วิถีเทคโนโลยีปี 2567 ช่วยองค์กรสร้างกลยุทธ์ไอทีที่แตกต่าง

วิถีเทคโนโลยีปี 2567 ช่วยองค์กรสร้างกลยุทธ์ไอทีที่แตกต่าง

วิถีเทคโนโลยีปี 2567 ช่วยองค์กรสร้างกลยุทธ์ไอทีที่แตกต่าง

บทความโดย นายแอรอน ไวท์ รองประธานและผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขาย ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น นูทานิคซ์
บทความโดย นายแอรอน ไวท์ รองประธานและผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขาย ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น นูทานิคซ์

เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ความจำเป็นทางธุรกิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ทำให้คลาวด์มีความสำคัญมากขึ้น และความต้องการโครงสร้างพื้นฐานไอทีแบบผสมผสาน (ไฮบริด) ก็เพิ่มมากขึ้น โลกที่ให้ความสำคัญกับดิจิทัลก่อนสิ่งอื่นใด (digital-first) ที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยคลาวด์ นอกจากนี้เอดจ์ยังสร้างความต่างให้กับองค์กรอย่างมีนัยสำคัญโดยช่วยให้ได้รับข้อมูลและข้อมูลเชิงลึกได้เร็วขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีที่ร้อนแรงที่สุดในเวลานี้และเป็นหัวข้อสนทนาของทุกคนอย่างรวดเร็วเพียงชั่วข้ามคืน คือ AI ซึ่งมีองค์กรจำนวนมากรีบเร่งกระโดดขึ้นรถไฟสาย AI ในระดับชั้นการใช้งานที่แตกต่างกัน และท่ามกลางความคลุมเครือ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางเทคโนโลยีใหม่มากมายที่เกิดขึ้นเร็วมาก และความรู้สึกว่าจะต้องนำนวัตกรรมเหล่านี้ไปใช้อย่างเร่งด่วน ทำให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจทางธุรกิจเริ่มพบว่าพวกเขาถูกรุมล้อมด้วยโซลูชันใหม่ ๆ มากเกินไป 

แม้ว่า AI ยังคงเป็นที่สนใจของทุกภาคส่วน แต่องค์กรจำเป็นต้องหยุดคิดและถอยออกมาอย่างรวดเร็วเพื่อวางกลยุทธ์คลาวด์ที่จะช่วยเปิดทางสู่ดิจิทัลให้ชัดเจน ทั้งนี้องค์กรจำเป็นต้องเข้าใจเทคโนโลยีสแต็กที่องค์กรใช้อยู่ ให้ความสำคัญกับความพยายามในการสร้างหรือฟื้นฟูความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีให้องค์กร และพัฒนาทักษะต่าง ๆ ที่จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานตามทันความต้องการด้านต่าง ๆ ของลักษณะแวดล้อมทางดิจิทัลที่พัฒนาไม่หยุดนิ่งได้

ไฮบริดมัลติคลาวด์จะกลายเป็นตัวเลือกเริ่มต้นขององค์กร

อุตสาหกรรมทุกประเภทและทุกภูมิภาคใช้บริการคลาวด์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของข้อมูลองค์กรจะถูกสร้างและประมวลผลนอกดาต้าเซ็นเตอร์แบบเดิมหรือคลาวด์ภายในปี 2568 ซึ่งเพิ่มขึ้นมากจากปี 2561 ที่มีเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

องค์กรต่าง ๆ พยายามนำแอปพลิเคชันหลากหลายมาใช้ พยายามเพิ่มความคล่องตัวทางธุรกิจและปรับค่าใช้จ่ายให้เหมาะสม แม้กระแสนี้จะมาแรง แต่ไม่ใช่เวิร์กโหลดทุกรายการจะเหมาะกับการใช้บนพับลิคคลาวด์ได้อย่างราบรื่น และองค์กรจำนวนมากยังยึดติดอยู่กับแอปพลิเคชันแบบเก่าและข้อมูลที่ใช้และจัดเก็บอยู่ในระบบที่ติดตั้งอยู่ภายในองค์กรหรือไพรเวทคลาวด์ ดังนั้นโซลูชันไฮบริดมัลติคลาวด์ซึ่งเป็นโซลูชันที่นำเสนอสมรรถนะที่ดีที่สุดของไพรเวทคลาวด์และพับลิคคลาวด์จะกลายเป็นทางเลือกเริ่มต้นขององค์กรที่ต้องการสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ ความปลอดภัย การทำตามกฎระเบียบ และค่าใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ข้อมูลจากรายงาน Nutanix 2023 ECI ระบุว่า 86 เปอร์เซ็นต์ของผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น คาดว่าไฮบริดคลาวด์จะให้ผลกระทบเชิงบวกต่อธุรกิจตนในปี 2567

เหนือสิ่งอื่นใดในบริบทของดิจิทัลที่ขยายตัวตลอดเวลา และการที่ AI หยั่งรากลงไปในการดำเนินธุรกิจแต่ละวัน ทำให้ไฮบริดมัลติคลาวด์เป็นทางเลือกเริ่มต้นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และกลายเป็นเทคโนโลยีที่เร่งการเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ได้ช่วยเพียงจัดการกับความท้าทายต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังช่วยให้องค์กรเติบโตท่ามกลางความไม่แน่นอนในอนาคต 

ความเชื่อมั่น: ก้าวข้ามความไม่แน่นอนและส่งเสริมนวัตกรรม

ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานับเป็นช่วงที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ทั้งยังมีสถานการณ์ยุ่งยากและการหยุดชะงักของการดำเนินธุรกิจแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การเอาชนะความไม่แน่นอน และการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นสิ่งสำคัญมากต่อความสำเร็จที่ยั่งยืน แต่จะนำมาซึ่งการเพิ่มขึ้นของภัยไซเบอร์เป็นเงาตามตัว ข้อมูลสถิติการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2565 ถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2566 ของสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ในประเทศไทยพบว่าการโจมตีอันดับหนึ่งเป็นการ Hacked Website (Phishing, Defacement, Gambling) โดยหน่วยงานที่ถูกโจมตีมากที่สุดคือภาคการศึกษา (36%) หน่วยงานภาครัฐอื่น (31%) และภาคการเงินธนาคาร (8%)

Nutanix

ประเทศไทยบังคับใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) 2562 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2565 อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ปี 2564 องค์กรหลายแห่งในไทยต้องเผชิญกับการถูกแรนซัมแวร์ขโมยข้อมูลลูกค้า ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าและผู้บริโภคจำนวนมาก ธุรกิจไทยทุกแห่งจึงทบทวนและเร่งแผนงานด้านความปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อให้แน่ใจว่าได้ปฏิบัติตาม PDPA อย่างเคร่งครัด และเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา

อาจกล่าวได้ว่าความเชื่อมั่นจะเป็นตัวกระตุ้นที่ทรงประสิทธิภาพในขณะที่ภาคเทคโนโลยียังคงพัฒนาและสร้างสิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้องค์กรปลดล็อกศักยภาพของทีมอย่างเต็มที่เพื่อมองหาแนวคิดใหม่ ๆ และรับมือกับความเสี่ยงที่คาดไว้แล้วว่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากผู้ให้บริการเทคโนโลยียังคงลงทุนด้าน AI, ML และบริการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการฝังความสามารถด้านความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และความโปร่งใส ไว้ในระบบต่าง ๆ ที่ผู้ให้บริการเทคโนโลยีกำลังสร้างขึ้นมาจึงเป็นเรื่องจำเป็นมาก 

บุคลากรที่มีทักษะ: เสริมแกร่งนวัตกรรมดิจิทัล

ในขณะที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นมีอุปสรรคสำคัญคือการขาดแคลนบุคลากรที่เชี่ยวชาญและมีทักษะในการใช้เทคโนโลยีที่เกิดใหม่ สำหรับประเทศไทยรายงาน Asia Pacific Workforce Hopes and Fears Survey 2023 ของ PWC ระบุว่า 77% ของผู้ตอบแบบสำรวจเห็นว่าทักษะด้านดิจิทัลมีความสำคัญต่ออาชีพการงาน และพวกเขาเชื่อว่าทักษะด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เป็นฮาร์ดสกิล และทักษะที่เป็นซอฟต์สกิลมีความสำคัญเท่าเทียมกันในอาชีพการงาน โดยทักษะที่สำคัญที่สุดคือทักษะการทำงานร่วมกัน (84%) ทักษะการวิเคราะห์/ข้อมูล (83%) และทักษะความเป็นผู้นำ (83%) 

ความเร็วของนวัตกรรมทำให้ยากที่จะคาดการณ์ว่าทักษะด้านใดจะเป็นที่ต้องการและจำเป็นมากในอีกสองสามปีข้างหน้า แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ องค์กรจำเป็นต้องเริ่มสร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับเวิร์กโฟลว์หรือขั้นตอนการทำงานขององค์กร เพื่อยกระดับทักษะและเพิ่มทักษะให้กับบุคลากรในปัจจุบัน เพื่อเสริมความรู้ให้ทันต่อความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา 

องค์กรยังจำเป็นต้องให้ความสำคัญด้านทักษะต่าง ๆ มากขึ้น นอกเหนือจากวุฒิการศึกษาจากมหาวิทยาลัย เพื่อปลดล็อกศักยภาพของบุคลากรด้านเทคโนโลยีในอนาคตได้อย่างเต็มที่ รายงาน Asia Pacific Workforce Hopes and Fears Survey 2023 ของ PWC ยังพบว่า 71% ของผู้ตอบแบบสำรวจไทยมั่นใจว่านายจ้างจะเสริมทักษะต่าง ๆ ที่สำคัญต่ออาชีพการงานของพวกเขาในอีกห้าปีข้างหน้า และ 70% เชื่อว่าทักษะในการทำงานของตนจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในอีกห้าปีข้างหน้าเช่นกัน

เรากำลังยืนอยู่ ณ จุดเปลี่ยนสำคัญของปีแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่เป็นเส้นทางสู่ความยืดหยุ่น นวัตกรรม และความยั่งยืน องค์กรต่างผ่านเรื่องราวต่าง ๆ และการผจญภัยทางเทคโนโลยีมาแล้วตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่จะใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมเหล่านี้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การมีพันธมิตรทางเทคโนโลยีที่ใช่ มีทักษะและความสามารถที่เหมาะสม เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ที่จะพาองค์กรพุ่งสู่จุดสูงสุดในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี

Rethinking Cloud Strategies So Applications and Data Can Run Anywhere

ทบทวนกลยุทธ์ด้านคลาวด์ เพื่อให้แอปพลิเคชันและข้อมูลสามารถรันที่ใดก็ได้

Rethinking Cloud Strategies So Applications and Data Can Run Anywhere

Cracking The Code of Misplaced Eggs

Fetra Syahbana

Article by Fetra Syahbana, country manager for Growth and Emerging Market’s (GEMS), Nutanix

In the ever-evolving landscape of cloud computing, organizations in the Asia-Pacific and Japan (APJ) region are experiencing a paradigm shift. As they rushed toward the cloud, many are now realizing that they may have placed their eggs in the wrong baskets. This realization has sparked a renewed focus on optimizing data and application placement to maximize business impact while reducing cost and complexity.

Reallocating Eggs

The initial enthusiasm for cloud adoption has led organizations to re-evaluate their strategies. In their rush to the cloud, some organizations may have inadvertently disregarded the importance of finding the right environment for their data and workloads. By matching resources and spending directly with business demands, organizations can reduce over-provisioning and waste while optimizing cloud costs.

To achieve this, organizations must have the ability to scale compute and storage resources. This ensures that the infrastructure can dynamically respond to changing workload requirements, thereby reducing  costs associated with underutilized resources. By adopting a cloud operating model that allows for on-demand scaling of resources, organizations can align their infrastructure with business needs, maximizing both efficiency and cost-effectiveness. This shift in perspective positions the cloud as an alternative option rather than a one-size-fits-all destination.

Dynamic Operations

Embracing a hybrid multicloud strategy is paramount for organizations seeking to minimize the impact of misjudged actions and adapt to changing business demands. The ability to allocate resources across the edge, public clouds and on-premises in private clouds provides the necessary agility and flexibility to optimize workloads. Organizations can mix and match workloads in the environment that makes the most sense.

A significant advantage of adopting a hybrid multicloud model is the ability to maintain a consistent operating model across various environments. This eliminates the need to juggle multiple tools, processes, and skill sets, reducing complexity and eliminating time-consuming refactoring when applications need to be moved. By streamlining operations, organizations can contain costs, enhance productivity, and ensure a unified experience across their diverse infrastructure. A holistic IT strategy that seamlessly integrates on-premise, edge, and hybrid multicloud will empower organizations to remain agile and responsive to evolving business needs.

AI Potential

AI-powered applications have emerged as long-term drivers for enterprises. Organizations today are building more AI applications and the ability to run these workloads wherever they desire is crucial. Aligning resources and spending directly with business demands allows organizations to reduce over-provisioning and waste, resulting in lower cloud costs. A hybrid multicloud model offers the necessary flexibility to run AI workloads in the most suitable environments, ensuring optimal performance and cost-efficiency.

Furthermore, hybrid multicloud provides organizations with greater visibility and control over their data, addressing concerns around data governance and compliance. By leveraging the power of AI in diverse environments, organizations can capitalize on the value it brings, irrespective of their infrastructure setup. As compute costs for running AI on-premise or in the public cloud rise, organizations are increasingly recognizing the value of synthesizing AI data closer to the source, even on the network’s edge. 

Examples of organizations that have sought a flexible hybrid multicloud strategy to help them remain agile and adaptable to changing business needs include:

  • In Yogyakarta, Indonesia, Diskominfosan partnered with Nutanix to integrate all 229 government applications into Jogja Smart Service (JSS). This integration significantly improves the delivery of citizen services and transparency and aims to cater to over 217,000 JSS users.
  • To distribute pandemic-related financial aid to remote Filipino families who lack access to traditional banking services, Universal Storefront Services Corporation (USSC) leveraged Nutanix to establish cash caravans, ensuring KYC compliance, identity verification, and expedited payment processing. This empowered USSC with enhanced agility, flexibility, and innovation capabilities.
  • Future Generali India considered cloud options but found pure cloud to be economically unfeasible due to regulatory requirements for customer data to remain on-premise. They chose the Nutanix Cloud Platform as the optimal solution, providing agility, security, and connectivity to a public cloud while complying with Indian law. Adopting the Nutanix Cloud Platform resulted in a 91% improvement in application response time, enabling insurance distributors to serve customers more efficiently.

The APJ region is currently undergoing a transformative period in cloud computing, with organizations reevaluating their cloud strategies. By placing their eggs in the right baskets, embracing hybrid multicloud and enabling the ultimate cloud flexibility for AI workloads, businesses can maximize their impact, reduce costs and effectively adapt to evolving demands. Nutanix remains at the forefront of this transformation, empowering organizations to navigate the cloud landscape and unlock new business opportunities.

ทบทวนกลยุทธ์ด้านคลาวด์ เพื่อให้แอปพลิเคชันและข้อมูลสามารถรันที่ใดก็ได้

ทบทวนกลยุทธ์ด้านคลาวด์ เพื่อให้แอปพลิเคชันและข้อมูลสามารถรันที่ใดก็ได้

ทบทวนกลยุทธ์ด้านคลาวด์ เพื่อให้แอปพลิเคชันและข้อมูลสามารถรันที่ใดก็ได้

ถอดรหัสการวางเวิร์กโหลดไว้บนสภาพแวดล้อมไอทีที่ไม่เหมาะสม

Fetra Syahbana

บทความโดยนายเฟตรา ชาห์บานา ผู้จัดการประจำกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่เติบโต (GEMs), นูทานิคซ์

รูปแบบของการประมวลผลแบบคลาวด์คอมพิวติ้งที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ส่งผลให้องค์กรในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น (APJ) กำลังประสบกับการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ของการนำคลาวด์คอมพิวติ้งมาใช้ ปัจจุบันองค์กรจำนวนมากตระหนักแล้วว่าการนำคลาวด์มาใช้อย่างเร่งรีบในช่วงเวลาที่ผ่านมา เป็นการใช้เทคโนโลยีแบบผิดฝาผิดตัวกับงานแต่ละประเภท องค์กรเหล่านี้จึงหันมาโฟกัสกับการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับข้อมูลและการวางแอปพลิเคชันไว้ให้ถูกที่ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจได้มากที่สุดควบคู่กับการลดค่าใช้จ่ายและลดความซับซ้อน

วางไข่ไว้ในตะกร้าที่เหมาะสม

เบื้องต้นการนำคลาวด์มาใช้ทำให้องค์กรต้องประเมินกลยุทธ์ใหม่ องค์กรบางแห่งที่นำคลาวด์มาใช้อย่างเร่งรีบ อาจละเลยความสำคัญของการใช้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับข้อมูลและเวิร์กโหลดต่าง ๆ การจับคู่แหล่งทรัพยากรและการใช้จ่ายเข้ากับความต้องการทางธุรกิจ จะช่วยให้องค์กรลดการจัดเตรียมล่วงหน้าที่เกินจำเป็น และลดการใช้งานที่เปล่าประโยชน์ไปพร้อม ๆ กับลดต้นทุนด้านคลาวด์และเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจจากการใช้คลาวด์ได้

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว องค์กรต้องมีความสามารถในการปรับขนาดทรัพยากรที่ใช้ในการประมวลผลและการจัดเก็บ เพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานสามารถตอบสนองได้อย่างไดนามิกต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของเวิร์กโหลด ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับทรัพยากรที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ การใช้โมเดลการดำเนินงานบนคลาวด์ที่ช่วยให้สามารถปรับขนาดทรัพยากรได้ตามความต้องการ องค์กรต่าง ๆ สามารถปรับโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทให้สอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจได้ และจะทำให้ได้รับประสิทธิภาพสูงสุดและคุ้มค่าใช้จ่ายมากที่สุด ซึ่งเป็นการเปลี่ยนมุมมองบทบาทของคลาวด์ให้เป็นทางเลือก มากกว่าจะเป็นเพียงเป้าหมายสำหรับทุกสิ่ง

การดำเนินงานแบบไดนามิก

การนำกลยุทธ์ไฮบริดมัลติคลาวด์มาใช้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับองค์กรที่มองหาแนวทางลดผลกระทบจากการตัดสินใจผิดผลาด และการปรับตัวให้เข้ากับความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง ความสามารถในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อใช้งานได้ทั้งที่เอดจ์ พับลิคคลาวด์ต่าง ๆ และระบบที่อยู่ในองค์กร ช่วยให้เกิดความคล่องตัวและความยืดหยุ่นในการปรับเวิร์กโหลดให้เหมาะสม และองค์กรต่าง ๆ สามารถผสมผสานและจับคู่เวิร์กโหลดต่าง ๆ บนสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดได้

จุดเด่นสำคัญของการใช้โมเดลไฮบริดมัลติคลาวด์ คือความสามารถในการคงรูปแบบการทำงานที่สอดคล้องกันไว้ได้ไม่ว่าจะใช้สภาพแวดล้อมไอทีที่แตกต่างกันอย่างไร ซึ่งช่วยขจัดความจำเป็นที่ต้องใช้เครื่องมือหลายอย่างสลับกันไป เพื่อจัดการกับสภาพแวดล้อมหนึ่ง ๆ ทั้งยังลดกระบวนการและการใช้ทักษะเฉพาะทางต่าง ๆ ลดความซับซ้อนและไม่ต้องเสียเวลาในการปรับโครงสร้างของแอปพลิเคชันใหม่เมื่อต้องการนำแอปพลิเคชันนั้นไปใช้กับอีกสภาพแวดล้อมหนึ่งที่ต่างออกไป การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน จะช่วยให้องค์กรลดค่าใช้จ่าย เพิ่มความสามารถในการผลิต และจะได้รับประสบการณ์การทำงานที่เป็นหนึ่งเดียวเหมือนกันไม่ว่าจะทำงานบนโครงสร้างพื้นฐานใดก็ตาม กลยุทธ์ด้านไอทีแบบองค์รวมที่ผสานการทำงานของระบบที่อยู่ในองค์กร เอดจ์ และไฮบริดมัลติคลาวด์เข้าด้วยกัน จะส่งให้องค์กรต่าง ๆ มีความคล่องตัวและตอบสนองต่อความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ศักยภาพของ AI

แอปพลิเคชันที่ทำงานด้วย AI ได้กลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนในระยะยาวให้กับองค์กร ทั้งนี้องค์กรต่าง ๆ ในปัจจุบันสร้างแอปพลิเคชัน AI มากขึ้น และสามารถรันเวิร์กโหลดของตนที่ใดก็ได้ที่พวกเขาตัดสินใจแล้วว่าเป็นสภาพแวดล้อมไอทีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเวิร์กโหลดนั้น ๆ การจัดการทรัพยากรและการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับความต้องการทางธุรกิจ ช่วยให้องค์กรลดการเตรียมการที่ไม่จำเป็นและไม่ต้องใช้ลง ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านคลาวด์ลดลง โมเดลไฮบริด มัลติคลาวด์ มอบความยืดหยุ่นที่ต้องใช้เพื่อรันเวิร์กโหลด AI ต่าง ๆ บนสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุด จึงมั่นใจได้ว่าองค์กรจะได้รับประสิทธิภาพสูงสุดและคุ้มค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ ไฮบริดมัลติคลาวด์ยังช่วยให้องค์กรมองเห็นและควบคุมข้อมูลของตนได้ เป็นการขจัดความกังวลเกี่ยวกับการกำกับดูแลข้อมูลและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ การใช้ศักยภาพของ AI กับสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ใช้คุณประโยชน์ที่ AI มีให้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงการตั้งค่าโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้อยู่ การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการประมวลผลเพื่อรัน AI ในระบบที่อยู่ในองค์กร หรือบนพับลิคคลาวด์ ทำให้องค์กรต่าง ๆ ตระหนักถึงคุณประโยชน์ของการสังเคราะห์ข้อมูล AI ที่อยู่ใกล้กับแหล่งที่มาของข้อมูลมากขึ้น แม้กระทั่งที่เอดจ์ซึ่งอยู่ปลายสุดของเน็ตเวิร์ก

ตัวอย่างองค์กรต่าง ๆ ที่มองหาการใช้กลยุทธ์ไฮบริดมัลติคลาวด์ที่ยืดหยุ่นมาใช้ช่วยคงความคล่องตัวและปรับให้ทันกับความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

  • Diskominfosan ในเมืองยอกยาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ได้ร่วมมือกับ Nutanix เพื่อผสานรวมแอปพลิเคชันของภาครัฐทั้งหมด 229 รายการเข้ากับ Jogja Smart Service (JSS) การบูรณาการนี้ได้ช่วยปรับปรุงการให้บริการประชาชนและความโปร่งใสอย่างมาก และตั้งเป้ารองรับผู้ใช้ JSS มากกว่า 217,000 ราย 
  • Universal Storefront Services Corporation (USSC) ใช้โซลูชันของนูทานิคซ์ในการสร้างคาราวานเงินสด, สร้างความมั่นใจในการปฏิบัติตาม KYC, การยืนยันตัวตน และประมวลผลการชำระเงินที่รวดเร็วขึ้น เพื่อกระจายความช่วยเหลือทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับโรคระบาดไปยังครอบครัวชาวฟิลิปปินส์ในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการธนาคารที่เป็นออฟไลน์ได้ ความร่วมมือกับนูทานิคซ์นี้ช่วยเสริมให้ USSC มีความคล่องตัว ยืดหยุ่น และมีความสามารถในด้านนวัตกรรมมากขึ้น
  • Future Generali India พิจารณาเลือกใช้คลาวด์ แต่ได้พบว่าการใช้คลาวด์เพียงอย่างเดียวเป็นไปไม่ได้ในเชิงเศรษฐกิจ เนื่องจากข้อมูลลูกค้ายังวางอยู่ในระบบภายในองค์กรเพราะติดขัดเรื่องกฎระเบียบ บริษัทฯ จึงเลือก Nutanix Cloud Platform ให้เป็นโซลูชันที่เหมาะสมที่สุดที่ช่วยให้เกิดความคล่องตัว ปลอดภัย และสามารถเชื่อมต่อกับพับลิคคลาวด์โดยที่ยังคงความสามารถในการปฏิบัติตามกฎหมายของอินเดียไว้ได้ และการใช้ Nutanix Cloud Platform นี้ส่งผลให้ระยะเวลาในการตอบสนองของแอปพลิเคชันดีขึ้น 91% ช่วยให้ผู้ขายประกันภัยให้บริการลูกค้าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นในปัจจุบัน อยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงด้านคลาวด์คอมพิวติ้ง จากการที่องค์กรต่าง ๆ กำลังประเมินกลยุทธ์ด้านคลาวด์ของตนใหม่ การวางเวิร์กโหลดไว้บนสภาพแวดล้อมไอทีที่เหมาะสม การใช้ไฮบริดมัลติคลาวด์ และใช้ความยืดหยุ่นสูงสุดของคลาวด์เพื่อรันเวิร์กโหลด AI จะช่วยให้ธุรกิจได้ผลลัพธ์สูงสุด ลดค่าใช้จ่ายได้มากที่สุด และปรับตัวเข้ากับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ นูทานิคซ์เป็นผู้นำในการทรานส์ฟอร์มลักษณะดังกล่าวนี้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเสริมศักยภาพให้องค์กรต่าง ๆ นำรูปแบบของคลาวด์ที่เหมาะสมมาใช้ และเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ

How the Era of Hybrid Multicloud Will Unlock the Potential of the Public Sector

How the Era of Hybrid Multicloud Will Unlock the Potential of the Public Sector

How the Era of Hybrid Multicloud Will Unlock the Potential of the Public Sector

Article by Fetra Syahbana, country manager for Growth and Emerging Market’s (GEMS), Nutanix

In today’s increasingly interconnected world, the role of the public sector is even more important. This is because it is entrusted with the crucial responsibility of delivering essential services to the public, addressing societal challenges, preventing and responding to security threats, and fostering economic growth. As a result, in an era of rapid technological advancements, public sector organisations are increasingly recognising the need to embrace digital transformation to enhance their operational efficiency, improve service delivery, and meet the ever-growing expectations of citizens.

Many governments have chosen cloud service providers due to anticipated cost savings and greater efficiency in delivering on their mission, as well as improving employee and citizen experiences. In fact, IDC estimates that by 2025 public cloud spending by governments across Asia Pacific will hit US$12.6 billion.

Indeed, public sector organisations are adopting new technologies and strategies to drive innovation. The fifth annual Nutanix Enterprise Cloud Index report by Vanson Bourne, a UK-based research firm, reveals that public sector organisations plan to increase hybrid multicloud deployments by nearly five-fold over the next 3 years, projecting a penetration rate of 39 per cent – slightly ahead of the cross-industry global average. This signifies a proactive approach in gaining agility, within a diverse IT environment, to avoid vendor lock-in and to be ready to embrace technological advancements needed to enhance the delivery of public services. As the public sector embraces the era of hybrid multicloud deployments, a new realm of possibilities opens, promising to unlock its full potential and revolutionise the way the public service operates.

Global Public Sector: IT Models in Use and Planned
Global Public Sector: IT Models in Use and Planned

A Unified Approach to Drive Innovation in The Public Sector

In the digital era, citizens expect services to be easily accessible, personalised, and efficient. They demand seamless interactions, quick response times, security, and transparency. On the other hand, the public sector needs the capabilities to quickly respond to emerging challenges, ensure continuity of services during emergencies, and adapt quickly to evolving circumstances.

One of the key enablers in the public sector driving its digital transformation and delivery of services is the growing adoption of hybrid multicloud deployments. Findings from the same Nutanix report found that public sector organisations expect to more than double their use of multicloud as their exclusive IT infrastructure by 2026. The adoption of increased infrastructure diversity and a heightened emphasis on data storage, management, security, and services has prompted IT professionals to express a strong desire for a single, unified place to manage applications and data across diverse environments.

The significance of this unified approach cannot be overstated, as it empowers public sector organisations to gain comprehensive visibility into the location of their data. This newfound visibility enables IT teams to seamlessly manage applications and data while facilitating real-time adjustments to meet evolving requirements related to data security, backup, compliance, performance, and cost. Public sector entities can enhance operational efficiency, accelerate innovation, and deliver seamless citizen experiences. From streamlining administrative processes to providing personalised and accessible services, hybrid multicloud deployments offer immense potential for the sector to transform its service delivery models.

Making Data Work for Public Good

One of the key advantages of hybrid multicloud for the public sector is its ability to unlock the full potential of data. Governments are increasingly reliant on vast amounts of data to make informed decisions and optimise resource allocation. By leveraging hybrid multicloud deployments, public sector organisations can consolidate and analyse data from a variety of sources, gaining valuable insights that inform evidence-based policymaking and service improvements. From identifying patterns and trends to predicting outcomes, data-driven decision-making becomes a reality, enabling governments to address complex societal challenges with agility and precision.

In the same vein, data security and compliance are paramount concerns for the public sector. 47 per cent of the survey respondents cited a desire to improve their organization’s security posture and their ability to meet regulatory requirements as a reason for moving applications between IT infrastructures in the past 12 months.

Reasons for Moving Apps Across Infrastructure in the Past Year
Reasons for Moving Apps Across Infrastructure in the Past Year

For Thailand, the summary report on “Cyber security performance, October 2021 – September 2022” by the National Cyber Security Committee (NCSC) found that there were 551 cyber attack incidents such as website hacking, ransomware, and malware that steal financial information, etc. The report also predicts that the attack by hacking “government and important agencies” websites will be the most detected pattern.

Hybrid multicloud provides public sector organisations with choices to protect sensitive data and ensure regulatory compliance. By leveraging private datacentres for sensitive data and public clouds for less sensitive workloads, public sector organisations can strike the right balance between security, accessibility, and cost-efficiency. This approach enhances agility, with freedom to locate workloads where they best meet strategic priorities such as the mission, security, performance, or compliance. 

This era of hybrid multicloud marks a pivotal moment for the public sector. By embracing this paradigm shift, the public sector can unlock its true potential, drive innovation, embark on successful digital experiences and effectively serve its constituents, missions, and mandates. Especially as digital boundaries continue to be shattered, the hybrid multicloud strategy will enable the sector to thrive in a future where public services need to meet the evolving needs of citizens and also shape a future where public services are agile, resilient, and driven by innovation.

องค์กรภาครัฐจะใช้ไฮบริดมัลติคลาวด์ ปลดล็อกศักยภาพได้อย่างไร

How the Era of Hybrid Multicloud Will Unlock the Potential of the Public Sector

องค์กรภาครัฐจะใช้ไฮบริดมัลติคลาวด์ ปลดล็อกศักยภาพได้อย่างไร

บทความโดยนายเฟตรา ชาห์บานา ผู้จัดการประจำกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่เติบโต (GEMs), นูทานิคซ์

โลกที่เชื่อมต่อถึงกันมากขึ้นในปัจจุบัน ทำให้ภาครัฐมีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้น เพราะมีหน้าที่รับผิดชอบต่อการให้บริการที่จำเป็นแก่สาธารณะ แก้ไขความท้าทายทางสังคมหลากหลาย ป้องกันและตอบสนองต่อภัยคุกคามความปลอดภัยต่าง ๆ และส่งเสริมเศรษฐกิจให้เติบโต ในโลกที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนี้ องค์กรภาครัฐต่างตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องเปลี่นแปลงตนเองสู่ดิจิทัล เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ให้บริการได้ดีขึ้น และสามารถตอบสนองความคาดหวังของประชาชนที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา

หน่วยงานภาครัฐจำนวนมากเลือกผู้ให้บริการคลาวด์ด้วยเหตุผลที่คาดว่าจะประหยัดค่าใช้จ่าย และจะช่วยให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงมอบประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับพนักงานและประชาชน ตามข้อเท็จจริง IDC ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาและวิจัยตลาดชั้นนำของโลกคาดการณ์ไว้ว่า ภายในปี 2568 ภาครัฐในเอเชียแปซิฟิกจะใช้จ่ายด้านพับลิคคลาวด์แตะระดับ 12.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ

จริง ๆ แล้ว หน่วยงานภาครัฐมีการใช้เทคโนโลยีและกลยุทธ์ใหม่ ๆ เพื่อผลักดันให้เกิดนวัตกรรมอยู่แล้ว เห็นได้จากรายงานผลสำรวจ Nutanix Enterprise Cloud Index ประจำปีครั้งที่ 5 โดยแวนสัน บอร์น ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยในสหราชอาณาจักร ได้เผยให้เห็นผลสำรวจที่ว่าองค์กรภาครัฐวางแผนใช้ไฮบริดมัลติคลาวด์เพิ่มขึ้นเกือบห้าเท่าในช่วงสามปีข้างหน้า โดยคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 39 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอื่น ๆ ทั่วโลกเล็กน้อย ผลสำรวจนี้แสดงให้เห็นถึงวิธีการเชิงรุก เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้กับการใช้สภาพแวดล้อมไอทีที่หลากหลาย เพื่อเลี่ยงที่จะต้องติดอยู่กับผู้ให้บริการเพียงรายเดียว และเพื่อพร้อมนำความล้ำสมัยทางเทคโนโลยีมาช่วยให้สามารถให้บริการสาธารณะได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเมื่อภาครัฐเข้าสู่โลกของการใช้ไฮบริดมัลติคลาวด์ จะเป็นการเปิดโอกาสแห่งความเป็นไปได้ใหม่ ๆ จะนำสู่การปลดล็อกศักยภาพทุกแง่มุม และปฏิวัติแนวทางการทำงานเพื่อให้บริการสาธารณะได้ดีขึ้น

เหตุผลในการย้ายแอปพลิเคชันไปมาระหว่างโครงสร้างพื้นฐานไอทีประเภทต่าง ๆ ในปีที่ผ่านมา
เหตุผลในการย้ายแอปพลิเคชันไปมาระหว่างโครงสร้างพื้นฐานไอทีประเภทต่าง ๆ ในปีที่ผ่านมา

ภาครัฐสามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมด้วยวิธีการแบบรวมศูนย์

ประชาชนในยุคดิจิทัลคาดหวังว่าจะสามารถเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้โดยง่าย เป็นบริการที่ตรงตามความต้องการเฉพาะตัว และมีประสิทธิภาพ ต้องการการปฏิสัมพันธ์ที่ราบรื่น เวลาในการตอบสนองที่รวดเร็ว ความปลอดภัย และความโปร่งใส หรืออีกนัยหนึ่งคือ ภาครัฐต้องสามารถตอบสนองความท้าทายใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างฉับไว ให้ความมั่นใจว่าแม้ในระหว่างเกิดเหตุฉุกเฉินจะยังคงให้บริการต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถปรับตัวรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว

การใช้ไฮบริดมัลติคลาวด์มากขึ้น เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ภาครัฐสามารถผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและการให้บริการที่ทันความต้องการของประชาชน ผลสำรวจจากรายงาน Enterprise Cloud Index ของนูทานิคซ์ฉบับนี้ยังพบว่า องค์กรภาครัฐคาดหวังจะใช้มัลติคลาวด์เป็นโครงสร้างพื้นฐานไอทีของตนเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าภายในปี 2569 ซึ่งการใช้โครงสร้างพื้นฐานไอทีที่หลากหลายมากขึ้น และการให้ความสำคัญกับการจัดเก็บข้อมูล การบริหารจัดการ การรักษาความปลอดภัย และบริการต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีต้องการความสามารถในการบริหารจัดการแอปพลิเคชันและข้อมูลที่อยู่บนทุกสภาพแวดล้อมไอทีได้จากจุดเดียว

ความสำคัญของแนวทางที่เป็นหนึ่งเดียวนี้ไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะมันช่วยให้องค์กรภาครัฐมองเห็นว่าข้อมูลของตนอยู่ ณ ที่ใดได้อย่างครบถ้วน ซึ่งความสามารถในการมองเห็นนี้ ช่วยให้ทีมไอทีบริหารจัดการแอปพลิเคชันและข้อมูลได้อย่างไร้รอยต่อ สามารถปรับวิธีการให้ตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยของข้อมูล การสำรองข้อมูล การปฏิบัติตามกฎระเบียบ ประสิทธิภาพที่ต้องการ และค่าใช้จ่าย ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลาได้แบบเรียลไทม์ หน่วยงานภาครัฐสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สร้างนวัตกรรมได้เร็วขึ้น และมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับประชาชนได้อย่างราบรื่น ไฮบริด มัลติคลาวด์มอบศักยภาพมหาศาลให้กับภาครัฐเพื่อเปลี่ยนผ่านรูปแบบการให้บริการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กระบวนการบริหารจัดการที่คล่องตัว ไปจนถึงการให้บริการที่ตรงตามความต้องการเฉพาะบุคคล และประชาชนสามารถเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้อย่างไม่ยุ่งยาก 

ให้ข้อมูลทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์

หนึ่งในข้อได้เปรียบสำคัญที่ภาครัฐจะได้รับจากการใช้ไฮบริดมัลติคลาวด์ คือ สามารถนำศักยภาพของข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ภาครัฐเพิ่มการใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลเพื่อประกอบการตัดสินใจอย่าง

ชาญฉลาดและจัดสรรทรัพยากรได้เหมาะสมมากขึ้น องค์กรภาครัฐสามารถใช้ประโยชน์จากไฮบริดมัลติคลาวด์ในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่ง และได้รับข้อมูลเชิงลึกที่มีค่าเพื่อใช้ขับเคลื่อนการวางนโยบายโดยอิงตามหลักฐานที่ปรากฎชัดเจน และปรับปรุงบริการต่าง ๆ ให้ดีขึ้น การใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการระบุรูปแบบและแนวโน้มต่าง ๆ ไปจนถึงการคาดการณ์ผลลัพธ์ที่จะได้นั้นตรงตามความจริง และช่วยให้องค์กรภาครัฐจัดการกับความท้าทายทางสังคมที่ซับซ้อนได้อย่างคล่องตัวและถูกต้อง

เหตุผลในการย้ายแอปพลิเคชันไปมาระหว่างโครงสร้างพื้นฐานไอทีประเภทต่าง ๆ ในปีที่ผ่านมา
เหตุผลในการย้ายแอปพลิเคชันไปมาระหว่างโครงสร้างพื้นฐานไอทีประเภทต่าง ๆ ในปีที่ผ่านมา

ในขณะเดียวกัน ภาครัฐมีความกังวลด้านความปลอดภัยของข้อมูลและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ โดย 47 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ตอบแบบสอบถามอ้างว่าเหตุผลที่ต้องย้ายแอปพลิเคชันไปมาระหว่างโครงสร้างพื้นฐานไอทีประเภทต่าง ๆ ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เกิดจากความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพรูปแบบการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ขององค์กร และให้สามารถตอบโจทย์กฎระเบียบต่าง ๆ ได้ สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากรายงานสรุปผลการดำเนินงานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ระหว่างเดือนตุลาคม 2564 ถึงเดือนกันยายน 2565 โดยคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) พบว่ามีภัยคุกคามทางไซเบอร์จำนวนทั้งสิ้น 551 เหตุการณ์ เช่น การโจมตีด้วยการแฮ็กเว็บไซต์, มัลแวร์เรียกค่าไถ่ และมัลแวร์ที่มีความสามารถในการขโมยข้อมูลทางการเงิน เป็นต้น  รวมทั้งได้คาดการณ์แนวโน้มภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่จะเกิดขึ้นว่าการโจมตีด้วยการแฮ็กเว็บไซต์ “หน่วยงานราชการและหน่วยงานสำคัญ” เป็นรูปแบบที่ถูกตรวจพบมากที่สุด

ไฮบริดมัลติคลาวด์มอบทางเลือกในการปกป้องข้อมูลที่อ่อนไหวง่าย และมอบความสามารถในการปฏิบัติตามกฎระเบียบให้แก่องค์กรภาครัฐ การเก็บข้อมูลที่อ่อนไหวง่ายไว้ในศูนย์ข้อมูลแบบไพรเวทในองค์กร และวางเวิร์กโหลดที่มีความอ่อนไหวน้อยไว้บนพับลิคคลาวด์ ช่วยให้องค์กรภาครัฐสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัยไซเบอร์ การเข้าถึงเพื่อใช้งาน และการประหยัดค่าใช้จ่าย ดังนั้นแนวทางการใช้ไฮบริด มัลติคลาวด์นี้จึงช่วยเพิ่มความคล่องตัวที่เกิดจากสามารถเลือกวางเวิร์กโหลดไว้ ณ โครงสร้างพื้นฐานไอทีที่เหมาะสมที่สุดตามลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์ เช่น เลือกตามกลยุทธ์ด้านภารกิจ ด้านความปลอดภัย ประสิทธิภาพที่ต้องการ หรือการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ได้อย่างอิสระ

ยุคของไฮบริดมัลติคลาวด์นี้เป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับภาครัฐ การนำกระบวนทัศน์นี้มาใช้จะช่วยให้ภาครัฐสามารถปลดล็อกศักยภาพที่แท้จริง ขับเคลื่อนนวัตกรรม สร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จ ให้บริการประชาชน ทำภารกิจต่าง ๆ และสั่งการต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อขอบเขตทางดิจิทัลยังคงไม่มีที่สิ้นสุด การใช้กลยุทธ์ไฮบริดมัลติคลาวด์จะช่วยให้ภาครัฐก้าวหน้าต่อไปในอนาคตที่บริการสาธารณะต่าง ๆ จำเป็นต้องตอบสนองความต้องการของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาให้ได้ และยังช่วยกำหนดอนาคตให้บริการสาธารณะมีความคล่องตัว ยืดหยุ่น และขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม