ผลสำรวจชี้ Digitalization คือกุญแจยกระดับการผลิต F&B สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ผลสำรวจชี้ Digitalization คือกุญแจยกระดับการผลิต F&B สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ผลสำรวจชี้ Digitalization คือกุญแจยกระดับการผลิต F&B สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

บทความโดยซีเมนส์

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage หรือ F&B) ทั่วโลกเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนที่สูงขึ้น และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน การขยายตัวของเมืองและจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นยังผลักดันความต้องการอาหารให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางข้อจำกัดของการเกษตรแบบดั้งเดิมและทรัพยากรที่มีอยู่ นอกจากนี้ ระบบอาหารทั่วโลกยังมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 35% และใช้พลังงานเกือบหนึ่งในสามของการใช้พลังงานทั้งหมด ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการยกระดับการผลิตอาหารให้มีประสิทธิภาพ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และยั่งยืนมากขึ้นรายงาน Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025 ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารองค์กรชั้นนำ 1,400 คน ในฉบับเจาะลึกอุตสาหกรรม F&B สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า แม้ผู้บริหารในอุตสาหกรรม F&B กว่า 53% มองว่าธุรกิจจะยังคงเติบโต แต่มีเพียง 43% เท่านั้นที่มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะปรับตัวรับความผันผวนของตลาดได้อย่างรวดเร็ว

คำถามสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ F&B จึงอยู่ที่ว่า จะสร้างความยืดหยุ่นให้กับโครงสร้างพื้นฐานการผลิต เพื่อให้สามารถผลิตได้มากขึ้น ใช้ทรัพยากรน้อยลง และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางการเติบโตและความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างไร

3 แนวทางขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานการผลิต สู่อนาคตของ F&B

  1. เร่งนำระบบไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนมาปรับใช้

จากผลสำรวจ 61% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่า Electrification หรือการเปลี่ยนจากระบบที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในกระบวนการต่าง ๆ เช่น การทำความร้อน การทำความเย็น และการขนส่ง มาเป็นระบบที่ใช้พลังงานไฟฟ้า เป็นหนึ่งในกลไกที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการขับเคลื่อนระบบพลังงานไปสู่เป้าหมาย Net Zero โดยเฉพาะเมื่อไฟฟ้านั้นมาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลสำรวจยังชี้ว่า ภาคอุตสาหกรรมการผลิตกำลังเดินหน้าในเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยองค์กรที่มีความพร้อมในระดับแถวหน้า (Mature/Advanced) ด้านการผลิตพลังงานหมุนเวียนใช้เองในพื้นที่ (On-site Renewable Energy Production) เพิ่มขึ้นจาก 27% ในปี 2023 เป็น 42% ในปี 2025 ขณะที่การปรับเปลี่ยนระบบทำความร้อนและความเย็นมาใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification of Heating and Cooling) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 41%

ตัวอย่างเช่น Marble Distilling Co. โรงกลั่นวอดก้าระดับพรีเมียมในสหรัฐอเมริกา ซึ่งนำเทคโนโลยี Smart Valves, Actuators และ Intuitive Controls มาใช้ ส่งผลให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึง 3 เท่าโดยไม่ต้องเพิ่มพนักงาน ลดต้นทุนค่าพลังงานได้ราว 20% ต่อปี และประหยัดน้ำได้มากกว่า 4 ล้านแกลลอนต่อปี

  1. ปลดล็อกศักยภาพการผลิตอย่างยั่งยืนด้วย Digitalization และ Data Integration

การเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมกำลังผลักดันให้ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและรักษามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ การผสานโซลูชันด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับ Digitalization และ Automation จึงเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยช่วยให้ผู้ผลิตสามารถติดตาม ตรวจวัด และพัฒนาประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในความท้าทายของหลายองค์กรคือ “มีเป้าหมายด้านความยั่งยืน แต่ยังขาดเครื่องมือในการวัดผล” โดยผลสำรวจพบว่าเกินครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่า Digitalization เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัลถูกมองว่ามีศักยภาพสูงต่อการเพิ่มผลิตภาพถึง 83% และการอนุรักษ์ทรัพยากร 55%

ขณะเดียวกัน การบูรณาการข้อมูล (Data Integration) กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญ โดยมีเพียง 40% ที่มองว่าองค์กรของตนมีความก้าวหน้าในด้านนี้ในระดับสูง ขณะที่ 54% เห็นว่าจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่ชาญฉลาดขึ้นเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่ยังแยกส่วนกัน และ 48% มีแผนเพิ่มการลงทุนในด้านนี้

  1. ยุคของโรงงานอัจฉริยะและการเพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI มาถึงแล้ว

ในช่วงสามปีข้างหน้า ผู้ตอบแบบสำรวจจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มคาดว่าจะให้ความสำคัญกับการขยายการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI และ Digital Twin การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการต่าง ๆ และการตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลเป็นหลัก โดยส่วนใหญ่เชื่อว่า AI จะเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อการดำเนินงาน

  • 49% ระบุว่าได้นำ AI มาใช้เพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินงานแล้ว
  • 51% ระบุว่า AI มีส่วนช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างพื้นฐานแล้ว
  • 47% มีแผนเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีอาคาร โดยมีแผนลงทุนในระบบอัตโนมัติที่สามารถทำงานได้ด้วยตนเองสำหรับอาคาร (Autonomous Systems for Buildings)

ผู้ตอบแบบสำรวจยังคาดหวังว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และยกระดับการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน

เปลี่ยนความท้าทายด้านต้นทุน สู่โอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพ

แม้ทิศทางการเดินหน้าสู่ความยั่งยืนจะชัดเจนขึ้น แต่ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกยังต้องเผชิญ โดยผู้ผลิตเกือบครึ่งหนึ่ง (48%) มองว่าการลดคาร์บอนในปัจจุบันยังมีต้นทุนสูงเกินไป ขณะที่ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ (57%) และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Infrastructure) (57%) ยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้องค์กรชะลอการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

แม้สัดส่วนองค์กรที่มีแผนลดคาร์บอนอย่างชัดเจนจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็น 60% ในปี 2025 แต่ผู้บริหารกว่า 43% ยังคงให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านต้นทุนและรายได้เป็นอันดับแรกในการตัดสินใจลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้ ความสามารถในการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานให้สอดคล้องกับการผลิตพลังงานและความต้องการใช้พลังงานในแต่ละช่วงเวลา (Demand-side Flexibility) ควบคู่กับการยกระดับ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) จึงเป็นแนวทางที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ภายในโรงงาน และช่วยสร้างผลลัพธ์ทั้งในด้านต้นทุนและการลดคาร์บอนได้ในระยะสั้น

ตัวอย่างหนึ่งคือ Ferring GmbH บริษัทด้านเวชภัณฑ์และนวัตกรรมทางชีวภาพในเยอรมนี ซึ่งนำระบบบริหารจัดการพลังงานดิจิทัลแบบบูรณาการมาใช้ร่วมกับระบบควบคุมขั้นสูง ส่งผลให้บริษัทสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการปฏิบัติงานได้ประมาณ 925,000 ยูโรต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ได้ถึง 2,400 ตันต่อปี กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การยกระดับประสิทธิภาพไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนสร้างโรงงานใหม่ทั้งหมด แต่สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาต่อยอดจากโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องจักรเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจควบคู่ไปกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้

เชื่อมโลกจริงและโลกดิจิทัล สู่อนาคตของ F&B ไทย

ความท้าทายในวันนี้ไม่ใช่เรื่องความพร้อมของเทคโนโลยี เพราะหลายเทคโนโลยีได้พิสูจน์ศักยภาพและผลลัพธ์แล้ว แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ความเร็วในการนำมาปรับใช้ และการมองภาพรวมอย่างเป็นระบบ

สำหรับอุตสาหกรรม F&B ไทยในฐานะผู้ผลิตและส่งออกระดับโลก นี่คือโอกาสสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การเชื่อมโยงโลกการทำงานจริง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร สายการผลิต และระบบโครงสร้างพื้นฐานภายในโรงงาน เข้ากับโลกดิจิทัล ทั้งข้อมูล AI และระบบอัตโนมัติ จะไม่เพียงช่วยให้การผลิตมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ลดต้นทุน และเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

Siemens launches Eigen Engineering Agent in Thailand, bringing purpose-built industrial AI to automation engineering

ซีเมนส์เปิดตัว Eigen Engineering Agent ในประเทศไทย นำ Industrial AI ยกระดับงานวิศวกรรมระบบอัตโนมัติ

Siemens launches Eigen Engineering Agent in Thailand, bringing purpose-built industrial AI to automation engineering

  • Siemens today introduces the Eigen Engineering Agent, its purpose-built Industrial AI for automation engineering, to Thailand for the first time
  • The Thailand launch includes the agent’s capabilities available globally today, from programmable logic controller (PLC) coding, human-machine interface (HMI) visualization and device configuration to ECAD integration and standards-compliant project generation
  • Globally, the Eigen Engineering Agent is already used by more than 100 companies in 19 countries, completing engineering workflows 2 to 5 times faster than manual methods, with up to 80 percent higher solution quality and 50 percent greater engineering efficiency

Siemens today launched the Eigen Engineering Agent in Thailand, bringing its purpose-built industrial AI for automation engineering to the Thai market for the first time. The Eigen Engineering Agent moves AI beyond on-screen suggestions to action in the physical world and is now available to automation engineers across Thailand with its complete set of capabilities.

Industrial AI that acts, not just advises

Most AI assistants generate suggestions that engineers must still translate into their own projects. The Eigen Engineering Agent does the work itself: it plans, executes and validates automation engineering tasks end-to-end. It understands the project, writes the control software, configures the system and keeps refining its work until it meets defined quality benchmarks, freeing automation engineers to focus on system-level decisions.

The Eigen Engineering Agent works alongside TIA Portal, Siemens’ engineering software platform, and is part of the Siemens Xcelerator portfolio. Because it connects directly to TIA Portal, it has full awareness of a project’s data structures, blocks, parameters and component relationships, allowing it to deliver outputs tailored to what engineers are actually building, including on legacy or undocumented systems.

From electrical design to a standards-compliant project, in one workflow

Thai customers adopting the Eigen Engineering Agent gain access to its complete range of capabilities from day one. Beyond core tasks such as PLC coding, HMI visualization and device configuration, this includes two capabilities that extend the agent further upstream in the engineering lifecycle:

  • ECAD integration: the agent reads electrical design files in widely used formats including XML and AML, detects inconsistencies, resolves or flags them, adds devices to the TIA Portal project, configures the connections and generates PLC tags grounded in the actual hardware topology, closing the gap between electrical design and automation code.
  • Standards-compliant project generation: engineers describe a machine in plain language, its stations, devices and how it should behave and the agent generates a complete project that follows the Siemens Automation Framework, Siemens’ best-practice reference for structuring TIA Portal projects, ready to open and build on directly in TIA Portal.

Addressing Thailand’s automation engineering talent gap

As Thai manufacturers face tightening innovation cycles and a persistent shortage of skilled automation engineers, the Eigen Engineering Agent is designed to free engineers to focus on higher-level system challenges without compromising accuracy or reliability.

Productivity gains in the real world

Since its global launch, the Eigen Engineering Agent has been adopted by more than 100 companies in 19 countries, including ANDRITZ Metals (Austria), CASMT (China) and Prism Systems (United States). The agent accelerates everyday engineering work such as PLC programming, HMI visualization and device configuration, with measurable gains:

  • 2 to 5 times faster execution than manual workflows
  • Up to 50 percent efficiency gains in engineering
  • 80 percent improvement in overall solution quality

Onboarding has also improved: at one automotive line builder, new engineers who previously spent weeks learning a project’s structure could instead query it directly, cutting onboarding time from weeks to days.

The Eigen Engineering Agent, including the ECAD integration and standards-compliant project generation capabilities, is available now to customers in Thailand as part of the standard subscription.

Live at NECTEC ACE 2026

The Eigen Engineering Agent will be among the highlights at the Siemens booth during NECTEC ACE 2026 at Paragon Hall, Siam Paragon, Bangkok on September 3, 2026, shown alongside highlights from Siemens’ industrial AI portfolio:

  • AI-Powered Engineering & Automation

Eigen Engineering Agent: Generative AI-powered assistant for automation engineering, connected to TIA Portal, helping engineers accelerate project creation, code development, testing, and system configuration

  • AI-Driven Digital Twin & Simulation

Digital Twin Composer: Siemens’ comprehensive digital twin technology that combines high-fidelity 2D and 3D digital twins with real-time operational data, enabling organizations to design, simulate, test, and optimize products, production systems, and industrial operations in a virtual environment before implementation in the real world.

  • Industrial AI Analytics & Decision Intelligence

Rapidminer: Siemens’ enterprise AI and analytics platform that unifies data preparation, machine learning, knowledge graphs, generative AI, and agentic AI to help organizations transform complex operational data into actionable insights.

Those interested in seeing these technologies in action are welcome to visit the Siemens booth at NECTEC ACE 2026 for live demonstrations.

ซีเมนส์เปิดตัว Eigen Engineering Agent ในประเทศไทย นำ Industrial AI ยกระดับงานวิศวกรรมระบบอัตโนมัติ

ซีเมนส์เปิดตัว Eigen Engineering Agent ในประเทศไทย นำ Industrial AI ยกระดับงานวิศวกรรมระบบอัตโนมัติ

ซีเมนส์เปิดตัว Eigen Engineering Agent ในประเทศไทย นำ Industrial AI ยกระดับงานวิศวกรรมระบบอัตโนมัติ

  • ซีเมนส์เปิดตัว Eigen Engineering Agent ในประเทศไทย นำ Industrial AI ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับงานวิศวกรรมระบบอัตโนมัติมาสู่ตลาดไทย
  • การเปิดตัวในประเทศไทยมาพร้อมความสามารถทั้งหมดที่ให้บริการทั่วโลกในปัจจุบัน ตั้งแต่การเขียนโปรแกรม Programmable Logic Controller (PLC) การสร้างหน้าจอ Human-Machine Interface (HMI) การกำหนดค่าอุปกรณ์ ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับ Electrical Computer-Aided Design (ECAD) และการสร้างโปรเจกต์ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
  • กว่า 100 องค์กรธุรกิจใน 19 ประเทศทั่วโลกนำ Eigen Engineering Agent ไปใช้งานแล้ว ช่วยให้กระบวนการทำงานด้านวิศวกรรมเสร็จเร็วขึ้น 2 – 5 เท่าเมื่อเทียบกับวิธีการแบบ Manual เพิ่มคุณภาพของโซลูชันได้สูงสุดถึง 80% และเพิ่มประสิทธิภาพงานวิศวกรรมได้ถึง 50%

ซีเมนส์เปิดตัว Eigen Engineering Agent ในประเทศไทยวันนี้ นำ Industrial AI ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับงานวิศวกรรมระบบอัตโนมัติสู่ตลาดไทยเป็นครั้งแรก โดย Eigen Engineering Agent ยกระดับบทบาทของ AI จากการให้คำแนะนำบนหน้าจอไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง พร้อมให้วิศวกรระบบอัตโนมัติทั่วประเทศไทยใช้งานได้อย่างเต็มความสามารถแล้ววันนี้

Industrial AI ที่ “ลงมือทำได้จริง” ไม่ใช่เพียงให้คำแนะนำ

ผู้ช่วย AI ส่วนใหญ่ให้ข้อเสนอแนะที่วิศวกรยังต้องนำไปประยุกต์ใช้กับโปรเจกต์ด้วยตนเอง ขณะที่ Eigen Engineering Agent สามารถทำงานได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่วางแผน ดำเนินงาน ไปจนถึงตรวจสอบความถูกต้องของงานวิศวกรรมระบบอัตโนมัติแบบครบวงจร โดยสามารถทำความเข้าใจโปรเจกต์ เขียนซอฟต์แวร์ควบคุม ตั้งค่าระบบ และปรับปรุงการทำงานอย่างต่อเนื่องจนเป็นไปตามเกณฑ์คุณภาพที่กำหนด ช่วยให้วิศวกรระบบอัตโนมัติมีเวลาไปมุ่งเน้นกับการตัดสินใจในงานระดับระบบที่มีความซับซ้อนสูงขึ้น

Eigen Engineering Agent ทำงานร่วมกับ TIA Portal แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ด้านวิศวกรรมของซีเมนส์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตโฟลิโอ Siemens Xcelerator ด้วยการเชื่อมต่อกับ TIA Portal โดยตรง Eigen Engineering Agent จึงเข้าใจโครงสร้างข้อมูล, บล็อก, พารามิเตอร์ และความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ของโปรเจกต์อย่างครบถ้วน ทำให้สร้างผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับสิ่งที่วิศวกรกำลังพัฒนาได้จริง รวมถึงบนระบบเดิม (Legacy Systems) หรือระบบที่ไม่มีเอกสารประกอบ

จากงานออกแบบระบบไฟฟ้าสู่โปรเจกต์ที่ได้มาตรฐานในเวิร์กโฟลว์เดียว

องค์กรธุรกิจในประเทศไทยที่เริ่มใช้งาน Eigen Engineering Agent จะเข้าถึงฟังก์ชันการทำงานที่ครบถ้วนได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เปิดใช้งาน นอกเหนือจากงานหลักอย่างการเขียนโค้ด PLC, การสร้างหน้าจอ HMI และการตั้งค่าอุปกรณ์แล้ว ยังรวมถึงอีก 2 ความสามารถที่ขยายขอบเขตการทำงานไปยังต้นน้ำของวงจรวิศวกรรม ได้แก่:

  • การเชื่อมต่อกับ ECAD (ECAD Integration) Eigen Engineering Agent สามารถอ่านไฟล์การออกแบบระบบไฟฟ้าในรูปแบบที่ใช้งานกันแพร่หลาย อาทิ XML และ AML ตรวจหาความไม่สอดคล้องของข้อมูล พร้อมแก้ไขหรือแจ้งเตือน, เพิ่มอุปกรณ์เข้าสู่โปรเจกต์ใน TIA Portal ตั้งค่าการเชื่อมต่อ และสร้าง PLC Tags โดยอ้างอิงจากโครงสร้างฮาร์ดแวร์จริง ช่วยเชื่อมช่องว่างระหว่างการออกแบบระบบไฟฟ้ากับโค้ดของระบบอัตโนมัติ
  • การสร้างโปรเจกต์ตามมาตรฐาน (Standards-Compliant Project Generation): วิศวกรเพียงอธิบายลักษณะของเครื่องจักร สถานีการทำงาน อุปกรณ์และพฤติกรรมที่ต้องการด้วยภาษาทั่วไป (Plain Language) จากนั้น Eigen Engineering Agent จะสร้างโปรเจกต์ที่สมบูรณ์ตาม Siemens Automation Framework ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานของซีเมนส์สำหรับการจัดโครงสร้างโปรเจกต์ TIA Portal โดยสามารถเปิดและนำไปพัฒนาต่อใน TIA Portal ได้ทันที

ตอบโจทย์การขาดแคลนบุคลากรด้านวิศวกรรมอัตโนมัติในประเทศไทย

ท่ามกลางวงจรการพัฒนานวัตกรรมของภาคการผลิตไทยที่สั้นลงและการขาดแคลนวิศวกรระบบอัตโนมัติที่มีทักษะอย่างต่อเนื่อง Eigen Engineering Agent ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยลดภาระงานของวิศวกร ให้สามารถมุ่งเน้นไปที่โจทย์เชิงระบบในระดับที่สูงขึ้น โดยยังคงรักษาความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของงาน

เพิ่มผลิตภาพในการทำงานจริง

นับตั้งแต่เปิดตัวในตลาดโลก Eigen Engineering Agent ได้รับการยอมรับและนำไปใช้งานโดยองค์กรธุรกิจกว่า 100 แห่ง ใน 19 ประเทศ อาทิ ANDRITZ Metals (ออสเตรีย), CASMT (จีน) และ Prism Systems (สหรัฐอเมริกา) โดยช่วยเร่งงานวิศวกรรมในแต่ละวัน เช่น การเขียนโปรแกรม PLC, การสร้างภาพหน้าจอ HMI และการตั้งค่าอุปกรณ์ด้วยผลลัพธ์ที่วัดได้จริง ดังนี้:

  • ดำเนินงานได้เร็วกว่ากระบวนการแบบ Manual 2 – 5 เท่า
  • เพิ่มประสิทธิภาพงานวิศวกรรมได้สูงสุด 50%
  • ยกระดับคุณภาพโดยรวมของโซลูชันได้ 80%

นอกจากนี้ ยังช่วยลดระยะเวลาในการเรียนรู้งานของพนักงานใหม่ (Onboarding) โดยในบริษัทผู้สร้างสายการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งหนึ่ง วิศวกรใหม่สามารถสอบถามข้อมูลโปรเจกต์ จาก Eigen Engineering Agent ได้โดยตรง ช่วยลดระยะเวลาในการทำความเข้าใจโครงสร้างของโปรเจกต์จากหลายสัปดาห์เหลือเพียงไม่กี่วัน

ปัจจุบัน Eigen Engineering Agent พร้อมความสามารถด้าน ECAD Integration และ Standards-Compliant Project Generation เปิดให้ลูกค้าในประเทศไทยใช้งานแล้วภายใต้แพ็กเกจการสมัครใช้งานมาตรฐาน

สัมผัสเทคโนโลยีจริงที่งาน NECTEC ACE 2026

Eigen Engineering Agent จะเป็นหนึ่งในไฮไลต์ที่บูธซีเมนส์ ในงาน NECTEC ACE 2026 ที่พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ในวันที่ 3 กันยายน 2569 นี้ โดยจัดแสดงร่วมกับนวัตกรรมเด่นจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ Industrial AI ของซีเมนส์ ประกอบด้วย:

  • AI-Powered Engineering & Automation

Eigen Engineering Agent: ผู้ช่วยด้านวิศวกรรมระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย Generative AI เชื่อมต่อกับ TIA Portal ช่วยให้วิศวกรสามารถเร่งการสร้างโปรเจกต์ การพัฒนาโค้ด การทดสอบ และการตั้งค่าระบบ

  • AI-Driven Digital Twin & Simulation

Digital Twin Composer: เทคโนโลยี Digital Twin แบบครบวงจรของซีเมนส์ ที่ผสาน Digital Twin แบบ 2D และ 3D ที่มีความละเอียดสูงเข้ากับข้อมูลการดำเนินงานแบบเรียลไทม์ ช่วยให้องค์กรสามารถออกแบบ จำลองการทำงาน ทดสอบ และเพิ่มประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ ระบบการผลิต และการดำเนินงานในภาคอุตสาหกรรมในสภาพแวดล้อมเสมือน (Virtual Environment) ก่อนนำไปใช้งานจริง

  • Industrial AI Analytics & Decision Intelligence

Rapidminer: แพลตฟอร์ม AI และ Analytics ระดับองค์กร ที่รวมความสามารถด้านการเตรียมข้อมูล, Machine Learning, Knowledge Graphs, Generative AI และ Agentic AI ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อช่วยให้องค์กรเปลี่ยนข้อมูลการดำเนินงานที่ซับซ้อนให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ได้จริง

ผู้ที่สนใจสามารถชมการสาธิตการใช้งานจริงของเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ที่บูธซีเมนส์ ภายในงาน NECTEC ACE 2026

ซีเมนส์ เผยโฉมเทคโนโลยีเร่งการปฏิวัติ AI ในภาคอุตสาหกรรมที่งาน CES 2026

ซีเมนส์ เผยโฉมเทคโนโลยีเร่งการปฏิวัติ AI ในภาคอุตสาหกรรมที่งาน CES 2026

ซีเมนส์ เผยโฉมเทคโนโลยีเร่งการปฏิวัติ AI ในภาคอุตสาหกรรมที่งาน CES 2026

  • ซีเมนส์ขยายความร่วมมือกับเอ็นวิเดีย เพื่อสร้างระบบปฏิบัติการ AI สำหรับภาคอุตสาหกรรม (Industrial AI Operating System) นำ AI มาพลิกโฉมห่วงโซ่คุณค่าทางอุตสาหกรรมแบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบและกระบวนการทางวิศวกรรมไปจนถึงการผลิต การดำเนินงาน รวมถึงการนำมาใช้ในห่วงโซ่อุปทาน
  • ซีเมนส์เปิดตัวซอฟต์แวร์ Digital Twin Composer ที่จะพร้อมใช้งานบน Siemens Xcelerator Marketplace ช่วงกลางปี 2026 เพื่อขับเคลื่อน Industrial Metaverse ในสเกลใหญ่
  • PepsiCo ใช้ Digital Twin Composer เพื่อจำลองการอัปเกรดโรงงานในสหรัฐอเมริกา โดยมีแผนที่จะขยายการใช้งานไปทั่วโลก
  • ซีเมนส์เปิดตัว Industrial Copilots ผู้ช่วย AI ใหม่ถึง 9 รายการ เพิ่มความอัจฉริยะทุกขั้นตอนของห่วงโซ่คุณค่าในอุตสาหกรรม
  • ซีเมนส์ไฮไลต์เทคโนโลยีใหม่ สำหรับการค้นคว้าวิจัยยา การขับขี่อัตโนมัติ (Autonomous Driving) และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในพื้นที่การผลิต (Shop Floor)
  • ซีเมนส์นำ Industrial AI มาสู่แว่นตา Meta Ray-Ban

ที่งาน CES 2026 เมื่อเร็วๆนี้ การกล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote) ของซีเมนส์ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่แห่งเทคโนโลยีสำหรับภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน ด้วยการแสดงให้เห็นถึงวิธีการที่ลูกค้าและพันธมิตรนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ประโยชน์เพื่อพลิกโฉมธุรกิจให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น ด้วยเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI ผนวกกับความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเชิงลึก และความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับพันธมิตรระดับโลก ซีเมนส์กำลังเปลี่ยนการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีครั้งนี้ให้เป็นประโยชน์ที่วัดผลได้จริงสำหรับลูกค้า พันธมิตร และสังคม

โรแลนด์ บุช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและซีอีโอของ ซีเมนส์ เอจี กล่าวว่า “เช่นเดียวกับที่ไฟฟ้าเคยปฏิวัติโลกมาแล้วในอดีต วันนี้ภาคอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนสู่ยุคที่ AI จะเป็นพลังขับเคลื่อนเบื้องหลังผลิตภัณฑ์ โรงงาน อาคาร โครงข่ายไฟฟ้าไปจนถึงระบบการคมนาคมขนส่ง Industrial AI ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เสริมอีกต่อไป แต่คือพลังสำคัญที่จะหล่อหลอมศตวรรษหน้า ซีเมนส์กำลังส่งมอบขีดความสามารถแบบ AI-native ที่ฝังความอัจฉริยะไว้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบ วิศวกรรม ไปจนถึงการดำเนินงาน เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถคาดการณ์ปัญหาล่วงหน้า เร่งการพัฒนานวัตกรรม พร้อมลดต้นทุนลง”

“ด้วยเทคโนโลยี Digital Twin ที่ครอบคลุมที่สุด ฮาร์ดแวร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ไปจนถึง Copilot ที่พื้นที่การผลิต เรากำลังขยายขีดความสามารถของความอัจฉริยะเหล่านี้ไปสู่โลกจริง เพื่อให้ภาคธุรกิจบรรลุเป้าหมายด้านความรวดเร็ว คุณภาพ และประสิทธิภาพไปพร้อมกัน นี่คือวิธีที่เรานำการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญแห่งยุค มาขยายผลสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม”

ซีเมนส์ได้เน้นย้ำถึงความร่วมมืออันยาวนานกับเอ็นวิเดีย ในงาน CES 2026  โดยทั้งสองบริษัทกำลังขยายความร่วมมือเพื่อสร้างระบบปฏิบัติการ AI สำหรับอุตสาหกรรม (Industrial AI Operating System) ซึ่งจะเข้ามาช่วยปฏิวัติวิธีการที่ลูกค้าออกแบบ วางระบบวิศวกรรม และบริหารจัดการระบบที่ใช้งานจริงต่าง ๆ ซีเมนส์และเอ็นวิเดียจะร่วมมือกันพัฒนาโซลูชันอุตสาหกรรมที่เร่งประสิทธิภาพด้วย AI ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต ซึ่งจะช่วยเร่งการสร้างสรรค์นวัตกรรม เอื้อต่อการปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง และสร้างฐานการผลิตที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ทั้งสองบริษัทยังตั้งเป้าที่จะสร้างไซต์การผลิตที่ปรับเปลี่ยนการทำงานได้เองอย่างเหมาะสมด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบ เป็นแห่งแรกของโลก โดยจะเริ่มนำร่องในปีนี้ (2569) ที่โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ของซีเมนส์ในเมืองแอร์ลังเงิน ประเทศเยอรมนี เพื่อใช้เป็นต้นแบบสำหรับการขยายผลสู่ระดับโลกต่อไป

เพื่อสนับสนุนการพัฒนานี้ เอ็นวิเดียจะเป็นผู้จัดหาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ไลบรารีการจำลอง โมเดล เฟรมเวิร์ก และบลูพรินต์ต่าง ๆ ขณะที่ซีเมนส์จะระดมทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน Industrial AI หลายร้อยคน พร้อมทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ระดับแนวหน้า โดยทั้งสองบริษัทได้กำหนดขอบเขตสำคัญที่จะทำให้วิสัยทัศน์นี้เกิดขึ้นจริง ได้แก่ การออกแบบอิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติ (Electronic Design Automation หรือ EDA) แบบ AI-native การจำลองแบบ AI-native การผลิตและห่วงโซ่อุปทานแบบปรับตัวด้วย AI และโรงงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI Factories)

นอกจากนี้ ซีเมนส์ยังได้ประกาศแผนการผสานรวม NVIDIA NIM และ โมเดล AI แบบเปิด NVIDIA Nemotron เข้ากลุ่มซอฟต์แวร์ EDA ของบริษัทฯ เพื่อยกระดับกระบวนการทำงานด้าน Generative AI และ Agentic AI สำหรับการออกแบบเซมิคอนดักเตอร์และแผงวงจร (PCB) ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความแม่นยำสูงสุดผ่านการปรับโมเดลให้เหมาะกับโดเมนเฉพาะทาง ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการเปิดให้ใช้โมเดลที่มีประสิทธิภาพสูงสุดที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะในแต่ละกรณี

เจนเซน หวง ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ เอ็นวิเดีย กล่าวว่า “Generative AI และการประมวลผลแบบเร่งความเร็ว (Accelerated Computing) ได้จุดชนวนให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ ยกระดับ Digital Twin จากเดิมที่เป็นเพียงการจำลองแบบพาสซีฟ (Passive Simulations) ให้กลายเป็นระบบอัจฉริยะที่มีบทบาทสำคัญในโลกจริง ความร่วมมือกับซีเมนส์ครั้งนี้ คือการหลอมรวมซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมชั้นนำของโลกเข้ากับแพลตฟอร์ม AI ครบวงจร (Full-Stack AI) ของเอ็นวิเดีย เพื่อเปลี่ยนไอเดียที่น่าสนใจต่าง ๆ ให้กลายเป็นจริง เพื่อช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถจำลองระบบที่ซับซ้อนผ่านซอฟต์แวร์ แล้วจึงนำไปสู่การทำงานแบบอัตโนมัติและการปฏิบัติงานจริงได้อย่างไร้รอยต่อ”

นวัตกรรมเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อ Digital Twin เข้ากับข้อมูลจริงแบบเรียลไทม์

ซีเมนส์เปิดตัว Digital Twin Composer ในงาน CES 2026 ซึ่งจะพร้อมให้บริการบน Siemens Xcelerator Marketplace ช่วงกลางปีนี้ โดยเทคโนโลยีนี้ผสานรวมจุดแข็งของ Digital Twin ที่ใช้งานได้อย่างครอบคลุมของซีเมนส์ เข้ากับระบบจำลองที่พัฒนาขึ้นจาก ไลบรารี NVIDIA Omniverse และข้อมูลวิศวกรรมในโลกจริงแบบเรียลไทม์

Digital Twin Composer ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถสร้างโมเดล 3 มิติเสมือนจริงของผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต หรือโรงงาน แล้วนำไปจำลองไว้ในสภาพแวดล้อม 3 มิติที่ต้องการ จากนั้นยังสามารถเลื่อนดูเหตุการณ์ย้อนหลังหรือคาดการณ์อนาคตได้เพื่อจำลองผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ อย่างแม่นยำ ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศไปจนถึงการปรับเปลี่ยนด้านวิศวกรรม

Digital Twin Composer จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมใน Industrial Metaverse ในสเกลใหญ่ โดยมีซอฟต์แวร์ของซีเมนส์เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Backbone) ช่วยให้องค์กรสามารถนำ Industrial AI การจำลองสถานการณ์ และข้อมูลจากโลกจริงแบบเรียลไทม์ มาใช้ประกอบการตัดสินใจในโลกเสมือนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทั้งนี้ Digital Twin Composer เป็นส่วนหนึ่งของ Siemens Xcelerator พอร์ตโฟลิโอซอฟต์แวร์ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วจากภาคอุตสาหกรรม และได้รับความไว้วางใจจากบริษัททั่วโลกในการพัฒนาแบบจำลองเสมือนจริง

PepsiCo และ ซีเมนส์ กำลังยกระดับโรงงานผลิตและคลังสินค้าบางแห่งในสหรัฐฯ สู่ระบบดิจิทัล โดยการจำลองฐานการผลิตเหล่านั้นเป็นแบบจำลองเสมือนจริง 3 มิติความละเอียดสูง และจำลองการปฏิบัติงานภายในฐานการผลิตรวมถึงห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร เพื่อกำหนดตัวชี้วัดเบื้องต้นของประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ทีมงานสามารถปรับแต่งและตรวจสอบการตั้งค่าใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและปริมาณการผลิต ส่งผลให้ PepsiCo เห็นภาพรวมการดำเนินงานที่เป็นหนึ่งเดียวแบบเรียลไทม์ พร้อมความยืดหยุ่นในการผสานเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้ในอนาคต

ด้วยการใช้ Digital Twin Composer จากซีเมนส์ ร่วมกับไลบรารี NVIDIA Omniverse และเทคโนโลยี Computer Vision วันนี้ PepsiCo สามารถสร้างแบบจำลองเสมือนจริงของเครื่องจักรทุกตัว สายพานลำเลียง เส้นทางการขนย้ายสินค้า (Pallet Route) ไปจนถึงเส้นทางการทำงานของพนักงานได้อย่างแม่นยำในระดับฟิสิกส์ ซึ่งช่วยให้ AI Agents สามารถจำลอง ทดสอบ และปรับแต่งการเปลี่ยนแปลงของระบบต่างๆ โดยสามารถระบุปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้สูงสุดถึง 90% ก่อนทำการปรับปรุงพื้นที่จริง วิธีการนี้ช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตได้ถึง 20% ตั้งแต่เริ่มใช้งาน และยังช่วยให้รอบการออกแบบรวดเร็วยิ่งขึ้น ตรวจสอบความถูกต้องของการออกแบบ (Design Validation) ได้เกือบ 100% ช่วยลดรายจ่ายด้านการลงทุน (CAPEX) ได้ถึง 10-15% จากการค้นพบขีดความสามารถที่แฝงอยู่ของระบบเดิม และการตรวจสอบความคุ้มค่าของการลงทุนภายในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงก่อนตัดสินใจลงทุน

Industrial Copilots รุ่นใหม่ ยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในสายการผลิต

ซีเมนส์ยังได้เน้นย้ำถึงความเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับ Microsoft ผ่านการสนทนาบนเวทีกับ เจ พาริกข์  (Jay Parikh) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารแผนก CoreAI ของ Microsoft โดยทั้งสองบริษัทกำลังร่วมกันเชื่อมโยงโลกไอทีและการดำเนินงานเข้าด้วยกัน ผ่านความร่วมมือที่มุ่งเน้นการใช้ AI ที่ช่วยให้องค์กรในหลากหลายอุตสาหกรรมเพิ่มผลิตภาพ ความยืดหยุ่น และนวัตกรรม โดยหนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นคือการร่วมกันพัฒนา Industrial Copilot ที่ได้รับรางวัลในระดับสากล

นอกจากนี้ ซีเมนส์ยังได้ประกาศเพิ่ม AI-powered Copilot ให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าของภาคอุตสาหกรรม โดยการผสานความอัจฉริยะไว้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการออกแบบและการจำลอง ไปจนถึงการจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ การผลิต และการดำเนินงาน

ซีเมนส์เตรียมเปิดตัว AI-powered Copilot 9 รายการ สำหรับใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์ของบริษัทฯ ซึ่งรวมถึง Teamcenter, Polarion และ Opcenter โดย Copilot เหล่านี้มีบทบาทเฉพาะ ได้แก่ การเพิ่มความคล่องตัวในการจัดการข้อมูลผลิตภัณฑ์เพื่อลดข้อผิดพลาดและเร่งการนำสินค้าออกสู่ตลาดให้เร็วขึ้น การจัดการด้านกฎระเบียบและข้อบังคับแบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยให้การอนุมัติทางกฎหมายรวดเร็วขึ้นและลดความเสี่ยงทางธุรกิจ และการพลิกโฉมกระบวนการผลิตเพื่อประหยัดต้นทุนพร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน

ทั้งนี้ Copilot ดังกล่าวข้างต้น รวมถึงโซลูชัน AI สำหรับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในพอร์ตโฟลิโอของซีเมนส์ที่กำลังเติบโตต่อเนื่อง พร้อมให้บริการสำหรับบริษัททุกขนาดแล้ววันนี้บน Siemens Xcelerator Marketplace

นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในด้านชีววิทยาศาสตร์ พลังงาน และการผลิต

ในอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ (Life Sciences) การเข้าซื้อกิจการ Dotmatics ช่วยให้ซีเมนส์สามารถรวมเอาข้อมูลการวิจัยจำนวนมหาศาลเข้าไว้กับโซลูชัน AI ของบริษัทฯ เพื่อเร่งการค้นคว้าพัฒนายา โดยแพลตฟอร์ม Luma ของ Dotmatics ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถรวบรวมข้อมูลหลายพันล้านรายการจากเครื่องมือและห้องปฏิบัติการต่าง ๆ มาไว้ด้วยกัน สร้างรากฐานข้อมูลที่มั่นคงสำหรับทำการค้นคว้าวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI  

เมื่อผสานกับซอฟต์แวร์ Simcenter สำหรับการจำลอง และเทคโนโลยี Digital Twin ทีมวิจัยจะสามารถทดสอบโมเลกุล คัดกรองตัวยาที่มีศักยภาพ และจำลองการขยายกำลังการผลิตในโลกเสมือนได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้การรักษาที่เปลี่ยนชีวิตผู้ป่วยเข้าถึงได้เร็วขึ้นถึง 50% ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง

สำหรับด้านพลังงาน บ็อบ มัมการ์ด (Bob Mumgaard) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Commonwealth Fusion Systems (CFS) ได้กล่าวถึงแนวทางที่บริษัทนำเทคโนโลยีของซีเมนส์มาใช้ในการบุกเบิกเส้นทางสู่พลังงานฟิวชั่นเชิงพาณิชย์ โดย CFS ได้ใช้ซอฟต์แวร์ออกแบบควบคู่กับโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล เพื่อเร่งการพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชั่นที่มีศักยภาพในการเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่ไร้ขีดจำกัดในอนาคต

สำหรับภาคการผลิต ซีเมนส์ประกาศความร่วมมือในการนำเทคโนโลยี Industrial AI มาใช้งานร่วมกับแว่นตาอัจฉริยะ Meta Ray-Ban AI เพื่อยกระดับการทำงานของพนักงานในสายการผลิต ด้วยระบบคำแนะนำผ่านเสียงแบบเรียลไทม์ ให้ข้อมูลด้านความปลอดภัย และคำแนะนำในการแก้ไขปัญหาโดยไม่ต้องใช้มือสัมผัส (Hands-Free) ซึ่งช่วยให้พนักงานแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ

เทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีกว่าสำหรับทุกคน

ที่บูธของซีเมนส์ภายใน North Hall ของ Las Vegas Convention Center ซีเมนส์ได้นำเสนอเทคโนโลยีที่เปลี่ยนชีวิตประจำวันของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น ผ่านการจัดแสดงโซลูชันจากซีเมนส์และลูกค้า ทั้งด้านการออกแบบ การจำลอง ระบบอัตโนมัติ AI และ Digital Twin:

  • PepsiCo: กำลังเดินหน้าพัฒนาการดำเนินงานทั่วโลกให้ทันสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ด้วยความรวดเร็วและยืดหยุ่นยิ่งขึ้น โดยร่วมมือกับซีเมนส์ในการยกระดับกระบวนการผลิตและคลังสินค้าเข้าสู่ระบบดิจิทัล ช่วยให้เกิดนวัตกรรมที่รวดเร็วขึ้น การผลิตมีความคล่องตัว และการตัดสินใจในห่วงโซ่อุปทานเป็นไปอย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น
  • Commonwealth Fusion Systems (CFS): กำลังบุกเบิกอนาคตของพลังงานสะอาดด้วยพลังงานฟิวชันเชิงพาณิชย์ท่ามกลางความท้าทายในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ CFS วางใจให้ซีเมนส์ร่วมสร้างโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่ครอบคลุม เพื่อเร่งการออกแบบและการผลิตแหล่งพลังงานที่สะอาด ปลอดภัยและแทบไร้ขีดจำกัดนี้
  • Haddy: กำลังพลิกโฉมการผลิตด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติที่ขับเคลื่อนด้วย AI และโรงงานขนาดเล็กในท้องถิ่น (Localized Micro Factories) ที่อยู่ใกล้ลูกค้าและสามารถผลิตสินค้าคุณภาพสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้ถึงมือลูกค้าได้รวดเร็ว พร้อมก้าวข้ามความท้าทายเรื่องความคล่องตัวในการผลิต ความยั่งยืน และความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน Haddy จึงร่วมมือกับซีเมนส์เพื่อปรับกระบวนการออกแบบ เพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน และขยายธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ซีเมนส์ได้เปิดตัว eXplore Tour Mobile Experience สำหรับประสบการณ์การเรียนรู้แบบอินเทอร์แอคทีฟด้านระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม (Industrial Automation) บนรถบรรทุก 18 ล้อ ที่ไฮไลต์การผสานเทคโนโลยีต่างๆ ของซีเมนส์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและปลดล็อกระดับใหม่ของประสิทธิภาพ ซึ่งหลังจบงาน CES รถโมบายล์คันนี้จะออกเดินทางทัวร์ไปทั่วสหรัฐอเมริกา โดยมีจุดแวะสำคัญ อาทิ ที่งาน Realize LIVE ในดีทรอยต์ และงาน Automate ในชิคาโก

เป็นครั้งแรกที่ซีเมนส์จัดแสดงประสบการณ์ด้านยานยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicle Experience) โดยไฮไลท์อยู่ที่เทคโนโลยี PAVE360 Automotive ซึ่งเป็น Digital Twin ในระดับระบบ (System-Level) ที่ช่วยเร่งการพัฒนายานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์  (Software-Defined Vehicles) ภายในบูธยังมีการสาธิตการทำงานของเทคโนโลยีนี้ร่วมกับรถยนต์จริงที่ขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติภายใต้สภาพแวดล้อมเสมือนจริงแบบเต็มรูปแบบ

สามารถรับชมบันทึกย้อนหลังการปาฐกถาพิเศษของซีเมนส์ ผ่านช่องทาง LinkedIn

Siemens and NVIDIA Preview Industrial Tech Stack for AI-Era Manufacturing

Siemens and NVIDIA Preview Industrial Tech Stack for AI-Era Manufacturing

Siemens and NVIDIA Preview Industrial Tech Stack for AI-Era Manufacturing

  • Siemens and NIVIDIA showcase advanced digital twin capability
  • New AI-era Tech Stack for factories of the future
  • Integrates Siemens Xcelerator and NVIDIA Omniverse
  • Siemens full chip-to-grid value chain supports scalable, energy-efficient, and AI-optimized operations

At the NVIDIA GTC (GPU Technology Conference) in Washington, D.C., Siemens and NVIDIA demonstrated a new technology stack currently in development for the Siemens Xcelerator portfolio. This demo showed how engineers will soon be able to rapidly design, optimize, and manage the most advanced and accurate digital twins for future factories.

Utilizing the integration between Siemens Xcelerator and NVIDIA Omniverse, this technology will support a new highly realistic digital twin offering that will bring together 3D visualization, simulation, and factory data into one unified, immersive environment. This milestone marks a key step toward realizing the industrial metaverse—Siemens’ vision of seamlessly combining the real and digital worlds to unlock new levels of innovation, collaboration, and sustainable value creation for industry.

Today, the manufacturing industry is undergoing a global transformation, driven by significant investment and rapid adoption of advanced technologies. In support of this shift, Siemens and NVIDIA are strengthening their partnership to accelerate the industrial AI revolution—enabling the development of smarter, more energy-efficient factories around the world. 

This advanced digital twin software, still in development, will be one part of a new Siemens tech stack, purpose built for the AI-era. It will empower manufacturers not only to build but also to continuously optimize the world’s most advanced factories. This technology will be utilized to accelerate planning, engineering, and operations. – enabling large-scale simulation, AI-driven workflows, and trusted, data-driven decisions throughout every stage of design and operation. 

The demo at GTC, Siemens showcased how this new tech stack can support customers from the design phase all the way through to the operations of their advanced factories. A key function of this new technology is how customers can bring together their building infrastructure and their production lines in one engineering environment. This includes using AI to simulate hundreds of potential factory layouts to find the most efficient design. Using this new tech stack, engineers will be able to do this design and simulation in hours, not days or weeks. Then after this process, customers can render photorealistic and physics-based models of their factories. 

This joint effort combines Siemens’ deep expertise in manufacturing and industrial technology with NVIDIA’s leading technology in graphical processing to help customers design smarter, more efficient factories, products, and AI data centers. 

“Industrial innovation is accelerating at an unprecedented pace. Together Siemens and NVIDIA are leading the way,” said Peter Koerte, Member of the Managing Board, Chief Technology Officer and Chief Strategy Officer at Siemens. “By combining our strengths in industrial AI, digital twins, automation, and building technologies, we are enabling the industrial metaverse—and with it the next generation of factories and AI data centers – delivering the efficiency, power, scalability, and intelligence needed to meet growing global demand and shape the future of industry.”

“Digital twins have become essential in the age of industrial AI, enabling the simulation and optimization of entire production lines and training robotics virtually before a single piece of hardware is installed,” said Rev Lebaredian, Vice President of Omniverse and Simulation Technology at NVIDIA. “Our collaboration with Siemens brings NVIDIA Omniverse to the heart of manufacturing, providing the critical platform capabilities to accelerate the entire factory lifecycle, from concept to operation.” 

Today’s manufacturers face unprecedented challenges in mastering complexity, accelerating production, and improving energy efficiency. This new technology will address these issues by providing a streamlined, intuitive environment for building and interacting with a factory’s digital twin. For example, a semiconductor manufacturer may need to set up a new factory line to boost production while managing a highly complex manufacturing process in an existing facility. With this new tool, engineers can quickly simulate different layouts within the current factory building, helping them identify the most efficient configuration and accelerate their path to increasing production.

Siemens has the expertise to connect every link in the chip-to-grid infrastructure value chain—from manufacturing to intelligent operations to the building environment. This end-to-end capability enables Siemens and NVIDIA to bring their portfolios together to deliver truly integrated solutions that drive efficiency, scalability, and innovation for industrial customers. 

Siemens technology ensures that—whether building a greenfield facility or retrofitting an existing site—power, cooling, compute, and building systems operate as a unified whole. Using simulation and AI-enabled automation, operators can optimize and scale facilities in months, not years—raising performance, boosting energy efficiency, and future-proofing capacity. 

This approach is aligned with the recently announced NVIDIA Omniverse DSX Blueprint for multi generation, gigawatt scale AI Factory build outs that will set a new standard of excellence for AI infrastructure from accelerated compute and smart storage to energy-efficient cooling options. Siemens and NVIDIA are also collaborating to advance both GPU manufacturing and the optimization of AI data center infrastructure, delivering scalable, efficient solutions for the future of industrial intelligence. 

From electronic design automation and factory automation controllers to white space cooling optimization and resilient building systems, Siemens equips GPU and AI data center partners to: 

  • Bring new AI factories online rapidly.
  • Reconfigure operations for any GPU upgrades.
  • Optimize power and cooling with advanced simulation.
  • Anticipate and resolve threats to uptime, increase energy efficiency, and bolster supply chain resilience. 

By empowering manufacturers and data center operators with advanced, energy-efficient infrastructure, Siemens and NVIDIA are accelerating the evolution of AI capabilities. This collaboration is building a smarter, stronger digital foundation, enabling innovation, fostering economic opportunities, and ensuring the benefits of AI can be harnessed to improve lives and communities across the globe.