ผู้ให้เช่ามือใหม่ควรรู้! วางแผนปล่อยเช่าอย่างไรไม่ให้ขาดทุน รับตลาดเช่าบูม

ผู้ให้เช่ามือใหม่ควรรู้! วางแผนปล่อยเช่าอย่างไรไม่ให้ขาดทุน รับตลาดเช่าบูม

ผู้ให้เช่ามือใหม่ควรรู้! วางแผนปล่อยเช่าอย่างไรไม่ให้ขาดทุน รับตลาดเช่าบูม

ความท้าทายทางเศรษฐกิจยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ผู้บริโภคเลือกชะลอแผนการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยออกไปก่อน และหันมาเลือกเช่าแทน ส่งผลให้เทรนด์การเช่าอย่าง Generation Rent กลายเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ของคนหาบ้านยุคนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหาความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต และต้องการหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้ระยะยาว ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย เผยข้อมูลเชิงลึกจากผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.DDproperty.com ระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 พบว่า ภาพรวมความต้องการเช่าที่อาศัยยังคงเติบโตต่อเนื่อง ตลาดเช่ามีสัดส่วนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ลงทะเบียนแสดงความสนใจเช่า (Lead/View) ถึง 15.6% เพิ่มขึ้นจาก 8.7% ในช่วงครึ่งแรกปี 2568  

ขณะที่ข้อมูลล่าสุดจากผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ฯ ในเดือนกรกฎาคม 2569 พบว่า ภาพรวมความต้องการเช่าทั่วประเทศยังคงมีทิศทางเติบโต และมีสัญญาณบวกในหลายทำเล ดังนี้

  • ภาพรวมความต้องการเช่าที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น 4% จากเดือนก่อนหน้า (MoM) สวนทางกับความต้องการซื้อที่ยังคงชะลอตัว โดยลดลง 3% MoM สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยังคงเผชิญความท้าทายในการเป็นเจ้าของที่อาศัยในเมืองหลวง 
  • เมื่อพิจารณาความต้องการเช่าที่อยู่อาศัยในจังหวัดปริมณฑล (ประกอบด้วย จังหวัดนนทบุรี, สมุทรปราการ, ปทุมธานี, นครปฐม และสมุทรสาคร) พบว่า ภาพรวมความต้องการเช่าเติบโต 6% MoM โดยนนทบุรี เพิ่มขึ้นมากที่สุด อยู่ที่ 18% MoM ตามมาด้วยปทุมธานี เพิ่มขึ้น 8% MoM และสมุทรสาคร เพิ่มขึ้น 4% MoM
  • ด้านภาพรวมความต้องการเช่าที่อยู่อาศัยในตลาดต่างจังหวัด (ไม่รวมกรุงเทพฯ และปริมณฑล) เพิ่มขึ้นถึง 9% MoM โดย 5 จังหวัดที่มีความต้องการเช่าเพิ่มขึ้นมากที่สุดส่วนใหญ่อยู่ในหัวเมืองท่องเที่ยว ได้แก่ เชียงใหม่ เพิ่มขึ้น 25% MoM, ชลบุรี เพิ่มขึ้น 13% MoM, ภูเก็ต เพิ่มขึ้น 12% MoM, ขอนแก่น เพิ่มขึ้น 4% MoM และประจวบคีรีขันธ์ เพิ่มขึ้น 2% MoM

สัญญาณบวกจากเทรนด์ Generation Rent ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้เวลานี้กลายเป็นจังหวะที่น่าสนใจสำหรับเจ้าของบ้าน/คอนโดฯ ที่จะนำมาปล่อยเช่าเพื่อสร้างรายได้และรีบคว้าโอกาสจากดีมานด์ที่มีอยู่ อย่างไรก็ดี ท่ามกลางโอกาสย่อมมาพร้อมกับการแข่งขันที่สูงเช่นกัน ผู้ให้เช่าจึงไม่ควรมองข้ามการวางแผนอย่างรอบคอบก่อนปล่อยเช่า เพื่อสร้างความโดดเด่นเหนือคู่แข่ง และตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด 

ผู้ให้เช่ามือใหม่ควรรู้ 6 เช็กลิสต์วางแผนปล่อยเช่าอย่างไรไม่ให้ขาดทุน

ความท้าทายของการปล่อยเช่าที่อยู่อาศัยไม่ได้อยู่ที่การหาผู้เช่าเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งสำคัญคือการบริหารต้นทุนอย่างเข้าใจและเหมาะสมตั้งแต่เริ่มต้น ผู้ให้เช่ามือใหม่จึงไม่ควรละเลยการศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจลงทุน ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) ขอแนะนำ 6 เช็กลิสต์ที่ผู้ให้เช่ามือใหม่ควรรู้ก่อนวางแผนปล่อยเช่า เพื่อช่วยให้บริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มโอกาสปล่อยเช่าอย่างคุ้มค่าในระยะยาว ดังนี้

  1. สำรวจต้นทุนที่ต้องรับผิดชอบ ผู้ให้เช่าควรเริ่มต้นจากการสำรวจต้นทุนทั้งหมดที่ต้องรับผิดชอบ โดยจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายแต่ละส่วน เช่น ต้นทุนคงที่ที่ต้องจ่ายสม่ำเสมออย่างค่างวดที่ต้องผ่อนชำระในกรณีที่ยื่นกู้ธนาคาร, ค่าส่วนกลาง, ค่าประกันภัยต่าง ๆ และต้นทุนที่ยืดหยุ่นได้อย่างการตกแต่งที่สามารถปรับงบให้เหมาะสมได้เอง อย่างไรก็ดี ผู้ใช้เช่าต้องมีงบสำรองในการดูแล/ซ่อมบำรุงโครงสร้างและเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์เมื่อเกิดการเสื่อมสภาพตามกาลเวลาด้วย นอกจากนี้ ยังมีต้นทุนอื่น ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม เช่น ค่านายหน้า, ค่าโฆษณาประกาศให้เช่า รวมไปถึงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และรายได้จากการปล่อยเช่าที่ต้องนำมาคำนวณเมื่อยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี จากนั้นจึงนำต้นทุนทั้งหมดมาประเมินจุดคุ้มทุนเพื่อกำหนดค่าเช่าให้เหมาะสม ป้องกันการตั้งค่าเช่าที่อาจขาดทุนโดยไม่รู้ตัว
  2. ศึกษาตลาด ตั้งค่าเช่าให้โดนใจ ผู้ให้เช่าควรหาข้อมูลที่อยู่อาศัยให้เช่าประเภทเดียวกันในทำเลใกล้เคียงว่าส่วนใหญ่ปล่อยเช่าที่ราคาเท่าไร เป็นห้องตกแต่งครบพร้อมเข้าอยู่ (Fully Furnished) หรือตกแต่งให้บางส่วน (Fully Fitted) หรือเป็นห้องเปล่า รวมสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรบ้าง เพื่อให้เห็นภาพกลไกตลาดอย่างรอบด้านและสามารถตั้งราคาปล่อยเช่าที่แข่งขันได้จริง โดยผู้ให้เช่าควรเลือกจุดเด่นที่มีมาเป็นจุดขาย เช่น เป็นห้องมุมรับแสงรับวิวได้ดี, ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์บิ้วท์อินสวยงาม หรือตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้สามารถตั้งราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยในตลาดได้อย่างสมเหตุสมผล จากนั้นจึงนำค่าเช่าที่ตั้งไว้มาคำนวณหาอัตราผลตอบแทนจากการเช่า (Rental Yield) เพื่อประเมินว่าค่าเช่านั้นสามารถสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่าภายในระยะเวลาคืนทุนที่คาดหวังหรือไม่
  3. เลือกทำเลศักยภาพ เพิ่มโอกาสที่มากกว่า ทำเลถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัยของผู้เช่า ดังนั้น ผู้ให้เช่าจึงควรพิจารณาเลือกซื้อบ้าน/คอนโดฯ ที่ตั้งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพในการเติบโต มีความเจริญในพื้นที่ มีระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองได้อย่างสะดวกด้วยรถไฟฟ้าหรืออยู่ใกล้ทางพิเศษ นอกจากนี้ การเลือกโครงการที่ตั้งอยู่ใกล้แหล่งงาน, ใกล้สถานศึกษา หรือย่านธุรกิจ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการปล่อยเช่าได้ง่ายขึ้น เนื่องจากมักมีกลุ่มผู้เช่าหมุนเวียนเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดความเสี่ยงที่ห้องจะว่างเป็นเวลานาน และยังช่วยเพิ่มมูลค่าของทรัพย์สินในระยะยาวอีกด้วย
  4. ทำการตลาดหลากหลาย เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายตรงจุด ผู้ให้เช่าควรเลือกประกาศผ่านช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ควบคู่กัน เพื่อขยายการเข้าถึงให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด โดยระบุข้อมูลสำคัญในประกาศให้ชัดเจน, ใช้รูปถ่ายหรือวิดีโอให้เห็นบรรยากาศห้องจริงในมุมที่ทำให้ดูกว้างขวางปลอดโปร่ง พร้อมไฮไลต์ค่าเช่าและโปรโมชันที่ดึงดูดใจ อย่างไรก็ดี ปัจจุบันผู้เช่ายุคใหม่หันมาค้นหาที่อยู่อาศัยผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ทั้งทางเว็บไซต์ประกาศขาย/ให้เช่าอสังหาฯ ชั้นนำอย่าง www.DDproperty.com หรือโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เมื่อการแข่งขันสูงขึ้น การลงประกาศฟรีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ผู้ให้เช่าจึงควรพิจารณาเพิ่มความน่าเชื่อถือและการมองเห็นประกาศผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ถือเป็นอีกกลยุทธ์ที่จะช่วยดันประกาศของผู้เช่าให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคุณภาพ และเพิ่มโอกาสในการปล่อยเช่าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
  5. เสิร์ฟโปรโมชันเด็ดดึงดูดผู้เช่า การเสนอโปรโมชันที่น่าสนใจเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจของผู้เช่าให้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฟรีค่าส่วนกลาง, การตกแต่งพร้อมเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าครบชุด, การติดตั้งเครื่องกรองน้ำให้, การบริการล้างแอร์ หรือสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะช่วยสร้างความแตกต่างให้ประกาศเป็นที่จดจำและโดดเด่นจากคู่แข่งในตลาด อย่างไรก็ดี การจัดโปรโมชันถือเป็นงบการตลาดที่ควรคำนวณให้สอดคล้องกับต้นทุนที่รับได้ เพื่อไม่ให้กระทบผลตอบแทนโดยรวม
  6. เลือกใช้เอเจนต์มืออาชีพเป็นผู้ช่วย การปล่อยเช่าอสังหาฯ มักมาพร้อมความท้าทายด้านการบริหารจัดการเรื่องเวลา โดยเฉพาะสำหรับผู้ให้เช่ามือใหม่ที่ทำงานประจำหรือไม่มีเวลานัดหมายชมห้องบ่อย ๆ การเลือกใช้บริการเอเจนต์อสังหาฯ ที่มีความเชี่ยวชาญในทำเลนั้น ๆ จะช่วยดูแลกระบวนการทั้งหมดอย่างครบวงจร ตั้งแต่การประเมินราคา, ทำการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์, คัดกรองผู้เช่าคุณภาพ, ประสานงานนัดหมายชมห้อง ไปจนถึงการเจรจาต่อรองและร่างสัญญาเช่าที่รัดกุมเพื่อช่วยรักษาสิทธิของผู้ให้เช่า นอกจากนี้ ยังช่วยให้เข้าถึงฐานผู้เช่าที่กว้างขึ้นผ่านเครือข่ายของเอเจนต์เอง เพิ่มโอกาสในการปิดการปล่อยเช่าได้ไวขึ้นอีกด้วย

อยากปล่อยเช่าให้ไว เลือกเอเจนต์อย่างไรให้ตอบโจทย์ยุคตลาดเช่าบูม

การปล่อยเช่าในปัจจุบันต้องอาศัยความเข้าใจตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) ขอแนะนำ 6 แนวทางในการเลือกเอเจนต์อสังหาฯ มืออาชีพ เพื่อช่วยให้ผู้ให้เช่าได้ที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ ลดความยุ่งยากในทุกขั้นตอน ช่วยให้ปล่อยเช่าได้อย่างอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น

  1. เลือกเอเจนต์ที่เชี่ยวชาญตรงกับอสังหาฯ ที่มี โดยทั่วไปแล้วเอเจนต์อสังหาฯ จะมีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันออกไปทั้งในเรื่องประเภทอสังหาฯ, ระดับราคา และฐานลูกค้าที่มีตั้งแต่ตลาดทั่วไปจนถึงตลาดลักซ์ชัวรี ผู้ให้เช่าจึงควรเลือกเอเจนต์อสังหาฯ ที่มีความเชี่ยวชาญตรงกับประเภทอสังหาฯ และกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการปล่อยเช่า โดยพิจารณาจากผลงานที่ผ่านมาและสอบถามกับเอเจนต์อสังหาฯ โดยตรง เพื่อพิจารณาว่าเอเจนต์นั้นสามารถนำเสนอจุดเด่นของอสังหาฯ ที่ปล่อยเช่าได้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงช่วยคัดกรองผู้เช่าที่มีความสนใจและกำลังซื้อสอดคล้องกัน เพิ่มโอกาสในการจับคู่ระหว่างทรัพย์ที่ปล่อยเช่ากับความต้องการของผู้เช่าได้อย่างเหมาะสม
  2. เข้าใจตลาด พร้อมให้คำแนะนำที่ตอบโจทย์ เอเจนต์อสังหาฯ มืออาชีพจะมีความเข้าใจพฤติกรรมคนหาบ้านปัจจุบัน จึงสามารถให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่ช่วยให้ปล่อยเช่าได้ง่ายขึ้น อย่างการดึงจุดเด่นของห้องที่ปล่อยเช่ามาทำให้แตกต่าง พร้อมทั้งแนะนำการตั้งค่าเช่าที่เหมาะสม เพราะหากตั้งราคาสูงเกินไปอาจใช้เวลานานกว่าจะหาผู้เช่าได้ ขณะที่การตั้งราคาต่ำเกินไปอาจกระทบต่อผลตอบแทนของผู้ให้เช่าและแผนการปรับขึ้นค่าเช่าในอนาคต นอกจากนี้ เอเจนต์อสังหาฯ จะมีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์ตลาดซึ่งสามารถแนะนำได้ว่าผู้ให้เช่าควรนำทรัพย์ออกสู่ตลาดช่วงไหน รวมไปถึงควรปรับกลยุทธ์อย่างไรเมื่อยังไม่สามารถหาผู้เช่าได้  
  3. วางกลยุทธ์การตลาดตรงกลุ่มเป้าหมาย เอเจนต์อสังหาฯ มีบทบาทสำคัญในการเป็นนักวิเคราะห์และนักวางแผนการตลาด โดยจะนำจุดเด่นของทรัพย์ที่มีมาเปรียบเทียบกับคู่แข่งในระดับราคาเดียวกันเพื่อหาโอกาสในทำเลนั้น แล้วนำมาวางแผนกลยุทธ์การตลาดให้เหมาะสมทั้งในสื่อออฟไลน์และออนไลน์ นอกจากการนำเสนอประกาศที่มีรายละเอียดชัดเจนและรูปภาพที่ดึงดูดใจแล้ว ทั้งนี้ เอเจนต์อสังหาฯ ควรตามเทรนด์คอนเทนต์ล่าสุดเพื่อนำมาปรับใช้ในการนำเสนอประกาศผ่านโซเชียลมีเดียได้อย่างสร้างสรรค์ สร้างความโดดเด่นและช่วยให้ประกาศเข้าถึงผู้เช่าได้มากขึ้น รวมทั้งพร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำการจัดโปรโมชันที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย หากผู้ให้เช่าต้องการกลยุทธ์เพื่อเร่งการตัดสินใจเช่าอย่างรวดเร็ว
  4. บุคลิกภาพดี มีทักษะการสื่อสารเด่น บุคลิกภาพที่ดีของเอเจนต์อสังหาฯ จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือและสร้างความประทับใจตั้งแต่แรกเห็น โดยเอเจนต์อสังหาฯ ควรมีบุคลิกภาพที่เป็นมิตร อัธยาศัยดี มีใจรักบริการ (Service Mind) ขณะเดียวกัน ควรมีทักษะการสื่อสารและเจรจาต่อรองอย่างมืออาชีพ สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับบ้าน/คอนโดฯ ที่ปล่อยเช่าได้อย่างชัดเจน ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง มีความยืดหยุ่นในการสื่อสาร ตั้งใจรับฟังความต้องการของทั้งผู้ให้เช่าและผู้เช่าเพื่อช่วยประสานให้ตรงกัน นอกจากนี้ เอเจนต์อสังหาฯ ที่มีประสบการณ์จะมีเทคนิคในการสื่อสารและช่วยเจรจาต่อรองราคา/เงื่อนไขต่าง ๆ ได้อย่างสุภาพ ช่วยประสานงานให้ทั้งสองฝ่ายได้ข้อตกลงที่พึงพอใจร่วมกันอย่างราบรื่น 
  5. มีความรู้กฎหมาย ช่วยดูแลเอกสารสัญญา ผู้ให้เช่าควรเลือกเอเจนต์อสังหาฯ ที่มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายการให้เช่าอสังหาฯ เพื่อช่วยในการร่างสัญญาเช่า โดยระบุรายละเอียดและเงื่อนไขสำคัญอย่างชัดเจน, รัดกุม และเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย เช่น ค่ามัดจำ, เงินประกัน, ระยะเวลาเช่า, เงื่อนไขในการเช่า ตลอดจนขอบเขตความรับผิดชอบของผู้ให้เช่าและผู้เช่าในกรณีที่เกิดความเสียหาย นอกจากนี้ เอเจนต์อสังหาฯ มืออาชีพจะสามารถให้คำแนะนำในการเตรียมเอกสารที่จำเป็นในการทำสัญญารวมทั้งยื่นภาษีในส่วนที่เป็นรายได้จากการปล่อยเช่า ช่วยให้ผู้ให้เช่าดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย ปิดช่องว่างความเสี่ยงที่จะเกิดข้อผิดพลาด และป้องกันข้อพิพาททางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
  6. เอเจนต์ต้องมีเอกสารรับรองความสามารถ ผู้ให้เช่าควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเอเจนต์อสังหาฯ ก่อนตกลงทำธุรกรรมหรือว่าจ้างเสมอ เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงหรือแอบอ้างจากมิจฉาชีพ โดยพิจารณาความน่าเชื่อถือจากประสบการณ์และผลงานที่ผ่านมาของเอเจนต์อสังหาฯ,  มีใบประกาศนียบัตรการฝึกอบรมในหลักสูตร/ทักษะที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเอเจนต์อสังหาฯ จากสถาบันที่น่าเชื่อถือหรือไม่ หรือสังกัดอยู่กับบริษัทเอเจนต์แห่งใด ซึ่งจะเป็นเครื่องการันตีเบื้องต้นว่าเอเจนต์นั้นมีความรู้และความเชี่ยวชาญในการเป็นนายหน้าอสังหาฯ มีมาตรฐานการทำงาน รวมทั้งมีความเป็นมืออาชีพเพียงพอ สามารถไว้วางใจให้ดูแลทรัพย์ที่ปล่อยเช่าและดำเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ ได้

เมื่อผู้ให้เช่าเลือกเอเจนต์อสังหาฯ ที่ตอบโจทย์ได้แล้ว ควรพูดคุยตกลงรายละเอียดการทำงานและนัดทำสัญญาเพื่อระบุหน้าที่, กรอบการทำงาน, ค่านายหน้า และระยะเวลาที่ดำเนินการให้ชัดเจน เพื่อเป็นการรักษาสิทธิของทั้งสองฝ่ายและช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น โดยทั่วไปค่านายหน้าสำหรับปล่อยเช่าอสังหาฯ จะอยู่ที่ค่าเช่า 1 เดือน ต่อสัญญาเช่า 1 ปี หรือตามข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายกำหนดร่วมกัน โดยเอเจนต์อสังหาฯ จะได้รับเงินส่วนนี้เมื่อมีการตกลงเช่า และผู้เช่าได้จ่ายค่ามัดจำและค่าเช่าล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ดี สื่อออนไลน์ยังคงเป็นช่องทางที่สะดวกและตอบโจทย์การค้นหาที่อยู่อาศัยในยุคนี้ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) จึงได้พัฒนาโปรแกรม “เอเจนต์ที่ได้รับการยืนยันตัวตน (Agent Verification)” เพื่อช่วยยืนยันตัวตนและคัดกรองเอเจนต์อสังหาฯ มืออาชีพ โดยจะแสดงข้อมูลการติดต่อที่ชัดเจน บริษัทต้นสังกัด ความเชี่ยวชาญเบื้องต้นและทำเลที่เชี่ยวชาญ ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าเอเจนต์อสังหาฯ ที่ผ่านการลงทะเบียนในโครงการนี้ และได้ป้ายสัญลักษณ์สีเขียว “ยืนยันตัวตน (Verified) บนเว็บไซต์ www.DDproperty.com เป็นเอเจนต์อสังหาฯ ที่มีความน่าเชื่อถือและไว้ใจได้ ช่วยให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าทุกเส้นทางการซื้อ/ขาย/เช่าอสังหาฯ นี้จะเป็นไปอย่างราบรื่น

นอกจากนี้ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ยังมุ่งยกระดับมาตรฐานและเชิดชูผู้ประกอบวิชาชีพด้านอสังหาฯ ที่มีศักยภาพ โดยจัดงาน DDproperty Agent Awards 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งจะจัดพิธีมอบรางวัลในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2569 เพื่อยกย่องเอเจนต์อสังหาฯ มืออาชีพที่มีผลงานโดดเด่น ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพเอเจนต์ให้มีมาตรฐานและได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ชี้ตลาดอสังหาฯ ปี 69 ยังเดิมพันบนความท้าทาย แนะทุกฝ่ายปรับตัวไว เพื่อคว้าโอกาสในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ชี้ตลาดอสังหาฯ ปี 69 ยังเดิมพันบนความท้าทาย แนะทุกฝ่ายปรับตัวไว เพื่อคว้าโอกาสในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ชี้ตลาดอสังหาฯ ปี 69 ยังเดิมพันบนความท้าทาย แนะทุกฝ่ายปรับตัวไว เพื่อคว้าโอกาสในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย เผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ยังคงชะลอตัวตามสภาพเศรษฐกิจ ความท้าทายจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกประเทศเข้ามากระทบกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่จากข้อมูลบนเว็บไซต์พบว่า กลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) รวมถึงกลุ่มผู้เช่ายังคงมีความต้องการซื้อ-เช่าอยู่ แนะผู้ประกอบการและเอเจนต์อสังหาฯ เร่งปรับตัวเพื่อคว้าโอกาสในช่วงเปลี่ยนผ่าน 

ข้อมูลเชิงลึกจากผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.DDproperty.com ระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 เผยภาพรวมความต้องการซื้อ/เช่าที่อาศัยทั่วประเทศยังคงมีสัญญาณบวก เห็นได้จากสัดส่วนผู้สนใจซื้อ/เช่าที่อยู่อาศัยในช่วงครึ่งแรกปี 2569 เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว โดยสัดส่วนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ลงทะเบียนแสดงความสนใจซื้อ (Lead/View) อยู่ที่ 5.1% เพิ่มขึ้นจาก 2.8% ในช่วงครึ่งแรกปี 2568 ขณะที่ตลาดเช่ามีสัดส่วนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ลงทะเบียนแสดงความสนใจเช่า (Lead/View) ถึง 15.6% เพิ่มขึ้นจาก 8.7% ในช่วงครึ่งแรกปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการที่อยู่อาศัยยังคงมีอยู่ ผู้บริโภคเพียงแค่รอจังหวะและความพร้อมก่อนตัดสินใจเป็นเจ้าของบ้านในฝัน

ขณะที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเช่นกัน ข้อมูลจากเว็บไซต์ ThinkOfLiving.com พบว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 (ระหว่างเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569) ผู้พัฒนาอสังหาฯ ยังคงชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ โดยจำนวนโครงการเปิดใหม่ลดลง 9.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และจำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ลดลง 31.1% YoY อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการควรปรับแผนธุรกิจเพื่อบริหารสภาพคล่องและตามให้ทันดีมานด์ที่เปลี่ยนไป อย่างการชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ และหันมาออกโปรโมชั่นดึงดูดการตัดสินใจซื้อเพื่อเร่งระบายสต็อกสินค้าคงค้างในช่วงที่มีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ หากผู้ประกอบการปรับตัวได้ไวเท่าไร ก็ยิ่งสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และสามารถคว้าโอกาสจากดีมานด์ที่มีอยู่ในตลาดขณะนี้ได้เร็วขึ้นเท่านั้น

นายวิทยา อภิรักษ์วิริยะ Country Manager ประเทศไทย DDproperty และ ThinkofLiving เปิดเผยว่า “แม้ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงต้นปีอาจไม่ได้ฟื้นตัวอย่างหวือหวา แต่ยังคงมีสัญญาณบวกที่ชี้ให้เห็นว่าดีมานด์ในตลาดยังคงมีอยู่ เห็นได้จากจำนวนอุปทานที่มีแนวโน้มลดลงสอดคล้องกับอัตราดูดซับที่ค่อย ๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการแข่งขันด้านโปรโมชั่นของผู้พัฒนาอสังหาฯ อัตราดอกเบี้ยนโยบายคงที่ในระดับต่ำ พร้อมทั้งมีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ

นอกจากนี้ เราพบสัญญาณบวกที่น่าจับตามอง เมื่อผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ DDproperty.com ในช่วงต้นปีถือเป็นกลุ่มคนหาบ้านคุณภาพสูงที่มีความต้องการซื้อ/เช่าอย่างแท้จริง และพร้อมตัดสินใจทันที (High Intent) มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะในตลาดเช่า เห็นได้จากจำนวนผู้ลงทะเบียนแสดงความสนใจเช่า (Lead) ในไตรมาส 2 ของปีนี้ เพิ่มขึ้น 3.84% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 1 เพิ่มขึ้นถึง 21.17% QoQ ขณะที่จำนวนผู้ลงทะเบียนแสดงความสนใจซื้อ (Lead) ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 2.73% QoQ สะท้อนให้เห็นว่าแท้จริงแล้วความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคไม่ได้หายไป เพียงแค่ใช้เวลาพิจารณาคัดเลือกมากขึ้น และรอคอยจังหวะเวลาที่เหมาะสม เมื่อเจอบ้าน/คอนโดฯ ที่ตอบโจทย์ก็พร้อมตัดสินใจซื้อ/เช่าทันที”

“ปัจจัยบวกต่าง ๆ ได้ส่งผลให้ผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองสูงสุดในรอบหลายปี จึงเป็นโอกาสทองของผู้ที่มีความพร้อมทางการเงินที่จะเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในราคาคุ้มค่า ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พบว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสองในไตรมาส 1 ปี 2569 มีจำนวนเพิ่มขึ้น 13.8% และเป็นการเพิ่มขึ้นของการโอนกรรมสิทธิ์ทุกประเภท สะท้อนให้เห็นว่าตลาดที่อยู่อาศัยมือสองยังมีศักยภาพเติบโตอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นโอกาสอันดีของผู้บริโภคและนักลงทุนที่จะนำสินค้าในมือมาประกาศขายเพื่อรองรับดีมานด์ในตลาดนี้ และเป็นจังหวะสำคัญที่เอเจนต์อสังหาฯ ควรเร่งยกระดับบทบาทไปสู่ที่ปรึกษาของคนหาบ้านอย่างเต็มรูปแบบ โดยผสานความเชี่ยวชาญเข้ากับกลยุทธ์การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven) เพื่อเชื่อมโยงความต้องการของผู้บริโภคเข้ากับอุปทานในตลาดได้อย่างแม่นยำ และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น” นายวิทยา กล่าวสรุป

ในช่วงเปลี่ยนผ่านของตลาดเช่นนี้ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) มองว่าเอเจนต์อสังหาฯ ถือเป็นอีกฟันเฟืองสำคัญในระบบนิเวศที่ช่วยเชื่อมโยงอุปสงค์และอุปทานในตลาดอสังหาฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากความเชี่ยวชาญ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในตลาด และทักษะการเจรจาต่อรองยังเป็นสิ่งที่เทคโนโลยี AI ไม่สามารถเข้ามาแทนที่ได้ 

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) มุ่งมั่นขับเคลื่อนวงการเอเจนต์อสังหาฯ มืออาชีพให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและรายงานแนวโน้มตลาดที่เป็นประโยชน์ มีการจัดคอร์สอบรมเพื่อเสริมทักษะและความรู้ให้กับเอเจนต์อย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งจัดทำโครงการ “การยืนยันตัวตนเอเจนต์ (Agent Verification)” บนเว็บไซต์ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเอเจนต์มืออาชีพ โดยเอเจนต์ที่เข้าร่วมจะผ่านการลงทะเบียนยืนยันตัวตนและแสดงข้อมูลการติดต่อ ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่ากำลังทำธุรกรรมซื้อ/ขาย/เช่าที่อยู่อาศัยร่วมกับเอเจนต์ที่มีตัวตนจริง น่าเชื่อถือ และตรวจสอบได้อย่างแท้จริง   

นอกจากนี้ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) ยังตระหนักถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล โดยได้จัดงาน DDproperty Agent Summit ประจำปี เพื่อช่วยให้เอเจนต์ได้ Upskill & Reskill ทักษะต่าง ๆ พร้อมอัปเดตเทรนด์ที่น่าสนใจและจำเป็นในการทำงาน ช่วยให้เอเจนต์มีความพร้อมและสามารถปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีได้ดียิ่งขึ้น 

ในปีนี้ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เดินหน้าจัดงานมอบรางวัลเกียรติยศ DDproperty Agent Awards 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างเก็บคะแนน โดยจะพิจารณาผู้ได้รับรางวัลจากประสิทธิภาพโดยรวมของประกาศ (Overall Listing Performance) ผ่านค่าเฉลี่ยผู้เข้าชมต่อประกาศ (Average Unique Users per Listing) และค่าเฉลี่ยการติดต่อสอบถามต่อประกาศ (Average Enquiries per Listing) ควบคู่กับการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องบนแพลตฟอร์ม ซึ่งสะท้อนทั้งประสิทธิภาพของประกาศและจำนวนของทรัพย์ที่นำเสนอ

นอกจากนี้ยังมี People’s Choice Awards ซึ่งเป็นรางวัลพิเศษที่มอบให้กับเอเจนซี่ที่ได้รับคะแนนโหวตจากผู้ใช้งานสูงสุด โดยสะท้อนถึงความไว้วางใจ, ความนิยม และการยอมรับจากผู้ค้นหาอสังหาริมทรัพย์

ทั้งนี้ DDproperty Agent Awards 2026 จะมีพิธีมอบรางวัลในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2569 เพื่อยกย่องสุดยอดนายหน้าอสังหาฯ มืออาชีพในไทยที่มีผลงานโดดเด่น และเป็นแรงบันดาลใจในการต่อยอดความสำเร็จในวิชาชีพนี้

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างยั่งยืนในทุกภาคส่วน 

อัปเดต 5 ทำเลยอดนิยมของคนหาบ้านครึ่งแรกปี 69 

ข้อมูลเชิงลึกจากผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.DDproperty.com ระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 เผยภาพรวมระดับราคาและค่าเช่าที่อาศัยทั่วประเทศยังคงมีทิศทางเติบโตอย่างน่าสนใจ สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสของดีมานด์บางกลุ่มที่ยังคงเติบโตในบางทำเล โดยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เมืองหลวง ซึ่งมีประชากรวัยแรงงานและวัยเรียนเข้ามาอยู่อาศัยอย่างคับคั่ง 

โดย 5 ทำเลที่ได้รับความสนใจซื้อมากที่สุดในช่วงครึ่งแรกปี 2569 แยกตามระดับราคา มีดังนี้ 

  • ระดับราคา 1-3 ล้านบาท 
    • อันดับ 1 แขวงบางจาก เขตพระโขนง สัดส่วน 82%
    • อันดับ 2 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง สัดส่วน 82%
    • อันดับ 3 แขวงบางนา เขตบางนา สัดส่วน 65%
    • อันดับ 4 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ สัดส่วน 62%
    • อันดับ 5 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ สัดส่วน 57% 
  • ระดับราคา 3-5 ล้านบาท 
    • อันดับ 1 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง สัดส่วน 56% 
    • อันดับ 2 แขวงจอมพล เขตจตุจักร สัดส่วน 38%
    • อันดับ 3 แขวงบางจาก เขตพระโขนง สัดส่วน 32% 
    • อันดับ 4 แขวงสามแสนใน เขตพญาไท สัดส่วน 31% 
    • อันดับ 5 แขวงดินแดง เขตดินแดง และ แขวงมักกะสัน เขตราชทวี สัดส่วน 23% 
  • ระดับราคา 5-10 ล้านบาท 
    • อันดับ 1 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน สัดส่วน 32% 
    • อันดับ 2 แขวงบางจาก เขตพระโขนง สัดส่วน 31% 
    • อันดับ 3 แขวงจอมพล เขตจตุจักร สัดส่วน 29% 
    • อันดับ 4 แขวงสามแสนใน เขตพญาไท สัดส่วน 27% 
    • อันดับ 5 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย สัดส่วน 24%  

สำหรับ 5 ทำเลที่ได้รับความสนใจเช่ามากที่สุดในช่วงครึ่งแรกปี 2569 แยกตามระดับค่าเช่า มีดังนี้ 

  • ระดับค่าเช่า 10,000-20,000 บาท
    • อันดับ 1 แขวงจอมพล เขตจตุจักร สัดส่วน 43% 
    • อันดับ 2 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย สัดส่วน 42% 
    • อันดับ 3 แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา สัดส่วน 42% 
    • อันดับ 4 แขวงบางจาก เขตพระโขนง สัดส่วน 41% 
    • อันดับ 5 แขวงบางนา เขตบางนา สัดส่วน 40%  
  • ระดับค่าเช่า 20,001-30,000 บาท 
    • อันดับ 1 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง สัดส่วน 25% 
    • อันดับ 2 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา สัดส่วน 16% 
    • อันดับ 3 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย สัดส่วน 15% 
    • อันดับ 4 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย สัดส่วน 14% 
    • อันดับ 5 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน สัดส่วน 13%  
  • ระดับค่าเช่า 40,001-60,000 บาท
    • อันดับ 1 แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร สัดส่วน 17% 
    • อันดับ 2 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย สัดส่วน 12% 
    • อันดับ 3 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย สัดส่วน 10% 
    • อันดับ 4 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย สัดส่วน 7%
    • อันดับ 5 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน สัดส่วน 5% 

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้คาดตลาดอสังหาฯ ปี 69 ยังติดหล่มความท้าทาย แรงกดดันทางการเงินผลักคนไทยหัน “เช่า” แทนซื้อ

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้คาดตลาดอสังหาฯ ปี 69 ยังติดหล่มความท้าทาย แรงกดดันทางการเงินผลักคนไทยหัน “เช่า” แทนซื้อ

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้คาดตลาดอสังหาฯ ปี 69 ยังติดหล่มความท้าทาย แรงกดดันทางการเงินผลักคนไทยหัน “เช่า” แทนซื้อ

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย เผยภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงเผชิญความท้าทายอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกประเทศที่รุมเร้า ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยตรง เห็นได้จากภาพรวมความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคทั่วประเทศในไตรมาสที่ผ่านมาชะลอตัว 6% มีเพียงคอนโดมิเนียมที่ยังเติบโตท่ามกลางที่อยู่อาศัยแนวราบที่ยังไม่ฟื้นตัว สวนทางความต้องการเช่าที่เติบโตอย่างน่าสนใจ เพิ่มขึ้น 4% ทั่วประเทศ และเพิ่มขึ้นถึง 9% ในกรุงเทพฯ สะท้อนให้เห็นแนวโน้มการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยที่ผู้บริโภคต้องปรับตัวตามสภาวะเศรษฐกิจ เทรนด์การเช่าจึงมีทิศทางเติบโตอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์คนหาบ้านที่เผชิญความท้าทายทางการเงินในเวลานี้ 

ข้อมูลเชิงลึกจากผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.DDproperty.com ระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 เผยภาพรวมความต้องการซื้อที่อาศัยทั่วประเทศยังคงมีทิศทางชะลอตัว โดยลดลง 6% จากไตรมาสก่อน (QoQ) มีเพียงคอนโดฯ เท่านั้นที่ความต้องการซื้อเติบโต 4% QoQ สวนทางกับที่อยู่อาศัยแนวราบอย่างบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ที่ความต้องการซื้อลดลง 17% QoQ และ 16% QoQ ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นแนวโน้มการเติบโตของที่อยู่อาศัยแนวดิ่งที่กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ด้วยจุดเด่นที่มีราคาไม่สูงมาก เหมาะกับผู้ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองหรือเริ่มต้นสร้างครอบครัวภายใต้งบประมาณที่ควบคุมได้ 

เมื่อพิจารณาตามประเภทที่อยู่อาศัยพบว่า ความต้องการซื้อคอนโดฯ ยังครองตลาดซื้อเช่นกัน โดยมีสัดส่วนมากที่สุดถึง 57% ของที่อยู่อาศัยทั้งหมดทั่วประเทศ รองลงมาคือบ้านเดี่ยว 25% และทาวน์เฮ้าส์ 18%

ขณะที่ระดับราคาที่อยู่อาศัยที่ผู้ซื้อให้ความสนใจมากที่สุดในไตรมาสที่ผ่านมา ได้แก่ ระดับราคา 1-3 ล้านบาท ซึ่งเหมาะกับกำลังซื้อของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 44% ของที่อยู่อาศัยทั้งหมดทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าผู้พัฒนาอสังหาฯ หันมาให้ความสนใจตลาดนี้มากขึ้น แต่ความท้าทายทางการเงินยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคระดับกลาง-ล่างไม่สามารถดูดซับอุปทานเหล่านี้ได้ รองลงมาคือ ระดับราคา 3-5 ล้านบาท และ 5-10 ล้านบาท ในสัดส่วนไล่เลี่ยกันที่ 19% และ 17% ตามลำดับ  

ตลาดเช่าคอนโดฯ – ทาวน์เฮ้าส์มาแรง ค่าเช่าต่ำหมื่นครองใจผู้เช่า

ภาพรวมความต้องการเช่าที่อยู่อาศัยทั่วประเทศยังคงมีทิศทางเติบโตอย่างน่าสนใจ เพิ่มขึ้น 4% QoQ โดยคอนโดฯ มีความสนใจเช่าเพิ่มขึ้นมากที่สุด 5% QoQ ตามมาด้วยทาวน์เฮ้าส์ 3% QoQ สะท้อนให้เห็นการเติบโตของเทรนด์ Generation Rent ที่ตอบโจทย์คนหาบ้านทั้งในเรื่องความยืดหยุ่นในการโยกย้ายและช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน ทั้งนี้ มีเพียงบ้านเดี่ยวเท่านั้นที่ความต้องการเช่ายังคงทรงตัวในไตรมาสที่ผ่านมา 

เมื่อพิจารณาตามประเภทที่อยู่อาศัยพบว่า คอนโดฯ ยังคงครองตลาดเช่ามากที่สุดด้วยสัดส่วนถึง 85% ของที่อยู่อาศัยเพื่อเช่าทั้งหมดทั่วประเทศ ด้วยจุดเด่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่มองหาความสะดวกสบายในการเดินทางและเน้นความคล่องตัว จึงเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการยังคงให้ความสนใจ รองลงมาคือบ้านเดี่ยว 9% และทาวน์เฮ้าส์ 6% 

ขณะที่ระดับค่าเช่าไม่เกิน 10,000 บาท/เดือน มีการเติบโตมากที่สุด 11% QoQ สะท้อนให้เห็นว่าที่อยู่อาศัยให้เช่าที่มีราคาย่อมเยาเป็นทางเลือกที่น่าสนใจท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจในเวลานี้

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาภาพรวมระดับค่าเช่าพบว่า ความต้องการเช่าในระดับค่าเช่า 10,000-20,000 บาท/เดือน มีสัดส่วนมากที่สุด 36% รองลงมาคือระดับค่าเช่ามากกว่า 30,000 บาท/เดือน อยู่ที่ 29% และ 20,000-30,000 บาท/เดือน อยู่ที่ 21% สะท้อนให้เห็นว่าผู้เช่าบางส่วนยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการอยู่อาศัยในโครงการที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวกอย่างแนวรถไฟฟ้าหรือย่านธุรกิจ 

นายวิทยา อภิรักษ์วิริยะ ผู้จัดการทั่วไป Think of Living และ ตลาดมาร์เก็ตเพลสประเทศไทย (ฝั่งดีเวลลอปเปอร์) ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า “ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่น่าจับตามอง ข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมีนาคม 2569 ปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน สะท้อนให้เห็นว่าความกังวลเรื่องภูมิรัฐศาสตร์กำลังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยตรง แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ผู้บริโภคไม่ได้หยุดฝันถึงบ้าน แต่กำลังคิดใหม่ว่า ‘เส้นทางสู่บ้าน’ ควรเป็นอย่างไรในยุคที่ความยืดหยุ่นทางการเงินมีคุณค่าไม่แพ้การเป็นเจ้าของ เทรนด์ Generation Rent จึงไม่ใช่สัญญาณของความพ่ายแพ้ แต่คือการตัดสินใจอย่างชาญฉลาดบนพื้นฐานของความเป็นจริง”

“สำหรับผู้ประกอบการ นี่คือโอกาสในการทบทวนและออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่ ทั้งในแง่ของราคา รูปแบบสินค้า และประสบการณ์ของลูกค้า เพื่อเปลี่ยนดีมานด์ให้กลายเป็นยอดขายจริง ส่วนผู้บริโภคเองก็ควรวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบ และเลือกระดับราคาที่สอดคล้องกับศักยภาพในการผ่อนชำระจริง ขณะเดียวกัน มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐจะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยเปิดประตูให้กลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) เข้าถึงการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น เพราะตลาดที่แข็งแกร่งในระยะยาวต้องสร้างบนฐานของความยั่งยืน ไม่ใช่แค่แรงกระตุ้นระยะสั้น” นายวิทยา กล่าวสรุป

อัปเดต 5 จังหวัดยอดนิยมของคนหาบ้าน “เพชรบุรี” มาแรงครองตลาดซื้อ-เช่า 

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เผยข้อมูลเชิงลึกของตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศ พบว่าหัวเมืองท่องเที่ยวกลับมาได้รับความนิยมอย่างเห็นได้ชัด โดย “เพชรบุรี” ครองความนิยมเป็นจังหวัดที่ได้รับความสนใจซื้อ/เช่าทั่วประเทศมากที่สุดในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ด้วยอานิสงส์จากภาคการท่องเที่ยว ประกอบกับผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ส่งผลให้เพชรบุรีกลายเป็นจังหวัดที่ได้รับความสนใจทั้งจากผู้ซื้อเพื่อเป็นบ้านพักตากอากาศ และนักลงทุน โดยมีจุดเด่นที่ราคาอสังหาฯ ย่อมเยากว่าหัวเมืองท่องเที่ยวอื่น และเดินทางไม่ไกลจากเมืองหลวง

โดย 5 จังหวัดที่มีความต้องการซื้อเติบโตมากที่สุดในไตรมาส 1 ปี 2569 ได้แก่ 

      • อันดับ 1 เพชรบุรี เพิ่มขึ้น 61% QoQ
      • อันดับ 2 ระยอง เพิ่มขึ้น 34% QoQ
      • อันดับ 3 ภูเก็ต เพิ่มขึ้น 32% QoQ
      • อันดับ 4 ประจวบคีรีขันธ์ เพิ่มขึ้น 29% QoQ
      • อันดับ 5 พระนครศรีอยุธยา เพิ่มขึ้น 9% QoQ

สำหรับ 5 จังหวัดที่มีความต้องการเช่าเติบโตมากที่สุดในไตรมาส 1 ปี 2569 ได้แก่ 

      • อันดับ 1 เพชรบุรี เพิ่มขึ้น 113% QoQ
      • อันดับ 2 ระยอง เพิ่มขึ้น 82% QoQ
      • อันดับ 3 ปทุมธานี เพิ่มขึ้น 75% QoQ
      • อันดับ 4 นนทบุรี เพิ่มขึ้น 16% QoQ
      • อันดับ 5 นครราชสีมา เพิ่มขึ้น 11% QoQ

ดีมานด์เช่าในกรุงเทพฯ พุ่ง 9% มาแรงทุกประเภทอสังหาฯ  

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เผยภาพรวมความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ในไตรมาสที่ผ่านมา ยังคงมีทิศทางชะลอตัวเช่นเดียวกับภาพรวมทั่วประเทศ ขณะที่ภาพรวมความต้องการเช่าที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ กลับมีการเติบโตอย่างน่าสนใจ โดยความต้องการเช่าเพิ่มขึ้นถึง 9% QoQ สะท้อนให้เห็นแนวโน้มการขยายตัวของตลาดเช่าในเมืองหลวงที่ยังคงมีดีมานด์อย่างต่อเนื่อง 

  • ความต้องการซื้อคอนโดฯ ยังโต แม้แนวราบชะลอตัว

เมื่อพิจารณาความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ แยกตามประเภทที่อยู่อาศัยพบว่า มีเพียงความต้องการซื้อคอนโดฯ เท่านั้นที่เติบโต 2% QoQ ท่ามกลางการชะลอตัวของที่อยู่อาศัยแนวราบ โดยบ้านเดี่ยวลดลงมากที่สุด 11% ขณะที่ทาวน์เฮ้าส์ลดลง 4% QoQ เป็นผลมาจากต้นทุนการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นตามราคาที่ดินในกรุงเทพฯ ส่งผลให้ผู้บริโภคเลือกซื้อคอนโดฯ ที่มีราคาเอื้อมถึงแทน

โดยทำเลในกรุงเทพฯ ที่มีความต้องการซื้อคอนโดฯ เติบโตมากที่สุดในไตรมาส 1 ปี 2569 ได้แก่ 

      • อันดับ 1 เขตภาษีเจริญ เพิ่มขึ้น 43% QoQ
      • อันดับ 2 เขตประเวศ เพิ่มขึ้น 31% QoQ
      • อันดับ 3 เขตดินแดง เพิ่มขึ้น 25% QoQ
      • อันดับ 4 เขตห้วยขวาง เพิ่มขึ้น 17% QoQ
      • อันดับ 5 เขตบางนา เพิ่มขึ้น 15% QoQ

ขณะที่ทำเลในกรุงเทพฯ ที่มีความต้องการซื้อบ้านเดี่ยวเติบโตมากที่สุดในไตรมาส 1 ปี 2569 ได้แก่ 

    • อันดับ 1 เขตวังทองหลาง เพิ่มขึ้น 142% QoQ
    • อันดับ 2 เขตพระโขนง เพิ่มขึ้น 67% QoQ
    • อันดับ 3 เขตประเวศ เพิ่มขึ้น 12% QoQ
    • อันดับ 4 เขตทวีวัฒนา เพิ่มขึ้น 9% QoQ
    • อันดับ 5 เขตบางขุนเทียน เพิ่มขึ้น 6% QoQ

สำหรับทำเลในกรุงเทพฯ ที่มีความต้องการซื้อทาวน์เฮ้าส์เติบโตมากที่สุดในไตรมาส 1 ปี 2569 ได้แก่ 

    • อันดับ 1 เขตห้วยขวาง เพิ่มขึ้น 90% QoQ
    • อันดับ 2 เขตหลักสี่ เพิ่มขึ้น 43% QoQ
    • อันดับ 3 เขตหนองแขม เพิ่มขึ้น 32% QoQ
    • อันดับ 4 เขตจตุจักร เพิ่มขึ้น 29% QoQ
    • อันดับ 5 เขตวัฒนา เพิ่มขึ้น 18% QoQ
  • ตลาดเช่าเมืองหลวงยังสดใส ดีมานด์เติบโตทุกประเภท 

เมื่อพิจารณาความต้องการเช่าที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ พบว่า มีการเติบโตในทุกประเภทที่อยู่อาศัย โดยคอนโดฯ และทาวน์เฮ้าส์ครองความนิยมในหมู่ผู้เช่า เพิ่มขึ้นเท่ากันที่ 9% QoQ ขณะที่บ้านเดี่ยวเพิ่มขึ้น 2% QoQ สะท้อนให้เห็นว่ากรุงเทพฯ ยังคงเป็นตลาดเช่าที่มีทิศทางการเติบโตอย่างน่าสนใจ โดยมีปัจจัยบวกจากการเป็นแหล่งงานระดับประเทศ และมีสถานศึกษาชั้นนำมากมาย จึงดึงดูดให้มีประชากรเข้ามาอาศัยอย่างต่อเนื่อง

สำหรับทำเลในกรุงเทพฯ ที่มีความต้องการเช่าคอนโดฯ เติบโตมากที่สุดในไตรมาส 1 ปี 2569 ได้แก่ 

  • อันดับ 1 เขตธนบุรี เพิ่มขึ้น 45% QoQ
  • อันดับ 2 เขตจตุจักร เพิ่มขึ้น 30% QoQ
  • อันดับ 3 เขตห้วยขวาง เพิ่มขึ้น 26% QoQ
  • อันดับ 4 เขตภาษีเจริญ และเขตพระโขนง เพิ่มขึ้น 22% QoQ
  • อันดับ 5 เขตราชเทวี เพิ่มขึ้น 13% QoQ

ด้านทำเลในกรุงเทพฯ ที่มีความต้องการเช่าบ้านเดี่ยวเติบโตมากที่สุดในไตรมาส 1 ปี 2569 ได้แก่ 

  • อันดับ 1 เขตบางนา เพิ่มขึ้น 38% QoQ
  • อันดับ 2 เขตลาดกระบัง เพิ่มขึ้น 29% QoQ
  • อันดับ 3 เขตพระโขนง เพิ่มขึ้น 12% QoQ
  • อันดับ 4 เขตคลองเตย และเขตคลองสามวา เพิ่มขึ้น 4% QoQ

ขณะที่ทำเลในกรุงเทพฯ ที่มีความต้องการเช่าทาวน์เฮ้าส์เติบโตมากที่สุดในไตรมาส 1 ปี 2569 ได้แก่ 

  • อันดับ 1 เขตบางกะปิ เพิ่มขึ้น 84% QoQ
  • อันดับ 2 เขตลาดพร้าว เพิ่มขึ้น 69% QoQ
  • อันดับ 3 เขตยานนาวา เพิ่มขึ้น 67% QoQ
  • อันดับ 4 เขตวัฒนา เพิ่มขึ้น 49% QoQ
  • อันดับ 5 เขตพระโขนง เพิ่มขึ้น 13% QoQ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายของตลาดอสังหาฯ ในช่วงนี้ ยังมีปัจจัยบวกจากมาตรการภาครัฐและอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลดลง ถือเป็นโอกาสทองอีกครั้งของคนหาบ้านที่มีความพร้อมทางการเงินในการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยอย่างคุ้มค่า ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (www.DDproperty.com) ได้รวบรวมขั้นตอนการเลือกซื้อ-เช่าที่อยู่อาศัยที่ควรรู้ พร้อมอัปเดตข่าวสารในแวดวงอสังหาฯ รวมทั้งเป็นแหล่งข้อมูลประกาศซื้อ/ขาย/ให้เช่าที่อยู่อาศัยในทำเลศักยภาพทั่วประเทศ ช่วยให้คนหาบ้านได้เตรียมความพร้อมก่อนตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัยในฝันได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

อ่านและศึกษาข้อมูลภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไตรมาสล่าสุดฉบับเต็มได้ที่นี่ 

จับตาเทรนด์ “บ้านประหยัดพลังงาน” ตอบโจทย์ความยั่งยืนในยุคโลกเดือด

จับตาเทรนด์ “บ้านประหยัดพลังงาน” ตอบโจทย์ความยั่งยืนในยุคโลกเดือด

จับตาเทรนด์ “บ้านประหยัดพลังงาน” ตอบโจทย์ความยั่งยืนในยุคโลกเดือด

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทวีความรุนแรงส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อการดำเนินชีวิตของผู้บริโภค อุณหภูมิที่สูงขึ้นจนทำลายสถิติในช่วงที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่ายุคโลกร้อนได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ “ยุคโลกเดือด” เรียบร้อยแล้ว กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเผยข้อมูลจากรายงาน Climate Risk Index (CRI) 2026 โดยองค์กร Germanwatch ที่ประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลก พบว่า ในปี 2567 ประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 17 จากอันดับที่ 72 ในปี 2565 ส่วนความเสี่ยงระยะยาว 30 ปี ประเทศไทยติดอันดับที่ 22 จากอันดับที่ 30 ในปี 2565 

ขณะที่ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยรายงาน GHG Emissions of All World Countries 2025 Report จัดทำโดย Joint Research Centre (JRC) สหภาพยุโรป พบว่า ในปี 2567 ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดเป็นอันดับ 21 ของโลก และเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้น และความท้าทายนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

ส่งผลให้ทุกภาคส่วนหันมาตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยภาครัฐและภาคธุรกิจต่างผลักดันเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากขึ้น เมื่อคนหาบ้านยุคใหม่หันมาสนใจเลือกที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง หวังเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดผลกระทบจากภาวะโลกเดือด

เจาะอินไซต์คนหาบ้านยุคใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม กว่า 2 ใน 5 พร้อมจ่ายเพิ่มเพื่อบ้านรักษ์โลก 

ปัจจุบันเทรนด์รักษ์โลกมีผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคมากขึ้น เห็นได้ชัดจากข้อมูลจากแบบสำรวจพฤติกรรมการซื้อ-เช่าอสังหาฯ และการวางแผนอนาคตของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย พบว่า 17% ของผู้ตอบแบบสอบถามฯ ตัดสินใจเลือกผู้พัฒนาอสังหาฯ ที่มีชื่อเสียงด้านโครงการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารเขียว หรือปฏิบัติตามแนวทางความยั่งยืนในการก่อสร้างมาเป็นอันดับ 2 รองมาจากการเลือกจากชื่อเสียงของผู้พัฒนาอสังหาฯ (20%)

สอดคล้องกับข้อมูลจากแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อตลาดที่อยู่อาศัย DDproperty Thailand Consumer Sentiment Study พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามฯ กว่า 2 ใน 5 (46%) ยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อบ้าน/คอนโดฯ รักษ์โลก ส่วน 52% เปิดรับแนวคิดนี้แต่ยังไม่ตัดสินใจ นอกจากนี้ เกือบ 9 ใน 10 (88%) เผยว่ายินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยที่มาพร้อมคุณสมบัติเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เช่น นวัตกรรมบ้านเย็น บ้านปลอดฝุ่น

ขณะที่ 3 อันดับประเด็นความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมที่คนหาบ้านให้ความสนใจมากที่สุด อันดับ 1 ได้แก่ การสร้างพื้นที่สีเขียวที่บ้าน เช่น การทำสวน ปลูกต้นไม้ 70% โดยมีสัดส่วนที่สูงขึ้นในกลุ่มผู้บริโภครายได้ปานกลาง และรายได้สูง (สัดส่วน 76% และ 79% ตามลำดับ) รองลงมาคือมองหาไลฟ์สไตล์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การรีไซเคิล การอนุรักษ์น้ำ 65% และการออกแบบอสังหาฯ ที่ยั่งยืน เช่น สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หลังคาโซลาร์เซลล์ 58% สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และสภาพที่อยู่อาศัยให้พร้อมรับมือสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป ควบคู่กับการหาแนวทางประหยัดพลังงานอย่างยั่งยืนมาปรับใช้

ส่องไอเดียอัปเกรด “บ้านประหยัดพลังงาน” เริ่มอย่างไรให้คุ้มค่าในระยะยาว

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยรักษ์โลกไม่ใช่แค่กระแสอีกต่อไป แต่กลายเป็นทางเลือกที่ผู้บริโภคยุคใหม่ควรให้ความสำคัญ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แนะนำ 6 แนวทางออกแบบที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานให้ตอบโจทย์การอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน ผู้บริโภคควรเริ่มต้นวางแผนอย่างไรให้สอดคล้องกับความพร้อมและงบประมาณที่มี เพื่อช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

  1. ก่อสร้างด้วยวัสดุกันความร้อน โครงสร้างที่อยู่อาศัยถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการลดความร้อนและระบายอากาศภายในตัวบ้าน ดังนั้น ผู้บริโภคจึงควรให้ความสำคัญกับการเลือกใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติกันความร้อนเมื่อก่อสร้างที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว เช่น ใช้อิฐมวลเบาที่มีคุณสมบัติเป็นฉนวนกันความร้อนได้ดีกว่าอิฐมอญ ติดตั้งฉนวนกันความร้อนใต้ฝ้าเพดานเพื่อสะท้อนความร้อนและลดความร้อนสะสม เลือกใช้กระจกฉนวนกันความร้อนหรือกระจก Low-E ที่ช่วยสะท้อนความร้อนแทนกระจกใสธรรมดา ซึ่งการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่มีคุณสมบัติเหล่านี้จะช่วยให้อุณหภูมิในบ้านเย็นลง ส่งผลให้เครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลง จึงช่วยประหยัดค่าไฟได้อย่างมีนัยสำคัญ

  2. ใช้ประโยชน์จากแสงและลมธรรมชาติ ทิศทางแสงและลมธรรมชาติมีผลโดยตรงต่ออุณหภูมิภายในที่อยู่อาศัย ผู้บริโภคจึงควรเลือกบ้าน/คอนโดฯ ที่อยู่ในทิศที่รับแสงได้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ เช่น ทิศเหนือ รับแสงแดดน้อยที่สุด ช่วยให้อากาศเย็นสบายตลอดวัน หรือหากจำเป็นต้องอยู่ทางทิศตะวันตกซึ่งรับแสงแดดตลอดช่วงบ่าย ก็ควรติดตั้งระแนงกันความร้อนหรือใช้ผ้าม่านแบล็คเอาท์ (Blackout) ที่สามารถป้องกันรังสี UV และความร้อนจากแสงแดดได้ดีกว่าผ้าม่านทั่วไป ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคควรจัดวางประตู-หน้าต่างให้สอดคล้องกับทิศทางลมธรรมชาติเพื่อช่วยระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น โดยควรหลีกเลี่ยงการสร้างบ้านกีดขวางทิศทางลม ซึ่งจะทำให้บ้านอบอ้าวกว่าปกติ นอกจากนี้ ควรเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยการปลูกต้นไม้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดอุณหภูมิและเพิ่มความร่มรื่นเท่านั้น แต่ยังช่วยผ่อนคลายความเครียดแบบธรรมชาติบำบัดให้แก่ผู้อยู่อาศัยอีกด้วย

  3. เลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน เครื่องใช้ไฟฟ้าถือเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ผู้บริโภคจึงควรเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 การันตีว่าสินค้านั้นช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าและลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้จริง ซึ่งครอบคลุมหลากหลายผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวัน หรือเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มาพร้อมเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เช่น แอร์ระบบ Inverter ที่ช่วยประหยัดไฟและรักษาอุณหภูมิได้คงที่มากกว่าแอร์แบบธรรมดา หรือตู้เย็น Inverter ที่มาพร้อมเทคโนโลยี AI มีระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะและรักษาอุณหภูมิให้สม่ำเสมอ เป็นต้น นอกจากเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้จะช่วยประหยัดพลังงานและลดภาระค่าไฟในระยะยาวแล้ว ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

  4. ปรับพฤติกรรมใช้น้ำ-ไฟอย่างรู้ค่า ผู้บริโภคควรเรียนรู้เทคนิคการใช้น้ำและไฟฟ้าอย่างคุ้มค่า โดยเริ่มจากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ที่ 25–26 องศา พร้อมเปิดพัดลมควบคู่กัน ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน หรือหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่หลายชิ้นพร้อมกันในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง (On Peak) เป็นต้น นอกจากนี้ การเลือกใช้ไฟระบบเซ็นเซอร์บริเวณบันไดและทางเดินภายในบ้านที่จะเปิด-ปิดอัตโนมัติเมื่อตรวจพบการเคลื่อนไหว หรือใช้ไฟนอกบ้านที่มีระบบเซ็นเซอร์แสง ให้เปิดอัตโนมัติในตอนกลางคืนและปิดตอนกลางวัน ก็จะช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัยได้ดียิ่งขึ้น นอกจากจะช่วยลดภาระค่าไฟแล้วยังช่วยลดการบริโภคพลังงานเกินความจำเป็นอีกด้วย

  5. อัปเลเวลความประหยัดด้วยมิเตอร์ TOU ปัจจุบันการไฟฟ้ามีทางเลือกในการประหยัดค่าไฟได้มากขึ้นโดยเฉพาะในหน้าร้อน ด้วยการให้บริการมิเตอร์ TOU หรืออัตราค่าไฟฟ้า TOU (Time of Use Tariff) เป็นการคำนวณอัตราค่าไฟฟ้าตามช่วงเวลาการใช้งาน แทนการคิดอัตราเดียวตลอดทั้งวันแบบมิเตอร์ปกติ โดยแบ่งวิธีการคิดค่าไฟเป็น 2 ช่วงเวลา ดังนี้
    • On Peak เวลา 00 – 22.00 น. ของวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เป็นช่วงที่ค่าไฟมีราคาสูง เนื่องจากทั้งประเทศมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง
    • Off Peak เวลา 00 – 09.00 น. ของวันจันทร์ถึงวันศุกร์ และเวลา 00.00 – 24.00 น. ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ วันแรงงานแห่งชาติ และวันหยุดราชการตามปกติ แต่ไม่รวมถึงวันพืชมงคล วันหยุดชดเชย และวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี เป็นช่วงที่ค่าไฟฟ้ามีราคาต่ำ เนื่องจากมีความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ

มิเตอร์ TOU จึงเหมาะกับที่อยู่อาศัยที่สมาชิกในครอบครัวมีการใช้ไฟฟ้าในช่วง Off Peak เป็นหลัก หรือสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟสูงมาใช้ในช่วง Off Peak แทนได้ เช่น ผู้ที่ทำงานประจำ ในวันทำงานจึงมีเวลาอยู่บ้านในช่วงกลางวันน้อย และกลับมาเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าเวลากลางคืนเยอะ หรือผู้ที่ชอบพักผ่อนอยู่บ้านในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือผู้ที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในตอนกลางคืนเป็นประจำ การใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลานี้จะถูกคิดค่าไฟในอัตราที่ถูกลง จึงคุ้มค่ามากกว่าการใช้มิเตอร์ปกติอย่างเห็นได้ชัด โดยที่ไม่ต้องลดการใช้พลังงานลงเลย  

  1. ติดตั้ง “Solar Rooftop” ทางเลือกพลังงานสะอาด การเลือกซื้อบ้านที่ติดตั้งระบบหลังคาโซลาร์เซลล์ หรือ Solar Rooftop ถือเป็นการยกระดับที่อยู่อาศัยให้กลายเป็นบ้านประหยัดพลังงานอย่างแท้จริง เพราะเป็นการเปลี่ยนพื้นที่ว่างบนหลังคาให้กลายเป็นระบบสร้างพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ในช่วงกลางวัน ช่วยลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบหลักและลดค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือนอย่างมีนัยสำคัญ ตอบโจทย์ผู้ที่มองหาบ้านประหยัดพลังงานแบบครบวงจร ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยลง (Net Zero) ถือเป็นการช่วยบรรเทาวิกฤตโลกเดือดได้อย่างยั่งยืน

แม้ต้นทุนการติดตั้งจะสูง แต่ปัจจุบันภาครัฐได้สนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึง Solar Rooftop ผ่านมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัย ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคนำค่าใช้จ่ายจากการซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา ดาดฟ้า หรือส่วนหนึ่งส่วนใดบนอาคารที่อยู่อาศัย ซึ่งเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคตามจำนวนที่จ่ายจริง รวมทั้งหมดไม่เกิน 200,000 บาท มาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571 ถือเป็นปัจจัยบวกที่สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนหันมาติดตั้ง Solar Rooftop มากขึ้น นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพราะนอกจากจะคืนทุนได้เร็วจากมาตรการรัฐและค่าไฟที่ลดลงแล้ว ยังได้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการช่วยอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

นอกจากนี้ สถาบันการเงิน/ธนาคารได้ออกสินเชื่อบ้านสีเขียว (Green Loan) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยรักษ์โลกได้ง่ายขึ้น หรือนำไปรีโนเวทบ้านเดิมให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าทุกภาคส่วนในภาคอสังหาฯ ต่างตระหนักถึงความสำคัญในการขับเคลื่อนการสร้างที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนในไทยอย่างแท้จริง ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยที่ส่งผลดีต่อทั้งคุณภาพชีวิตของตัวเอง และมีส่วนร่วมช่วยดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน ทั้งนี้ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (www.DDproperty.com) ได้รวบรวมข่าวสารล่าสุดในวงการอสังหาฯ และบทความน่ารู้สำหรับคนอยากมีบ้าน รวมทั้งเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลประกาศซื้อ/ขาย/เช่าในหลากหลายทำเลทั่วประเทศ ช่วยให้ทุกคนที่อยากมีบ้านเริ่มต้นบนเส้นทางอสังหาฯ ได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น

DDproperty แนะวิธีวางแผนซื้อบ้านอย่างมั่นใจสไตล์คนโสดยุค Solo Economy

DDproperty แนะวิธีวางแผนซื้อบ้านอย่างมั่นใจสไตล์คนโสดยุค Solo Economy

DDproperty แนะวิธีวางแผนซื้อบ้านอย่างมั่นใจสไตล์คนโสดยุค Solo Economy

ปัจจุบันคนไทยจำนวนไม่น้อยเลือกครองตัวเป็นโสดมากขึ้นและนิยมอาศัยอยู่เพียงลำพัง จนเกิดเป็นเทรนด์ Solo Economy หรือเศรษฐกิจคนโสด ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2566 พบว่า 1 ใน 5 ของคนไทยอยู่ในสถานะโสด หรือมีสัดส่วน 23.9% เมื่อพิจารณาเฉพาะช่วงวัยเจริญพันธุ์ (อายุ 15-49 ปี) พบว่า มีคนโสดอยู่ที่ 40.5% ซึ่งสูงกว่าภาพรวมประเทศเกือบเท่าตัว ส่งผลให้คนโสดกลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่น่าจับตามอง นอกจากจะมีกำลังซื้อสูงแล้วยังมีอิสระในการตัดสินใจใช้จ่ายเพื่อตอบโจทย์ความสุขส่วนตัว ซึ่งรวมไปถึงด้านที่อยู่อาศัยด้วยเช่นกัน

ข้อมูลจากแบบสำรวจพฤติกรรมการซื้อ-เช่าอสังหาฯ และการวางแผนอนาคตของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย พบว่า เกือบ 2 ใน 3 (61%) ของผู้ตอบแบบสำรวจฯ ที่มีสถานะโสดวางแผนย้ายออกจากบ้านพ่อแม่ภายใน 1 ปีข้างหน้า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของผู้บริโภคทั่วไปที่มีสัดส่วน 42% ขณะที่ 39% ไม่มีแผนที่จะย้ายออก โดยเกือบ 3 ใน 4 (74%) ของคนโสดสนใจซื้อบ้าน/คอนโดมิเนียมเป็นของตัวเอง สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนอีก 26% เลือกที่จะเช่าแทน

โดยมากกว่า 3 ใน 4 (76%) ของคนโสดสนใจโครงการที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง (Pet-friendly) สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนโสดที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง จึงนิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงคลายเหงาตามเทรนด์ Pet Humanization ที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงเหมือนเป็นสมาชิกคนสำคัญในครอบครัว

เมื่อพิจารณาการวางแผนทางการเงิน 38% ของคนโสดเผยว่าออมเงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยได้ครึ่งทางแล้ว ส่วน 31% มีเงินออมเพียงพอที่จะซื้อที่อยู่อาศัยแล้ว และมีผู้ที่ยังไม่ได้เริ่มออมเงินเลย ในสัดส่วนเท่ากันที่ 31%

สำหรับแผนการใช้จ่ายใน 1 ปีข้างหน้านี้ คนโสดส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการเก็บเงินเพื่อซื้อบ้าน/คอนโดฯ มาเป็นอันดับแรกด้วยสัดส่วน 22% สะท้อนให้เห็นว่าการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยยังคงเป็นเป้าหมายหลักของผู้บริโภคกลุ่มนี้ รองลงมาคือใช้จ่ายเพื่อครอบครัว และใช้ท่องเที่ยวพักผ่อน ในสัดส่วนเท่ากันที่ 14% ขณะที่ 13% ให้ความสำคัญกับการออมเงินเพื่อสร้างกองทุนฉุกเฉิน และ 8% ต้องการเก็บเงินเพื่อซื้อรถยนต์

เจาะเทคนิคกู้บ้านฉบับคนโสด เริ่มต้นเตรียมตัวอย่างไรให้ผ่านฉลุย

อย่างไรก็ดี การซื้อที่อยู่อาศัยในกลุ่มคนโสดถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ เนื่องจากต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพียงลำพัง แม้จะมีรายได้ที่มั่นคง แต่ธนาคารก็มีเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดเช่นกัน ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) ขอแนะนำเทคนิควางแผนกู้ซื้อที่อยู่อาศัยฉบับคนโสด เพื่อช่วยให้คุณก้าวเข้าสู่การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้อย่างมั่นใจ พร้อมวางแผนการเงินให้มั่นคงในระยะยาว

  • เลือก “ขนาด-ราคา” ที่ตอบโจทย์ คนโสดควรกำหนดเป้าหมายในการซื้อที่อยู่อาศัยให้ชัดเจนว่าซื้อเพื่ออยู่อาศัยเพียงลำพังหรือมีครอบครัวมาอยู่ด้วย จากนั้นจึงวางสเปกที่อยู่อาศัยที่ต้องการคร่าว ๆ ว่ามองหาบ้านหรือคอนโดฯ ในทำเลใด มีงบประมาณเท่าไร และต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรบ้าง เช่น อยู่ใกล้รถไฟฟ้า มีฟิตเนส หรือเลี้ยงสัตว์ได้ และนำข้อมูลเหล่านี้มาค้นหาโครงการต่าง ๆ เพื่อเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียก่อนตัดสินใจอีกครั้ง โดยหัวใจสำคัญในการพิจารณาคือต้องเป็นโครงการที่ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยจริง โดยมีขนาดที่เหมาะสม ไม่มีห้องนอนหรือพื้นที่ใช้สอยมากเกินความจำเป็น รวมทั้งตอบโจทย์ด้านราคา เนื่องจากคนโสดจะต้องรับภาระผ่อนระยะยาวเพียงลำพัง จึงไม่ควรเลือกบ้าน/คอนโดฯ ที่มีราคาสูงจนเกินกำลัง เพราะอาจทำให้ขาดสภาพคล่องทางการเงินได้ในอนาคต
  • สร้างเครดิตการเงินให้ดีตั้งแต่เนิ่น ๆ อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ธนาคารใช้ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อคือการมีประวัติทางการเงินที่ดี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวินัยในการใช้จ่ายของผู้กู้ โดยธนาคารจะตรวจสอบประวัติการชำระหนี้ย้อนหลังจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร ที่มีการเก็บประวัติการชำระหนี้ของผู้กู้ย้อนหลัง 3 ปี ดังนั้น หากผู้บริโภคมีแผนจะกู้ซื้อที่อยู่อาศัยในอนาคตก็ควรเริ่มต้นสร้างประวัติทางการเงินให้ดีตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่มีหนี้ค้างชำระ ไม่ใช้บัตรกดเงินสดอย่างต่อเนื่อง และไม่ผ่อนสินค้าจำนวนมากในช่วงที่จะยื่นกู้ ในกรณีที่มีประวัติการผิดนัดชำระ ผู้บริโภคควรรีบชำระหนี้ให้หมดและรอให้ข้อมูลในระบบเครดิตบูโรอัปเดตก่อนยื่นกู้ซื้ออีกครั้ง อย่างไรก็ดี หากผู้บริโภคเลือกใช้บัตรเครดิตอย่างถูกวิธี โดยชำระเงินเต็มจำนวนตรงเวลาทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการชำระเงินขั้นต่ำเป็นเวลานาน ๆ หรือผิดนัดชำระหนี้ จะสะท้อนให้เห็นถึงวินัยทางการเงินที่ดี และช่วยเพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อได้เช่นกัน
  • เตรียมเงินดาวน์ให้พร้อม ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนคลายมาตรการควบคุมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Loan-to-Value: LTV) ทำให้ผู้กู้ซื้อสามารถกู้ซื้อบ้าน/คอนโดฯ ทุกราคาและทุกสัญญาได้เต็มจำนวน 100% โดยไม่ต้องวางเงินดาวน์ สำหรับการทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 – วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อย่างไรก็ดี วงเงินกู้ที่จะได้รับนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละธนาคารและความสามารถในการผ่อนชำระของแต่ละบุคคลเป็นหลัก ดังนั้น คนโสดควรวางแผนทางการเงินให้พร้อมก่อนยื่นกู้ โดยเตรียมเงินดาวน์ไว้ประมาณ 10-20% ของราคาที่อยู่อาศัย ซึ่งจะช่วยให้ธนาคารมั่นใจในความสามารถทางการเงินของผู้กู้และเพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อ นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาระผ่อนชำระรายเดือนลงด้วย
  • เร่งลดภาระหนี้ให้เหลือน้อย การกู้ซื้อที่อยู่อาศัยถือเป็นทรัพย์สินที่มีราคาสูงและมีระยะเวลาผ่อนชำระนาน หากคนโสดมีภาระหนี้สินเดิมอยู่แล้วก็อาจจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการอนุมัติสินเชื่อบ้านได้เช่นกัน เนื่องจากธนาคารจะพิจารณาจากอัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ (Debt Service Ratio: DSR) ซึ่งต้องไม่เกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน และจะนำภาระหนี้ทั้งหมดมารวมกับค่าผ่อนบ้านที่จะเกิดขึ้น เพื่อประเมินความเสี่ยงทางการเงินก่อนพิจารณาอนุมัติสินเชื่อตามหลักเกณฑ์ของธนาคารต่อไป ดังนั้น ก่อนยื่นกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ผู้บริโภคควรจัดการชำระหนี้ที่มีอยู่เดิมให้เรียบร้อย หากมีการผ่อนชำระรายเดือนอยู่ก็ควรชำระให้ตรงตามกำหนดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มียอดหนี้เหลือน้อยที่สุด รวมทั้งงดการสร้างหนี้ใหม่จากการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่จำเป็นเพิ่ม
  • มาพร้อมความมั่นคงทางการเงิน อีกหนึ่งปัจจัยที่ธนาคารให้ความสำคัญเมื่อพิจารณาสินเชื่อคือความมั่นคงทางการเงินของผู้ยื่นกู้ ทั้งความมั่นคงของรายได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ทำงานประจำที่ได้รับเงินเดือน หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้สม่ำเสมอก็ตาม ผู้ยื่นกู้ควรเตรียมเอกสารแสดงรายได้หลักและรายได้เสริมประกอบการยื่นกู้ให้ครบถ้วน เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการชำระหนี้ นอกจากนี้ การมีวินัยในการออมของผู้กู้โดยมีเงินเก็บหรือทรัพย์สินต่าง ๆ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ธนาคารเห็นศักยภาพในการผ่อนชำระของผู้กู้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากสามารถใช้เป็นหลักประกันด้านความมั่นคงทางการเงินได้ในกรณีที่รายได้ของผู้กู้เกิดความผันผวนในอนาคต
  • เพิ่มวงเงินด้วยการกู้ร่วม หากคนโสดมองว่ารายได้ของตนไม่เพียงพอที่จะกู้ซื้อที่อยู่อาศัยในฝันได้ตามต้องการ สามารถเลือกยื่นกู้ร่วมกับพ่อแม่ พี่น้อง หรือญาติที่มีรายได้มั่นคงได้ ซึ่งการกู้ร่วมจะช่วยให้ได้รับวงเงินกู้ที่เพิ่มสูงขึ้นและเพิ่มโอกาสในการอนุมัติด้วยเช่นกัน โดยธนาคารจะนำรายได้ของผู้กู้ร่วมทั้งหมดมาพิจารณา จึงทำให้เห็นถึงความสามารถในการชำระหนี้ที่มีมากขึ้นตามไปด้วย คนโสดจึงสามารถซื้อบ้าน/คอนโดฯ ที่ตอบโจทย์ได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม คนโสดควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนจะตัดสินใจกู้ร่วม เนื่องจากผู้กู้ร่วมต้องรับผิดชอบหนี้ร่วมกันตลอดระยะเวลาผ่อนชำระ หากมีปัญหาในการชำระหนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อประวัติเครดิตของทั้งสองฝ่ายเช่นกัน นอกจากนี้ ผู้กู้ร่วมต้องไม่ลืมที่จะตกลงรายละเอียดการผ่อนชำระรายเดือนและกรรมสิทธิ์ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดปัญหาขัดแย้งกันในอนาคต

เมื่อขยับสถานะไปสละโสด บ้านที่ซื้อไว้ก่อนแต่งจะกลายเป็นสินสมรสหรือไม่?

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) ชวนมาคลายความสงสัยในประเด็นยอดฮิต หากคนโสดตัดสินใจแต่งงานในอนาคต แล้วบ้านหรือคอนโดฯ ที่เคยซื้อไว้ตอนที่ยังโสดนั้นจะกลายมาเป็นสินสมรสหรือไม่? ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 บัญญัติไว้ว่า “สินสมรส” คือทรัพย์สินที่สามีภรรยามีส่วนร่วมกันในทรัพย์สินนั้น การจัดการทรัพย์สินก็ต้องจัดการร่วมกัน ได้แก่ ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส, ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือที่ระบุว่าเป็นสินสมรส และทรัพย์สินที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว

ส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 ระบุว่าทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรสถือเป็น “สินส่วนตัว” ดังนั้น หากคนโสดได้ซื้อที่อยู่อาศัยไว้ตั้งแต่ก่อนจะแต่งงานหรือจดทะเบียนสมรส ที่อยู่อาศัยนั้นจะไม่ถูกนับรวมเป็นสินสมรสในอนาคตแน่นอน นอกจากนี้ ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา เช่น ได้รับมรดกเป็นบ้านพร้อมที่ดินจากพ่อแม่ จะถือว่าเป็นสินส่วนตัวเช่นกัน หากพินัยกรรมหรือหนังสือนั้นไม่ได้ระบุว่ายกให้เป็นสินสมรส โดยสินส่วนตัวเหล่านี้จะไม่ถูกแบ่งครึ่งให้อีกฝ่ายเมื่อมีการหย่าร้างเหมือนสินสมรส

อย่างไรก็ดี หากต้องการให้คู่สมรสเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระในการผ่อนบ้าน ผู้บริโภคสามารถทำได้โดยการยื่นขอรีไฟแนนซ์สินเชื่อ และเพิ่มชื่อคู่สมรสเป็นผู้กู้ร่วม ซึ่งธนาคารจะพิจารณาเสมือนเป็นการยื่นกู้ใหม่ โดยจะนำรายได้และหนี้สินของทั้งสองฝ่ายมาพิจารณาเพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้ใหม่อีกครั้ง ส่วนกรณีที่ผู้บริโภคซื้อบ้านเป็นสินส่วนตัวไปแล้วและต้องการเพิ่มชื่อคู่สมรสเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันในภายหลัง  จะต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน ซึ่งจะมีค่าใช้จ่าย ดังนี้

  • ค่าใช้จ่ายในการให้ 0.5% ของราคาประเมิน
  • ภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ผู้ให้เปรียบเสมือนเป็นผู้ขายจึงต้องนำเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเฉพาะในส่วนที่ให้คู่สมรส
  • ค่าอากรแสตมป์ 0.5% ของราคาซื้อขาย แต่ต้องไม่ต่ำกว่าราคาประเมินที่ดิน โดยต้องครอบครองมากกว่า 5 ปีขึ้นไป หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเกิน 1 ปี หากไม่ตรงตามเกณฑ์นี้ จะเข้าข่ายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตรา 3.3% ของราคาซื้อขายแทน

การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความสำเร็จและความมั่นคงในชีวิต ไม่ว่าจะโสดหรืออยู่ในสถานะใด การมีบ้านที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการและเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ได้พักผ่อน ย่อมช่วยเติมเต็มพลังชีวิตและสร้างความสุขได้อย่างแท้จริง ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (www.DDproperty.com) นำเสนอความรู้ที่เป็นประโยชน์สำหรับคนอยากมีบ้าน พร้อมอัปเดตข่าวสารล่าสุดในวงการอสังหาฯ รวมทั้งเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลประกาศซื้อ/ขาย/เช่าในหลากหลายทำเลทั่วประเทศ ช่วยเตรียมความพร้อมให้คนหาบ้านสามารถเริ่มต้นเส้นทางสู่การมีที่อยู่อาศัยในฝันได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น