จับตาเทรนด์ “บ้านประหยัดพลังงาน” ตอบโจทย์ความยั่งยืนในยุคโลกเดือด

จับตาเทรนด์ “บ้านประหยัดพลังงาน” ตอบโจทย์ความยั่งยืนในยุคโลกเดือด

จับตาเทรนด์ “บ้านประหยัดพลังงาน” ตอบโจทย์ความยั่งยืนในยุคโลกเดือด

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทวีความรุนแรงส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อการดำเนินชีวิตของผู้บริโภค อุณหภูมิที่สูงขึ้นจนทำลายสถิติในช่วงที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่ายุคโลกร้อนได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ “ยุคโลกเดือด” เรียบร้อยแล้ว กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเผยข้อมูลจากรายงาน Climate Risk Index (CRI) 2026 โดยองค์กร Germanwatch ที่ประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลก พบว่า ในปี 2567 ประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 17 จากอันดับที่ 72 ในปี 2565 ส่วนความเสี่ยงระยะยาว 30 ปี ประเทศไทยติดอันดับที่ 22 จากอันดับที่ 30 ในปี 2565 

ขณะที่ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยรายงาน GHG Emissions of All World Countries 2025 Report จัดทำโดย Joint Research Centre (JRC) สหภาพยุโรป พบว่า ในปี 2567 ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดเป็นอันดับ 21 ของโลก และเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้น และความท้าทายนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

ส่งผลให้ทุกภาคส่วนหันมาตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยภาครัฐและภาคธุรกิจต่างผลักดันเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากขึ้น เมื่อคนหาบ้านยุคใหม่หันมาสนใจเลือกที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง หวังเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดผลกระทบจากภาวะโลกเดือด

เจาะอินไซต์คนหาบ้านยุคใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม กว่า 2 ใน 5 พร้อมจ่ายเพิ่มเพื่อบ้านรักษ์โลก 

ปัจจุบันเทรนด์รักษ์โลกมีผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคมากขึ้น เห็นได้ชัดจากข้อมูลจากแบบสำรวจพฤติกรรมการซื้อ-เช่าอสังหาฯ และการวางแผนอนาคตของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย พบว่า 17% ของผู้ตอบแบบสอบถามฯ ตัดสินใจเลือกผู้พัฒนาอสังหาฯ ที่มีชื่อเสียงด้านโครงการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารเขียว หรือปฏิบัติตามแนวทางความยั่งยืนในการก่อสร้างมาเป็นอันดับ 2 รองมาจากการเลือกจากชื่อเสียงของผู้พัฒนาอสังหาฯ (20%)

สอดคล้องกับข้อมูลจากแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อตลาดที่อยู่อาศัย DDproperty Thailand Consumer Sentiment Study พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามฯ กว่า 2 ใน 5 (46%) ยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อบ้าน/คอนโดฯ รักษ์โลก ส่วน 52% เปิดรับแนวคิดนี้แต่ยังไม่ตัดสินใจ นอกจากนี้ เกือบ 9 ใน 10 (88%) เผยว่ายินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยที่มาพร้อมคุณสมบัติเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เช่น นวัตกรรมบ้านเย็น บ้านปลอดฝุ่น

ขณะที่ 3 อันดับประเด็นความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมที่คนหาบ้านให้ความสนใจมากที่สุด อันดับ 1 ได้แก่ การสร้างพื้นที่สีเขียวที่บ้าน เช่น การทำสวน ปลูกต้นไม้ 70% โดยมีสัดส่วนที่สูงขึ้นในกลุ่มผู้บริโภครายได้ปานกลาง และรายได้สูง (สัดส่วน 76% และ 79% ตามลำดับ) รองลงมาคือมองหาไลฟ์สไตล์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การรีไซเคิล การอนุรักษ์น้ำ 65% และการออกแบบอสังหาฯ ที่ยั่งยืน เช่น สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หลังคาโซลาร์เซลล์ 58% สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และสภาพที่อยู่อาศัยให้พร้อมรับมือสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป ควบคู่กับการหาแนวทางประหยัดพลังงานอย่างยั่งยืนมาปรับใช้

ส่องไอเดียอัปเกรดบ้านประหยัดพลังงานเริ่มอย่างไรให้คุ้มค่าในระยะยาว

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยรักษ์โลกไม่ใช่แค่กระแสอีกต่อไป แต่กลายเป็นทางเลือกที่ผู้บริโภคยุคใหม่ควรให้ความสำคัญ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แนะนำ 6 แนวทางออกแบบที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานให้ตอบโจทย์การอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน ผู้บริโภคควรเริ่มต้นวางแผนอย่างไรให้สอดคล้องกับความพร้อมและงบประมาณที่มี เพื่อช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

  1. ก่อสร้างด้วยวัสดุกันความร้อน โครงสร้างที่อยู่อาศัยถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการลดความร้อนและระบายอากาศภายในตัวบ้าน ดังนั้น ผู้บริโภคจึงควรให้ความสำคัญกับการเลือกใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติกันความร้อนเมื่อก่อสร้างที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว เช่น ใช้อิฐมวลเบาที่มีคุณสมบัติเป็นฉนวนกันความร้อนได้ดีกว่าอิฐมอญ ติดตั้งฉนวนกันความร้อนใต้ฝ้าเพดานเพื่อสะท้อนความร้อนและลดความร้อนสะสม เลือกใช้กระจกฉนวนกันความร้อนหรือกระจก Low-E ที่ช่วยสะท้อนความร้อนแทนกระจกใสธรรมดา ซึ่งการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่มีคุณสมบัติเหล่านี้จะช่วยให้อุณหภูมิในบ้านเย็นลง ส่งผลให้เครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลง จึงช่วยประหยัดค่าไฟได้อย่างมีนัยสำคัญ

  2. ใช้ประโยชน์จากแสงและลมธรรมชาติ ทิศทางแสงและลมธรรมชาติมีผลโดยตรงต่ออุณหภูมิภายในที่อยู่อาศัย ผู้บริโภคจึงควรเลือกบ้าน/คอนโดฯ ที่อยู่ในทิศที่รับแสงได้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ เช่น ทิศเหนือ รับแสงแดดน้อยที่สุด ช่วยให้อากาศเย็นสบายตลอดวัน หรือหากจำเป็นต้องอยู่ทางทิศตะวันตกซึ่งรับแสงแดดตลอดช่วงบ่าย ก็ควรติดตั้งระแนงกันความร้อนหรือใช้ผ้าม่านแบล็คเอาท์ (Blackout) ที่สามารถป้องกันรังสี UV และความร้อนจากแสงแดดได้ดีกว่าผ้าม่านทั่วไป ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคควรจัดวางประตู-หน้าต่างให้สอดคล้องกับทิศทางลมธรรมชาติเพื่อช่วยระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น โดยควรหลีกเลี่ยงการสร้างบ้านกีดขวางทิศทางลม ซึ่งจะทำให้บ้านอบอ้าวกว่าปกติ นอกจากนี้ ควรเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยการปลูกต้นไม้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดอุณหภูมิและเพิ่มความร่มรื่นเท่านั้น แต่ยังช่วยผ่อนคลายความเครียดแบบธรรมชาติบำบัดให้แก่ผู้อยู่อาศัยอีกด้วย

  3. เลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน เครื่องใช้ไฟฟ้าถือเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ผู้บริโภคจึงควรเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 การันตีว่าสินค้านั้นช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าและลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้จริง ซึ่งครอบคลุมหลากหลายผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวัน หรือเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มาพร้อมเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เช่น แอร์ระบบ Inverter ที่ช่วยประหยัดไฟและรักษาอุณหภูมิได้คงที่มากกว่าแอร์แบบธรรมดา หรือตู้เย็น Inverter ที่มาพร้อมเทคโนโลยี AI มีระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะและรักษาอุณหภูมิให้สม่ำเสมอ เป็นต้น นอกจากเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้จะช่วยประหยัดพลังงานและลดภาระค่าไฟในระยะยาวแล้ว ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

  4. ปรับพฤติกรรมใช้น้ำ-ไฟอย่างรู้ค่า ผู้บริโภคควรเรียนรู้เทคนิคการใช้น้ำและไฟฟ้าอย่างคุ้มค่า โดยเริ่มจากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ที่ 25–26 องศา พร้อมเปิดพัดลมควบคู่กัน ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน หรือหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่หลายชิ้นพร้อมกันในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง (On Peak) เป็นต้น นอกจากนี้ การเลือกใช้ไฟระบบเซ็นเซอร์บริเวณบันไดและทางเดินภายในบ้านที่จะเปิด-ปิดอัตโนมัติเมื่อตรวจพบการเคลื่อนไหว หรือใช้ไฟนอกบ้านที่มีระบบเซ็นเซอร์แสง ให้เปิดอัตโนมัติในตอนกลางคืนและปิดตอนกลางวัน ก็จะช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัยได้ดียิ่งขึ้น นอกจากจะช่วยลดภาระค่าไฟแล้วยังช่วยลดการบริโภคพลังงานเกินความจำเป็นอีกด้วย

  5. อัปเลเวลความประหยัดด้วยมิเตอร์ TOU ปัจจุบันการไฟฟ้ามีทางเลือกในการประหยัดค่าไฟได้มากขึ้นโดยเฉพาะในหน้าร้อน ด้วยการให้บริการมิเตอร์ TOU หรืออัตราค่าไฟฟ้า TOU (Time of Use Tariff) เป็นการคำนวณอัตราค่าไฟฟ้าตามช่วงเวลาการใช้งาน แทนการคิดอัตราเดียวตลอดทั้งวันแบบมิเตอร์ปกติ โดยแบ่งวิธีการคิดค่าไฟเป็น 2 ช่วงเวลา ดังนี้
    • On Peak เวลา 00 – 22.00 น. ของวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เป็นช่วงที่ค่าไฟมีราคาสูง เนื่องจากทั้งประเทศมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง
    • Off Peak เวลา 00 – 09.00 น. ของวันจันทร์ถึงวันศุกร์ และเวลา 00.00 – 24.00 น. ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ วันแรงงานแห่งชาติ และวันหยุดราชการตามปกติ แต่ไม่รวมถึงวันพืชมงคล วันหยุดชดเชย และวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี เป็นช่วงที่ค่าไฟฟ้ามีราคาต่ำ เนื่องจากมีความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ

มิเตอร์ TOU จึงเหมาะกับที่อยู่อาศัยที่สมาชิกในครอบครัวมีการใช้ไฟฟ้าในช่วง Off Peak เป็นหลัก หรือสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟสูงมาใช้ในช่วง Off Peak แทนได้ เช่น ผู้ที่ทำงานประจำ ในวันทำงานจึงมีเวลาอยู่บ้านในช่วงกลางวันน้อย และกลับมาเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าเวลากลางคืนเยอะ หรือผู้ที่ชอบพักผ่อนอยู่บ้านในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือผู้ที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในตอนกลางคืนเป็นประจำ การใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลานี้จะถูกคิดค่าไฟในอัตราที่ถูกลง จึงคุ้มค่ามากกว่าการใช้มิเตอร์ปกติอย่างเห็นได้ชัด โดยที่ไม่ต้องลดการใช้พลังงานลงเลย  

  1. ติดตั้ง “Solar Rooftop” ทางเลือกพลังงานสะอาด การเลือกซื้อบ้านที่ติดตั้งระบบหลังคาโซลาร์เซลล์ หรือ Solar Rooftop ถือเป็นการยกระดับที่อยู่อาศัยให้กลายเป็นบ้านประหยัดพลังงานอย่างแท้จริง เพราะเป็นการเปลี่ยนพื้นที่ว่างบนหลังคาให้กลายเป็นระบบสร้างพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ในช่วงกลางวัน ช่วยลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบหลักและลดค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือนอย่างมีนัยสำคัญ ตอบโจทย์ผู้ที่มองหาบ้านประหยัดพลังงานแบบครบวงจร ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยลง (Net Zero) ถือเป็นการช่วยบรรเทาวิกฤตโลกเดือดได้อย่างยั่งยืน

แม้ต้นทุนการติดตั้งจะสูง แต่ปัจจุบันภาครัฐได้สนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึง Solar Rooftop ผ่านมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัย ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคนำค่าใช้จ่ายจากการซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา ดาดฟ้า หรือส่วนหนึ่งส่วนใดบนอาคารที่อยู่อาศัย ซึ่งเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคตามจำนวนที่จ่ายจริง รวมทั้งหมดไม่เกิน 200,000 บาท มาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571 ถือเป็นปัจจัยบวกที่สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนหันมาติดตั้ง Solar Rooftop มากขึ้น นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพราะนอกจากจะคืนทุนได้เร็วจากมาตรการรัฐและค่าไฟที่ลดลงแล้ว ยังได้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการช่วยอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

นอกจากนี้ สถาบันการเงิน/ธนาคารได้ออกสินเชื่อบ้านสีเขียว (Green Loan) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยรักษ์โลกได้ง่ายขึ้น หรือนำไปรีโนเวทบ้านเดิมให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าทุกภาคส่วนในภาคอสังหาฯ ต่างตระหนักถึงความสำคัญในการขับเคลื่อนการสร้างที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนในไทยอย่างแท้จริง ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยที่ส่งผลดีต่อทั้งคุณภาพชีวิตของตัวเอง และมีส่วนร่วมช่วยดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน ทั้งนี้ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (www.DDproperty.com) ได้รวบรวมข่าวสารล่าสุดในวงการอสังหาฯ และบทความน่ารู้สำหรับคนอยากมีบ้าน รวมทั้งเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลประกาศซื้อ/ขาย/เช่าในหลากหลายทำเลทั่วประเทศ ช่วยให้ทุกคนที่อยากมีบ้านเริ่มต้นบนเส้นทางอสังหาฯ ได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น

DDproperty แนะวิธีวางแผนซื้อบ้านอย่างมั่นใจสไตล์คนโสดยุค Solo Economy

DDproperty แนะวิธีวางแผนซื้อบ้านอย่างมั่นใจสไตล์คนโสดยุค Solo Economy

DDproperty แนะวิธีวางแผนซื้อบ้านอย่างมั่นใจสไตล์คนโสดยุค Solo Economy

ปัจจุบันคนไทยจำนวนไม่น้อยเลือกครองตัวเป็นโสดมากขึ้นและนิยมอาศัยอยู่เพียงลำพัง จนเกิดเป็นเทรนด์ Solo Economy หรือเศรษฐกิจคนโสด ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2566 พบว่า 1 ใน 5 ของคนไทยอยู่ในสถานะโสด หรือมีสัดส่วน 23.9% เมื่อพิจารณาเฉพาะช่วงวัยเจริญพันธุ์ (อายุ 15-49 ปี) พบว่า มีคนโสดอยู่ที่ 40.5% ซึ่งสูงกว่าภาพรวมประเทศเกือบเท่าตัว ส่งผลให้คนโสดกลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่น่าจับตามอง นอกจากจะมีกำลังซื้อสูงแล้วยังมีอิสระในการตัดสินใจใช้จ่ายเพื่อตอบโจทย์ความสุขส่วนตัว ซึ่งรวมไปถึงด้านที่อยู่อาศัยด้วยเช่นกัน

ข้อมูลจากแบบสำรวจพฤติกรรมการซื้อ-เช่าอสังหาฯ และการวางแผนอนาคตของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย พบว่า เกือบ 2 ใน 3 (61%) ของผู้ตอบแบบสำรวจฯ ที่มีสถานะโสดวางแผนย้ายออกจากบ้านพ่อแม่ภายใน 1 ปีข้างหน้า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของผู้บริโภคทั่วไปที่มีสัดส่วน 42% ขณะที่ 39% ไม่มีแผนที่จะย้ายออก โดยเกือบ 3 ใน 4 (74%) ของคนโสดสนใจซื้อบ้าน/คอนโดมิเนียมเป็นของตัวเอง สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนอีก 26% เลือกที่จะเช่าแทน

โดยมากกว่า 3 ใน 4 (76%) ของคนโสดสนใจโครงการที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง (Pet-friendly) สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนโสดที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง จึงนิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงคลายเหงาตามเทรนด์ Pet Humanization ที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงเหมือนเป็นสมาชิกคนสำคัญในครอบครัว

เมื่อพิจารณาการวางแผนทางการเงิน 38% ของคนโสดเผยว่าออมเงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยได้ครึ่งทางแล้ว ส่วน 31% มีเงินออมเพียงพอที่จะซื้อที่อยู่อาศัยแล้ว และมีผู้ที่ยังไม่ได้เริ่มออมเงินเลย ในสัดส่วนเท่ากันที่ 31%

สำหรับแผนการใช้จ่ายใน 1 ปีข้างหน้านี้ คนโสดส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการเก็บเงินเพื่อซื้อบ้าน/คอนโดฯ มาเป็นอันดับแรกด้วยสัดส่วน 22% สะท้อนให้เห็นว่าการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยยังคงเป็นเป้าหมายหลักของผู้บริโภคกลุ่มนี้ รองลงมาคือใช้จ่ายเพื่อครอบครัว และใช้ท่องเที่ยวพักผ่อน ในสัดส่วนเท่ากันที่ 14% ขณะที่ 13% ให้ความสำคัญกับการออมเงินเพื่อสร้างกองทุนฉุกเฉิน และ 8% ต้องการเก็บเงินเพื่อซื้อรถยนต์

เจาะเทคนิคกู้บ้านฉบับคนโสด เริ่มต้นเตรียมตัวอย่างไรให้ผ่านฉลุย

อย่างไรก็ดี การซื้อที่อยู่อาศัยในกลุ่มคนโสดถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ เนื่องจากต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพียงลำพัง แม้จะมีรายได้ที่มั่นคง แต่ธนาคารก็มีเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดเช่นกัน ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) ขอแนะนำเทคนิควางแผนกู้ซื้อที่อยู่อาศัยฉบับคนโสด เพื่อช่วยให้คุณก้าวเข้าสู่การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้อย่างมั่นใจ พร้อมวางแผนการเงินให้มั่นคงในระยะยาว

  • เลือกขนาด-ราคาที่ตอบโจทย์ คนโสดควรกำหนดเป้าหมายในการซื้อที่อยู่อาศัยให้ชัดเจนว่าซื้อเพื่ออยู่อาศัยเพียงลำพังหรือมีครอบครัวมาอยู่ด้วย จากนั้นจึงวางสเปกที่อยู่อาศัยที่ต้องการคร่าว ๆ ว่ามองหาบ้านหรือคอนโดฯ ในทำเลใด มีงบประมาณเท่าไร และต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรบ้าง เช่น อยู่ใกล้รถไฟฟ้า มีฟิตเนส หรือเลี้ยงสัตว์ได้ และนำข้อมูลเหล่านี้มาค้นหาโครงการต่าง ๆ เพื่อเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียก่อนตัดสินใจอีกครั้ง โดยหัวใจสำคัญในการพิจารณาคือต้องเป็นโครงการที่ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยจริง โดยมีขนาดที่เหมาะสม ไม่มีห้องนอนหรือพื้นที่ใช้สอยมากเกินความจำเป็น รวมทั้งตอบโจทย์ด้านราคา เนื่องจากคนโสดจะต้องรับภาระผ่อนระยะยาวเพียงลำพัง จึงไม่ควรเลือกบ้าน/คอนโดฯ ที่มีราคาสูงจนเกินกำลัง เพราะอาจทำให้ขาดสภาพคล่องทางการเงินได้ในอนาคต
  • สร้างเครดิตการเงินให้ดีตั้งแต่เนิ่น ๆ อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ธนาคารใช้ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อคือการมีประวัติทางการเงินที่ดี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวินัยในการใช้จ่ายของผู้กู้ โดยธนาคารจะตรวจสอบประวัติการชำระหนี้ย้อนหลังจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร ที่มีการเก็บประวัติการชำระหนี้ของผู้กู้ย้อนหลัง 3 ปี ดังนั้น หากผู้บริโภคมีแผนจะกู้ซื้อที่อยู่อาศัยในอนาคตก็ควรเริ่มต้นสร้างประวัติทางการเงินให้ดีตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่มีหนี้ค้างชำระ ไม่ใช้บัตรกดเงินสดอย่างต่อเนื่อง และไม่ผ่อนสินค้าจำนวนมากในช่วงที่จะยื่นกู้ ในกรณีที่มีประวัติการผิดนัดชำระ ผู้บริโภคควรรีบชำระหนี้ให้หมดและรอให้ข้อมูลในระบบเครดิตบูโรอัปเดตก่อนยื่นกู้ซื้ออีกครั้ง อย่างไรก็ดี หากผู้บริโภคเลือกใช้บัตรเครดิตอย่างถูกวิธี โดยชำระเงินเต็มจำนวนตรงเวลาทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการชำระเงินขั้นต่ำเป็นเวลานาน ๆ หรือผิดนัดชำระหนี้ จะสะท้อนให้เห็นถึงวินัยทางการเงินที่ดี และช่วยเพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อได้เช่นกัน
  • เตรียมเงินดาวน์ให้พร้อม ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนคลายมาตรการควบคุมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Loan-to-Value: LTV) ทำให้ผู้กู้ซื้อสามารถกู้ซื้อบ้าน/คอนโดฯ ทุกราคาและทุกสัญญาได้เต็มจำนวน 100% โดยไม่ต้องวางเงินดาวน์ สำหรับการทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 – วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อย่างไรก็ดี วงเงินกู้ที่จะได้รับนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละธนาคารและความสามารถในการผ่อนชำระของแต่ละบุคคลเป็นหลัก ดังนั้น คนโสดควรวางแผนทางการเงินให้พร้อมก่อนยื่นกู้ โดยเตรียมเงินดาวน์ไว้ประมาณ 10-20% ของราคาที่อยู่อาศัย ซึ่งจะช่วยให้ธนาคารมั่นใจในความสามารถทางการเงินของผู้กู้และเพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อ นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาระผ่อนชำระรายเดือนลงด้วย
  • เร่งลดภาระหนี้ให้เหลือน้อย การกู้ซื้อที่อยู่อาศัยถือเป็นทรัพย์สินที่มีราคาสูงและมีระยะเวลาผ่อนชำระนาน หากคนโสดมีภาระหนี้สินเดิมอยู่แล้วก็อาจจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการอนุมัติสินเชื่อบ้านได้เช่นกัน เนื่องจากธนาคารจะพิจารณาจากอัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ (Debt Service Ratio: DSR) ซึ่งต้องไม่เกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน และจะนำภาระหนี้ทั้งหมดมารวมกับค่าผ่อนบ้านที่จะเกิดขึ้น เพื่อประเมินความเสี่ยงทางการเงินก่อนพิจารณาอนุมัติสินเชื่อตามหลักเกณฑ์ของธนาคารต่อไป ดังนั้น ก่อนยื่นกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ผู้บริโภคควรจัดการชำระหนี้ที่มีอยู่เดิมให้เรียบร้อย หากมีการผ่อนชำระรายเดือนอยู่ก็ควรชำระให้ตรงตามกำหนดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มียอดหนี้เหลือน้อยที่สุด รวมทั้งงดการสร้างหนี้ใหม่จากการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่จำเป็นเพิ่ม
  • มาพร้อมความมั่นคงทางการเงิน อีกหนึ่งปัจจัยที่ธนาคารให้ความสำคัญเมื่อพิจารณาสินเชื่อคือความมั่นคงทางการเงินของผู้ยื่นกู้ ทั้งความมั่นคงของรายได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ทำงานประจำที่ได้รับเงินเดือน หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้สม่ำเสมอก็ตาม ผู้ยื่นกู้ควรเตรียมเอกสารแสดงรายได้หลักและรายได้เสริมประกอบการยื่นกู้ให้ครบถ้วน เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการชำระหนี้ นอกจากนี้ การมีวินัยในการออมของผู้กู้โดยมีเงินเก็บหรือทรัพย์สินต่าง ๆ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ธนาคารเห็นศักยภาพในการผ่อนชำระของผู้กู้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากสามารถใช้เป็นหลักประกันด้านความมั่นคงทางการเงินได้ในกรณีที่รายได้ของผู้กู้เกิดความผันผวนในอนาคต
  • เพิ่มวงเงินด้วยการกู้ร่วม หากคนโสดมองว่ารายได้ของตนไม่เพียงพอที่จะกู้ซื้อที่อยู่อาศัยในฝันได้ตามต้องการ สามารถเลือกยื่นกู้ร่วมกับพ่อแม่ พี่น้อง หรือญาติที่มีรายได้มั่นคงได้ ซึ่งการกู้ร่วมจะช่วยให้ได้รับวงเงินกู้ที่เพิ่มสูงขึ้นและเพิ่มโอกาสในการอนุมัติด้วยเช่นกัน โดยธนาคารจะนำรายได้ของผู้กู้ร่วมทั้งหมดมาพิจารณา จึงทำให้เห็นถึงความสามารถในการชำระหนี้ที่มีมากขึ้นตามไปด้วย คนโสดจึงสามารถซื้อบ้าน/คอนโดฯ ที่ตอบโจทย์ได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม คนโสดควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนจะตัดสินใจกู้ร่วม เนื่องจากผู้กู้ร่วมต้องรับผิดชอบหนี้ร่วมกันตลอดระยะเวลาผ่อนชำระ หากมีปัญหาในการชำระหนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อประวัติเครดิตของทั้งสองฝ่ายเช่นกัน นอกจากนี้ ผู้กู้ร่วมต้องไม่ลืมที่จะตกลงรายละเอียดการผ่อนชำระรายเดือนและกรรมสิทธิ์ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดปัญหาขัดแย้งกันในอนาคต

เมื่อขยับสถานะไปสละโสด บ้านที่ซื้อไว้ก่อนแต่งจะกลายเป็นสินสมรสหรือไม่?

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) ชวนมาคลายความสงสัยในประเด็นยอดฮิต หากคนโสดตัดสินใจแต่งงานในอนาคต แล้วบ้านหรือคอนโดฯ ที่เคยซื้อไว้ตอนที่ยังโสดนั้นจะกลายมาเป็นสินสมรสหรือไม่? ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 บัญญัติไว้ว่า “สินสมรส” คือทรัพย์สินที่สามีภรรยามีส่วนร่วมกันในทรัพย์สินนั้น การจัดการทรัพย์สินก็ต้องจัดการร่วมกัน ได้แก่ ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส, ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือที่ระบุว่าเป็นสินสมรส และทรัพย์สินที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว

ส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 ระบุว่าทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรสถือเป็น “สินส่วนตัว” ดังนั้น หากคนโสดได้ซื้อที่อยู่อาศัยไว้ตั้งแต่ก่อนจะแต่งงานหรือจดทะเบียนสมรส ที่อยู่อาศัยนั้นจะไม่ถูกนับรวมเป็นสินสมรสในอนาคตแน่นอน นอกจากนี้ ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา เช่น ได้รับมรดกเป็นบ้านพร้อมที่ดินจากพ่อแม่ จะถือว่าเป็นสินส่วนตัวเช่นกัน หากพินัยกรรมหรือหนังสือนั้นไม่ได้ระบุว่ายกให้เป็นสินสมรส โดยสินส่วนตัวเหล่านี้จะไม่ถูกแบ่งครึ่งให้อีกฝ่ายเมื่อมีการหย่าร้างเหมือนสินสมรส

อย่างไรก็ดี หากต้องการให้คู่สมรสเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระในการผ่อนบ้าน ผู้บริโภคสามารถทำได้โดยการยื่นขอรีไฟแนนซ์สินเชื่อ และเพิ่มชื่อคู่สมรสเป็นผู้กู้ร่วม ซึ่งธนาคารจะพิจารณาเสมือนเป็นการยื่นกู้ใหม่ โดยจะนำรายได้และหนี้สินของทั้งสองฝ่ายมาพิจารณาเพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้ใหม่อีกครั้ง ส่วนกรณีที่ผู้บริโภคซื้อบ้านเป็นสินส่วนตัวไปแล้วและต้องการเพิ่มชื่อคู่สมรสเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันในภายหลัง  จะต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน ซึ่งจะมีค่าใช้จ่าย ดังนี้

  • ค่าใช้จ่ายในการให้ 0.5% ของราคาประเมิน
  • ภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ผู้ให้เปรียบเสมือนเป็นผู้ขายจึงต้องนำเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเฉพาะในส่วนที่ให้คู่สมรส
  • ค่าอากรแสตมป์ 0.5% ของราคาซื้อขาย แต่ต้องไม่ต่ำกว่าราคาประเมินที่ดิน โดยต้องครอบครองมากกว่า 5 ปีขึ้นไป หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเกิน 1 ปี หากไม่ตรงตามเกณฑ์นี้ จะเข้าข่ายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตรา 3.3% ของราคาซื้อขายแทน

การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความสำเร็จและความมั่นคงในชีวิต ไม่ว่าจะโสดหรืออยู่ในสถานะใด การมีบ้านที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการและเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ได้พักผ่อน ย่อมช่วยเติมเต็มพลังชีวิตและสร้างความสุขได้อย่างแท้จริง ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (www.DDproperty.com) นำเสนอความรู้ที่เป็นประโยชน์สำหรับคนอยากมีบ้าน พร้อมอัปเดตข่าวสารล่าสุดในวงการอสังหาฯ รวมทั้งเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลประกาศซื้อ/ขาย/เช่าในหลากหลายทำเลทั่วประเทศ ช่วยเตรียมความพร้อมให้คนหาบ้านสามารถเริ่มต้นเส้นทางสู่การมีที่อยู่อาศัยในฝันได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น

อัปเดตกฎหมายที่ผู้เช่าควรรู้ เตรียมความพร้อมก่อนเซ็นสัญญาอย่างมั่นใจ

อัปเดตกฎหมายที่ผู้เช่าควรรู้ เตรียมความพร้อมก่อนเซ็นสัญญาอย่างมั่นใจ

อัปเดตกฎหมายที่ผู้เช่าควรรู้ เตรียมความพร้อมก่อนเซ็นสัญญาอย่างมั่นใจ

ปัจจุบันการเช่าที่อยู่อาศัยยังคงเป็นทางเลือกยอดนิยมของคนไทย โดยเฉพาะวัยเริ่มต้นทำงานที่ไม่พร้อมมีภาระผูกพันระยะยาวจากการกู้ซื้อบ้าน ส่งผลให้เทรนด์ Generation Rent มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องตามความท้าทายด้านการเงินของคนไทย อย่างไรก็ตาม แม้การเช่าจะตอบโจทย์ค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค แต่กลับพบว่าข้อพิพาทระหว่างผู้เช่ากับผู้ให้เช่ายังคงเกิดขึ้นอยู่เสมอ ผู้เช่าบางส่วนต้องเผชิญความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดจากการโดนปรับขึ้นค่าเช่ากลางคัน หรือต้องจ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟที่สูงเกินจริง สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีกลไกภาครัฐมาช่วยคุ้มครองสิทธิผู้เช่าและสร้างความเป็นธรรมให้กับทั้งสองฝ่าย 

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ประกาศใช้ “ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568” มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 4 กันยายน 2568 เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบผู้เช่าและสร้างมาตรฐานการเช่าที่อยู่อาศัยให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ สำหรับควบคุมผู้ประกอบธุรกิจที่มีสถานที่ให้เช่า ได้แก่ ห้องพัก บ้าน อาคารชุด อะพาร์ตเมนต์ หรือสถานที่พักอาศัยที่จัดขึ้นสำหรับการให้เช่าเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ตั้งแต่ 3 หน่วยขึ้นไป โดยไม่รวมหอพักและโรงแรมที่มีกฎหมายควบคุมต่างหาก ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคได้รับสัญญาเช่าที่เป็นธรรมมากขึ้น

รู้ไว้ไม่เสียเปรียบ! อัปเดต 5 สิทธิต้องรู้ที่ผู้เช่าไม่ควรมองข้าม  

แม้ สคบ. จะออกประกาศฉบับใหม่ที่แก้ไขหลักเกณฑ์บางประการเพื่อให้คุ้มครองสิทธิผู้เช่าให้ดีขึ้นแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ให้เช่าบางรายอาจไม่ได้ทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หรืออาศัยช่องว่างเพื่อกำหนดเงื่อนไขที่เอาเปรียบผู้เช่า ดังนั้น ผู้เช่าจึงไม่ควรละเลยการตรวจสอบสัญญาอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าตนเองจะได้รับความเป็นธรรมตามที่กฎหมายคุ้มครอง ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย ชวนผู้บริโภคมาทำความเข้าใจสิทธิผู้เช่าตามกฎหมาย ว่ามีประเด็นใดบ้างที่ผู้เช่าควรรู้เพื่อรักษาสิทธิของตนเอง และช่วยลดปัญหาที่อาจสร้างความกระทบกระทั่งจนนำไปสู่ข้อพิพาทได้ในอนาคต

  • ห้ามเปลี่ยนแปลงค่าเช่ากลางคัน เมื่อได้ที่อยู่อาศัยที่ถูกใจแล้ว ผู้เช่าควรสอบถามอัตราค่าเช่าและค่าบริการต่าง ๆ ให้ชัดเจนก่อนตกลงเซ็นสัญญา โดยรายละเอียดในสัญญาควรมีการระบุอัตราค่าเช่ารายเดือนหรือรายปี อัตราค่าน้ำ-ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายในการให้บริการต่าง ๆ รวมทั้งระบุเวลาเช่าให้ชัดเจน โดยรายละเอียดส่วนนี้มีความสำคัญเนื่องจากตามกฎหมายแล้วผู้ให้เช่าไม่มีสิทธิเปลี่ยนแปลงอัตราค่าเช่ากลางคันก่อนสัญญาเช่าสิ้นสุดลง หากระบุระยะเวลาเช่าไว้ 1 ปี อัตราค่าเช่าที่เรียกเก็บจะต้องคงที่ตามที่ระบุไว้ในสัญญาเท่านั้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้เช่าได้รับความเป็นธรรม ไม่ต้องกังวลว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มกลางทางโดยไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้า
  • ห้ามเก็บค่าน้ำ-ค่าไฟแพงเกินจริง ที่ผ่านมามักมีข้อพิพาทจากการที่ผู้ให้เช่าเรียกเก็บค่าน้ำค่าไฟในอัตราที่สูงกว่าที่หน่วยงานภาครัฐกำหนด ซึ่งถือว่าขัดต่อกฎหมายที่มีข้อบังคับอย่างชัดเจนว่าห้ามผู้ให้เช่าเก็บค่าน้ำค่าไฟเกินกว่าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรียกเก็บจริง ดังนั้น ผู้ให้เช่าต้องคำนวณค่าน้ำและค่าไฟให้เป็นไปตามอัตราที่การประปาและการไฟฟ้ากำหนดเท่านั้น เพื่อช่วยให้ผู้เช่าไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นธรรม โดยผู้ให้เช่าจะต้องชี้แจ้งรายละเอียดลงในใบแจ้งหนี้ว่าใช้อัตราคำนวณค่าน้ำ-ค่าไฟต่อหน่วยเท่าไร และระบุจำนวนหน่วยที่ผู้เช่าใช้ไปอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้เช่าสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ด้วยตนเอง 
  • ห้ามเข้าห้องเช่าโดยพลการ แม้ผู้ให้เช่าจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยให้เช่า แต่เมื่อมีการทำสัญญาเช่าเรียบร้อยแล้ว จะถือเป็นพื้นที่ส่วนตัวของผู้เช่า ซึ่งผู้เช่าจะมีสิทธิเต็มที่ในการอยู่อาศัยพื้นที่นั้นตลอดระยะเวลาเช่า ซึ่งตามกฎหมายแล้วผู้ให้เช่าจะไม่มีสิทธิเข้าตรวจสอบคอนโดฯ/บ้านเช่านั้นโดยไม่แจ้งให้ผู้เช่าทราบล่วงหน้า หรือไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เช่า หากมีการบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ของผู้เช่าโดยพลการถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและสิทธิในการครอบครองของผู้เช่าได้ รวมไปถึงในกรณีที่ผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่าตามกำหนด ผู้ให้เช่าก็ไม่มีสิทธิปิดกั้นพื้นที่เช่าเพื่อขัดขวางการเข้าออก หรือบุกรุกเข้าไปขนย้ายทรัพย์สินของผู้เช่าโดยไม่ได้รับอนุญาตเช่นกัน กรณีนี้ผู้ให้เช่าจะต้องดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายเท่านั้น

อย่างไรก็ดีผู้ให้เช่ามีสิทธิเข้าตรวจสอบโดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้เช่าทราบล่วงหน้าได้เฉพาะกรณีที่มีเหตุฉุกเฉิน ซึ่งหากไม่ดำเนินการทันทีจะเกิดความเสียหายหรือมีผลกระทบต่อผู้เช่ารายอื่นเท่านั้น เช่น ไฟไหม้ ท่อน้ำรั่ว พบเจอควันไฟ หรือมีกลิ่นแก๊สรั่ว เป็นต้น

  • ห้ามปรับเงินหากห้องเสื่อมสภาพตามกาลเวลา ที่อยู่อาศัยให้เช่ามักมีการเปลี่ยนมือมาหลายครั้ง สภาพห้องพัก เฟอร์นิเจอร์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผ่านการใช้งานมาเป็นเวลานานจึงอาจเสื่อมสภาพได้ตามกาลเวลา เช่น กระเบื้องหลุดร่อน ผนังมีรอยร้าว เครื่องใช้ไฟฟ้าชำรุด เป็นต้น ซึ่งหากเกิดความเสียหายเหล่านี้โดยที่ผู้เช่าไม่ได้เป็นต้นเหตุ ผู้เช่าไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ เนื่องจากเป็นหน้าที่ที่ผู้ให้เช่าต้องบำรุงรักษาที่อยู่อาศัยให้เช่าให้มีสภาพพร้อมอยู่อาศัยเสมอ นอกจากนี้ หากเกิดความเสียหายจากเหตุสุดวิสัย เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว ผู้เช่าก็ไม่ต้องรับผิดชอบเช่นกัน อย่างไรก็ดี ผู้เช่ายังคงมีหน้าที่ดูแลรักษาคอนโดฯ/บ้านเช่า รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพดี หากเกิดความเสียหายจากความประมาทของผู้เช่าเอง ผู้เช่าก็ต้องรับผิดชอบในความเสียหายนั้น ๆ เช่นกัน
  • ห้ามริบเงินประกันหากผู้เช่าไม่ผิด โดยทั่วไปแล้วการทำสัญญาเช่าจะต้องมีการวางเงินประกันไว้เป็นหลักประกันในกรณีที่ผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่าตามกำหนด หรือเพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการใช้งานของผู้เช่า อย่างไรก็ตาม อาจมีกรณีที่ผู้ให้เช่าบางรายอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเพื่อหาทางริบเงินประกันหรือค่าเช่าล่วงหน้า โดยไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมหรือพยายามหาเหตุที่ไม่ใช่ความผิดของผู้เช่ามาอ้าง เช่น อ้างความเสียหายจากการเสื่อมสภาพตามกาลเวลา หรือเรียกเก็บค่าซ่อมแซมที่สูงแบบไม่สมเหตุสมผล ซึ่งตามกฎหมายแล้วหากผู้เช่าปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาครบถ้วน ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับห้องเช่า ไม่มียอดค้างชำระ และไม่ได้ทำผิดสัญญาข้ออื่น ๆ ผู้เช่ามีสิทธิได้รับเงินประกันและค่าเช่าล่วงหน้าคืนเต็มจำนวนเมื่อสัญญาสิ้นสุด โดยที่ผู้ให้เช่าจะไม่มีสิทธิริบเงินประกันหรือค่าเช่าล่วงหน้าได้

ผู้ปล่อยเช่าควรทำความเข้าใจ ปรับตัวตามกฎหมายอย่างไรให้ได้ใจผู้เช่า

ขณะเดียวกัน ผู้ให้เช่าเองก็ควรศึกษาประกาศฉบับล่าสุดเพื่อปรับธุรกิจให้พร้อมเช่นกัน ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เสนอแนวทางการปล่อยเช่าที่ผู้ให้เช่าควรปรับให้สอดคล้องกับข้อบังคับตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม ไม่เพียงจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดข้อพิพาททางกฎหมายในอนาคตแล้ว ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความประทับใจให้กับผู้เช่า ช่วยให้การปล่อยเช่าเป็นไปอย่างราบรื่นในระยะยาว

  • สัญญาต้องชัดเจนและรัดกุม สัญญาเช่าถือเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่อาศัยร่วมกันอย่างราบรื่น ดังนั้นสัญญาเช่าที่ดีต้องมีความชัดเจนครบถ้วนในทุกรายละเอียด ผู้ให้เช่าในฐานะผู้จัดทำสัญญาควรแจกแจงรายละเอียดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่ารายเดือน/รายปี เงินประกัน อัตราค่าน้ำ-ค่าไฟ อัตราค่าบริการต่าง ๆ หรือค่าซ่อมแซมในกรณีที่ผู้เช่าก่อให้เกิดความเสียหาย รวมทั้งระบุวันชำระค่าเช่าให้ชัดเจนว่าต้องชำระภายในวันที่เท่าไรของเดือน และมีระยะเวลาผ่อนผันกี่วัน ในกรณีที่ผู้เช่าชำระล่าช้าจะมีค่าปรับอย่างไร นอกจากนี้ ในสัญญาควรระบุกฎข้อบังคับในการอยู่อาศัย เช่น ห้ามเลี้ยงสัตว์ ห้ามทำเสียงดังเกินเวลาที่กำหนด ห้ามสูบบุหรี่ภายในห้องพัก พร้อมบทลงโทษที่เหมาะสมไปตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์ เช่น การตักเตือน การเรียกเก็บค่าปรับ หรือการขอยกเลิกสัญญาเช่า เป็นต้น เพื่อช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกัน และสามารถอยู่อาศัยร่วมกับเพื่อนบ้านได้อย่างสงบสุข 
  • จะยกเลิกสัญญาต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร หากผู้เช่าได้ทำผิดสัญญาที่ตกลงกันไว้ เช่น ค้างชำระค่าเช่า สร้างความเสียหายต่อห้องพัก หรือแอบเลี้ยงสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามกฎหมายนั้นผู้ให้เช่าจะไม่สามารถยกเลิกสัญญาด้วยวาจาได้ทันที แต่ต้องทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อแจ้งให้ผู้เช่าแก้ไขภายใน 30 วัน จึงจะเลิกสัญญาเช่าได้ ยกเว้นในกรณีที่การกระทำของผู้เช่าส่งผลกระทบต่อการอยู่อาศัยส่วนรวมกับผู้เช่ารายอื่น เช่น ก่อเหตุทะเลาะวิวาท หรือมีพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อผู้อื่น ผู้ให้เช่าจะต้องทำหนังสือเตือนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนจะยกเลิกสัญญาเช่า ทั้งนี้ การปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันไม่ให้ผู้ให้เช่าถูกฟ้องร้องในภายหลังว่ายกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
  • คืนเงินประกันภายใน 7 วันหลังหมดสัญญา เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลง และทางผู้เช่าได้ส่งมอบห้องคืนในสภาพเรียบร้อย โดยไม่มีการค้างค่าเช่าและไม่มีความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของผู้เช่า ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ต้องคืนเงินค่าเช่าล่วงหน้าและเงินประกันให้แก่ผู้เช่าภายใน 7 วัน นับจากวันที่สัญญาสิ้นสุด สำหรับสัญญาเช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยระยะสั้นนั้น ผู้ให้เช่าสามารถเก็บเงินค่าเช่าล่วงหน้าและเงินประกันรวมกันได้ไม่เกิน 3 เดือน ส่วนกรณีทำสัญญาเช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยระยะยาวที่คิดค่าเช่าเป็นรายปี ให้เรียกเก็บรวมกันได้ไม่เกิน 1 ปี อย่างไรก็ตาม หากผู้เช่าก่อให้เกิดความเสียหายจริง ผู้ให้เช่าสามารถหักค่าซ่อมแซมจากเงินประกันได้ โดยต้องแจ้งให้ผู้เช่าทราบพร้อมส่งมอบหลักฐานประกอบ เช่น รูปถ่ายความเสียหาย ใบเสนอราคาหรือใบเสร็จค่าซ่อม หากหักค่าซ่อมแซมจากเงินประกันแล้วยังเหลือบางส่วน ผู้ให้เช่าก็ต้องคืนส่วนที่เหลือให้ผู้เช่าภายใน 7 วันเช่นกัน
  • ใช้กฎหมายจัดการผู้เช่าที่ตั้งใจทำทรัพย์สินพังได้ หากผู้เช่าสร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินในห้องเช่าหรือพื้นที่ส่วนกลาง หรือสร้างความสกปรกร้ายแรงจนต้องซ่อมแซม ผู้ให้เช่ามีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้เช่าได้ตามกฎหมาย โดยผู้ให้เช่าต้องพิจารณาสาเหตุของความเสียหายให้ชัดเจนและเตรียมหลักฐานให้พร้อมด้วย 
    • สิทธิในทางแพ่ง ผู้ให้เช่ามีสิทธิฟ้องเรียกร้องความเสียหายในทางแพ่ง ซึ่งผู้เช่าต้องรับผิดในทางทรัพย์สินคือชดใช้เงินเป็นค่าเสียหายที่ทำให้ทรัพย์สินที่เช่าสกปรก เสียหาย ชำรุด รวมถึงค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดให้ทรัพย์สินที่เช่ากลับคืนสู่สภาพเดิม อย่างไรก็ตาม การดำเนินคดีแพ่งนั้นเมื่อชนะคดีจะทำได้เพียงบังคับเอากับทรัพย์สินของผู้เช่า ซึ่งอาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ นอกจากนี้ โจทก์ผู้ชนะคดีจะต้องสืบหาทรัพย์สินของจำเลยผู้แพ้คดี และไปแจ้งให้กรมบังคับคดีทราบเพื่อบังคับด้วยการอายัดมาจ่ายต่อไป 
    • สิทธิในทางอาญา ผู้ให้เช่าสามารถดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ในกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าผู้เช่ามีเจตนาที่จะทำให้ทรัพย์สินที่เช่าได้รับความเสียหาย ไม่ใช่เพียงใช้สอยโดยไม่ระมัดระวังเท่านั้น ทั้งนี้ ผู้ให้เช่าต้องดำเนินคดีอาญาด้วยการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน หรือฟ้องคดีเองต่อศาลภายในเวลา 3 เดือนนับแต่วันที่ทราบถึงการกระทำความผิด (วันที่ตรวจพบความเสียหาย) ถ้ามีหลักฐานเพียงพอ การดำเนินคดีอาญาจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า หากศาลพิจารณาแล้วว่ามีความผิดจริง ผู้เช่าจะต้องเสี่ยงกับการสูญเสียอิสรภาพ หรือหากรอการลงโทษก็จะมีประวัติทำความผิดอาญาติดตัว 

ในการตกลงทำสัญญาเช่าที่อยู่อาศัยทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นการเจอหน้ากันโดยตรงหรือการเซ็นสัญญาออนไลน์ ผู้ให้เช่าควรอธิบายรายละเอียดในสัญญาให้ผู้เช่าเข้าใจตรงกันอย่างครบถ้วน และต้องทำสัญญาเช่าเป็นคู่ฉบับเพื่อมอบให้ผู้เช่าเก็บไว้ 1 ฉบับทันทีที่ลงนาม อย่างไรก็ดี หากผู้ให้เช่ากำหนดเงื่อนไขในสัญญาที่ขัดต่อข้อกำหนดตามประกาศฉบับใหม่ของ สคบ. แม้ผู้เช่าจะเซ็นยินยอมไปแล้วก็ถือว่าไม่มีผลทางกฎหมายใด ๆ 

ขณะเดียวกัน หากผู้เช่ารู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือพบว่าผู้ให้เช่าไม่ดำเนินการตามประกาศล่าสุด สามารถยื่นเรื่องร้องเรียนไปยัง สคบ. ให้ตรวจสอบได้ทันที เพื่อให้ทุกคนได้พบกับห้องเช่าที่ปลอดภัยและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเป็นธรรมในระยะยาว ทั้งนี้ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (www.DDproperty.com) ได้รวบรวมข่าวสารและบทความด้านอสังหาฯ ที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่มองหาที่อยู่อาศัยไว้มากมาย รวมทั้งเป็นแหล่งข้อมูลประกาศซื้อ/ขาย/ให้เช่าที่อยู่อาศัยในทำเลศักยภาพทั่วประเทศ ช่วยให้ทุกคนเริ่มต้นเตรียมความพร้อมก่อนตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัยในฝันได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้เผยสุดยอดทำเลทองประจำปี 2568

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้เผยสุดยอดทำเลทองประจำปี 2568

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้เผยสุดยอดทำเลทองประจำปี 2568

แรงเกินต้าน “เขตวัฒนา” ยืนหนึ่งทำเลฮอตเมืองหลวง “จุฬาฯ-มศว” ขึ้นแท่นทำเลแคมปัสคอนโดฯ ยอดนิยม

สภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมาอย่างต่อเนื่องได้ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของผู้บริโภค กลายเป็นความท้าทายที่สร้างแรงกดดันให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย แม้ผู้บริโภคจะมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยแต่ไม่ได้มองเป็นเรื่องเร่งด่วน จึงเลือกที่จะชะลอแผนการซื้อออกไปก่อนในช่วงที่เศรษฐกิจเปราะบาง

อย่างไรก็ดี ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2568 ยังคงมีปัจจัยบวกหลังจากภาครัฐทยอยออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ออกมาอย่างต่อเนื่อง และมีมาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็นการชั่วคราวของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกอบกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดทั้งปีจนอยู่ในระดับต่ำ ถือเป็นสัญญาณบวกที่จะช่วยสนับสนุนให้ตลาดที่อยู่อาศัยฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปตามภาวะเศรษฐกิจในอนาคต พร้อมเปิดประตูแห่งโอกาสให้ผู้บริโภคที่มีความพร้อมทางการเงินได้เริ่มต้นปักหมุดที่อยู่อาศัยในฝันเช่นกัน

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย เผยข้อมูลเชิงลึกจากผู้เข้าเยี่ยมชมในเว็บไซต์ www.DDproperty.com ในรอบปี 2568 ที่เข้ามาใช้ฟีเจอร์ค้นหา (Search) รวมถึงข้อมูลที่แสดงความสนใจชมประกาศขาย-ให้เช่า และกรอกข้อมูลให้ติดต่อกลับ ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีศักยภาพในการซื้อและเช่าในอนาคตมากที่สุด สะท้อนให้เห็นเทรนด์ความต้องการซื้อและเช่าที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคชาวไทยทั่วประเทศในรอบปีที่ผ่านมา พร้อมอัปเดตทำเลศักยภาพที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างน่าสนใจในอนาคต 

“กรุงเทพฯ” รักษาแชมป์จังหวัดยอดนิยมของคนหาบ้าน

กรุงเทพมหานครยังคงเป็นจังหวัดที่มีความต้องการซื้อ/เช่าที่อยู่อาศัยมากที่สุดในรอบปี 2568 ที่ผ่านมา ตามมาด้วยจังหวัดปริมณฑลที่เชื่อมต่อการเดินทางไปยังเมืองหลวงได้สะดวกรวดเร็วด้วยรถไฟฟ้า สะท้อนให้เห็นเทรนด์ที่อยู่อาศัยปัจจุบันที่กระจายตัวออกไปย่านชานเมืองมากขึ้น เนื่องจากมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าการซื้อบ้าน/คอนโดฯ ย่านใจกลางเมือง ขณะเดียวกัน หัวเมืองท่องเที่ยวยังคงได้รับความนิยมเช่นกัน หลังผู้บริโภคเริ่มมองหาบ้านในต่างจังหวัดเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการทำงานกับการพักผ่อน ตอบโจทย์การวางแผนชีวิตในระยะยาว 

โดย 5 จังหวัดที่มีความต้องการซื้อมากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 กรุงเทพมหานคร
  • อันดับ 2 นนทบุรี
  • อันดับ 3 สมุทรปราการ
  • อันดับ 4 ชลบุรี
  • อันดับ 5 ปทุมธานี

สำหรับ 5 จังหวัดที่มีความต้องการเช่ามากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 กรุงเทพมหานคร
  • อันดัน 2 สมุทรปราการ
  • อันดับ 3 นนทบุรี
  • อันดับ 4 เชียงใหม่
  • อันดับ 5 ชลบุรี

จับตา 5 ทำเลยอดนิยมของชาวกรุง “เขตวัฒนา” แรงเกินต้าน ครองตลาดซื้อ/เช่า

เมื่อเจาะลึกถึงทำเลยอดนิยมในกรุงเทพฯ พบว่าทำเลที่ได้รับความสนใจซื้อและเช่ามากที่สุดในกรุงเทพฯ ในรอบปี 2568 ได้แก่ “เขตวัฒนา” อีกหนึ่งพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญที่รายล้อมด้วยสำนักงาน ร้านอาหาร และสถานบันเทิงมากมาย รองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้บริโภคได้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ยังมีรถไฟฟ้าพาดผ่าน จึงทำให้ทำเลนี้เป็นที่ต้องการในหมู่ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มองหาที่พักอาศัยในย่านที่มีความสะดวกสบายครบครัน ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยเองและลงทุนเพื่อสร้างรายได้ระยะยาว

สำหรับ 5 ทำเลที่มีความต้องการซื้อมากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 เขตวัฒนา
  • อันดับ 2 เขตจตุจักร
  • อันดับ 3 เขตประเวศ
  • อันดับ 4 เขตคลองเตย
  • อันดับ 5 เขตห้วยขวาง

ขณะที่ 5 ทำเลที่มีความต้องการเช่ามากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 เขตวัฒนา
  • อันดับ 2 เขตคลองเตย
  • อันดับ 3 เขตห้วยขวาง
  • อันดับ 4 เขตราชเทวี
  • อันดับ 5 เขตพระโขนง

อัปเดต 10 ทำเลแนวรถไฟฟ้าน่าจับตามอง “BTS อ่อนนุช” ยืนหนึ่งไม่พลิกโผ

นอกจากนี้ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) ยังได้รวบรวมข้อมูลผู้ซื้อ-เช่าที่เข้ามาค้นหาที่อยู่อาศัย โดยการพิมพ์ในช่องค้นหาตามสิ่งที่สนใจ (Free Text), ค้นหาจากคำสำคัญ (Keyword) และใช้ฟิลเตอร์อื่น ๆ บนเว็บไซต์ สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความหลากหลาย ผ่านเทรนด์การค้นหาที่อยู่อาศัยล่าสุดที่น่าจับตามอง

ทำเลแนวรถไฟฟ้า BTS และ MRT ที่ได้รับความสนใจซื้อ/เช่ามากที่สุดในรอบปี 2568 อันดับ 1 ได้แก่ “BTS อ่อนนุช” ทำเลศักยภาพแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ครองความนิยมหลายปีติดต่อกัน ด้วยจุดเด่นที่เป็นทำเลใกล้ใจกลางเมือง รองรับการเดินทางที่หลากหลาย และอยู่ในย่านธุรกิจที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ และโรงเรียนนานาชาติ ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองในทุกมิติได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ BTS อ่อนนุช ยังเป็นสถานีแรกของรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายไปยังสถานีเคหะฯ ในจังหวัดสมุทรปราการ จึงไม่ต้องเสียค่าโดยสารส่วนต่อขยายเพิ่ม เมื่อรวมกับจุดเด่นที่ที่อยู่อาศัยในทำเลนี้มีราคาย่อมเยากว่าโครงการในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) แล้ว จึงดึงดูดใจทั้งผู้ซื้อ ผู้เช่า และนักลงทุนได้เป็นอย่างดี 

ขณะที่อันดับ 2 BTS พร้อมพงษ์, อันดับ 3 BTS ทองหล่อ, อันดับ 4 BTS เอกมัย, อันดับ 5 BTS อารีย์, อันดับ 6 MRT พระราม 9, อันดับ 7 BTS อโศก, อันดับ 8 BTS ปุณณวิถี, อันดับ 9 BTS พระโขนง และอันดับ 10 BTS อุดมสุข 

โดย 9 ใน 10 ของสถานีรถไฟฟ้ายอดนิยมในกลุ่มผู้ค้นหาที่อยู่อาศัยนั้น เป็นสถานีที่อยู่ในโครงการรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียวเป็นหลัก ซึ่งเชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่ย่านธุรกิจใจกลางเมืองโดยตรง อีกทั้งยังเป็นรถไฟฟ้าสายแรกของไทย ทำให้แนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยมากมายเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค ปัจจุบันรถไฟฟ้าสายสีเขียวยังคงมีปริมาณผู้ใช้บริการสูงที่สุดตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการที่อยู่อาศัยในทำเลแนวรถไฟฟ้าสายนี้ยังไม่เคยลดน้อยลง

ทำเลใกล้สถานศึกษาย่าน “จุฬาฯ-มศว” ขึ้นแท่นทำเลฮอตครองตลาดซื้อ/เช่า

เทรนด์แคมปัสคอนโดฯ (Campus Condo) หรือคอนโดมิเนียมในทำเลใกล้สถานศึกษายังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดเด่นที่เป็นรูปแบบอสังหาริมทรัพย์ที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยในเมืองหลวง มีความยืดหยุ่นเหมาะสำหรับทั้งวัยเรียนและวัยทำงาน และเมื่อ ธปท. ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของผู้ปกครองที่ต้องการมีที่พักใกล้สถานศึกษาของบุตรหลาน รวมไปถึงกลุ่มพนักงานที่มองหาที่อยู่อาศัยในย่านใจกลางเมือง เพื่อลดระยะเวลาในการเดินทางในชีวิตประจำวัน

สำหรับทำเลใกล้สถานศึกษาย่าน “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ยังคงครองความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยถือเป็นทำเลที่มีการค้นหาที่อยู่อาศัยเพื่อซื้อและเช่ามากที่สุดในรอบปี 2568 ขณะที่ “มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ” ครองอันดับที่ 2 ทั้งในหมู่ผู้เช่าและผู้ซื้อเช่นกัน โดยทั้ง 2 ทำเลนี้ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจใกล้แหล่งงาน มีระบบคมนาคมที่เชื่อมต่อการเดินทางได้สะดวก รวมทั้งเป็นสถานศึกษาชั้นนำของประเทศ จึงมีความต้องการที่อยู่อาศัยทั้งจากนักศึกษาและบุคลากรมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่องตลอดปีการศึกษา ถือเป็นทำเลใกล้สถานศึกษาที่ตอบโจทย์ได้ทั้งการอยู่อาศัยเองและเหมาะสำหรับการลงทุนในระยะยาว

โดย 5 ทำเลใกล้สถานศึกษาที่ได้รับความสนใจซื้อมากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • อันดับ 2 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  • อันดับ 3 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
  • อันดับ 4 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
  • อันดับ 5 มหาวิทยาลัยศรีปทุม 

ขณะที่ 5 ทำเลใกล้สถานศึกษาที่ได้รับความสนใจเช่ามากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • อันดับ 2 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  • อันดับ 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)
  • อันดับ 4 NIST International School
  • อันดับ 5 Bangkok Patana School 

บ้าน/คอนโดฯ 2 ห้องนอนตอบโจทย์ผู้ซื้อ 

เมื่อพิจารณาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดซื้อที่อยู่อาศัย พบว่า ผู้ที่วางแผนซื้อที่อาศัยทั่วประเทศในรอบปี 2568 ให้ความสนใจค้นหาบ้าน/คอนโดฯ ที่มี 2 ห้องนอนมากที่สุด ถือว่าเป็นขนาดที่เหมาะกับครอบครัวที่มีสมาชิกไม่มาก จึงแบ่งสัดส่วนพื้นที่ใช้งานได้อย่างลงตัว รองลงมาอันดับ 2 ได้แก่ ที่อยู่อาศัย 3 ห้องนอน และอันดับ 3 ที่อยู่อาศัย 1 ห้องนอน 

อย่างไรก็ดี รูปแบบการตกแต่งที่อยู่อาศัยถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีส่วนในการตัดสินใจ โดยผู้ซื้อเกือบ 7 ใน 10 (68%) สนใจโครงการที่ตกแต่งครบพร้อมเข้าอยู่ (Fully Furnished) มากที่สุด เนื่องจากช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการตกแต่งเพิ่มเติม และยังประหยัดเวลา ช่วยให้สามารถย้ายเข้าอยู่ได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ผู้ซื้อบางส่วนเลือกโครงการที่ตกแต่งบางส่วน (25%) หรือไม่มีการตกแต่งเลย (18%) เพื่อให้สามารถออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยได้อย่างอิสระตามรสนิยมส่วนตัว

8 ใน 10 ของผู้เช่าขอเลือกคอนโดฯ สนใจห้องตกแต่งพร้อมเข้าอยู่  

ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ยังท้าทาย ได้ผลักดันให้เทรนด์การเช่าที่อยู่อาศัยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการมีสภาพคล่องทางการเงินมากกว่าการมีภาระหนี้ระยะยาว ข้อมูลจากผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ฯ พบว่า ผู้ที่วางแผนเช่าที่อาศัยทั่วประเทศในรอบปี 2568 สนใจค้นหาบ้าน/คอนโดฯ ที่มี 2 ห้องนอนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 คล้ายกับฝั่งผู้ซื้อ ตอบโจทย์ครอบครัวขนาดเล็กที่ต้องการแบ่งพื้นที่ส่วนตัวให้สมาชิก ขณะที่อันดับ 2 สนใจเช่าที่อยู่อาศัย 1 ห้องนอน และอันดับ 3 สนใจ 3 ห้องนอน 

อีกหนึ่งจุดเด่นของการเช่าที่อยู่อาศัยที่น่าสนใจคือมีความยืดหยุ่น โยกย้ายทำเลได้ง่าย ดังนั้นโครงการบ้าน/คอนโดฯ ที่ตกแต่งให้ครบแบบพร้อมเข้าอยู่ (Fully Furnished) จึงได้รับความนิยมมากที่สุดในกลุ่มผู้เช่าถึง 83% เนื่องจากช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและมีความความคล่องตัวหากต้องโยกย้ายถิ่นฐานในอนาคต โดยมีผู้เช่าที่สนใจโครงการที่ตกแต่งให้บางส่วน และไม่มีการตกแต่งเลย ในสัดส่วน 19% และ 9% ตามลำดับ

คอนโดฯ ตอบโจทย์คนหาบ้าน ครองใจทั้งผู้ซื้อและผู้เช่า

สำหรับประเภทอสังหาริมทรัพย์ ที่มีความต้องการซื้อมากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่ คอนโดฯ โดยมีสัดส่วนถึง 45% ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการความสะดวกสบาย มาพร้อมระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม และหลายโครงการมีราคาย่อมเยากว่าการซื้อบ้านเดี่ยวในบางทำเล ขณะที่ที่อยู่อาศัยแนวราบก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน โดยบ้านเดี่ยวมีสัดส่วน 38% และทาวน์เฮ้าส์ 17%

เช่นเดียวกับความต้องการเช่า คอนโดฯ ยังคงเป็นประเภทอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้วางแผนเช่าที่อยู่อาศัยสนใจมากที่สุดในรอบปี 2568 โดยมีสัดส่วนถึง 80% สะท้อนให้ถึงความสะดวกสบายและความคล่องตัวที่ตอบโจทย์ผู้เช่าได้มากกว่า เนื่องจากส่วนใหญ่คอนโดฯ มักตั้งอยู่ในทำเลแนวรถไฟฟ้า ใกล้ระบบขนส่งสาธารณะที่เดินทางได้สะดวก ขณะที่ที่อยู่อาศัยแนวราบอย่างบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ได้รับความสนใจเช่าในสัดส่วน 13% และ 7% ตามลำดับ

ผู้ซื้อส่วนใหญ่มองหาบ้านไม่เกิน 3 ล้าน ด้านตลาดเช่า 3 หมื่นอัปมาแรง

อย่างไรก็ดี แม้จะมีปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐ แต่ผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญกับการวางแผนใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นมาก่อน จึงเลือกซื้อบ้าน/คอนโดฯ ที่มีราคาเอื้อมถึงแทน เห็นได้จากภาพรวมระดับราคาที่อยู่อาศัยที่มีความต้องการซื้อมากที่สุดในรอบปี 2568 นั้น ระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท มีสัดส่วนถึง 41% สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากกว่าการเลือกทำเลใจกลางเมืองที่มีราคาสูง ดังนั้น ที่อยู่อาศัยในราคาที่จับต้องได้ (Affordable Price) ในทำเลชานเมืองที่เดินทางสะดวก จึงตอบโจทย์ผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) ที่ต้องการมีบ้านในเวลานี้มากที่สุด

โดยระดับราคาที่อยู่อาศัยที่ชาวไทยมีความต้องการซื้อมากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 ระดับราคา 1,000,000-3,000,000 บาท สัดส่วน 33%
  • อันดับ 2 ระดับราคา 3,000,000-5,000,000 บาท สัดส่วน 21%
  • อันดับ 3 ระดับราคามากกว่า 10,000,000 บาท สัดส่วน 20%

สำหรับภาพรวมระดับค่าเช่าที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากที่สุดอยู่ในระดับมากกว่า 30,000 บาท มีสัดส่วนถึง 39% ซึ่งถือเป็นค่าเช่าที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูงของการเช่าที่อยู่อาศัยในย่านที่มีความเจริญ มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน หรือตั้งอยู่ในทำเลแนวรถไฟฟ้าย่านธุรกิจที่ไม่ไกลจากสถานที่ทำงานหรือสถานศึกษามากนัก แม้ระดับค่าเช่าจะสูงกว่าโครงการแถบชานเมือง แต่ถือว่าคุ้มค่าหากแลกกับความเหนื่อยล้าในการเดินทางที่ลดลง

โดยระดับราคาที่อยู่อาศัยที่ชาวไทยมีความต้องการเช่ามากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 ระดับค่าเช่า มากกว่า 30,000 บาท/เดือน สัดส่วน 39%
  • อันดับ 2 ระดับค่าเช่า 10,000-20,000 บาท/เดือน สัดส่วน 29%
  • อันดับ 3 ระดับค่าเช่า 20,000-30,000 บาท/เดือน สัดส่วน 20%

จากสังคมสูงวัยสู่ Longevity Economy เลือกที่อยู่อาศัยอย่างไรเมื่อชีวิตยืนยาว

จากสังคมสูงวัยสู่ Longevity Economy เลือกที่อยู่อาศัยอย่างไรเมื่อชีวิตยืนยาว

จากสังคมสูงวัยสู่ Longevity Economy เลือกที่อยู่อาศัยอย่างไรเมื่อชีวิตยืนยาว

เมื่อความก้าวหน้าทางการแพทย์ได้ช่วยให้ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น ประกอบกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) โดยมีประชากรอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั่วประเทศ ข้อมูลจากการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 20.2% ของประชากรทั้งประเทศ หรือกว่า 14 ล้านคน และคาดการณ์ว่าจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) ซึ่งมีผู้สูงอายุเกิน 28% ในปี 2574 

ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ผู้สูงอายุจึงมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น ข้อมูลจากการศึกษาเศรษฐกิจสูงวัยของไทยในปี 2566 ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่า ในปี 2566 มีการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคสำหรับผู้สูงอายุกว่า 2.18 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะขยายตัวเป็น 3.5 ล้านล้านบาท ในปี 2576 หรือเฉลี่ย 4.83% ต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อที่แข็งแกร่งของกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่ควรมองข้าม

ส่งผลต่อเนื่องให้เกิด “เศรษฐกิจอายุวัฒน์ หรือ Longevity Economy” ที่ระบบเศรษฐกิจได้ถูกขับเคลื่อนโดยกำลังซื้อของกลุ่มประชากรที่มีอายุยืนยาวขึ้นพร้อมทั้งมีสุขภาพกายและใจที่ดี ผู้บริโภคกลุ่มนี้จะให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในทุกมิติ ไม่ใช่แค่การมีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นอย่างเดียว จึงเป็นโอกาสให้ธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตเข้ามาทำตลาดกลุ่มนี้มากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือการมีที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์การดำเนินชีวิตในระยะยาวได้อย่างมีคุณภาพและปลอดภัย 

เกษียณแล้วไปไหน? เมื่อการวางแผนอนาคตไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป 

ข้อมูลจากแบบสำรวจพฤติกรรมการซื้อ-เช่าอสังหาฯ และการวางแผนอนาคตของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย พบว่า เกือบ 9 ใน 10 (88%) ของผู้ตอบแบบสำรวจฯ เริ่มนึกถึงการวางแผนเกษียณแล้ว โดย 38% ยอมรับว่านึกถึงการวางแผนเกษียณตลอดเวลา สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองว่าการเกษียณเป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป และหันมาให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับมือวัยเกษียณโดยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงเวลา  

ขณะที่เป้าหมายหลังเกษียณของผู้บริโภคส่วนใหญ่นั้นให้ความสำคัญกับ “การมีเงินออมเพียงพอสำหรับดูแลสุขภาพ” มาเป็นอันดับ 1 รองลงมาอันดับ 2 คือ อยากมีอิสรภาพทางการเงิน, อันดับ 3 ต้องการใช้เวลากับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงมากขึ้น, อันดับ 4 อยากใช้ชีวิตแบบปลอดหนี้ และอันดับ 5 วางแผนจะท่องเที่ยวเป็นประจำ จะเห็นว่าเป้าหมายส่วนใหญ่นั้นล้วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนการเงินอย่างมีนัยสำคัญ ผู้บริโภคจึงจำเป็นต้องเริ่มวางแผนเพื่อเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายชีวิตที่ตั้งใจไว้ได้ในอนาคต

สำหรับเมืองที่ผู้บริโภคต้องการไปใช้ชีวิตหลังเกษียณมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (33%) ด้วยจุดเด่นของการเป็นเมืองหลวงที่มีความพร้อมรอบด้าน ทั้งระบบสาธารณูปโภคที่ครบครัน ตลอดจนสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานและมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย จึงสามารถรองรับการดูแลสุขภาพในระยะยาวได้อย่างมั่นใจ รองลงมาคือ เชียงใหม่ (9%), นครราชสีมา (7%), ชลบุรี นนทบุรี สมุทรปราการ (สัดส่วนเท่ากันที่ 6%) และภูเก็ต (4%) ขณะที่อีก 11% เผยว่าไม่มีทำเลไหนที่สนใจเป็นพิเศษ ขอแค่อยู่ในประเทศไทยก็พอ 

ด้านผู้พัฒนาอสังหาฯ ต่างหันมาให้ความสำคัญกับเทรนด์ Longevity เช่นกัน ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พบว่าผลการสำรวจที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ณ ปี 2568 ทั่วประเทศ เปิดบริการรวม 1,040 โครงการ เพิ่มขึ้น 4.4% แยกเป็นโครงการ Nursing Home จำนวน 944 โครงการ เพิ่มขึ้น 4.4% และโครงการ Residence จำนวน 96 โครงการ เพิ่มขึ้น 4.3% สะท้อนให้เห็นว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาวหลังเกษียณ

เมื่อ “อายุยืน” คือคำตอบ เลือกที่อยู่อาศัยอย่างไรให้ตอบโจทย์ Longevity Economy

เมื่อการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพคือหัวใจสำคัญของ Longevity Economy ดังนั้น การเตรียมความพร้อมด้านที่อยู่อาศัยจึงไม่ใช่เพียงการมองหาที่พักอาศัยเท่านั้น แต่คือการสร้างพื้นที่ใช้ชีวิตที่ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาว ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เผยแนวทางการออกแบบและปรับพื้นที่บ้าน/คอนโดฯ ให้ตอบโจทย์เทรนด์ Longevity เน้นการสร้างพื้นที่ที่ส่งเสริมสุขภาพกายและใจ รองรับการอยู่อาศัยในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน

  • Universal Design อยู่สบายทุกช่วงวัย แนวคิด “อารยสถาปัตย์ หรือ Universal Design” เป็นแนวคิดเรื่องการออกแบบสิ่งแวดล้อม การสร้างสถานที่ และสิ่งของต่าง ๆ เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่จำกัดอายุ เพศ หรือลักษณะทางร่างกาย ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์การอยู่อาศัยในปัจจุบันที่ต้องการความปลอดภัยในระยะยาว เทรนด์ Universal Design จะเน้นการออกแบบที่รองรับการอยู่อาศัยของผู้บริโภคทุกช่วงวัยได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ จึงต้องเพิ่มระบบความปลอดภัยในจุดเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นพื้นกันลื่น ราวจับในจุดสำคัญ มีระบบแสงสว่างที่เพียงพอ และมีอุปกรณ์แจ้งเหตุฉุกเฉินในห้องนอนหรือห้องน้ำ การเพิ่มฟังก์ชันความปลอดภัยในทุกตารางนิ้ว ไม่เพียงแต่ช่วยลดอุบัติเหตุเท่านั้น แต่ยังเป็นการคืนความมั่นใจให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตประจำวันด้วยตัวเองได้อย่างมีความสุข
  • เลือกเฟอร์นิเจอร์ตามหลักการยศาสตร์ การยศาสตร์ (Ergonomics) คือศาสตร์ว่าด้วยการออกแบบและปรับสิ่งของ สภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับสรีระและการใช้งานของมนุษย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บ แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแก้ปัญหาออฟฟิศซินโดรมจากการทำงานหน้าจอเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการเลือกเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน/คอนโดฯ ได้อีกด้วย โดยผู้บริโภคควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบโดยคำนึงถึงสุขภาพและรองรับสรีระของผู้ใช้ได้อย่างเหมาะสม เช่น เลือกเตียงนอนและหมอนสุขภาพที่ช่วยพยุงกระดูกสันหลัง, โซฟาที่ไม่อ่อนหรือแข็งเกินไปจนทำให้ปวดเมื่อยเมื่อนั่งเป็นเวลานานหรือลุกได้ยาก รวมถึงโต๊ะรับประทานอาหารที่มีความสูงพอดี ไม่ต้องก้มมากเกินไปขณะรับประทานอาหาร เป็นต้น ซึ่งหลักการเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการปวดเมื่อยและบาดเจ็บจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน ถือเป็นการเริ่มต้นดูแลสุขภาพที่คุ้มค่าในระยะยาว
  • อุ่นใจเมื่ออยู่ใกล้สถานพยาบาล การเลือกโครงการบ้าน/คอนโดฯ ที่ตั้งอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวก ใกล้ระบบขนส่งสาธารณะ จะช่วยให้การใช้ชีวิตตามไลฟ์สไตล์เป็นไปได้อย่างราบรื่น และช่วยลดความเสี่ยงในการขับรถเองหากสภาพร่างกายไม่อำนวย อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการเลือกโครงการที่ตั้งอยู่ใกล้โรงพยาบาลหรือศูนย์บริการสุขภาพ จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์ได้อย่างรวดเร็วในกรณีฉุกเฉิน และรับบริการตรวจสุขภาพได้อย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ การเลือกโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงวัยที่มาพร้อมบริการด้านสุขภาพ ผ่านการร่วมมือกับโรงพยาบาล/ศูนย์บริการสุขภาพที่เพิ่มบริการทางการแพทย์ไว้ด้วย ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจในการดูแลสุขภาพในระยะยาวได้ดียิ่งขึ้น 
  • ธรรมชาติบำบัดส่งเสริมสุขภาพกายใจ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักใช้ชีวิตอยู่ภายในบ้านเป็นหลัก การมีสภาพแวดล้อมที่ดีจึงมีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างทั้งสุขภาพกายและใจ ดังนั้นการจัดให้มีพื้นที่สีเขียวในบ้าน/คอนโดฯ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสวน หรือตกแต่งห้องด้วยต้นไม้ นอกจากจะช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ดีแล้ว ยังมีผลทางจิตวิทยาทำให้รู้สึกสดชื่นมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ ผู้สูงอายุยังสามารถใช้เวลาว่างในการทำสวนปลูกต้นไม้เป็นงานอดิเรกหรือพักผ่อนให้ธรรมชาติบำบัด ขณะเดียวกัน การเลือกโครงการที่มีสวนหย่อมส่วนกลาง หรือตั้งอยู่ใกล้สวนสาธารณะ ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการไปออกกำลังกาย หรือพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติได้เช่นขึ้น 
  • ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยเทคโนโลยี ปัจจุบันเทรนด์บ้านอัจฉริยะ (Smart Home) เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับที่อยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี ผู้บริโภคสามารถนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมแสงสว่างหรือเปิด/ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านแอปพลิเคชัน ดูแลสุขภาพด้วยเครื่องฟอกอากาศหรือเครื่องปรับอากาศที่มีระบบฆ่าเชื้อโรคในอากาศ รวมไปถึงเสริมระบบความปลอดภัยด้วยกลอนประตูดิจิทัล (Digital Door Lock), เซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว หรือกล้องวงจรปิด นอกจากนี้ เทคโนโลยียังเข้ามาช่วยลดข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุได้อีกด้วย อย่างการติดตั้งลิฟต์บันได (Stairlift) จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถขึ้นลงชั้นบนและชั้นล่างได้สะดวกและปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการใช้บันไดได้ 
  • สร้างพื้นที่สานสัมพันธ์ในครอบครัว การจัดสรรพื้นที่เพื่อทำกิจกรรมสุขภาพและสานสัมพันธ์ในครอบครัวถือเป็นอีกหัวใจสำคัญของการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ โดยควรออกแบบห้องนั่งเล่นหรือห้องรับแขกให้รองรับการสังสรรค์และทำกิจกรรมร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร พักผ่อนดูซีรีส์ หรือทำงานอดิเรกร่วมกัน เพื่อสร้างความอบอุ่นและลดความรู้สึกโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ พื้นที่สำหรับออกกำลังกายและกายภาพบำบัดก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ควรมีมุมสำหรับโยคะ พร้อมอุปกรณ์ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับทุกช่วงวัย เช่น ลู่เดินแบบลดแรงกระแทก การผสมผสานพื้นที่เหล่านี้เข้าด้วยกันจะช่วยให้ทุกกิจกรรมของสมาชิกในบ้านดำเนินไปอย่างสมดุลและมั่นคงทั้งด้านร่างกายและจิตใจ   

แท้จริงแล้วเป้าหมายสำคัญที่ทุกคนมองหาอาจไม่ใช่เพียงการมีอายุที่ยืนยาว แต่คือการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ มีอิสระในการทำสิ่งที่รักและได้พักผ่อนอย่างอุ่นใจในบ้านที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ หากบ้านได้รับการออกแบบให้ผู้สูงอายุอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัยแล้ว แน่นอนว่าสมาชิกทุกวัยในครอบครัวก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขตามไปด้วยเช่นกัน ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (www.DDproperty.com) ได้รวบรวมบทความน่ารู้พร้อมอัปเดตข่าวสารล่าสุดในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นประโยชน์กับผู้บริโภคทุกช่วงวัยที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัย รวมทั้งเป็นแหล่งข้อมูลประกาศซื้อ/ขาย/ให้เช่าที่อยู่อาศัยในทำเลศักยภาพทั่วประเทศ ช่วยให้ทุกคนเตรียมความพร้อมก่อนตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัยในฝันได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น