AI ambitions meet automation reality: The case for a unified automation platform

เมื่อวิสัยทัศน์ AI กับ การลงมือทำจริงของระบบอัตโนมัติ มาพบกัน ทำไมต้องใช้แพลตฟอร์มอัตโนมัติหนึ่งเดียว

AI ambitions meet automation reality: The case for a unified automation platform

Article by: Harper Buete, Product Marketing Manager for Red Hat Ansible Automation Platform

IT teams are stuck between wanting to implement AI solutions across their organizations and dealing with the messy reality of increasingly complex infrastructure. Many are attempting to build their own automation solutions, cobbling together a patchwork of tools that, while well-intentioned, can actually make things worse. Red Hat dug into this with S&P Global Market Intelligence 451 Research, and their findings point to a simpler alternative: use a unified platform instead of patchworking tools together.

The DIY dilemma: More tools, more problems

Most teams are drowning in tools, often ending up with too many dashboards with too little coordination. A remarkable 72% of organizations are using up to 50 different IT tools, while nearly a third (28%) are managing over 50. This fragmented approach creates significant hurdles for effective IT automation, including:

  • Complex implementations: This is a top obstacle for 58% of organizations. We often see this arise when customers deploy too many resources and move components piecemeal, slowing progress and increasing effort.
  • Integration challenges: Integrating existing systems is a challenge for 51% of IT organizations. This isn’t just about connecting tools, it’s about achieving true interoperability for automation workflows.
  • Skills gaps: 40% of respondents point to specific skills shortages. Maintaining expertise across a vast array of different tools is a constant drain on time and resources.

This “do-it-yourself” mentality is particularly detrimental to AI initiatives. Complex applications like AI work best when they’re supported by systems that run like clockwork—predictable, consistent, and scalable. Without comprehensive automation, it’s difficult to scale AI up effectively.

Automation translates to tangible benefits for AI

The 451 Research report introduces the concept of a unified IT automation platform. These platforms act as a centralized control plane, using automation to integrate, automate, and orchestrate IT tools, processes, and resources across the entire organization.

For AI, this translates directly into tangible benefits:

  • Actionable AI at scale: With capabilities like Event-Driven Ansible, a unified platform makes AI-driven intelligence actionable, enabling teams to turn insights into automated responses.
  • Consistent AI infrastructure: A unified approach enables the consistent supervision and management of AI environments, including deployment and scaling. With the automation dashboard, you’ll receive actionable insights in real time. The dashboard helps you analyze your IT operations and make smarter decisions based on real data.
  • AI governance and policy enforcement: These features help enforce security and compliance rules across automated AI tasks. This provides essential control and predictable behavior.

There’s a clear connection between automation and AI strategies. IT service management (56%) and generative AI (53%) are cited as critical capabilities for an integrated platform. This confirms that a unified automation platform isn’t just a nice-to-have, it’s the strategic foundation for your AI applications. Red Hat Ansible Automation Platform also has Red Hat Ansible Lightspeed, which includes Intelligent assistance powered by gen AI, which helps administrators install, configure, maintain, and optimize automation workflows.

Instead of spending valuable time and resources and taking the risk of building a fragmented automation solution, consider investing in a platform designed for the enterprise and ready to accelerate your AI journey from the start. 

เมื่อวิสัยทัศน์ AI กับ การลงมือทำจริงของระบบอัตโนมัติ มาพบกัน ทำไมต้องใช้แพลตฟอร์มอัตโนมัติหนึ่งเดียว

เมื่อวิสัยทัศน์ AI กับ การลงมือทำจริงของระบบอัตโนมัติ มาพบกัน ทำไมต้องใช้แพลตฟอร์มอัตโนมัติหนึ่งเดียว

เมื่อวิสัยทัศน์ AI กับ การลงมือทำจริงของระบบอัตโนมัติ มาพบกัน ทำไมต้องใช้แพลตฟอร์มอัตโนมัติหนึ่งเดียว

บทความโดย ฮาร์เปอร์ บิวท์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ เร้ดแฮท แอนซิเบล ออโตเมชัน แพลตฟอร์ม

ทีมไอทีกำลังเผชิญกับอุปสรรคเมื่อต้องการนำโซลูชัน AI มาใช้ทั่วทั้งองค์กร แต่ต้องรับมือกับความจริงที่ยุ่งเหยิงของโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ซับซ้อนมากขึ้น องค์กรหลายแห่งพยายามสร้างโซลูชันอัตโนมัติขึ้นเองด้วยการนำเครื่องมือต่าง ๆ มาเชื่อมต่อกันแบบเฉพาะหน้า ซึ่งแม้จะเป็นความตั้งใจที่ดี แต่อาจส่งผลเสียต่อระบบได้ ผลการศึกษาของเร้ดแฮทร่วมกับ S&P Global Market Intelligence 451 Research ชี้ให้เห็นทางเลือกที่ง่ายกว่า  คือการเปลี่ยนมาใช้แพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์ (unified platform) แทนการนำเครื่องมือหลายชนิดมาประกอบกัน

กับดักของการสร้างโซลูชันเอง: ใช้เครื่องมือมาก ปัญหายิ่งมาก

ทีมงานส่วนใหญ่กำลังแบกรับภาระจากเครื่องมือจำนวนมาก ซึ่งมักจบลงด้วยการมีแดชบอร์ดที่ต้องใช้มากเกินไป แต่มีการประสานทำงานร่วมกันเพียงน้อยนิด ผลสำรวจพบว่าองค์กรถึง 72% ใช้เครื่องมือไอทีที่แตกต่างกันมากถึง 50 ชนิด ในขณะที่เกือบหนึ่งในสาม (28%) ต้องบริหารจัดการเครื่องมือมากกว่า 50 ชนิด แนวทางการทำงานที่กระจัดกระจายเช่นนี้ สร้างอุปสรรคสำคัญต่อการทำระบบอัตโนมัติให้มีประสิทธิภาพ และต้องพบกับความท้าทายเช่น

  • ความซับซ้อนในการติดตั้ง: 58% ขององค์กรระบุว่าความซับซ้อนของการติดตั้งใช้งานเป็นอุปสรรคอันดับต้น ๆ  กรณีเช่นนี้มักพบเมื่อมีการจัดวางทรัพยากรมากเกินความจำเป็นและเคลื่อนย้ายองค์ประกอบต่าง ๆ ทีละส่วน ซึ่งส่งผลให้การดำเนินงานล่าช้าและต้องใช้ความพยายามเพิ่มมากขึ้น
  • ความท้าทายด้านการเชื่อมโยงระบบ: 51% ขององค์กรไอทีระบุว่าการบูรณาการระบบเดิมที่มีอยู่ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย ประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการเชื่อมต่อเครื่องมือเข้าด้วยกันเท่านั้น แต่คือการทำให้ระบบต่าง ๆ ทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อรองรับเวิร์กโฟลว์ของระบบอัตโนมัติอย่างแท้จริง
  • ข้อจำกัดด้านทักษะ: ผู้ตอบแบบสอบถาม 40% ระบุว่าการขาดแคลนทักษะเฉพาะทางคือปัญหาหลัก เพราะการต้องคงระดับความเชี่ยวชาญในเครื่องมือที่หลากหลายนั้นเป็นการสิ้นเปลืองทั้งเวลาและทรัพยากรอย่างไม่สิ้นสุด

แนวคิดแบบ “ต่างคนต่างสร้างเองใช้เอง” (do-it-yourself) ส่งผลเสียอย่างยิ่งต่อการใช้ AI ในแง่มุมต่าง ๆ เนื่องจากแอปพลิเคชันที่มีความซับซ้อนเช่น AI จะทำงานได้ดีที่สุดกับระบบที่ดำเนินไปอย่างแม่นยำเที่ยงตรง ทั้งในด้านการคาดการณ์ ความสม่ำเสมอ และปรับขนาดการทำงานได้ การจะยกระดับและขยายขีดความสามารถของ AI ให้ใช้งานในวงกว้างย่อมเป็นไปได้ยาก หากขาดระบบอัตโนมัติที่ครอบคลุม 

ระบบอัตโนมัติเปลี่ยน AI ให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้

รายงาน 451 Research ชูแนวคิดเรื่องแพลตฟอร์มระบบอัตโนมัติไอทีแบบรวมศูนย์ (unified IT automation platform) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการควบคุม โดยใช้ระบบอัตโนมัติเข้ามาบูรณาการ จัดระเบียบครื่องมือ กระบวนการ และทรัพยากรด้านไอทีทั้งหมดขององค์กรให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบโดยอัตโนมัติ

ในแง่ของ AI แนวทางนี้จะถูกเปลี่ยนให้เป็นคุณประโยชน์ที่จับต้องได้ดังนี้

  • AI ที่ใช้งานได้จริงในวงกว้าง: ความสามารถต่าง ๆ เช่น Event-Driven Ansible ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรวมศูนย์จะช่วยให้ทีมงานสามารถเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกต่าง ๆ ให้เป็นการตอบสนองแบบอัตโนมัติ โดยอาศัยความชาญฉลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่ใช้งานได้จริง
  • โครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เป็นมาตรฐานใช้ได้กับทุกสภาพแวดล้อม: แนวทางแบบรวมศูนย์หนึ่งเดียวจะช่วยให้กำกับดูแลและบริหารจัดการสภาพแวดล้อม AI ต่าง ๆ ไ
  • ด้อย่างสอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงการปรับใช้และการปรับขนาดการทำงาน นอกจากนี้ แดชบอร์ดอัตโนมัติ ยังมอบข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ที่ผู้รับผิดชอบด้านไอทีสามารถนำไปใช้งานได้จริง แดชบอร์ดนี้ช่วยให้สามารถวิเคราะห์การดำเนินงานด้านไอทีและทำการตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดโดยอ้างอิงจากข้อมูลจริง 
  • การบังคับใช้นโยบายและการกำกับดูแล AI: ฟีเจอร์เหล่านี้ช่วยเสริมแกร่งด้านความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ ให้กับงานด้าน AI อัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้สามารถควบคุมและคาดการณ์การทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กลยุทธ์ AI และระบบอัตโนมัติ มีความเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน ผลสำรวจพบว่าการบริหารจัดการไอที (56%) และ generative AI (53%) คือความสามารถสำคัญมากสำหรับแพลตฟอร์มแบบบูรณาการใด ๆ ซึ่งเป็นการยืนยันว่าแพลตฟอร์มอัตโนมัติแบบหนึ่งเดียวไม่ได้เป็นเพียง “มีไว้ก็ดี” แต่มันเป็นพื้นฐานเชิงกลยุทธ์สำหรับการใช้แอปพลิเคชัน AI ขององค์กร ทั้งนี้แพลตฟอร์ม Red Hat Ansible Automation ของเร้ดแฮท ยังมาพร้อม Red Hat Ansible Lightspeed ซึ่งมีระบบช่วยเหลืออัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย gen AI เพื่อช่วยผู้ดูแลระบบในการติดตั้ง กำหนดค่า บำรุงรักษา และเพิ่มประสิทธิภาพให้เวิร์กโฟลว์อัตโนมัติ องค์กรควรพิจารณาลงทุนในแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานในระดับองค์กรและพร้อมที่จะเร่งการเดินทางสู่โลกของการใช้ AI ได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่วันเริ่มต้น แทนที่จะต้องใช้เวลาและทรัพยากรที่มีค่าไปกับความเสี่ยงในการสร้างโซลูชันอัตโนมัติที่กระจัดกระจายขึ้นเอง

Red Hat Expands Collaboration with NVIDIA to Pair Enterprise Open Source with Rack-Scale AI for Faster, Production-Ready Innovation

Red Hat ขยายความร่วมมือกับ NVIDIA ผสานพลังโอเพ่นซอร์สระดับองค์กร เข้ากับ Rack-Scale AI เร่งสปีดนวัตกรรมอัจฉริยะที่พร้อมใช้งานจริง

Red Hat Expands Collaboration with NVIDIA to Pair Enterprise Open Source with Rack-Scale AI for Faster, Production-Ready Innovation

  • With the goal of accelerating enterprise AI adoption, Red Hat intends to deliver a complete AI stack optimized for the NVIDIA Vera Rubin platform with Red Hat Enterprise Linux, Red Hat OpenShift and Red Hat AI

  • Red Hat Enterprise Linux for NVIDIA aims to provide a Day 0 starting point for faster-moving, customized, open source experiences for rack-scale AI workloads powered by the NVIDIA Rubin platform, backed by Red Hat’s commitment to production stability

Red Hat, the world’s leading provider of open source solutions, today announced a landmark expansion of its collaboration with NVIDIA to align enterprise open source technologies to the rapidity of enterprise AI evolution and rack-scale AI advances. As the industry moves beyond individual servers toward unified, high-density systems, Red Hat aims to deliver the starting point for this transformation with Red Hat Enterprise Linux for NVIDIA, a specialized edition of the world’s leading enterprise Linux platform that is optimized for the NVIDIA Rubin platform and tuned to drive future production on Red Hat OpenShift and Red Hat AI.

“NVIDIA’s architectural breakthroughs have made AI an imperative, proving that the computing stack will define the industry’s future,” said Matt Hicks, president and CEO, Red Hat. “To meet these tectonic shifts at launch, Red Hat and NVIDIA aim to provide Day 0 support for the latest NVIDIA architectures across Red Hat’s hybrid cloud and AI portfolios. Together, we are fueling the next generation of enterprise AI through the power of open source.”

“Red Hat revolutionized enterprise computing with industrial-strength open-source software,” said Jensen Huang, founder and CEO, NVIDIA. “In the age of AI, the entire computing stack—from chips and systems to middleware, models, and the AI lifecycle—is being reinvented from the ground up. Together, NVIDIA and Red Hat are industrializing open source to bring AI to the enterprise, starting with the Vera Rubin platform.”

Moving into 2026, many organizations are poised to move AI from experimentation into production, with top-down strategies and centralized AI toolboxes that incorporate AI agents and other advances. This shift, however, demands a stable, high-performance and more secure infrastructure stack, from the underlying architecture to the software running on top of it. The NVIDIA Rubin platform, featuring the new NVIDIA Vera CPU and advanced NVIDIA Rubin GPUs, is designed to deliver a giant leap forward in intelligence for agentic AI and advanced reasoning. With Red Hat optimizing its hybrid cloud portfolio for NVIDIA’s breakthroughs, starting with Day 0 support for this new platform, Red Hat intends to empower organizations to scale their AI initiatives more confidently, with enterprise-grade reliability and a consistent operational model across the hybrid cloud.

The backbone for gigascale AI factories

The NVIDIA Vera Rubin platform introduces transformative innovations, including the Vera CPU, the most power-efficient CPU for gigascale AI factories, the BlueField-4 data processor, as well as the NVIDIA Vera Rubin NVL72 rack-scale solution. Today, Red Hat is announcing its intention to deliver Day 0 support for the NVIDIA Rubin platform across the Red Hat AI portfolio, encompassing:

  • Red Hat Enterprise Linux serves as a bridge between this advanced hardware and the complex software ecosystems required for modern AI. As the fundamental building block for Red Hat’s robust portfolio of hybrid cloud solutions, including Red Hat OpenShift and Red Hat AI, Red Hat Enterprise Linux will introduce support for NVIDIA Confidential Computing for the entire AI lifecycle, providing enhanced security capabilities for GPUs, memory and model data while giving organizations cryptographic proof that their most sensitive AI workloads maintain extensive protections.

  • Red Hat OpenShift provides NVIDIA Rubin platform customers with ready access to the industry’s leading enterprise hybrid cloud platform powered by Kubernetes. To automate deployment, configuration and lifecycle management of accelerated computing, Red Hat OpenShift adds support for NVIDIA infrastructure software and the NVIDIA CUDA X libraries, delivering optimized performance of a wide range of accelerated workloads. Additionally, support for NVIDIA Bluefield delivers enhanced networking, advanced cluster management and improved resource utilization through a more consistent, enterprise-grade operational experience.

  • Red Hat AI, Red Hat’s production-ready enterprise AI platform, will add new integrations with NVIDIA, expanding support for distributed inference with NVIDIA’s open source models on Red Hat AI Inference Server, Red Hat Enterprise Linux AI and Red Hat OpenShift AI. This includes Red Hat and NVIDIA working to expand support beyond the NVIDIA Nemotron family to other NVIDIA open models, including those aimed at vision, robotics and vertical-specific areas.

AI innovations served by the world’s leading enterprise Linux platform at Day 0

Red Hat is introducing Red Hat Enterprise Linux for NVIDIA, a new edition of the world’s leading enterprise Linux platform that incorporates the latest NVIDIA platform advancements at launch. In collaboration with NVIDIA, Red Hat Enterprise Linux for NVIDIA will support the platform features of the latest NVIDIA architectures on Day 0 of availability, starting with the NVIDIA Rubin platform.

Red Hat Enterprise Linux for NVIDIA remains fully aligned with the main build of the operating system. As improvements from Red Hat Enterprise Linux for NVIDIA make their way into Red Hat Enterprise Linux, customers will be able to easily transition to the traditional Red Hat Enterprise Linux as their specific production demands require with the confidence that production systems will maintain expected performance levels and application compatibility. 

With this new focus, Red Hat and NVIDIA are giving customers a launch-ready, enterprise-class Linux platform that fully supports the latest breakthroughs in rack-scale AI. This includes:

  • Validated interoperability: Red Hat Enterprise Linux is a validated operating system for NVIDIA’s latest accelerators, helping to ensure that hardware and software capabilities work seamlessly to reduce deployment friction.

  • Streamlined driver management: Organizations can access validated NVIDIA GPU OpenRM drivers and the CUDA toolkit directly through Red Hat Enterprise Linux repositories, simplifying the lifecycle management of AI infrastructure.

  • Enhanced security posture: Red Hat Enterprise Linux provides a hardened foundation with features like SELinux and proactive vulnerability management, critical for protecting sensitive data in AI training and inference environments.

  • Hybrid cloud consistency: Whether on-premises, at the edge or in the public cloud, Red Hat Enterprise Linux offers a unified platform for NVIDIA accelerated computing infrastructure, reducing infrastructure silos and lowering the total cost of ownership.

  • Backed by the industry’s largest commercial open source ecosystem: Red Hat Enterprise Linux is supported across a robust ecosystem of software, hardware and cloud providers to enable greater choice and deeper capabilities across hybrid cloud environments.

Availability

Red Hat Enterprise Linux support for the NVIDIA Vera Rubin platform will coincide with its general availability in the second half of 2026. Customers will be able to access the latest drivers and integration tools through the Red Hat Customer Portal.

Red Hat ขยายความร่วมมือกับ NVIDIA ผสานพลังโอเพ่นซอร์สระดับองค์กร เข้ากับ Rack-Scale AI เร่งสปีดนวัตกรรมอัจฉริยะที่พร้อมใช้งานจริง

Red Hat ขยายความร่วมมือกับ NVIDIA ผสานพลังโอเพ่นซอร์สระดับองค์กร เข้ากับ Rack-Scale AI เร่งสปีดนวัตกรรมอัจฉริยะที่พร้อมใช้งานจริง

Red Hat ขยายความร่วมมือกับ NVIDIA ผสานพลังโอเพ่นซอร์สระดับองค์กร เข้ากับ Rack-Scale AI เร่งสปีดนวัตกรรมอัจฉริยะที่พร้อมใช้งานจริง

  • Red Hat มีเป้าหมายในการช่วยให้องค์กรนำ AI มาประยุกต์ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว บริษัทฯ มุ่งมั่นนำเสนอชุดโซลูชัน AI ครบวงจร ที่ปรับแต่งเฉพาะเพื่อทำงานบนแพลตฟอร์ม NVIDIA Vera Rubin ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ชุดโซลูชันนี้ประกอบด้วย Red Hat Enterprise Linux, Red Hat OpenShift และ Red Hat AI
  • Red Hat Enterprise Linux for NVIDIA มุ่งมั่นมอบจุดเริ่มต้นความพร้อมใช้งานตั้งแต่วันแรกที่ติดตั้งใช้งาน (Day 0) เพื่อมอบประสบการณ์การใช้เทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สที่ปรับแต่งได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัวให้กับเวิร์กโหลด AI ระดับ rack-scale ที่ขับเคลื่อนโดยแพลตฟอร์ม NVIDIA Rubin และได้รับการสนับสนุนด้านความมั่นคงและความเสถียรของระบบในการใช้งานจริงจาก Red Hat 

เร้ดแฮท (Red Hat) ผู้ให้บริการโซลูชันโอเพ่นซอร์สชั้นนำของโลก ประกาศขยายความร่วมมือครั้งสำคัญกับ NVIDIA เพื่อบูรณาการเทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สระดับองค์กรให้สอดประสานไปกับวิวัฒนาการอันรวดเร็วของ AI ระดับองค์กร และความก้าวหน้าของ rack-scale AI ทั้งนี้ Red Hat มุ่งมั่นที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในยุคที่อุตสาหกรรมกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของเซิร์ฟเวอร์แบบแยกส่วนเดี่ยว ๆ ไปสู่ระบบรวมศูนย์ที่อัดแน่นด้วยขุมพลังประมวลผลความหนาแน่นสูง ด้วย Red Hat Enterprise Linux for NVIDIA ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มลินุกซ์ระดับองค์กรชั้นนำของโลกรุ่นพิเศษที่ปรับแต่งให้เหมาะกับแพลตฟอร์ม NVIDIA Rubin และปรับแต่งเพื่อพร้อมขับเคลื่อนการใช้งานจริงในอนาคตบน Red Hat OpenShift และ Red Hat AI

นายแมตต์ ฮิกส์ ประธานและซีอีโอของเร้ดแฮท กล่าวว่า “ความก้าวหน้าครั้งสำคัญของสถาปัตยกรรมของ NVIDIA ทำให้ AI กลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ และเป็นข้อพิสูจน์ว่าระบบประมวลผล (computing stack) จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของทั้งอุตสาหกรรม Red Hat และ NVIDIA ตอบรับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นนี้ด้วยความมุ่งมั่นสนับสนุนตั้งแต่ Day 0 ให้กับสถาปัตยกรรมล่าสุดของ NVIDIA ครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ไฮบริดคลาวด์และ AI ของ Red Hat เพื่อร่วมกันใช้พลังของโอเพ่นซอร์สขับเคลื่อน AI ระดับองค์กรยุคใหม่”

นายเจนเซน หวง ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ NVIDIA กล่าวว่า “Red Hat ได้ปฏิวัติการใช้เทคโนโลยีและการประมวลผลขององค์กร ด้วยซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สเกรดที่ใช้งานในอุตสาหกรรมที่ออกแบบมาให้ทนทานต่อการใช้งานหนัก มีความเสถียรสูงสุด ปลอดภัย และมีการสนับสนุนทางเทคนิค โครงสร้างระบบคอมพิวติ้งทั้งหมดในยุค AI ไม่ว่าจะเป็นชิปและระบบต่าง ๆ ไปจนถึงมิดเดิลแวร์ โมเดล และไลฟ์ไซเคิลของ AI กำลังถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ฐานราก NVIDIA และ Red Hat กำลังร่วมมือกันยกระดับโอเพ่นซอร์สให้เป็นมาตรฐานระดับอุตสาหกรรม เพื่อนำ AI มาให้องค์กรได้ใช้ โดยเริ่มจากแพลตฟอร์ม Vera Rubin” 

ปี 2026 องค์กรหลายแห่งพร้อมที่จะยกระดับ AI จากขั้นทดลองไปสู่การใช้งานจริงด้วยกลยุทธ์แบบบนลงล่างและชุดเครื่องมือ AI แบบรวมศูนย์ ที่รวมเอา AI agent ต่าง ๆ และนวัตกรรมล้ำสมัยอื่น ๆ เข้าไว้ด้วยกัน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ต้องอาศัยกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานที่เสถียร มีประสิทธิภาพสูง และมีความปลอดภัยที่รัดกุม ตั้งแต่สถาปัตยกรรมพื้นฐานไปจนถึงซอฟต์แวร์ที่รันอยู่บนสถาปัตยกรรมพื้นฐานนั้น ๆ แพลตฟอร์ม NVIDIA Rubin มาพร้อม NVIDIA Vera CPU ใหม่ และ NVIDIA Rubin GPU ที่ล้ำสมัย ซึ่งออกแบบมาเพื่อสร้างความชาญฉลาดครั้งใหญ่แบบก้าวกระโดดให้กับ agentic AI และการใช้เหตุผลขั้นสูง และจากการที่ Red Hat ได้ปรับปรุงพอร์ตโฟลิโอไฮบริดคลาวด์ให้เหมาะสมกับนวัตกรรมของ NVIDIA โดยเริ่มจากการรองรับและให้การสนับสนุนแพลตฟอร์มใหม่นี้ตั้งแต่ Day 0 นั้น แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นของ Red Hat ในการเสริมศักยภาพให้องค์กรต่าง ๆ สามารถขยายขอบเขตการดำเนินงานด้าน AI ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ด้วยความเชื่อถือได้ในการทำงานระดับองค์กร และ รูปแบบการดำเนินงานที่สม่ำเสมอครอบคลุมไฮบริดคลาวด์ทั้งหมด

โครงสร้างหลักสำหรับ AI factories ระดับกิกะสเกล

แพลตฟอร์ม NVIDIA Vera Rubin นำเสนอนวัตกรรมที่พลิกโฉมวงการ ประกอบด้วย Vera CPU ที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงานสูงที่สุดสำหรับ AI factories ระดับกิกะสเกล, หน่วยประมวลผลข้อมูล BlueField-4 รวมถึงโซลูชัน NVIDIA Vera Rubin NVL72 rack-scale โดย Red Hat ได้ประกาศความมุ่งมั่นในการให้การสนับสนุนแพลตฟอร์ม NVIDIA Rubin ตั้งแต่ Day 0 ครอบคลุมพอร์ตโฟลิโอ Red Hat AI ทั้งหมดดังนี้ 

  • Red Hat Enterprise Linux ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างฮาร์ดแวร์ทรงประสิทธิภาพนี้ กับระบบซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนที่จำเป็นสำหรับ AI ยุคใหม่ ทั้งนี้ Red Hat Enterprise Linux ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของพอร์ตโฟลิโอไฮบริดคลาวด์ของ Red Hat ไม่ว่าจะเป็น Red Hat OpenShift และ Red Hat AI พร้อมรองรับ NVIDIA Confidential Computing เพื่อสนับสนุนตลอดไลฟ์ไซเคิลของการใช้ AI และมอบความปลอดภัยประสิทธิภาพสูงขึ้นให้กับ GPU หน่วยความจำ และ ข้อมูลของโมเดล ในขณะเดียวกันก็มอบคุณสมบัติการยืนยันตัวตนด้วยรหัสลับให้แก่องค์กร เพื่อความมั่นใจว่าข้อมูล AI ที่สำคัญและมีความอ่อนไหวสูงจะได้รับการปกป้องอย่างทั่วถึงและรัดกุม

  • Red Hat OpenShift ช่วยให้ลูกค้าที่ใช้แพลตฟอร์ม NVIDIA Rubin สามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มไฮบริดคลาวด์ระดับองค์กรชั้นนำของอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย Kubernetes ได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ยังได้เพิ่มการรองรับซอฟต์แวร์โครงสร้างพื้นฐานของ NVIDIA และชุดไลบรารี NVIDIA CUDA-X เพื่อช่วยให้การติดตั้งใช้งาน การตั้งค่า และการบริหารจัดการวงจรการทำงานของระบบประมวลผลความเร็วสูงเป็นไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยให้การประมวลผลแบบเร่งความเร็วที่หลากหลายมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งยังรองรับ NVIDIA Bluefield ซึ่งช่วยยกระดับประสิทธิภาพของเครือข่าย การจัดการคลัสเตอร์ที่ซับซ้อนให้ดีขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากรผ่านประสบการณ์การดำเนินงานเกรดที่ใช้ในองค์กรที่มีมาตรฐานและมีความเสถียรสูง

  • Red Hat AI แพลตฟอร์ม AI ระดับองค์กรที่พร้อมใช้งานจริงของ Red Hat จะเพิ่มการผสานรวมเทคโนโลยีกับ NVIDIA รายการใหม่ ๆ มากขึ้น โดยจะขยายให้สามารถรองรับการอนุมานแบบกระจายด้วยโมเดลโอเพ่นซอร์สของ NVIDIA บน Red Hat AI Inference Server, Red Hat Enterprise Linux AI และ Red Hat OpenShift AI ความร่วมมือนี้ประกอบด้วยการทำงานร่วมกันเพื่อขยายการสนับสนุนและรองรับการทำงานให้ครอบคลุมมากกว่าแค่ตระกูล NVIDIA Nemotron โดยจะรวมไปถึงโมเดลแบบโอเพ่นอื่น ๆ ของ NVIDIA เช่น โมเดลการวิเคราะห์ภาพ, หุ่นยนต์ต่าง ๆ และโมเดลที่ใช้เฉพาะทางในแต่ละอุตสาหกรรม  

นวัตกรรม AI ที่ขับเคลื่อนโดยแพลตฟอร์มลินุกซ์ระดับองค์กรชั้นนำของโลก พร้อมใช้งานตั้งแต่ Day 0

Red Hat เปิดตัว Red Hat Enterprise Linux for NVIDIA ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษรุ่นใหม่ของแพลตฟอร์ม    ลินุกซ์ระดับองค์กรชั้นนำของโลก ที่ผสานรวมเทคโนโลยีล้ำหน้าล่าสุดของแพลตฟอร์ม NVIDIA เข้าไว้ด้วยกันตั้งแต่วันเปิดตัว ความร่วมมือครั้งนี้ส่งให้ Red Hat Enterprise Linux for NVIDIA จะสามารถรองรับฟีเจอร์ต่าง ๆ ของแพลตฟอร์มที่เป็นสถาปัตยกรรมล่าสุดของ NVIDIA ได้ทันทีตั้งแต่ Day 0 โดยเริ่มจากแพลตฟอร์ม NVIDIA Rubin เป็นแพลตฟอร์มแรก

Red Hat Enterprise Linux for NVIDIA ยังคงเข้ากันได้และเป็นไปตามระบบปฏิบัติการหลักอย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้จะมีการนำฟีเจอร์ที่พัฒนาขึ้นใน Red Hat Enterprise Linux for NVIDIA เข้าไปรวมไว้ใน Red Hat Enterprise Linux ซึ่งเป็นการช่วยให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนกลับไปใช้ Red Hat Enterprise Linux รุ่นมาตรฐานได้อย่างง่ายดายตามความต้องการใช้งานจริง และมั่นใจได้ว่าระบบงานหลักที่ใช้งานจริงต่าง ๆ จะทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพและสามารถใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น 

Red Hat และ NVIDIA มุ่งมั่นที่จะมอบแพลตฟอร์ม Linux ระดับองค์กรที่พร้อมใช้งานได้ทันที และพร้อมรองรับความก้าวหน้าล่าสุดของ rack-scale AI ได้อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายใหม่ดังกล่าว โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้

  • การรับรองว่าทำงานร่วมกันได้: Red Hat Enterprise Linux เป็นระบบปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองให้ใช้กับอุปกรณ์เร่งความเร็วรุ่นล่าสุดของ NVIDIA ช่วยให้มั่นใจได้ว่าความสามารถของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์จะทำงานอย่างราบรื่น ซึ่งช่วยลดความซับซ้อนและอุปสรรคในการติดตั้งใช้งาน

  • การบริหารจัดการไดรเวอร์ที่คล่องตัว: องค์กรต่าง ๆ สามารถเข้าถึงไดรเวอร์ NVIDIA GPU OpenRM และชุดเครื่องมือ CUDA ที่ได้รับการรับรองแล้วได้โดยตรงจากคลังซอฟต์แวร์ของ Red Hat Enterprise Linux ซึ่งเป็นการลดความยุ่งยากในการบริหารจัดการไลฟ์ไซเคิลของโครงสร้างพื้นฐาน AI

  • เสริมความแข็งแกร่งด้านความมั่นคงปลอดภัย: Red Hat Enterprise Linux มอบโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่มาพร้อมฟีเจอร์ต่าง ๆ เช่น SELinux และการบริหารจัดการช่องโหว่เชิงรุก ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องข้อมูลที่ละเอียดอ่อนในสภาพแวดล้อมของการเทรนและการอนุมาน AI

  • การทำงานที่สอดคล้องกันบนไฮบริดคลาวด์: Red Hat Enterprise Linux มอบแพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์ให้กับโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลความเร็วสูงของ NVIDIA ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานภายในองค์กร ที่ edge หรือ บนพับลิคคลาวด์ ซึ่งช่วยลดการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่แยกส่วนกัน และลดต้นทุนการเป็นเจ้าของโดยรวมให้ต่ำลง

  • การสนับสนุนโดยระบบนิเวศโอเพ่นซอร์สเชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม: Red Hat Enterprise Linux ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากระบบนิเวศด้านซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และผู้ให้บริการคลาวด์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นการเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายและยกระดับขีดความสามารถเชิงลึกในการทำงานบนสภาพแวดล้อมไฮบริดคลาวด์

การวางจำหน่าย 

Red Hat Enterprise Linux ที่รองรับแพลตฟอร์ม NVIDIA Vera Rubin จะพร้อมให้ใช้งานทั่วไป (general availability) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 โดยลูกค้าจะสามารถเข้าถึงไดรเวอร์และเครื่องมือสำหรับการทำงานร่วมกันต่าง ๆ ได้ผ่านทาง Red Hat Customer Portal

5 พลังพลิกโฉม AI ในเอเชียแปซิฟิกปี 2026

5 พลังพลิกโฉม AI ในเอเชียแปซิฟิกปี 2026

5 พลังพลิกโฉม AI ในเอเชียแปซิฟิกปี 2026

สุพรรณี อำนาจมงคล ผู้จัดการประจำประเทศไทย เร้ดแฮท
บทความโดย สุพรรณี อำนาจมงคล ผู้จัดการประจำประเทศไทย เร้ดแฮท

เทคโนโลยีเกิดใหม่ต่าง ๆ สู่การนำมาประยุกต์ใช้เพื่อปฏิรูปองค์กรอย่างเต็มรูปแบบ ผู้นำในปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่เพียงขั้นการทดลอง แต่กำลังมุ่งเน้นว่าจะนำเทคโนโลยีมาใช้งานจริงอย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบได้อย่างไร เพื่อให้เกิดผลตอบแทนที่วัดผลได้ในระดับโครงสร้าง พร้อมทั้งผนวก AI เข้าเป็นแกนหลักของแพลตฟอร์มดิจิทัล

ยุคของ AI กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ความชำนาญเฉพาะด้าน องค์กรต่างต้องการระบบที่ได้รับการปรับแต่งให้เข้ากับบริบทของอุตสาหกรรม ข้อมูล และรูปแบบการดำเนินงานจริงของตนเอง ที่มาพร้อมอิสระในการรันเวิร์กโหลดเหล่านี้ได้ทุกที่บนสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นภายในศูนย์ข้อมูลของตนเอง (on-premise), บนคลาวด์ หรือที่ edge เร้ดแฮทเชื่อว่าการผสานรวมระหว่างความชาญฉลาดที่เฉพาะเจาะจง และ ความยืดหยุ่นในการเลือกใช้สถาปัตยกรรม คือเทรนด์สำคัญที่จะกำหนดทิศทางเทคโนโลยีในปี 2026

  • AI เข้าสู่ยุคการใช้งานจริง: โมเดลที่ออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะด้านจะมีบทบาทสำคัญ

หากช่วงปี 2023 ถึง 2025 คือยุคแห่งความตื่นเต้นในศักยภาพของ generative AI ปี 2026 ก็จะเป็นปีที่มุ่งเน้นผลลัพธ์จากการใช้งานจริง เราได้ข้ามผ่านขั้นตอนการพิสูจน์ว่า AI มีศักยภาพอะไรบ้างในช่วงสองปีที่ผ่านมา มาสู่การพิสูจน์ให้เห็นคุณค่าของ AI ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะด้านของธุรกิจ

ผลการศึกษาล่าสุดจาก IDC พบว่า 70% ขององค์กรในเอเชียแปซิฟิก คาดการณ์ว่า agentic AI จะเข้ามาพลิกโฉมโมเดลธุรกิจของตนภายใน 18 เดือนข้างหน้า1 องค์กรธุรกิจเริ่มตระหนักว่าอนาคตของ AI ไม่ใช่การใช้โมเดลเดียวที่ทำได้ครอบจักรวาล แต่คือระบบ AI ที่มีความเฉพาะทาง มีขนาดพอเหมาะกับงาน สามารถอธิบายที่มาที่ไปได้ และออกแบบมาอย่างเฉพาะเจาะจงสำหรับอุตสาหกรรมและเวิร์กโฟลว์ต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน การเปลี่ยนแปลงนี้สอดคล้องกับอีกหนึ่งการคาดการณ์ของ IDC ที่ว่า ภายในปี 2027 องค์กร 40% จะหันไปใช้ชิปสั่งทำพิเศษที่มีประสิทธิภาพเฉพาะทาง (custom silicon) เช่น หน่วยประมวลผล ARM หรือชิปเฉพาะทางสำหรับ AI/ML เพื่อตอบสนองการเพิ่มขึ้นของความต้องการด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด ความคุ้มค่าด้านต้นทุน และการประมวลผลเฉพาะด้าน2

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเงิน การใช้ AI ที่ออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะด้าน (fit-for-purpose AI) สามารถเปลี่ยนกระบวนการที่ซับซ้อนและมีปริมาณมหาศาลให้เป็นอัตโนมัติ เช่น ขั้นตอนการรับลูกค้าใหม่ (client onboarding) การตรวจสอบรายการธุรกรรม และการวิเคราะห์การทุจริต ซึ่งงานเหล่านี้ยังคงต้องใช้บุคลากรทำด้วยตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ระบบ AI เฉพาะทางเหล่านี้จะช่วยปูทางไปสู่การเพิ่มความแม่นยำ ลดต้นทุน และยกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยงให้แข็งแกร่งกว่าเดิม ให้กับสถาบันการเงินที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านกฎระเบียบและการปฏิบัติงานที่เพิ่มสูงขึ้น

ซึ่งสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565-2570) ระยะที่สอง (พ.ศ. 2567-2570) ที่รัฐบาลได้จัดให้ภาคการเงินเป็นหนึ่งในเจ็ดอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ต้องเร่งนำ AI มาใช้ เพื่อเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ ธนาคารพาณิชย์ในไทยเริ่มใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการปล่อยสินเชื่อ สำหรับกลุ่มลูกค้ารายย่อยและกลุ่มที่ไม่มีรายได้ประจำ ซึ่งช่วยให้การเข้าถึงบริการทางการเงินกว้างขวางขึ้น นอกจากนี้นโยบาย Cloud First Policy ของภาครัฐและเกณฑ์การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังผลักดันให้องค์กรหันมาใช้ cloud-native services และ containerization เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการข้อมูลและรองรับการประมวลผล AI อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้นำธุรกิจจึงจำเป็นต้องทบทวนกลยุทธ์ด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้สามารถรองรับเวิร์กโหลด AI ที่มีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น เราจะเห็นความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นในเรื่องของเลเยอร์การอนุมาน AI แบบรวมศูนย์ต่าง ๆ (unified inference layers) ที่สามารถรองรับโมเดล AI ได้หลากหลาย โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพและความคุ้มค่าด้านต้นทุน ในเวลาเดียวกันนี้ เราจะได้เห็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในการเชื่อมโยงแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันขององค์กรเข้ากับเทคโนโลยีเร่งความเร็ว AI บนคลาวด์ (cloud-based AI accelerators) ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถนำ AI มาใช้งานจริงในวงกว้างได้อย่างราบรื่น การจับคู่ระหว่างแพลตฟอร์มที่มีความยืดหยุ่นเข้ากับการประมวลผลเฉพาะทางจะช่วยให้องค์กรเปลี่ยนผ่านจากการทดลองใช้ AI ไปสู่การใช้งานจริงที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

  • การปรับตัวของเวอร์ชวลไลเซชัน เพื่อให้สามารถรองรับเวิร์กโหลดยุค AI

AI กำลังเข้ามาปรับเปลี่ยนแนวคิดเรื่องโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรไปอย่างสิ้นเชิง แนวทางการใช้เวอร์ชวลไลเซชันแบบเดิมที่สร้างมาเพื่อรองรับเวิร์กโหลดที่คาดการณ์ได้และมีรูปแบบตายตัว กำลังถูกท้าทายด้วยความต้องการของ AI ที่ทันสมัย ซึ่งจำเป็นต้องใช้ประสิทธิภาพที่สูงขึ้น มีระยะเวลาตอบสนองของระบบ (latency) ที่ต่ำลง และต้องการความยืดหยุ่นที่มากกว่าเดิมอย่างมหาศาล

ในปี 2026 องค์กรจะหันมาใช้กลยุทธ์เวอร์ชวลไลเซชันที่รวมเอาทั้งเวอร์ชวลแมชชีน คอนเทนเนอร์ และการประมวลผลเฉพาะทางเข้ามาอยู่ภายใต้โมเดลการทำงานเดียวกันมากขึ้น ซึ่งจะช่วยทีมงานที่ดูแลแพลตฟอร์มสามารถปรับปรุงระบบให้ทันสมัยได้ตามความต้องการของตน ในขณะที่ยังสามารถรองรับได้ทั้งแอปพลิเคชันเดิมและเวิร์กโหลด AI ใหม่ ๆ ผลลัพธ์ที่ได้คือโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะใช้งานแอปพลิเคชันแบบดั้งเดิมและระบบอัจฉริยะควบคู่กันไปได้ โดยไม่ลดทอนการกำกับดูแลหรือการควบคุม

  • ไฮบริดคลาวด์กำลังกลายเป็นสถาปัตยกรรมมาตรฐานที่สามารถรองรับ AI ที่ทันสมัย

การที่โมเดล AI ต้องพึ่งพาข้อมูลแบบเรียลไทม์ ระบบประมวลผลแบบกระจายตัว และทรัพยากรการประมวลผลเฉพาะทางมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้องค์กรจำเป็นต้องใช้สถาปัตยกรรมที่ช่วยให้สามารถรันเวิร์กโหลดได้ใกล้กับแหล่งที่มาของข้อมูลของตนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในขณะที่ยังคงความสามารถในการขยายขนาดการทำงาน และความสามารถในการฟื้นฟูระบบได้อย่างแข็งแกร่ง และดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ความต้องการที่ซับซ้อนของ AI จำเป็นต้องใช้ไฮบริดคลาวด์ ในปี 2026 ไฮบริดคลาวด์จะตอกย้ำสถานะการเป็นโมเดลมาตรฐานให้กับระบบอัจฉริยะต่าง ๆ ขององค์กร องค์กรต่างๆ จะให้ความสำคัญกับแพลตฟอร์มที่ช่วยให้พวกเขายังคงสิทธิ์ในการควบคุมเวิร์กโหลดที่อ่อนไหวภายไว้ภายในองค์กรของตน (on-premises) ในขณะเดียวกันก็สามารถขยายขีดความสามารถได้อย่างรวดเร็วผ่านพับลิคคลาวด์ และสามารถส่งต่อความฉลาดของระบบไปใกล้จุดกำเนิดของข้อมูลที่ edge ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไฮบริดคลาวด์คือคำตอบที่ลงตัวที่สุดสำหรับองค์กรในภาคการเงิน เนื่องจากเวิร์กโหลดที่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและมีความอ่อนไหวสูงจำเป็นต้องได้รับการจัดเก็บไว้ภายในองค์กร ในขณะที่การวิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI มักต้องการความยืดหยุ่นและพลังประมวลผลเฉพาะทางบนพับลิคคลาวด์ การรักษาสมดุลนี้กำลังกลายเป็นพื้นฐานที่สถาบันการเงินต้องมี เพื่อยกระดับระบบบริหารจัดการความเสี่ยง การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และปรับปรุงระบบดูแลลูกค้าให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

เรื่องนี้สะท้อนถึงความจริงที่สำคัญของอุตสาหกรรมว่า AI จะไม่ได้ถูกจำกัดให้รันอยู่แค่ที่ใดที่หนึ่ง ดังนั้น องค์กรที่สามารถออกแบบสภาพแวดล้อมให้รองรับการรัน AI ได้จากทุกสภาพแวดล้อม คือ ผู้ที่อยู่ในจุดที่ได้เปรียบที่สุดในการคว้าโอกาสและสร้างมูลค่าจาก AI ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

  • กรอบการกำกับดูแลพลิกโฉมกลยุทธ์ดิจิทัลทั่วเอเชียแปซิฟิก

เมื่อมีการนำ AI มาใช้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การกำกับดูแลกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุดในการกำหนดทิศทางกลยุทธ์ดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กรอบการกำกับดูแลที่แข็งแกร่งมากขึ้นจะมีอิทธิพลต่อรูปแบบการนำ AI มาใช้ ทั้งนี้ องค์กรต่างต้องการระบบที่มีความปลอดภัยสูง โปร่งใส และสอดคล้องกับกฎระเบียบในท้องถิ่น อีกทั้งยังคาดหวังเพิ่มขึ้นว่าแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่ตนเลือกใช้จะสามารถรองรับข้อกำหนดเหล่านี้ได้ ทั้งในสภาพแวดล้อมแบบไฮบริดคลาวด์และมัลติคลาวด์

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังสร้างกรอบการกำกับดูแลที่สร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ หน่วยงานภาครัฐของไทยให้ความสำคัญในการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเกิดการประยุกต์ใช้ AI อย่างมีจริยธรรม เหมาะสม ลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ผ่านศูนย์ AI Governance Center (AIGC) ได้จัดทำแนวทางปฏิบัติสำหรับการใช้ AI อย่างมีธรรมาภิบาล เพื่อเป็นมาตรฐานให้ภาคเอกชนและกลุ่มการเงินนำไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับกฎหมายท้องถิ่น เช่น PDPA หรือแม้แต่แนวทางสากลต่าง ๆ ทั้งในแง่เทคนิค กฎหมาย และการนำไปใช้งานจริง

บริการทางการเงินต่าง ๆ จะมีบทบาทสำคัญมากในการกำหนดมาตรฐานเหล่านี้ ข้อกำหนดที่เข้มงวดในด้านที่ต้องสามารถตรวจสอบได้ (auditability) สามารถติดตามย้อนกลับได้ (traceability) และพฤติกรรมของโมเดล ทำให้องค์กรในธุรกิจการเงินกลายเป็นผู้กำหนดบรรทัดฐานของการนำ AI มาใช้อย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นการสร้างต้นแบบที่องค์กรในอุตสาหกรรมอื่น ๆ มีแนวโน้มที่จะปฏิบัติตาม

กฎระเบียบหรือข้อกำหนดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้การสร้างสรรค์นวัตกรรมล่าช้าลง แต่กลับเป็นตัวช่วยส่งเสริมนวัตกรรม ในปี 2026 องค์กรจะให้ความสำคัญมากขึ้นกับระบบ AI ที่สามารถตรวจสอบ ติดตาม และกำกับดูแลได้บนสภาพแวดล้อมไฮบริด เพื่อให้มั่นใจว่าการตัดสินใจทุกครั้งจะสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และโมเดลทำงานได้อย่างถูกต้องตามที่คาดหวัง การเปลี่ยนแปลงด้านการกำกับดูแลนี้จะส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสถาปัตยกรรมทางเทคโนโลยีและผู้ให้บริการ รวมถึงลำดับความสำคัญด้านทักษะ องค์กรจะมองหาโซลูชันที่เป็นระบบเปิดและน่าเชื่อถือที่องค์กรสามารถตรวจสอบวิธีการสร้างโมเดล การใช้ข้อมูล และที่มาของการตัดสินใจได้ ความสามารถเหล่านี้จะกลายเป็นข้อกำหนดพื้นฐานที่ขาดไม่ได้สำหรับอุตสาหกรรมที่มีกฎระเบียบเข้มงวด เช่น บริการทางการเงิน

5) ทักษะ คอมมิวนิตี้ และความร่วมมือ คือตัวเร่งนวัตกรรมที่แท้จริง

ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดเกิดขึ้นได้หากปราศจากคน ความต้องการบุคลากรที่มีทักษะด้าน cloud-native, AI และความปลอดภัยทางไซเบอร์ ยังคงมีมากกว่าจำนวนบุคลากรที่มีอยู่ในตลาดทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และในปี 2026 ช่องว่างนี้จะยิ่งขยายกว้างขึ้น เว้นแต่ว่าองค์กรจะเริ่มลงทุนในแนวทางที่เน้นทักษะเป็นหลัก (skills-first approach) เพื่อสร้าง ดำเนินงาน และเพิ่มประสิทธิภาพระบบดิจิทัลที่ทันสมัย

ประเทศไทยมุ่งเน้นการสร้างคนผ่านโครงการ AI Reskill/Upskill โดยตั้งเป้าพัฒนาบุคลากรด้าน AI ให้ได้อย่างน้อย 30,000 คน ภายในปี 2570 เพื่อลดช่องว่างการขาดแคลนทักษะดิจิทัล มีความร่วมมือระหว่างภาครัฐ (DE และ MHESI) และเอกชนในการสร้าง GDCC AI Marketplace เพื่อเป็นศูนย์กลางเครื่องมือและบริการ AI ที่คนไทยเข้าถึงได้ง่าย โดยได้เปิดตัวแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น AI platform, security platform, data analytic platform เป็นต้น

ชุมชนโอเพ่นซอร์ส หรือ โอเพ่นซอร์สคอมมิวนิตี้ จะเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ ชุมชนโอเพ่นซอร์สต่าง ๆ เป็นแหล่งรวมการแบ่งปันความรู้ ความโปร่งใส และเป็นระบบนิเวศระดับโลกที่หยั่งรากอยู่บนการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง เครื่องมือและกรอบการทำงานต่าง ๆ เปิดกว้างให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ แทนที่จะจำกัดอยู่เพียงคนบางกลุ่ม และเมื่อองค์กรต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการแบ่งปันไอเดียกลับสู่คอมมิวนิตี้เหล่านี้ รวมถึงการต่อยอดไอเดียเหล่านี้อย่างรวดเร็วและมีความรับผิดชอบ จะส่งให้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในด้านนวัตกรรมดิจิทัล และไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีอีกต่อไป แต่จะก้าวสู่การเป็นผู้สร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยี

ประเทศไทยเองก็ได้มีการพัฒนา AI สัญชาติไทยกว่ายี่สิบรายการ ทั้งด้านการให้บริการ AI ครบวงจร, แพลตฟอร์ม บริการ AI และระบบสื่อสารหุ่นยนต์ภาษาไทย, แพลตฟอร์มด้านพลังงานที่ใช้, บริการ DevOps as a Service และ Linux System Admin, และแอปพลิเคชัน AI เฉพาะทางสำหรับการเกษตรและการวินิจฉัยภาพทางการแพทย์ที่แม่นยำ เป็นต้น

อนาคตของ AI องค์กรในยุคหน้า จะถูกกำหนดโดยโมเดลที่ใช่ ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และอยู่บนสถาปัตยกรรมที่ถูกต้อง การใช้ agentic AI ได้อย่างประสบความสำเร็จนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับโมเดลที่ทรงพลังเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีโครงสร้างพื้นฐาน การกำกับดูแล และทักษะ ที่คอยเป็นฐานสนับสนุนอยู่ด้วย ในปี 2026 ความเป็นระบบเปิด ความยืดหยุ่น และความร่วมมือ จะยังคงเป็นหลักการสำคัญที่ช่วยให้องค์กรเปลี่ยนผ่านจากศักยภาพที่เป็นไปได้ ไปสู่ ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้จริง โอเพ่นซอร์สจะยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่มอบอิสระและนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะไม่มีโมเดลเดียวที่สามารถตอบโจทย์ได้ทุกบริบทของธุรกิจ