด้วยกัน

สิ่งที่องค์กรธุรกิจสามารถลงมือทำได้ทันที

แม้โอเพ่นซอร์สจะยังคงเป็นฐานที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ แต่การจะปิดช่องทางที่ภัยคุกคามจะเข้ามาได้นั้นจำเป็นต้องดำเนินการทันที ขั้นตอนง่าย ๆ ที่องค์กรสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงทันทีเพื่อปกป้องซัพพลายเชนของทุกอย่างที่ประกอบขึ้นมาจนกลายเป็นซอฟต์แวร์หรือระบบที่องค์กรใช้ มีดังต่อไปนี้

  • เลือกใช้แพลตฟอร์มที่มีเวนเดอร์หรือผู้จำหน่ายที่มีความรับผิดชอบสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง: โครงสร้างพื้นฐานขององค์กรคือฐานที่รองรับการทำงานของระบบทั้งหมด ดังนั้น ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเวนเดอร์ที่ดูแลระบบเหล่านั้น เป็นผู้ที่มีส่วนร่วมอย่างจริงจังในโครงการโอเพ่นซอร์สที่พวกเขาหยิบยกมาให้บริการ เวนเดอร์ที่ให้การสนับสนุนชุมชนนักพัฒนาต้นน้ำมาอย่างยาวนาน มีการนำแพตช์จากเวอร์ชันล่าสุดย้อนไปติดตั้งให้เวอร์ชันเก่า (security backports) และมีกระบวนการแจ้งเตือนช่องโหว่อย่างรับผิดชอบ นับเป็นเวนเดอร์ที่มุ่งมั่นในการดูแลรักษาชุมชนโอเพ่นซอร์สให้แข็งแกร่ง ไม่ใช่เพียงแค่ต้องการรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจกับองค์กรที่เป็นลูกค้าเท่านั้น
  • จัดทำรายการส่วนประกอบที่ต้องพึ่งพากันทั้งหมด: เริ่มจากการตรวจสอบพอร์ตโฟลิโอของแอปพลิเคชันขององค์กรเพื่อสร้างฐานข้อมูลอ้างอิง (baseline) จากนั้นระบุไลบรารีโอเพ่นซอร์สทั้งหมด ระบุส่วนประกอบที่เกี่ยวเนื่องกัน (transitive dependency) และเวอร์ชันที่ถูกล็อกไว้ (pinned version) ที่กำลังถูกใช้งานจริงในปัจจุบัน
  • วัดรอบระยะเวลาการแพตช์จนถึงการนำไปใช้จริง: ประเมินจากเวลาที่เกิดขึ้นจริง ว่าแพตช์จากต้นทางต้องใช้เวลานานเท่าใดในการผ่านระบบสแกนความปลอดภัยภายใน การทดสอบ คณะกรรมการพิจารณาความเปลี่ยนแปลง จนถึงการเปิดใช้งานจริงบนระบบ เมื่อได้ตัวเลขระยะเวลาแล้ว ให้ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายเพื่อลดระยะเวลานี้ลง
  • ทำไปป์ไลน์ของการประกอบซอฟต์แวร์ใหม่ (rebuild) และติดตั้งใหม่ (redeploy) ให้เป็นอัตโนมัติ: ช่วงเวลาที่เสี่ยงต่อการถูกโจมตีหดสั้นลงจากหลักเดือนเป็นเพียงไม่กี่ชั่วโมงทำให้การอัปเดทระบบแบบแมนนวลไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป องค์กรควรเตรียมสภาพแวดล้อมให้พร้อมสำหรับการ rebuild แอปพลิเคชันแบบอัตโนมัติได้อย่างแม่นยำและบ่อยครั้ง เพื่อให้องค์กรสามารถใช้แพ็คเกจที่ปลอดภัยได้อย่างรวดเร็ว
  • ใช้โซลูชันด้านความปลอดภัยแบบเชิงรุก: เลือกใช้โซลูชันซัพพลายเชนเชิงรุกที่มาพร้อม zero-CVE baselines และการปกป้องระบบขณะทำงาน (runtime protection) เช่น Red Hat Hardened Images, Red Hat Trusted Libraries และ OpenShift Advanced Cluster Security เพื่อให้องค์กรขับเคลื่อนงานได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

เร่งการเปลี่ยนแปลง ด้วย Project Lightwell

ในขณะที่องค์กรกำลังทำให้ไปป์ไลน์ต่าง ๆ เป็นอัตโนมัติเพื่อให้สามารถนำตัวแก้ไขหรือฟิกซ์ (fixes) เหล่านี้เข้ามาปรับใช้ในระบบให้ได้เร็วขึ้น ด้านไอบีเอ็มและเร้ดแฮทก็กำลังสร้างกลไกแก้ไขช่องโหว่ (remediation engine) ที่ออกแบบมาเพื่อให้บริการตัวแก้ไขหรือฟิกซ์เหล่านั้นเป็นการเฉพาะ ล่าสุดได้เปิดตัว Project Lightwell ซึ่งเป็นความร่วมมือร่วมทุนมูลค่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีกองกำลังวิศวกรกว่า 20,000 คนทั่วโลกคอยสนับสนุน เพื่อพลิกโฉมความปลอดภัยของซัพพลายเชนของซอฟต์แวร์ในยุค AI

Project Lightwell ขยายขอบเขตความสามารถของเร้ดแฮทที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วนานกว่าสองทศวรรษ ในการนำแพตช์ความปลอดภัยจากเวอร์ชันใหม่ล่าสุดส่งย้อนกลับไปแก้ไขให้กับซอฟต์แวร์เวอร์ชันเก่าที่องค์กรยังใช้อยู่(backporting) เป็นการขยายวินัยทางวิศวกรรมอันเข้มงวดนี้จากระดับระบบปฏิบัติการ ขึ้นไปสู่ระดับแอปพลิเคชันเฟรมเวิร์กและกลุ่ม dependency ที่กว้างขึ้น โดยเริ่มจาก Maven/Java และขยายไปยัง PyPI, npm รวมถึงแพลตฟอร์มอื่น ๆ ต่อไป ด้วยการผสานพลังของ AI ในการประมวลผลภัยคุกคามปริมาณมาก ร่วมกับความเชี่ยวชาญของวิศวกรที่เป็นมนุษย์ ทำให้สามารถเจาะลึกเข้าไปแก้ไข (surgical fixes) บนเวอร์ชันที่มีเสถียรภาพซึ่งองค์กรใช้งานจริงได้อย่างแม่นยำ ช่วยตัดความจำเป็นในการสุ่มอัปเดตเวอร์ชันใหม่แบบสุ่มเสี่ยง ซึ่งอาจทำให้ระบบเสียหายได้ 

หากไม่มีกลไกในการส่งฟิกซ์ (fixes) กลับคืนสู่โครงการต้นทาง (upstream) ทุก ๆ แบ็กพอร์ต (backport) ที่องค์กรพัฒนาขึ้นเองจะกลายเป็นการแยกโค้ดมาทำเองเป็นการภายในอย่างถาวร ซึ่งเป็นโค้ดที่องค์กรต้องคอยดูแลต่อไปในทุกครั้งที่มีช่องโหว่ มีการอัปเดต หรือเกิดความเปลี่ยนแปลงของ dependency ในอนาคต สิ่งนี้จะเพิ่มทั้งต้นทุนและความเสี่ยงให้กับองค์กร แต่ Project Lightwell จะเข้ามาทำลายวงจรนี้ โดยเร้ดแฮทจะเป็นผู้พัฒนาฟิกซ์ส่งมอบให้กับองค์กร และส่งกลับคืนให้กับโครงการโอเพ่นซอร์สต้นน้ำนั้น ๆ ทำให้ฟิกซ์ดังกล่าวกลายเป็นส่วนหนึ่งของซอร์สโค้ดสาธารณะ (public codebase)

ผสานพลังเพื่อปกป้ององค์กรและโลกโอเพ่นซอร์ส 

การรักษาความปลอดภัยซัพพลายเชนของซอฟต์แวร์ถือเป็นความท้าทายร่วมกันของทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งไม่มีองค์กรใดสามารถแก้ไขได้เพียงลำพัง Project Lightwell เป็นโซลูชันที่เป็นการร่วมมือกับกลุ่มผู้นำชั้นนำด้านการเงินและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เพื่อจัดตั้งศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลระดับองค์กรที่ปลอดภัย

เครือข่ายอัจฉริยะในรูปแบบความร่วมมือนี้ มอบความสามารถสามประการที่ไม่มีองค์กรใดสามารถสร้างขึ้นเองได้โดยลำพัง 

  • ประการแรก สมาชิกจะสามารถแชร์การค้นพบช่องโหว่ใหม่ ๆ และได้รับแพตช์ที่ผ่านการประสานงานร่วมกันก่อนที่จะมีการเปิดเผยสู่สาธารณะ ซึ่งจะเปลี่ยนการค้นพบแบบต่างคนต่างทำเป็นการร่วมกันป้องกัน 
  • ประการที่สอง ทุกแพตช์จะถูกส่งมอบแบบ production-ready ที่มีการทำ cryptographic signature มาคู่กับ machine-readable SBOM และรายงานเตือนภัยด้านความปลอดภัย (security advisories) เพื่อตอบโจทย์ด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ 
  • ประการที่สามซึ่งสำคัญมากคือ Project Lightwell ดำเนินงานภายใต้หลักการที่ต้องส่งตัวแก้ไขหรือฟิกซ์ (fixes) ที่พัฒนาขึ้น คืนกลับไปยังโครงการโอเพ่นซอร์สต้นทางเสมอ (upstream-always mandate) การทำงานร่วมกันในศูนย์กลางข้อมูลแห่งนี้ จึงไม่ใช่แค่การปกป้องเป็นรายองค์กร แต่เป็นการส่งคืนความก้าวหน้าด้านความปลอดภัยกลับสู่ชุมชนอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยให้โอเพ่นซอร์สปลอดภัยสำหรับทุกคน

โอเพ่นซอร์สเป็นรากฐานของการสร้างองค์กรยุคใหม่ การเฝ้าระวังร่วมกันและ Project Lightwell ช่วยให้โค้ดเหล่านี้ปลอดภัยเสมอด้วยการแก้ไขที่รวดเร็วมากขึ้นภายในชุมชนเดียวกันและเป็นแนวคิดระบบเปิด

บทความโดย นายคริส ไรท์ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี และรองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมระดับโลกเร้ดแฮท

Alibaba Positions for Accelerated AI Growth in Second Half of 2026

อาลีบาบา ปล่อย Wan2.2 ยกระดับการผลิตวิดีโอคุณภาพระดับภาพยนตร์

Alibaba Positions for Accelerated AI Growth in Second Half of 2026

Organizational alignment, model advancements and global infrastructure expansion support responsible and scalable growth

Alibaba today announced major milestones from the first half of 2026, reflecting continued progress in its AI strategy and reinforcing the foundation for sustainable growth in the evolving AI landscape.

As enterprises move from early-stage experimentation toward broader AI adoption, Alibaba has aligned its core AI operations, introduced updated models and expanded its global infrastructure. Alibaba Cloud now operates 105 availability zones across 32 regions, supporting customers with scalable and reliable AI and cloud services worldwide.

With full-stack capabilities spanning proprietary chips, cloud infrastructure, foundation models and applications, Alibaba is strategically positioned to lead in the next phase of AI adoption. 

Rebuilding Around AI: Alibaba Token Hub

In March, Alibaba established the Alibaba Token Hub (ATH) Business Group under Chief Executive Officer Eddie Wu, unifying its Tongyi Laboratory, MaaS (Model-as-a-Service) Business Line, Qwen Business Unit, Wukong Business Unit and AI Innovation Business Unit. As a move to bring its core AI teams and products together under one umbrella, ATH is organized around a single organizing mission: to create, deliver, and apply tokens.

Advanced Frontier AI Models

  • Qwen3.7-Max (May): A next-generation large language model with advanced agentic coding, complex reasoning and long-horizon task execution. According to Artificial Analysis, it outperforms leading Chinese models and matches top global systems.
  • HappyHorse 1.1 (June): A video generation model with improved motion realism, consistency and visual quality. Since the debut of HappyHorse 1.0 in April, it has been widely adopted across short-form content, advertising, brand marketing and gaming cinematics.
  • HappyOyster 1.0(June): An interactive world model featuring enhanced environmental interaction, expanded controls and rewindable storylines, enabling faster production of interactive films, games and visual experiences.

Expanding the Qwen Ecosystem

  • Qwen App: Upgraded in January, the consumer AI assistant integrates services across Taobao, Alipay, Fliggy, and Amap into a unified conversational interface, enabling seamless task execution across shopping, payments, travel and navigation.
  • Qwen Glasses: Unveiled at MWC Barcelona, it offers real-time translation, HD capture, transcription, visual recognition and payments. In China, users can order food and hail rides via voice commands.
  • Wukong Platform: Introduced in March, this enterprise-grade agentic platform supports complex, multi-step workflows and serves as Alibaba’s primary solution for autonomous enterprise operations.

Scaling Global AI Infrastructure

As part of its US$53 billion AI infrastructure commitment, Alibaba expanded its global cloud footprint with new data centers in Japan, Malaysia, France and Mexico. This brings Alibaba Cloud to 105 availability zones across 32 regions.

The new data centers deliver a comprehensive suite of enterprise-grade cloud computing services, providing a secure, scalable and robust cloud and AI infrastructure to support customers worldwide in their digital innovation journeys. By prioritizing strict data privacy and sovereignty, the infrastructure adheres to local regulatory frameworks and standards regarding cybersecurity, resilience and data governance.

Driving Impact in Healthcare and Agriculture 

Alibaba is advancing medical AI through making diagnostics more reliable, affordable, and universally accessible. In early 2026, Alibaba DAMO Academy launched two AI-powered screening tools: MAOSS for early detection of fatty liver disease, and COCA for colorectal cancer screening – both achieving high diagnostic accuracy. 

In addition, Alibaba is driving intelligent farming in partnership with customers. Muyuan Group, a global leader in livestock farming, has partnered with Alibaba Cloud to build an intelligent swine-farming AI model, leveraging Alibaba’s Qwen LLM and advanced computing capabilities. This partnership aims to accelerate AI applications across key operational areas, including feed nutrition, breeding stock improvement, and livestock management.

These advancements reflect Alibaba’s broader commitment to applying AI at scale across industries, delivering tangible value to enterprises and consumers alike.

Looking ahead, the company will continue to build on its first-half momentum to accelerate innovation, expand global reach, and unlock the next wave of AI-driven growth.

Alibaba ปรับทัพรับครึ่งปีหลัง 2569 เร่งสปีดการเติบโตด้าน AI

อาลีบาบา ปล่อย Wan2.2 ยกระดับการผลิตวิดีโอคุณภาพระดับภาพยนตร์

Alibaba ปรับทัพรับครึ่งปีหลัง 2569 เร่งสปีดการเติบโตด้าน AI

ความพร้อมขององค์กร โมเดลที่ล้ำสมัย และการขยายโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก คือปัจจัยที่ร่วมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างรับผิดชอบ และเป็นการเติบโตที่ไม่ติดขัดด้านขีดจำกัดของระบบ

อาลีบาบา ประกาศความสำเร็จครั้งใหญ่ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งสะท้อนให้เห็นความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องของกลยุทธ์ด้าน AI และการเสริมแกร่งรากฐานสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคที่ AI กำลังวิวัฒนาการอย่างไม่หยุดนิ่ง

ในขณะที่องค์กรต่าง ๆ ขยับจากการทดลอง AI ในระยะเริ่มต้น ไปสู่การนำ AI มาใช้ในวงกว้างมากขึ้น  อาลีบาบาได้ปรับแนวทางการดำเนินงานหลักด้าน AI ให้สอดคล้องกัน พร้อมทั้งเปิดตัวโมเดลเวอร์ชันอัปเดตต่าง ๆ และขยายบริการโครงสร้างพื้นฐานที่ให้บริการระดับโลก ปัจจุบันอาลีบาบา คลาวด์ เปิดให้บริการ availability zones แล้ว 105 โซน ใน 32 ภูมิภาค เพื่อให้บริการคลาวด์และ AI ที่สามารถปรับขนาดและเชื่อถือได้แก่ลูกค้าทั่วโลก

ความสามารถแบบครบวงจรที่ครอบคลุมตั้งแต่ชิปที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ โมเดลพื้นฐาน และแอปพลิเคชันต่าง ๆ ส่งให้อาลีบาบามีความพร้อมเชิงกลยุทธ์ในการเป็นผู้นำด้านการใช้ AI ในระยะต่อไป

ปรับทัพรับยุค AI: เปิดตัว Alibaba Token Hub  

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อาลีบาบาได้จัดตั้งกลุ่มธุรกิจ Alibaba Token Hub (ATH) ขึ้นภายใต้การนำของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Eddie Wu เป็นการรวม Tongyi Laboratory, สายธุรกิจ MaaS (Model-as-a-Service), หน่วยธุรกิจ Qwen, หน่วยธุรกิจ Wukong และหน่วยธุรกิจนวัตกรรม AI เข้าไว้ด้วยกัน การขับเคลื่อนในครั้งนี้เป็นการรวมทีมงานและผลิตภัณฑ์ AI หลักทั้งหมดมาไว้ภายใต้หน่วยงานเดียวกัน คือ ATH ซึ่งยึดภารกิจหลักเพียงหนึ่งเดียว คือ สร้าง-ให้บริการ-ใช้ โทเคน

โมเดล AI ระดับแถวหน้าที่มีความสามารถขั้นสูง   

  • Qwen3.7-Max (พฤษภาคม): โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) เจนเนอเรชันถัดไป โดดเด่นด้วยความสามารถขั้นสูงในการเขียนโค้ดด้วยเอเจนท์ (agentic coding) การคิดเชิงเหตุผลที่ซับซ้อน และการปฏิบัติภารกิจระยะยาวอย่างต่อเนื่องจนสำเร็จ ข้อมูลจาก Artificial Analysis ระบุว่า โมเดลนี้มีประสิทธิภาพเหนือกว่าโมเดลชั้นนำอื่น ๆ ของจีน และเทียบเท่ากับระบบที่เป็นท็อป ๆ ของโลก
  • HappyHorse 1.1 (มิถุนายน): โมเดลสำหรับการสร้างวิดีโอที่ยกระดับความสมจริงของการเคลื่อนไหว รวมถึงความต่อเนื่องและคุณภาพของภาพ นับจากการเปิดตัว HappyHorse 1.0 เมื่อเดือนเมษายน โมเดลนี้ได้รับการยอมรับและนำไปใช้งานอย่างแพร่หลายในการผลิตวิดีโอคอนเทนต์ขนาดสั้น งานโฆษณา การตลาดเพื่อสร้างแบรนด์ รวมถึงฉากภาพยนตร์ในเกม 
  • HappyOyster 1.0 (มิถุนายน): โมเดลจำลองโลกเสมือนแบบอินเทอร์แอคทีฟ ที่เพิ่มประสิทธิภาพการโต้ตอบกับสภาพแวดล้อม เพิ่มขีดความสามารถในการควบคุม และรองรับการย้อนกลับไปเปลี่ยนใจเพื่อเปลี่ยนตอนจบได้ (rewindable storylines) เพื่อช่วยให้ผู้พัฒนาสามารถสร้างสรรค์ภาพยนตร์อินเทอร์แอคทีฟ เกม และประสบการณ์ผ่านการรับรู้ทางสายตา (visual experiences) ได้รวดเร็วมากขึ้น 

การขยายระบบนิเวศ Qwen 

  • Qwen App: แอปพลิเคชันผู้ช่วย AI สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปนี้ ได้รับการอัปเกรดเมื่อเดือนมกราคม โดยรวมบริการของ Taobao, Alipay, Fliggy และ Amap เข้าไว้ด้วยกันภายใต้หน้าต่างการสนทนาเดียว ช่วยให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างราบรื่น ทั้งด้านการช้อปปิ้ง การชำระเงิน การเดินทาง และระบบการนำทาง
  • Qwen Glasses: แว่นตาอัจฉริยะที่เปิดตัวในงาน MWC Barcelona มาพร้อมฟังก์ชันแปลภาษาแบบเรียลไทม์ การบันทึกภาพความละเอียดสูง ระบบจดจำภาพ และการชำระเงิน และสำหรับผู้ใช้ในประเทศจีนยังสามารถสั่งอาหารและเรียกใช้บริการรถโดยสารผ่านคำสั่งเสียงได้
  • Wukong Platform: แพลตฟอร์ม agentic ระดับองค์กรนี้เปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคม รองรับเวิร์กโฟลว์การทำงานหลายขั้นตอนที่มีความซับซ้อน และทำหน้าที่เป็นโซลูชันหลักของอาลีบาบาในการขับเคลื่อนการดำเนินงานขององค์กรแบบอัตโนมัติ 

การขยายขนาดโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับโลก 

ภายใต้พันธสัญญาการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่า 5.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ อาลีบาบา เดินหน้าขยายขอบข่ายการให้บริการคลาวด์ทั่วโลก ด้วยการเปิดศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ในประเทศญี่ปุ่น มาเลเซีย ฝรั่งเศส และเม็กซิโก ส่งผลให้ปัจจุบัน อาลีบาบา คลาวด์มีพื้นที่ให้บริการ availability zones รวม 105 โซน ครอบคลุม 32 ภูมิภาคทั่วโลก

ศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่เหล่านี้พร้อมให้บริการชุดบริการคลาวด์คอมพิวติงระดับองค์กรอย่างเต็มรูปแบบ โดยให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และ AI ที่มีความปลอดภัย ปรับขนาดได้ และเปี่ยมประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนลูกค้าทั่วโลกที่เดินอยู่บนเส้นทางการสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัล ทั้งนี้ โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวยังให้ความสำคัญสูงสุดกับความเป็นส่วนตัวและอธิปไตยทางข้อมูล โดยปฏิบัติตามกรอบข้อบังคับและมาตรฐานในแต่ละท้องถิ่น ทั้งในด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ความแข็งแกร่งและความสามารถในการฟื้นตัวจากภัยคุกคาม  และการกำกับดูแลข้อมูล

การขับเคลื่อนผลลัพธ์ในภาคสาธารณสุขและการเกษตร 

อาลีบาบากำลังเดินหน้าขับเคลื่อน AI ทางการแพทย์ เพื่อให้การวินิจฉัยโรคมีความแม่นยำ ในราคาที่จับต้องได้ และเข้าถึงได้ในวงกว้าง โดยในต้นปี 2569 Alibaba DAMO Academy ได้เปิดตัวเครื่องมือคัดกรองที่ขับเคลื่อนด้วย AI สองรายการ ได้แก่ MAOSS สำหรับการตรวจหาโรคไขมันพอกตับในระยะเริ่มต้น และ COCA สำหรับการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งทั้งสองระบบล้วนมีความแม่นยำในการวินิจฉัยในระดับสูง

นอกจากนี้ อาลีบาบายังขับเคลื่อนระบบเกษตรกรรมอัจฉริยะ โดยอาลีบาบา คลาวด์ได้ร่วมมือกับ Muyuan Group ผู้นำระดับโลกด้านการปศุสัตว์ ในการพัฒนาโมเดล AI สำหรับการเลี้ยงสุกรอัจฉริยะ โดยอาศัยขีดความสามารถของ Qwen LLM ซึ่งเป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ และระบบประมวลผลขั้นสูงของอาลีบาบา ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเร่งการประยุกต์ใช้ AI กับทุกภาคส่วนการดำเนินงานที่สำคัญ ซึ่งรวมถึงด้านโภชนาการอาหารสัตว์ การพัฒนาสายพันธุ์สุกร และการบริหารจัดการปศุสัตว์

ความก้าวหน้าเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่มีขอบเขตกว้างขึ้นของอาลีบาบาที่จะผลักดันการใช้ AI ในระดับขนาดใหญ่ในทุกภาคอุตสาหกรรม เพื่อส่งมอบมูลค่าที่จับต้องได้ให้แก่ทั้งองค์กรธุรกิจและผู้บริโภคทั่วไป

สำหรับก้าวต่อไป บริษัทจะยังคงเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จจากแรงขับเคลื่อนของครึ่งปีแรก เพื่อเร่งสปีดการสร้างสรรค์นวัตกรรม ขยายธุรกิจในตลาดโลก และเปิดประตูสู่การเติบโตยุคใหม่ที่มี AI เป็นแกนหลักสำคัญ