ตลาด Crypto 2026 จะเป็นปีแห่งการรีบูตความเสี่ยง (Risk Reboot) และการเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างการเงินระดับสถาบัน

ตลาด Crypto 2026 จะเป็นปีแห่งการรีบูตความเสี่ยง (Risk Reboot) และการเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างการเงินระดับสถาบัน

ตลาด Crypto 2026 จะเป็นปีแห่งการรีบูตความเสี่ยง (Risk Reboot) และการเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างการเงินระดับสถาบัน

Binance Research นำเสนอรายงานการติดตามและวิเคราะห์ตลาดคริปโต FULL-YEAR 2025 & THEMES FOR 2026 โดยระบุว่าปี 2026 จะเป็นปีที่ตลาดเข้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนจากแรงขับเคลื่อนของนโยบายการเงินและการคลัง โลกการเงินดิจิทัลกำลังออกจากภาวะ “Data Fog” ข้อมูลเศรษฐกิจและตลาด “ขุ่นมัว มองไม่ชัด”  คือสภาวะที่ข้อมูลข่าวสารในตลาดคริปโตมีจำนวนมหาศาลและซับซ้อนเกินกว่าที่นักลงทุนทั่วไปจะประมวลผลได้ทันจากหลากหลายสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว  ที่อาจนำไปสู่การตัดสินใจลงทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือผิดพลาดได้  ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดปี 2025  และเข้าสู่ภาวะ “Risk Reboot” ล้างกระดานความเสี่ยงใหม่หรือการเริ่มต้นใหม่ของสินทรัพย์เสี่ยงอย่างเต็มรูปแบบ รายงานชี้ให้เห็นว่า ปี 2026 จะเป็นปีที่การเก็งกำไรโดยนักลงทุนรายย่อยถูกแทนที่ด้วยกระแสเงินทุนมหาศาลจากสถาบันการเงินและระดับรัฐบาล (Sovereign-scale Liquidity)

ทิศทางตลาดในปีนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย Policy Triumvirate ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยขับเคลื่อนทางมหภาค 3 คือการผ่อนคลายนโยบายการเงินทั่วโลก, มาตรการกระตุ้นทางการคลัง และการผ่อนปรนกฎระเบียบ ที่เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกันจะช่วยกระตุ้นความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง (Risk Appetite) และเป็นแรงส่งมหาศาลให้ตลาดคริปโต ดังนี้:

  1. นโยบายมหภาค: เมื่อสภาพคล่องทั่วโลกกลับมาประสานกัน หัวใจสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดคริปโตในปี 2026 คือการที่เงินทุนทั่วโลกจะเปลี่ยนจาก การรอเลือกเหรียญพื้นฐานดีแต่ราคายังถูก (Potential Energy – สะสม) มาเป็นเหรียญที่ราคากำลังวิ่ง โมเมนตัมมาเต็ม (Kinetic Energy – วิ่ง) ผ่านกลไกหลักดังนี้
  • การผ่อนคลายนโยบายการเงิน (Monetary Easing): ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยเข้าสู่ระดับ Neutral Rate ที่ประมาณ 3% พร้อมกลับมาขยายงบดุล (Balance Sheet) ซึ่งคาดว่าจะฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบราว 5-6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ประจวบเหมาะกับการผ่อนคลายเชิงนโยบายจากธนาคารกลางจีน (PBoC) และยุโรป (ECB)
  • มาตรการกระตุ้นการคลัง (Fiscal Stimulus): การเริ่มใช้กฎหมาย OBBBA ในสหรัฐฯ จะส่งคืนเงินภาษีให้ภาคครัวเรือนกว่า 1-1.5 แสนล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปี 2026 ซึ่งตามประวัติศาสตร์แล้ว เม็ดเงินไหลตรงสู่ครัวเรือนเช่นนี้มักไหลเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงได้เร็วกว่าสภาพคล่องจากธนาคารกลาง
  • การผ่อนปรนกฎระเบียบ (Deregulation): รัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดข้อจำกัดด้านเงินทุนใน Wall Street ซึ่งจะช่วยปลุก “จิตวิญญาณแห่งสัตว์ป่า” (Animal Spirits) ให้กิจกรรมการควบรวมกิจการ (M&A) และการขายหุ้น IPO กลับมาคึกคักอีกครั้ง
  1. Bitcoin: จากเครือข่ายธุรกรรมสู่ “สินทรัพย์สำรองเชิงกลยุทธ์” ในปี 2026 บทบาทของ Bitcoin (BTC) จะชัดเจนยิ่งขึ้นในฐานะสินทรัพย์ทางการเงินระดับมหภาคมากกว่าเป็นเพียงเครือข่ายการชำระเงิน
  • การจัดตั้งกองทุนสำรอง BTC ของรัฐ (Strategic BTC Reserve): เป้าหมายหลักของวาระทางการเมืองในปีนี้คือการผลักดันกฎหมายเพื่อรับรองการมีอยู่ของกองทุนสำรอง Bitcoin ของสหรัฐฯ โดยเปลี่ยนจากการถือครองเฉพาะสินทรัพย์ที่ยึดมาได้ เป็นการเข้าซื้อโดยตรงจากตลาดด้วยงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งมีประเทศอย่างบราซิล ปากีสถาน และรัสเซียที่กำลังพิจารณาแนวทางเดียวกัน
  • คาดการณ์ราคาตามสัดส่วน M2 (คือตัวชี้วัด “ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ” ที่กว้างที่สุดตัวหนึ่ง ถ้า M2 เพิ่ม = เงินทุนล้นระบบ = คริปโตมีโอกาสขึ้น ในขณะเดียวกันถ้า M2 ลด = เงินตึงตัว = คริปโตมีโอกาสลง ซึ่งนักลงทุนคริปโตใช้เป็น “มาตรวัดระดับ” ในการตัดสินใจ) : ปัจจุบันมูลค่าตลาดของ BTC คิดเป็นประมาณ 2% ของปริมาณเงิน M2 ในกลุ่มประเทศ G4 หากแนวโน้มการเติบโตในทศวรรษที่ผ่านมายังดำเนินต่อไป สัดส่วนนี้อาจแตะ 3% ภายในปี 2028 ซึ่งหมายถึงราคาฐานของ Bitcoin ที่อาจเข้าใกล้ระดับ 160,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ
  1. โลกการเงินยุคใหม่: PayFi คือการนำเอา Decentralized Finance (DeFi) มาผสมผสานกับการชำระเงินในชีวิตจริง และ Agentic Commerce  คือการที่ AI Agents (บอทอัจฉริยะ) เป็นผู้ทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจแทนมนุษย์ โดยมีคริปโตเป็นสกุลเงินหลักที่ AI ใช้สื่อสารและจ่ายเงินระหว่างกัน อุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนผ่านจากช่วงสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่ “การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยแอปพลิเคชัน”
  • การชำระเงินผ่าน AI (Agentic Payments): นวัตกรรมที่จับต้องได้ที่สุดคือการที่ “AI Agent” สามารถทำธุรกรรมได้เองผ่านมาตรฐาน x402 (Payment Required) ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อการชำระเงินเข้ากับโปรโตคอล HTTP โดยตรง ในปีที่ผ่านมาพบว่ากว่า 90% ของปริมาณเงินในระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่นี้ถูกขับเคลื่อนโดยบอท AI
  • Intelligent Finance: ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ปริมาณการซื้อขายบนกระดานเทรดแบบกระจายศูนย์ (DEX) ที่มาจาก AI Agent คาดว่าจะแซงหน้าปริมาณการซื้อขายจากมนุษย์
  1. การชำระเงินและ Stablecoins: กระดูกสันหลังใหม่ของการเงินโลก Stablecoin และการเปลี่ยนสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปโทเคน (Tokenization) คือ “หุ้นบลูชิพ” ของรอบวัฏจักรนี้
  • Stablecoin เข้าสู่กระแสหลัก: ด้วยมูลค่าตลาดที่ทะลุ 3 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2025 และปริมาณธุรกรรมต่อวันที่สูงถึง 3.54 ล้านล้านดอลลาร์ (แซงหน้า Visa ไปแล้ว) ภายในปี 2030 คาดว่ามูลค่าตลาด Stablecoin จะพุ่งแตะ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์
  • Tokenization ในกระบวนการทำงาน: ในปี 2026 การแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนจะขยายตัวจากแค่การ “เพิ่มอุปทาน” ไปสู่การใช้ใน “กระบวนการทำงานจริง” (Workflow Utility) โดยเฉพาะหุ้นและพันธบัตรที่แปลงเป็นโทเคนจะถูกนำมาใช้เป็นหลักประกัน (Collateral) และการชำระดุลข้ามระบบได้อย่างไร้รอยต่อ

บทสรุป: รากฐานที่แข็งแกร่งสู่ปี 2026

ภูมิทัศน์ในปี 2026 คือการ “การล้างไพ่” (Purification) ไม่ว่าจะเป็นเหรียญขยะ หรือ ล้างประวัติเหรียญ ยุคของการเก็งกำไรที่ไร้ทิศทางจบลงแล้ว และถูกแทนที่ด้วยโมเดลธุรกิจที่สร้างรายได้จริง โดยโปรโตคอล DeFi ชั้นนำสามารถสร้างรายได้รวมกันกว่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ เทียบชั้นได้กับสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง BNY Mellon หรือ BlackRock

ความท้าทายหลักของปี 2026 ไม่ใช่แค่การกระจายอำนาจ (Decentralization) แต่คือการวิศวกรรม “ความไว้วางใจที่ตรวจสอบได้” (Verifiable Trust) เพื่อให้ผู้บริโภคและสถาบันทั่วโลกก้าวเข้าสู่โลกคริปโตได้อย่างมั่นใจเต็มร้อย

BINANCE TH ร่วมกับ GULF ลงนาม MOU กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

BINANCE TH ร่วมกับ GULF ลงนาม MOU กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

BINANCE TH ร่วมกับ GULF ลงนาม MOU กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เร่งพัฒนา “บุคลากรสินทรัพย์ดิจิทัล” รองรับการเติบโตตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลและเป็นศูนย์กลาง Digital Asset ของภูมิภาค

BINANCE TH by Gulf Binance ผู้นำแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับการกำกับดูแลภายใต้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมกับ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยคณะวิทยาศาสตร์  เพื่อส่งเสริมและเพิ่มพูนทักษะให้กับบุคลากร พัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมต่าง ๆ รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย พร้อมวางรากฐานให้ประเทศไทยเป็น Digital Asset Hub แห่งอาเซียน

ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยเติบโตก้าวกระโดด เปิดโอกาสบุคลากรที่มีทักษะเพิ่มสูงขึ้น ในยุคที่เทคโนโลยีเดินหน้าเข้าสู่ Web3

ข้อมูลจาก ก.ล.ต. สรุปภาวะตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลรายเดือน เดือนพฤศจิกายน 2568 ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย มีมูลค่าประมาณ 8.58 หมื่นล้านบาท  มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 2.88 พันล้านบาท และมีจำนวนบัญชี Active 2.08 แสนบัญชี สะท้อนแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และความมั่นใจของนักลงทุน ที่ส่งผลให้ความต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างมาก

การเติบโตนี้สอดคล้องกับรายงาน Future of Jobs จาก World Economic Forum ที่ระบุว่า แรงงานกว่า 50% ต้องปรับทักษะใหม่ให้ทันกับแนวโน้มอาชีพ โดยชี้ให้เห็นว่าทักษะด้าน AI และ Big Data ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และสร้างสรรค์ ทักษะด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการปรับตัว จะเป็นที่ต้องการอย่างมากในช่วงปี 2025-2030 เช่นเดียวกับประเทศไทยที่กำลังต้องการแรงงานดิจิทัลจำนวนมาก ครอบคลุมตั้งแต่วิศวกรซอฟต์แวร์ นักวิเคราะห์ข้อมูล นักพัฒนาเอไอ ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและความปลอดภัยไซเบอร์

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กัลฟ์ให้ความสำคัญกับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเทคโนโลยีบล็อกเชนจะสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม และการที่จะขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริง สิ่งสำคัญคือเราต้องมีบุคลากรที่พร้อม เป้าหมายของเราคือการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีบล็อกเชนชั้นนำในภูมิภาค โดยการร่วมมือนี้จะช่วยสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และ BINANCE TH ยังเป็นการสร้างระบบนิเวศครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาบุคลากร การสร้างนวัตกรรม ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในเชิงพาณิชย์ การร่วมมือนี้จึงไม่ใช่แค่การลงทุนในการศึกษา แต่เป็นการลงทุนในอนาคตของประเทศไทย”

นายนิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล, CFA, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด (BINANCE TH) กล่าวว่า “ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ในฐานะผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำของประเทศที่พัฒนาบนเทคโนโลยีระดับโลก เราเห็นความต้องการบุคลากรที่มีความรู้เชิงลึกทั้งด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและการประยุกต์ใช้จริงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุคที่ตลาดกำลังขยายตัวประกอบกับการปรับเปลี่ยนของกฎระเบียบภายในประเทศ การลงนาม MOU กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างหลักสูตรที่ผสานทฤษฎีกับประสบการณ์จริงจากผู้ประกอบการ เพื่อพัฒนาบุคลากรที่พร้อมสำหรับอนาคตของอุตสาหกรรม โดยจะเน้นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีบล็อกเชน สินทรัพย์ดิจิทัล การเงินดิจิทัล และกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือการกำกับดูแล เพื่อให้นักศึกษาไทยมีความรู้ทัดเทียมในระดับสากล เราเชื่อว่าการร่วมมือนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานบุคลากรในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย”

“ในขณะเดียวกันทีม BINANCE TH Academy ของเรา ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลแก่สถาบันการศึกษาและหน่วยงานต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง การร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในครั้งนี้ จะช่วยขยายการเข้าถึงการศึกษาด้านสินทรัพย์ดิจิทัลในรูปแบบที่เป็นทางการมากขึ้น และสร้างมาตรฐานการศึกษาที่ได้รับการยอมรับในระบบการศึกษาไทย ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรไทยให้พร้อมสำหรับอนาคตของเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน” นายนิรันดร์ กล่าวเสริม

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีความยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีขั้นแนวหน้าที่จะเปลี่ยนแปลงโลกในอนาคต ในฐานะสถาบันการศึกษาที่มีประสบการณ์ยาวนานในการผลิตบุคลากรคุณภาพให้กับประเทศ เราพร้อมร่วมมือกับพันธมิตรจากภาคเอกชน เพื่อพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมในยุคดิจิทัล โดยผสานความเชี่ยวชาญทางวิชาการกับประสบการณ์จริงจากผู้ประกอบการ นำเนื้อหาสาระเกี่ยวกับ Blockchain, Cryptocurrency, NFT และ สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งขององค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่ทุกคนต้องเตรียมตัวและพัฒนาทักษะให้พร้อมสำหรับการก้าวเข้าสู่ Web3”

เราตั้งเป้าหมายในการผลิตบัณฑิตด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและบล็อกเชนไม่น้อยกว่า 1,000 คนต่อปี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการบริหารมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นการเป็น ‘Smart University’ และการปรับตัวสู่ยุค Thailand 4.0 รวมถึงการสนับสนุนแผนพัฒนาบุคลากรดิจิทัลระดับชาติ การร่วมมือกับ GULF และ BINANCE TH จะช่วยให้นักศึกษาของเราได้รับความรู้ที่ทันสมัยและประสบการณ์ตรงจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ไม่เพียงแต่ในด้านทฤษฎี แต่ยังรวมถึงการประยุกต์ใช้จริงในธุรกิจและการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือนี้จะสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก และช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีบล็อกเชนในภูมิภาคอาเซียนได้อย่างยั่งยืน” ดร.ดำรงค์ กล่าวเสริม

ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ ทั้งสามฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรที่ครอบคลุมเนื้อหาหลักดังนี้:

  • เทคโนโลยีบล็อกเชนและการประยุกต์ใช้ – ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในการพัฒนาโซลูชันบล็อกเชน
  • การเงินดิจิทัลและสินทรัพย์ดิจิทัล – เรียนรู้การลงทุน การซื้อขาย และการจัดการพอร์ตโฟลิโอ
  • กฎหมายและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ – ศึกษากฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย
  • ความปลอดภัยไซเบอร์ – การรักษาความปลอดภัยในระบบสินทรัพย์ดิจิทัล
  • การพัฒนานวัตกรรม – นวัตกรรมทางการเงินดิจิทัล (FinTech Innovation)

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การฝึกอบรม Workshop การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม และโครงการฝึกงานในองค์กรต่าง ๆ ปูทางเพื่อสร้างโอกาสทางอาชีพที่หลากหลายในตลาด Web3

Changpeng Zhao (CZ) อดีต CEO ของ Binance กล่าวว่า “เราเชื่อว่าการศึกษาเป็นรากฐานของนวัตกรรมและการเข้าถึงทางการเงิน ความร่วมมือของเรากับ GULF และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้ความรู้แก่นักศึกษา 1,000 คนเกี่ยวกับบล็อกเชนและคริปโตถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพให้กับคนรุ่นต่อไปของประเทศไทยด้วยความรู้และทักษะที่จำเป็นในการเติบโตในเศรษฐกิจดิจิทัล

ประเทศไทยมีระบบนิเวศบล็อกเชนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และการเสริมสร้างความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยีคริปโตให้กับเยาวชนจะช่วยขับเคลื่อนการยอมรับอย่างรับผิดชอบ การเป็นผู้ประกอบการ และการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ความคิดริเริ่มนี้ไม่เพียงแต่สนับสนุนกลุ่มผู้มีความสามารถในท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังเสริมสร้างอุตสาหกรรมคริปโตระดับโลกด้วยการส่งเสริมชุมชนผู้นำ นักพัฒนา และนักประดิษฐ์ในอนาคตที่มีข้อมูลครบถ้วน เรารู้สึกภูมิใจที่ได้ร่วมมือในความพยายามเชิงกลยุทธ์นี้และยังคงมุ่งมั่นที่จะทำให้การศึกษาเกี่ยวกับบล็อกเชนเข้าถึงได้สำหรับทุกคน เพื่อให้แน่ใจว่าประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการกำหนดอนาคตของ Web3″

ความร่วมมือครั้งนี้มีระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่การลงนาม โดยทั้งสามองค์กรจะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของนักศึกษาและบุคลากรให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในการมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง Digital Asset Hub แห่งอาเซียน และจำนวนผู้ใช้งานในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในอาเซียนคาดว่าจะแตะ 108.79 ล้านคนภายในปี 2026 

 

BINANCE TH Strengthens Thailand’s Digital Asset Ecosystem with Education, Partnerships, and Innovation Ahead of 2026

BINANCE TH ประกาศกลยุทธ์ผู้นำปี 2026 รับมือความผันผวนของตลาด พร้อมกำหนดทิศทางการเติบโตครั้งใหม่

BINANCE TH Strengthens Thailand’s Digital Asset Ecosystem with Education, Partnerships, and Innovation Ahead of 2026

  • User base grew more than fourfold in 2025, a strong momentum fueled by nationwide educational and community initiatives.
  • Launched new investor-centric platform features, including AI Sentiment, Daily Insight, and formed strategic partnerships with Bitazza, Maxbit and The Brooker Group to enhance ecosystem collaboration.
  • Thailand’s digital assets ecosystem is set for accelerated adoption in 2026, driven by regulatory advancements, institutional participation, and the growth of real-world application.

Thailand’s leading digital asset service provider, BINANCE TH by Gulf Binance, today recapped its achievements in 2025, unveiled new product launches and partnerships, and shared its outlook for the year ahead. at the year-end gathering ‘Market-Moving Briefing: Navigating 2025 Volatility with a Definitive 2026 Strategy’ As global crypto markets experienced one of the most volatile periods in recent years, the company emphasized that this moment marks not only a test for the industry—but a pivotal turning point that will define the next wave of digital asset adoption in Thailand.

Throughout 2025, BINANCE TH recorded significant momentum, with its user base growing more than fourfold compared with 2024. The company also reached over one hundred thousand individuals through nationwide educational and community initiatives, strengthening digital asset literacy across universities, local communities, and retail investors. Notable milestones included formal collaborations with leading universities to embed blockchain education into academic curricula, as well as Crypto 101 workshops conducted to bridge traditional finance and the digital asset world. Underpinning all of this was a year of platform stability and security, with BINANCE TH operating under the highest standards of operational excellence, regulatory compliance and resilience-with no security incidents reported. 

“Despite facing market turbulence, 2025 reinforced our confidence in the strategy we’ve set. We have witnessed a growing understanding of digital assets among the public, which has further fostered the broader adoption,” said Nirun Fuwattananukul, CFA, CEO of BINANCE TH by Gulf Binance. “Crypto is increasingly recognized not only as a hedge in uncertain times but also as a long-term growth asset, powered by blockchain technology that is reshaping the future of finance. What we’re seeing now is not the end of a cycle, but the beginning of a new one that will take shape in 2026.”

BINANCE TH also introduced a major evolution of its platform experience, reaffirming itself as the most user-centric exchange in Thailand. New enhancements include real-time market intelligence embedded directly into the homepage, an AI-powered sentiment tool derived from crypto community discussions, and a daily insight module that distills essential movements and trends in digestible form. For broader consumer engagement, the platform launched the All-Time High Game, designed to onboard its new users into the ecosystem in an engaging and informative way.

Another significant move to enhance market connectivity and foster crypto adoption is the announcement of strategic partnerships with Bitazza, Maxbit and The Brooker Group. These collaborations mark a step forward in strengthening market infrastructure, improving asset liquidity, and expanding access to high-quality digital asset education for high-net-worth investors.  These partnerships demonstrate Binance TH’s commitment to growing the Thai digital asset ecosystem collectively, rather than competing in silos.

Looking ahead, Dr. Korn Poonsirivong, Chief Strategy Officer and Director of BINANCE TH Academy, outlined three major forces set to shape 2026: continued enhancements in Thailand’s regulatory framework, the growing presence of institutional and mainstream players, and the accelerating rise of Stablecoins, Tokenization, and Real-World Assets (RWA). These trends, he noted, will bring digital assets closer to everyday users—not only as an investment class, but as an integral part of payment, financial access, and value exchange.

“2026 will be the year when digital assets move from concept to real-world utility for the general public,” Dr. Korn said. “We expect broader adoption, clearer regulatory alignment, and deeper integration with financial systems, all of which will reshape how Thai users interact with digital value.”

As the industry navigates this transformative moment and looks toward 2026, BINANCE TH remains dedicated to empowering its users and leading Thailand’s digital assets into the next chapter by expanding innovative offerings, forging stronger industry partnerships, and driving responsible growth across the ecosystem.

BINANCE TH ประกาศกลยุทธ์ผู้นำปี 2026 รับมือความผันผวนของตลาด พร้อมกำหนดทิศทางการเติบโตครั้งใหม่

BINANCE TH ประกาศกลยุทธ์ผู้นำปี 2026 รับมือความผันผวนของตลาด พร้อมกำหนดทิศทางการเติบโตครั้งใหม่

BINANCE TH ประกาศกลยุทธ์ผู้นำปี 2026 รับมือความผันผวนของตลาด พร้อมกำหนดทิศทางการเติบโตครั้งใหม่

  • ฐานผู้ใช้เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า ในปี 2025 จากการผลักดันความร่วมมือด้านการศึกษาและคอมมูนิตี้ทั่วประเทศ
  • เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่เน้นนักลงทุน เช่น AI Sentiment และ Daily Insight พร้อมสร้างความร่วมมือเชิง  กลยุทธ์กับ Bitazza, Maxbit และ The Brooker Group เพื่อยกระดับความร่วมมือในอีโคซิสเต็ม
  • อีโคซิสเต็มสินทรัพย์ดิจิทัลไทยพร้อมเติบโตแบบก้าวกระโดดในปี 2026 จากปัจจัยความก้าวหน้าด้านกฎระเบียบ การมีส่วนร่วมของสถาบัน และการขยายตัวของการใช้งานในโลกความเป็นจริง

BINANCE TH by Gulf Binance ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำในประเทศไทย เผยผลการดำเนินงานที่โดดเด่นประจำปี 2025 พร้อมเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ และแนวโน้มสำหรับปีถัดไป ประกาศจุดยืนและทิศทางสำคัญของธุรกิจ Market-Moving Briefing: นำทางความผันผวนปี 2025 ด้วยกลยุทธ์ปี 2026 ที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม” ท่ามกลางบรรยากาศตลาดคริปโตทั่วโลกกำลังเผชิญกับความผันผวนครั้งสำคัญ บริษัทเน้นย้ำว่าช่วงเวลาตอนนี้ไม่ใช่การทดสอบสำหรับอุตสาหกรรม แต่มันคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย

ตลอดปี 2025 BINANCE TH สร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยฐานผู้ใช้เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และสามารถขยายการเข้าถึงองค์ความรู้และการใช้งานคริปโตฯ ไปยังประชาชนทั่วประเทศมากกว่าแสนคนผ่านความร่วมมือด้านการศึกษาและกิจกรรมภาคสนามต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการลงนามบันทึกความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยระดับประเทศ เพื่อวางรากฐานความรู้บล็อกเชนให้กับคนรุ่นใหม่ ตลอดจนการจัดกิจกรรม Crypto 101 ร่วมกับพันธมิตรในภาคการเงินที่ช่วยสร้างสะพานเชื่อมระหว่างความรู้ทางการเงินแบบดั้งเดิมและโลกสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้ระบบที่มีมาตรฐานความปลอดภัยเทียบเท่าแพลตฟอร์มระดับโลกของ Binance และไม่มีเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยเกิดขึ้นตลอดทั้งปี

นายนิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล CFA, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BINANCE TH by Gulf Binance กล่าวว่า “แม้ปี 2025 ตลาดจะเผชิญหน้ากับความผันผวน แต่ถือได้ว่าปีนี้เป็นการตอกย้ำกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งของเรา ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือความเข้าใจและการใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัลของผู้คนในทุกกลุ่ม ตั้งแต่นักศึกษาจนถึงสถาบันที่เติบโตแบบก้าวกระโดด (Exponential Growth) เราเห็นการขยายตัวของสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงและในฐานะสินทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น ความผันผวนจึงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของวัฎจักร แต่เป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมสำหรับปี 2026”

BINANCE TH ยังประกาศการยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้ครั้งใหญ่ โดยย้ำจุดยืนในการเป็นศูนย์ซื้อขายที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้เป็นอันดับแรก (User-Centric) ในประเทศไทย ด้วยการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้ผู้ลงทุนมองเห็นตลาดได้อย่างชัดเจนและมีข้อมูลพร้อมก่อนการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือบนหน้าแรกของแอปที่รวบรวมข้อมูลสำคัญของตลาดแบบเรียลไทม์ การวิเคราะห์อารมณ์ตลาดจากชุมชนโซเชียลอย่าง AI Sentiment ไปจนถึง Daily Insight ที่สรุปภาพความเคลื่อนไหวของตลาดในแต่ละวันให้เข้าใจง่ายสำหรับผู้ใช้ทั่วไป บริษัทเดินหน้าเพิ่มความสนุกและการมีส่วนร่วมผ่าน All-Time High Game ซึ่งออกแบบมาเพื่อดึงดูดผู้ใช้ใหม่เข้าสู่ระบบนิเวศด้วยวิธีการและข้อมูลที่น่าสนใจ

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่สำคัญเพื่อเพิ่มการเชื่อมต่อในตลาดและส่งเสริมการยอมรับคริปโตฯ คือการประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Bitazza, Maxbit และ The Brooker Group ความร่วมมือเหล่านี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานของตลาด การปรับปรุงสภาพคล่องของสินทรัพย์ และการขยายโอกาสเข้าถึงการศึกษาด้านสินทรัพย์ดิจิทัลคุณภาพสูงสำหรับกลุ่มนักลงทุนที่มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth) ความร่วมมือเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ BINANCE TH ที่จะสร้างการเติบโตของอีโคซิสเต็มสินทรัพย์ดิจิทัลของไทยร่วมกัน

ในด้านแนวโน้มสำหรับปี 2026 ดร.กร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่กลยุทธ์และผู้อำนวยการ BINANCE TH Academy ได้สรุปปัจจัยหลัก 3 ประการที่จะขับเคลื่อนตลาด ได้แก่ การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของกรอบกำกับดูแลในประเทศไทย การเข้ามามีส่วนร่วมของภาคสถาบันและผู้เล่นกระแสหลัก และการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Stablecoins, Tokenization และ Real-World Assets (RWA) ปัจจัยเหล่านี้จะนำสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าใกล้ผู้ใช้ทั่วไปมากขึ้น ไม่ใช่เพียงในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุนเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญของการชำระเงิน การเข้าถึงทางการเงิน และการแลกเปลี่ยนมูลค่าอีกด้วย

ดร.กร กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปี 2026 จะเป็นปีที่สินทรัพย์ดิจิทัลจะเปลี่ยนจากแนวคิดสู่การใช้งานจริงในชีวิตประจำวันของผู้คน เราคาดหวังว่าจะมีการยอมรับในวงกว้างมากขึ้น การประสานงานด้านกฎระเบียบที่ชัดเจนขึ้น และการ บูรณาการที่ลึกซึ้งขึ้นกับระบบการเงิน ซึ่งทั้งหมดนี้จะปรับเปลี่ยนวิธีที่ผู้ใช้ชาวไทยมีปฏิสัมพันธ์กับมูลค่าทางดิจิทัล”

ในขณะที่อุตสาหกรรมกำลังก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงและมองไปข้างหน้าสู่ปี 2026 BINANCE TH ยังคงมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างศักยภาพผู้ใช้และเป็นผู้นำสินทรัพย์ดิจิทัลของประเทศไทยเข้าสู่บทถัดไป ด้วยการนำเสนอนวัตกรรม สร้างความร่วมมือในอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบทั่วทั้งอีโคซิสเต็ม

Binance ร่วมมือ Franklin Templeton พัฒนาโครงการและผลิตภัณฑ์สินทรัพย์ดิจิทัล

Binance ร่วมมือ Franklin Templeton พัฒนาโครงการและผลิตภัณฑ์สินทรัพย์ดิจิทัล

Binance ร่วมมือ Franklin Templeton พัฒนาโครงการและผลิตภัณฑ์สินทรัพย์ดิจิทัล

ผสานความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีบล็อกเชน สร้างสรรค์โซลูชันที่เชื่อมโยงโลกการเงินแบบเดิมเข้ากับโลกแห่งการเงินแบบกระจายศูนย์ที่รวดเร็วและเข้าถึงง่าย

Binance ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีชั้นนำของโลก และ Franklin Templeton ผู้นำด้านการลงทุนระดับโลกที่มีมูลค่าการบริหารจัดการสินทรัพย์กว่า 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกาศความร่วมมือเพื่อสร้างโครงการและผลิตภัณฑ์สินทรัพย์ดิจิทัลที่ตอบโจทย์ความต้องการนักลงทุนหลากหลายกลุ่ม

ทั้งสองบริษัทจะร่วมกันศึกษาแนวทางเพื่อผสานรวมความเชี่ยวชาญของ Franklin Templeton ในการแปลงสินทรัพย์ให้กลายเป็นโทเคน (Tokenization) อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานการซื้อขายและฐานนักลงทุนทั่วโลกของ Binance โดยมีเป้าหมายเพื่อนำเสนอนวัตกรรมโซลูชัน ที่ตอบสนองความต้องการของนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส รวมถึงสร้างโอกาสในการเข้าถึงตลาดทุนให้ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยอัตราผลตอบแทนที่สามารถแข่งขันได้และมีประสิทธิภาพในการชำระราคา

Sandy Kaul รองประธานบริหารและหัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมของ Franklin Templeton กล่าวว่า “ขณะที่เครื่องมือและเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังก้าวจากขอบเขตการใช้งานในกลุ่มเล็กๆ ไปสู่กระแสหลักทางการเงิน ความร่วมมือลักษณะนี้จะยิ่งเป็นสิ่งสำคัญกระตุ้นการนำมาใช้งานมากยิ่งขึ้น เรามองว่าบล็อกเชนไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อระบบเก่า แต่เป็นโอกาสที่จะสร้างสรรค์ระบบเหล่านั้นขึ้นใหม่ การทำงานร่วมกับ Binance ทำให้เราสามารถใช้ประสิทธิภาพจากการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นโทเคน (Tokenization) เพื่อนำเสนอโซลูชันที่มีมาตรฐานในระดับสถาบัน เช่น แพลตฟอร์ม Benji Technology ของเรา ให้กับนักลงทุนในวงกว้างขึ้น และช่วยเชื่อมโยงโลกการเงินแบบดั้งเดิมเข้ากับโลกการเงินแบบกระจายศูนย์”

Roger Bayston รองประธานบริหารและหัวหน้าฝ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลของ Franklin Templeton กล่าวเสริมว่า “นักลงทุนต่างให้ความสนใจในสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อคงความได้เปรียบ แต่สิ่งเหล่านี้ต้องเข้าถึงง่ายและเชื่อถือได้ การทำงานร่วมกับ Binance ช่วยให้เราสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ล้ำสมัยซึ่งตอบสนองความต้องการของตลาดทุนโลก และร่วมกันสร้างพอร์ตการลงทุนแห่งอนาคต เป้าหมายของเราคือการเปลี่ยนแนวคิดเรื่องการแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงให้เป็นโทเคนให้กลายเป็นแนวทางปฏิบัติได้จริงสำหรับลูกค้า เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการชำระราคา การบริหารจัดการหลักประกัน และการจัดพอร์ตการลงทุนในวงกว้าง”

Catherine Chen หัวหน้าฝ่าย VIP & Institutional ของ Binance กล่าวว่า “Binance มีประวัติการสร้างสรรค์นวัตกรรมและโซลูชันล้ำสมัยที่เป็น ‘รายแรก ๆ ในโลกคริปโต’ ช่วยเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Franklin Templeton สำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์และโครงการใหม่ ๆ ยังตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเราในการเชื่อมคริปโต เข้ากับตลาดทุนแบบดั้งเดิม และเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ที่ยิ่งใหญ่ขึ้น” 

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความร่วมมือและการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่จะมีการประกาศปลายปีนี้