ดีดีพร็อพเพอร์ตี้เผยสุดยอดทำเลทองประจำปี 2568

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้เผยสุดยอดทำเลทองประจำปี 2568

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้เผยสุดยอดทำเลทองประจำปี 2568

แรงเกินต้าน “เขตวัฒนา” ยืนหนึ่งทำเลฮอตเมืองหลวง “จุฬาฯ-มศว” ขึ้นแท่นทำเลแคมปัสคอนโดฯ ยอดนิยม

สภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมาอย่างต่อเนื่องได้ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของผู้บริโภค กลายเป็นความท้าทายที่สร้างแรงกดดันให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย แม้ผู้บริโภคจะมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยแต่ไม่ได้มองเป็นเรื่องเร่งด่วน จึงเลือกที่จะชะลอแผนการซื้อออกไปก่อนในช่วงที่เศรษฐกิจเปราะบาง

อย่างไรก็ดี ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2568 ยังคงมีปัจจัยบวกหลังจากภาครัฐทยอยออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ออกมาอย่างต่อเนื่อง และมีมาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็นการชั่วคราวของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกอบกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดทั้งปีจนอยู่ในระดับต่ำ ถือเป็นสัญญาณบวกที่จะช่วยสนับสนุนให้ตลาดที่อยู่อาศัยฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปตามภาวะเศรษฐกิจในอนาคต พร้อมเปิดประตูแห่งโอกาสให้ผู้บริโภคที่มีความพร้อมทางการเงินได้เริ่มต้นปักหมุดที่อยู่อาศัยในฝันเช่นกัน

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย เผยข้อมูลเชิงลึกจากผู้เข้าเยี่ยมชมในเว็บไซต์ www.DDproperty.com ในรอบปี 2568 ที่เข้ามาใช้ฟีเจอร์ค้นหา (Search) รวมถึงข้อมูลที่แสดงความสนใจชมประกาศขาย-ให้เช่า และกรอกข้อมูลให้ติดต่อกลับ ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีศักยภาพในการซื้อและเช่าในอนาคตมากที่สุด สะท้อนให้เห็นเทรนด์ความต้องการซื้อและเช่าที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคชาวไทยทั่วประเทศในรอบปีที่ผ่านมา พร้อมอัปเดตทำเลศักยภาพที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างน่าสนใจในอนาคต 

“กรุงเทพฯ” รักษาแชมป์จังหวัดยอดนิยมของคนหาบ้าน

กรุงเทพมหานครยังคงเป็นจังหวัดที่มีความต้องการซื้อ/เช่าที่อยู่อาศัยมากที่สุดในรอบปี 2568 ที่ผ่านมา ตามมาด้วยจังหวัดปริมณฑลที่เชื่อมต่อการเดินทางไปยังเมืองหลวงได้สะดวกรวดเร็วด้วยรถไฟฟ้า สะท้อนให้เห็นเทรนด์ที่อยู่อาศัยปัจจุบันที่กระจายตัวออกไปย่านชานเมืองมากขึ้น เนื่องจากมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าการซื้อบ้าน/คอนโดฯ ย่านใจกลางเมือง ขณะเดียวกัน หัวเมืองท่องเที่ยวยังคงได้รับความนิยมเช่นกัน หลังผู้บริโภคเริ่มมองหาบ้านในต่างจังหวัดเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการทำงานกับการพักผ่อน ตอบโจทย์การวางแผนชีวิตในระยะยาว 

โดย 5 จังหวัดที่มีความต้องการซื้อมากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 กรุงเทพมหานคร
  • อันดับ 2 นนทบุรี
  • อันดับ 3 สมุทรปราการ
  • อันดับ 4 ชลบุรี
  • อันดับ 5 ปทุมธานี

สำหรับ 5 จังหวัดที่มีความต้องการเช่ามากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 กรุงเทพมหานคร
  • อันดัน 2 สมุทรปราการ
  • อันดับ 3 นนทบุรี
  • อันดับ 4 เชียงใหม่
  • อันดับ 5 ชลบุรี

จับตา 5 ทำเลยอดนิยมของชาวกรุง “เขตวัฒนา” แรงเกินต้าน ครองตลาดซื้อ/เช่า

เมื่อเจาะลึกถึงทำเลยอดนิยมในกรุงเทพฯ พบว่าทำเลที่ได้รับความสนใจซื้อและเช่ามากที่สุดในกรุงเทพฯ ในรอบปี 2568 ได้แก่ “เขตวัฒนา” อีกหนึ่งพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญที่รายล้อมด้วยสำนักงาน ร้านอาหาร และสถานบันเทิงมากมาย รองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้บริโภคได้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ยังมีรถไฟฟ้าพาดผ่าน จึงทำให้ทำเลนี้เป็นที่ต้องการในหมู่ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มองหาที่พักอาศัยในย่านที่มีความสะดวกสบายครบครัน ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยเองและลงทุนเพื่อสร้างรายได้ระยะยาว

สำหรับ 5 ทำเลที่มีความต้องการซื้อมากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 เขตวัฒนา
  • อันดับ 2 เขตจตุจักร
  • อันดับ 3 เขตประเวศ
  • อันดับ 4 เขตคลองเตย
  • อันดับ 5 เขตห้วยขวาง

ขณะที่ 5 ทำเลที่มีความต้องการเช่ามากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 เขตวัฒนา
  • อันดับ 2 เขตคลองเตย
  • อันดับ 3 เขตห้วยขวาง
  • อันดับ 4 เขตราชเทวี
  • อันดับ 5 เขตพระโขนง

อัปเดต 10 ทำเลแนวรถไฟฟ้าน่าจับตามอง “BTS อ่อนนุช” ยืนหนึ่งไม่พลิกโผ

นอกจากนี้ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) ยังได้รวบรวมข้อมูลผู้ซื้อ-เช่าที่เข้ามาค้นหาที่อยู่อาศัย โดยการพิมพ์ในช่องค้นหาตามสิ่งที่สนใจ (Free Text), ค้นหาจากคำสำคัญ (Keyword) และใช้ฟิลเตอร์อื่น ๆ บนเว็บไซต์ สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความหลากหลาย ผ่านเทรนด์การค้นหาที่อยู่อาศัยล่าสุดที่น่าจับตามอง

ทำเลแนวรถไฟฟ้า BTS และ MRT ที่ได้รับความสนใจซื้อ/เช่ามากที่สุดในรอบปี 2568 อันดับ 1 ได้แก่ “BTS อ่อนนุช” ทำเลศักยภาพแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ครองความนิยมหลายปีติดต่อกัน ด้วยจุดเด่นที่เป็นทำเลใกล้ใจกลางเมือง รองรับการเดินทางที่หลากหลาย และอยู่ในย่านธุรกิจที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ และโรงเรียนนานาชาติ ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองในทุกมิติได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ BTS อ่อนนุช ยังเป็นสถานีแรกของรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายไปยังสถานีเคหะฯ ในจังหวัดสมุทรปราการ จึงไม่ต้องเสียค่าโดยสารส่วนต่อขยายเพิ่ม เมื่อรวมกับจุดเด่นที่ที่อยู่อาศัยในทำเลนี้มีราคาย่อมเยากว่าโครงการในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) แล้ว จึงดึงดูดใจทั้งผู้ซื้อ ผู้เช่า และนักลงทุนได้เป็นอย่างดี 

ขณะที่อันดับ 2 BTS พร้อมพงษ์, อันดับ 3 BTS ทองหล่อ, อันดับ 4 BTS เอกมัย, อันดับ 5 BTS อารีย์, อันดับ 6 MRT พระราม 9, อันดับ 7 BTS อโศก, อันดับ 8 BTS ปุณณวิถี, อันดับ 9 BTS พระโขนง และอันดับ 10 BTS อุดมสุข 

โดย 9 ใน 10 ของสถานีรถไฟฟ้ายอดนิยมในกลุ่มผู้ค้นหาที่อยู่อาศัยนั้น เป็นสถานีที่อยู่ในโครงการรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียวเป็นหลัก ซึ่งเชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่ย่านธุรกิจใจกลางเมืองโดยตรง อีกทั้งยังเป็นรถไฟฟ้าสายแรกของไทย ทำให้แนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยมากมายเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค ปัจจุบันรถไฟฟ้าสายสีเขียวยังคงมีปริมาณผู้ใช้บริการสูงที่สุดตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการที่อยู่อาศัยในทำเลแนวรถไฟฟ้าสายนี้ยังไม่เคยลดน้อยลง

ทำเลใกล้สถานศึกษาย่าน “จุฬาฯ-มศว” ขึ้นแท่นทำเลฮอตครองตลาดซื้อ/เช่า

เทรนด์แคมปัสคอนโดฯ (Campus Condo) หรือคอนโดมิเนียมในทำเลใกล้สถานศึกษายังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดเด่นที่เป็นรูปแบบอสังหาริมทรัพย์ที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยในเมืองหลวง มีความยืดหยุ่นเหมาะสำหรับทั้งวัยเรียนและวัยทำงาน และเมื่อ ธปท. ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของผู้ปกครองที่ต้องการมีที่พักใกล้สถานศึกษาของบุตรหลาน รวมไปถึงกลุ่มพนักงานที่มองหาที่อยู่อาศัยในย่านใจกลางเมือง เพื่อลดระยะเวลาในการเดินทางในชีวิตประจำวัน

สำหรับทำเลใกล้สถานศึกษาย่าน “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ยังคงครองความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยถือเป็นทำเลที่มีการค้นหาที่อยู่อาศัยเพื่อซื้อและเช่ามากที่สุดในรอบปี 2568 ขณะที่ “มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ” ครองอันดับที่ 2 ทั้งในหมู่ผู้เช่าและผู้ซื้อเช่นกัน โดยทั้ง 2 ทำเลนี้ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจใกล้แหล่งงาน มีระบบคมนาคมที่เชื่อมต่อการเดินทางได้สะดวก รวมทั้งเป็นสถานศึกษาชั้นนำของประเทศ จึงมีความต้องการที่อยู่อาศัยทั้งจากนักศึกษาและบุคลากรมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่องตลอดปีการศึกษา ถือเป็นทำเลใกล้สถานศึกษาที่ตอบโจทย์ได้ทั้งการอยู่อาศัยเองและเหมาะสำหรับการลงทุนในระยะยาว

โดย 5 ทำเลใกล้สถานศึกษาที่ได้รับความสนใจซื้อมากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • อันดับ 2 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  • อันดับ 3 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
  • อันดับ 4 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
  • อันดับ 5 มหาวิทยาลัยศรีปทุม 

ขณะที่ 5 ทำเลใกล้สถานศึกษาที่ได้รับความสนใจเช่ามากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • อันดับ 2 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  • อันดับ 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)
  • อันดับ 4 NIST International School
  • อันดับ 5 Bangkok Patana School 

บ้าน/คอนโดฯ 2 ห้องนอนตอบโจทย์ผู้ซื้อ 

เมื่อพิจารณาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดซื้อที่อยู่อาศัย พบว่า ผู้ที่วางแผนซื้อที่อาศัยทั่วประเทศในรอบปี 2568 ให้ความสนใจค้นหาบ้าน/คอนโดฯ ที่มี 2 ห้องนอนมากที่สุด ถือว่าเป็นขนาดที่เหมาะกับครอบครัวที่มีสมาชิกไม่มาก จึงแบ่งสัดส่วนพื้นที่ใช้งานได้อย่างลงตัว รองลงมาอันดับ 2 ได้แก่ ที่อยู่อาศัย 3 ห้องนอน และอันดับ 3 ที่อยู่อาศัย 1 ห้องนอน 

อย่างไรก็ดี รูปแบบการตกแต่งที่อยู่อาศัยถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีส่วนในการตัดสินใจ โดยผู้ซื้อเกือบ 7 ใน 10 (68%) สนใจโครงการที่ตกแต่งครบพร้อมเข้าอยู่ (Fully Furnished) มากที่สุด เนื่องจากช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการตกแต่งเพิ่มเติม และยังประหยัดเวลา ช่วยให้สามารถย้ายเข้าอยู่ได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ผู้ซื้อบางส่วนเลือกโครงการที่ตกแต่งบางส่วน (25%) หรือไม่มีการตกแต่งเลย (18%) เพื่อให้สามารถออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยได้อย่างอิสระตามรสนิยมส่วนตัว

8 ใน 10 ของผู้เช่าขอเลือกคอนโดฯ สนใจห้องตกแต่งพร้อมเข้าอยู่  

ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ยังท้าทาย ได้ผลักดันให้เทรนด์การเช่าที่อยู่อาศัยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการมีสภาพคล่องทางการเงินมากกว่าการมีภาระหนี้ระยะยาว ข้อมูลจากผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ฯ พบว่า ผู้ที่วางแผนเช่าที่อาศัยทั่วประเทศในรอบปี 2568 สนใจค้นหาบ้าน/คอนโดฯ ที่มี 2 ห้องนอนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 คล้ายกับฝั่งผู้ซื้อ ตอบโจทย์ครอบครัวขนาดเล็กที่ต้องการแบ่งพื้นที่ส่วนตัวให้สมาชิก ขณะที่อันดับ 2 สนใจเช่าที่อยู่อาศัย 1 ห้องนอน และอันดับ 3 สนใจ 3 ห้องนอน 

อีกหนึ่งจุดเด่นของการเช่าที่อยู่อาศัยที่น่าสนใจคือมีความยืดหยุ่น โยกย้ายทำเลได้ง่าย ดังนั้นโครงการบ้าน/คอนโดฯ ที่ตกแต่งให้ครบแบบพร้อมเข้าอยู่ (Fully Furnished) จึงได้รับความนิยมมากที่สุดในกลุ่มผู้เช่าถึง 83% เนื่องจากช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและมีความความคล่องตัวหากต้องโยกย้ายถิ่นฐานในอนาคต โดยมีผู้เช่าที่สนใจโครงการที่ตกแต่งให้บางส่วน และไม่มีการตกแต่งเลย ในสัดส่วน 19% และ 9% ตามลำดับ

คอนโดฯ ตอบโจทย์คนหาบ้าน ครองใจทั้งผู้ซื้อและผู้เช่า

สำหรับประเภทอสังหาริมทรัพย์ ที่มีความต้องการซื้อมากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่ คอนโดฯ โดยมีสัดส่วนถึง 45% ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการความสะดวกสบาย มาพร้อมระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม และหลายโครงการมีราคาย่อมเยากว่าการซื้อบ้านเดี่ยวในบางทำเล ขณะที่ที่อยู่อาศัยแนวราบก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน โดยบ้านเดี่ยวมีสัดส่วน 38% และทาวน์เฮ้าส์ 17%

เช่นเดียวกับความต้องการเช่า คอนโดฯ ยังคงเป็นประเภทอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้วางแผนเช่าที่อยู่อาศัยสนใจมากที่สุดในรอบปี 2568 โดยมีสัดส่วนถึง 80% สะท้อนให้ถึงความสะดวกสบายและความคล่องตัวที่ตอบโจทย์ผู้เช่าได้มากกว่า เนื่องจากส่วนใหญ่คอนโดฯ มักตั้งอยู่ในทำเลแนวรถไฟฟ้า ใกล้ระบบขนส่งสาธารณะที่เดินทางได้สะดวก ขณะที่ที่อยู่อาศัยแนวราบอย่างบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ได้รับความสนใจเช่าในสัดส่วน 13% และ 7% ตามลำดับ

ผู้ซื้อส่วนใหญ่มองหาบ้านไม่เกิน 3 ล้าน ด้านตลาดเช่า 3 หมื่นอัปมาแรง

อย่างไรก็ดี แม้จะมีปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐ แต่ผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญกับการวางแผนใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นมาก่อน จึงเลือกซื้อบ้าน/คอนโดฯ ที่มีราคาเอื้อมถึงแทน เห็นได้จากภาพรวมระดับราคาที่อยู่อาศัยที่มีความต้องการซื้อมากที่สุดในรอบปี 2568 นั้น ระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท มีสัดส่วนถึง 41% สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากกว่าการเลือกทำเลใจกลางเมืองที่มีราคาสูง ดังนั้น ที่อยู่อาศัยในราคาที่จับต้องได้ (Affordable Price) ในทำเลชานเมืองที่เดินทางสะดวก จึงตอบโจทย์ผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) ที่ต้องการมีบ้านในเวลานี้มากที่สุด

โดยระดับราคาที่อยู่อาศัยที่ชาวไทยมีความต้องการซื้อมากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 ระดับราคา 1,000,000-3,000,000 บาท สัดส่วน 33%
  • อันดับ 2 ระดับราคา 3,000,000-5,000,000 บาท สัดส่วน 21%
  • อันดับ 3 ระดับราคามากกว่า 10,000,000 บาท สัดส่วน 20%

สำหรับภาพรวมระดับค่าเช่าที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากที่สุดอยู่ในระดับมากกว่า 30,000 บาท มีสัดส่วนถึง 39% ซึ่งถือเป็นค่าเช่าที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูงของการเช่าที่อยู่อาศัยในย่านที่มีความเจริญ มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน หรือตั้งอยู่ในทำเลแนวรถไฟฟ้าย่านธุรกิจที่ไม่ไกลจากสถานที่ทำงานหรือสถานศึกษามากนัก แม้ระดับค่าเช่าจะสูงกว่าโครงการแถบชานเมือง แต่ถือว่าคุ้มค่าหากแลกกับความเหนื่อยล้าในการเดินทางที่ลดลง

โดยระดับราคาที่อยู่อาศัยที่ชาวไทยมีความต้องการเช่ามากที่สุดในรอบปี 2568 ได้แก่

  • อันดับ 1 ระดับค่าเช่า มากกว่า 30,000 บาท/เดือน สัดส่วน 39%
  • อันดับ 2 ระดับค่าเช่า 10,000-20,000 บาท/เดือน สัดส่วน 29%
  • อันดับ 3 ระดับค่าเช่า 20,000-30,000 บาท/เดือน สัดส่วน 20%

จากสังคมสูงวัยสู่ Longevity Economy เลือกที่อยู่อาศัยอย่างไรเมื่อชีวิตยืนยาว

จากสังคมสูงวัยสู่ Longevity Economy เลือกที่อยู่อาศัยอย่างไรเมื่อชีวิตยืนยาว

จากสังคมสูงวัยสู่ Longevity Economy เลือกที่อยู่อาศัยอย่างไรเมื่อชีวิตยืนยาว

เมื่อความก้าวหน้าทางการแพทย์ได้ช่วยให้ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น ประกอบกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) โดยมีประชากรอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั่วประเทศ ข้อมูลจากการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 20.2% ของประชากรทั้งประเทศ หรือกว่า 14 ล้านคน และคาดการณ์ว่าจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) ซึ่งมีผู้สูงอายุเกิน 28% ในปี 2574 

ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ผู้สูงอายุจึงมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น ข้อมูลจากการศึกษาเศรษฐกิจสูงวัยของไทยในปี 2566 ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่า ในปี 2566 มีการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคสำหรับผู้สูงอายุกว่า 2.18 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะขยายตัวเป็น 3.5 ล้านล้านบาท ในปี 2576 หรือเฉลี่ย 4.83% ต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อที่แข็งแกร่งของกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่ควรมองข้าม

ส่งผลต่อเนื่องให้เกิด “เศรษฐกิจอายุวัฒน์ หรือ Longevity Economy” ที่ระบบเศรษฐกิจได้ถูกขับเคลื่อนโดยกำลังซื้อของกลุ่มประชากรที่มีอายุยืนยาวขึ้นพร้อมทั้งมีสุขภาพกายและใจที่ดี ผู้บริโภคกลุ่มนี้จะให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในทุกมิติ ไม่ใช่แค่การมีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นอย่างเดียว จึงเป็นโอกาสให้ธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตเข้ามาทำตลาดกลุ่มนี้มากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือการมีที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์การดำเนินชีวิตในระยะยาวได้อย่างมีคุณภาพและปลอดภัย 

เกษียณแล้วไปไหน? เมื่อการวางแผนอนาคตไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป 

ข้อมูลจากแบบสำรวจพฤติกรรมการซื้อ-เช่าอสังหาฯ และการวางแผนอนาคตของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย พบว่า เกือบ 9 ใน 10 (88%) ของผู้ตอบแบบสำรวจฯ เริ่มนึกถึงการวางแผนเกษียณแล้ว โดย 38% ยอมรับว่านึกถึงการวางแผนเกษียณตลอดเวลา สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองว่าการเกษียณเป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป และหันมาให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับมือวัยเกษียณโดยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงเวลา  

ขณะที่เป้าหมายหลังเกษียณของผู้บริโภคส่วนใหญ่นั้นให้ความสำคัญกับ “การมีเงินออมเพียงพอสำหรับดูแลสุขภาพ” มาเป็นอันดับ 1 รองลงมาอันดับ 2 คือ อยากมีอิสรภาพทางการเงิน, อันดับ 3 ต้องการใช้เวลากับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงมากขึ้น, อันดับ 4 อยากใช้ชีวิตแบบปลอดหนี้ และอันดับ 5 วางแผนจะท่องเที่ยวเป็นประจำ จะเห็นว่าเป้าหมายส่วนใหญ่นั้นล้วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนการเงินอย่างมีนัยสำคัญ ผู้บริโภคจึงจำเป็นต้องเริ่มวางแผนเพื่อเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายชีวิตที่ตั้งใจไว้ได้ในอนาคต

สำหรับเมืองที่ผู้บริโภคต้องการไปใช้ชีวิตหลังเกษียณมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (33%) ด้วยจุดเด่นของการเป็นเมืองหลวงที่มีความพร้อมรอบด้าน ทั้งระบบสาธารณูปโภคที่ครบครัน ตลอดจนสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานและมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย จึงสามารถรองรับการดูแลสุขภาพในระยะยาวได้อย่างมั่นใจ รองลงมาคือ เชียงใหม่ (9%), นครราชสีมา (7%), ชลบุรี นนทบุรี สมุทรปราการ (สัดส่วนเท่ากันที่ 6%) และภูเก็ต (4%) ขณะที่อีก 11% เผยว่าไม่มีทำเลไหนที่สนใจเป็นพิเศษ ขอแค่อยู่ในประเทศไทยก็พอ 

ด้านผู้พัฒนาอสังหาฯ ต่างหันมาให้ความสำคัญกับเทรนด์ Longevity เช่นกัน ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พบว่าผลการสำรวจที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ณ ปี 2568 ทั่วประเทศ เปิดบริการรวม 1,040 โครงการ เพิ่มขึ้น 4.4% แยกเป็นโครงการ Nursing Home จำนวน 944 โครงการ เพิ่มขึ้น 4.4% และโครงการ Residence จำนวน 96 โครงการ เพิ่มขึ้น 4.3% สะท้อนให้เห็นว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาวหลังเกษียณ

เมื่อ “อายุยืน” คือคำตอบ เลือกที่อยู่อาศัยอย่างไรให้ตอบโจทย์ Longevity Economy

เมื่อการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพคือหัวใจสำคัญของ Longevity Economy ดังนั้น การเตรียมความพร้อมด้านที่อยู่อาศัยจึงไม่ใช่เพียงการมองหาที่พักอาศัยเท่านั้น แต่คือการสร้างพื้นที่ใช้ชีวิตที่ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาว ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เผยแนวทางการออกแบบและปรับพื้นที่บ้าน/คอนโดฯ ให้ตอบโจทย์เทรนด์ Longevity เน้นการสร้างพื้นที่ที่ส่งเสริมสุขภาพกายและใจ รองรับการอยู่อาศัยในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน

  • Universal Design อยู่สบายทุกช่วงวัย แนวคิด “อารยสถาปัตย์ หรือ Universal Design” เป็นแนวคิดเรื่องการออกแบบสิ่งแวดล้อม การสร้างสถานที่ และสิ่งของต่าง ๆ เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่จำกัดอายุ เพศ หรือลักษณะทางร่างกาย ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์การอยู่อาศัยในปัจจุบันที่ต้องการความปลอดภัยในระยะยาว เทรนด์ Universal Design จะเน้นการออกแบบที่รองรับการอยู่อาศัยของผู้บริโภคทุกช่วงวัยได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ จึงต้องเพิ่มระบบความปลอดภัยในจุดเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นพื้นกันลื่น ราวจับในจุดสำคัญ มีระบบแสงสว่างที่เพียงพอ และมีอุปกรณ์แจ้งเหตุฉุกเฉินในห้องนอนหรือห้องน้ำ การเพิ่มฟังก์ชันความปลอดภัยในทุกตารางนิ้ว ไม่เพียงแต่ช่วยลดอุบัติเหตุเท่านั้น แต่ยังเป็นการคืนความมั่นใจให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตประจำวันด้วยตัวเองได้อย่างมีความสุข
  • เลือกเฟอร์นิเจอร์ตามหลักการยศาสตร์ การยศาสตร์ (Ergonomics) คือศาสตร์ว่าด้วยการออกแบบและปรับสิ่งของ สภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับสรีระและการใช้งานของมนุษย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บ แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแก้ปัญหาออฟฟิศซินโดรมจากการทำงานหน้าจอเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการเลือกเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน/คอนโดฯ ได้อีกด้วย โดยผู้บริโภคควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบโดยคำนึงถึงสุขภาพและรองรับสรีระของผู้ใช้ได้อย่างเหมาะสม เช่น เลือกเตียงนอนและหมอนสุขภาพที่ช่วยพยุงกระดูกสันหลัง, โซฟาที่ไม่อ่อนหรือแข็งเกินไปจนทำให้ปวดเมื่อยเมื่อนั่งเป็นเวลานานหรือลุกได้ยาก รวมถึงโต๊ะรับประทานอาหารที่มีความสูงพอดี ไม่ต้องก้มมากเกินไปขณะรับประทานอาหาร เป็นต้น ซึ่งหลักการเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการปวดเมื่อยและบาดเจ็บจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน ถือเป็นการเริ่มต้นดูแลสุขภาพที่คุ้มค่าในระยะยาว
  • อุ่นใจเมื่ออยู่ใกล้สถานพยาบาล การเลือกโครงการบ้าน/คอนโดฯ ที่ตั้งอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวก ใกล้ระบบขนส่งสาธารณะ จะช่วยให้การใช้ชีวิตตามไลฟ์สไตล์เป็นไปได้อย่างราบรื่น และช่วยลดความเสี่ยงในการขับรถเองหากสภาพร่างกายไม่อำนวย อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการเลือกโครงการที่ตั้งอยู่ใกล้โรงพยาบาลหรือศูนย์บริการสุขภาพ จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์ได้อย่างรวดเร็วในกรณีฉุกเฉิน และรับบริการตรวจสุขภาพได้อย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ การเลือกโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงวัยที่มาพร้อมบริการด้านสุขภาพ ผ่านการร่วมมือกับโรงพยาบาล/ศูนย์บริการสุขภาพที่เพิ่มบริการทางการแพทย์ไว้ด้วย ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจในการดูแลสุขภาพในระยะยาวได้ดียิ่งขึ้น 
  • ธรรมชาติบำบัดส่งเสริมสุขภาพกายใจ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักใช้ชีวิตอยู่ภายในบ้านเป็นหลัก การมีสภาพแวดล้อมที่ดีจึงมีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างทั้งสุขภาพกายและใจ ดังนั้นการจัดให้มีพื้นที่สีเขียวในบ้าน/คอนโดฯ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสวน หรือตกแต่งห้องด้วยต้นไม้ นอกจากจะช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ดีแล้ว ยังมีผลทางจิตวิทยาทำให้รู้สึกสดชื่นมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ ผู้สูงอายุยังสามารถใช้เวลาว่างในการทำสวนปลูกต้นไม้เป็นงานอดิเรกหรือพักผ่อนให้ธรรมชาติบำบัด ขณะเดียวกัน การเลือกโครงการที่มีสวนหย่อมส่วนกลาง หรือตั้งอยู่ใกล้สวนสาธารณะ ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการไปออกกำลังกาย หรือพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติได้เช่นขึ้น 
  • ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยเทคโนโลยี ปัจจุบันเทรนด์บ้านอัจฉริยะ (Smart Home) เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับที่อยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี ผู้บริโภคสามารถนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมแสงสว่างหรือเปิด/ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านแอปพลิเคชัน ดูแลสุขภาพด้วยเครื่องฟอกอากาศหรือเครื่องปรับอากาศที่มีระบบฆ่าเชื้อโรคในอากาศ รวมไปถึงเสริมระบบความปลอดภัยด้วยกลอนประตูดิจิทัล (Digital Door Lock), เซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว หรือกล้องวงจรปิด นอกจากนี้ เทคโนโลยียังเข้ามาช่วยลดข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุได้อีกด้วย อย่างการติดตั้งลิฟต์บันได (Stairlift) จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถขึ้นลงชั้นบนและชั้นล่างได้สะดวกและปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการใช้บันไดได้ 
  • สร้างพื้นที่สานสัมพันธ์ในครอบครัว การจัดสรรพื้นที่เพื่อทำกิจกรรมสุขภาพและสานสัมพันธ์ในครอบครัวถือเป็นอีกหัวใจสำคัญของการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ โดยควรออกแบบห้องนั่งเล่นหรือห้องรับแขกให้รองรับการสังสรรค์และทำกิจกรรมร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร พักผ่อนดูซีรีส์ หรือทำงานอดิเรกร่วมกัน เพื่อสร้างความอบอุ่นและลดความรู้สึกโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ พื้นที่สำหรับออกกำลังกายและกายภาพบำบัดก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ควรมีมุมสำหรับโยคะ พร้อมอุปกรณ์ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับทุกช่วงวัย เช่น ลู่เดินแบบลดแรงกระแทก การผสมผสานพื้นที่เหล่านี้เข้าด้วยกันจะช่วยให้ทุกกิจกรรมของสมาชิกในบ้านดำเนินไปอย่างสมดุลและมั่นคงทั้งด้านร่างกายและจิตใจ   

แท้จริงแล้วเป้าหมายสำคัญที่ทุกคนมองหาอาจไม่ใช่เพียงการมีอายุที่ยืนยาว แต่คือการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ มีอิสระในการทำสิ่งที่รักและได้พักผ่อนอย่างอุ่นใจในบ้านที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ หากบ้านได้รับการออกแบบให้ผู้สูงอายุอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัยแล้ว แน่นอนว่าสมาชิกทุกวัยในครอบครัวก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขตามไปด้วยเช่นกัน ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (www.DDproperty.com) ได้รวบรวมบทความน่ารู้พร้อมอัปเดตข่าวสารล่าสุดในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นประโยชน์กับผู้บริโภคทุกช่วงวัยที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัย รวมทั้งเป็นแหล่งข้อมูลประกาศซื้อ/ขาย/ให้เช่าที่อยู่อาศัยในทำเลศักยภาพทั่วประเทศ ช่วยให้ทุกคนเตรียมความพร้อมก่อนตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัยในฝันได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น 

เปิดอินไซต์คนหาบ้าน 2025 เมื่อดีมานด์ตั้งอยู่ท่ามกลางพายุความท้าทาย หวังภาครัฐปลดล็อกโอกาสสู่การมีบ้าน

เปิดอินไซต์คนหาบ้าน 2025 เมื่อดีมานด์ตั้งอยู่ท่ามกลางพายุความท้าทาย หวังภาครัฐปลดล็อกโอกาสสู่การมีบ้าน

เปิดอินไซต์คนหาบ้าน 2025 เมื่อดีมานด์ตั้งอยู่ท่ามกลางพายุความท้าทาย หวังภาครัฐปลดล็อกโอกาสสู่การมีบ้าน

กำลังซื้อผู้บริโภคไทยในปีนี้ยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง รวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ภาคธุรกิจต่าง ๆ รวมทั้งตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เผยว่า อุปสงค์สะสมในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) หดตัวทั้งด้านจำนวนและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ โดยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทุกประเภทมีจำนวน 227,106 หน่วย ลดลง -9.3% YoY มีมูลค่า 617,768 ล้านบาท ลดลง -12.4% YoY สะท้อนให้เห็นว่ากำลังซื้อปีนี้ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้ที่อยู่อาศัยจะเป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตและผู้บริโภคยังคงมีความต้องการซื้อ แต่ความท้าทายที่เข้ามากระทบแผนการเงินอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนเลือกที่จะชะลอแผนการซื้อออกไปก่อน เพื่อรอจังหวะที่เหมาะสมในการก้าวสู่การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยอีกครั้ง

สะท้อนได้จากผู้เข้าชมเว็บไซต์ DDproperty พบว่า ความต้องการซื้อยังมีอยู่ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ความต้องการซื้อใน 5 จังหวัดแรกที่มีผู้เข้าชมมากที่สุด ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า โดยความต้องการซื้อในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 26% YoY

สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงให้ความสนใจซื้อที่อยู่อาศัย เพียงรอช่วงเวลาที่เหมาะสมทั้งในแง่ความพร้อมทางการเงินและมาตรการรัฐที่เอื้อต่อการซื้อที่อยู่อาศัย

3 ใน 4 ของผู้บริโภคยังพึงพอใจต่อภาพรวมตลาดอสังหาฯ

แม้ตลาดอสังหาฯ จะเผชิญความท้าทายรอบด้าน แต่มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่ออกมาอย่างต่อเนื่องถือเป็นปัจจัยบวกที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคขยับเข้าใกล้การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในฝันได้มากขึ้น ข้อมูลจากแบบสำรวจพฤติกรรมการซื้อ-เช่าอสังหาฯ และการวางแผนอนาคตของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย พบว่า ภาพรวมของผู้ตอบแบบสำรวจฯ ยังคงเชื่อมั่นต่อทิศทางตลาดอสังหาฯ ไทย

โดยกว่า 3 ใน 4 (76%) รู้สึกพึงพอใจกับสภาพตลาดอสังหาฯ ในปัจจุบัน เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่เอื้อต่อการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นฝั่งผู้ประกอบการที่ต่างงัดกลยุทธ์และโปรโมชั่นมาแข่งขันกันอย่างดุเดือด อีกทั้งภาครัฐยังมีมาตรการสนับสนุนภาคอสังหาฯ อย่างต่อเนื่องในช่วงที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ปีนี้ถือเป็นอีกโอกาสทองของผู้ที่มีความพร้อมทางการเงินในการซื้อที่อยู่อาศัย 

ด้านมุมมองของผู้บริโภคในการเลือกผู้พัฒนาอสังหาฯ นั้น 20% เผยว่าชื่อเสียงของผู้พัฒนาอสังหาฯ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจมากที่สุด เนื่องจากช่วยการันตีคุณภาพและมาตรฐานของบ้าน/คอนโดมิเนียมที่พัฒนา รองลงมา 17% มองหาผู้พัฒนาอสังหาฯ ที่มีชื่อเสียงด้านโครงการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารเขียวหรือปฏิบัติตามแนวทางความยั่งยืนในการก่อสร้าง สะท้อนให้เห็นว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเมื่อวางแผนซื้อที่อยู่อาศัย และ 15% เลือกโครงการที่มีรีวิวเชิงบวกจากผู้ซื้อจริง ซึ่งมีประสบการณ์ตรงในการอยู่อาศัยและการรับบริการหลังการขาย 

ขณะเดียวกัน โลกออนไลน์ได้มีบทบาทบนเส้นทางอสังหาฯ มากขึ้น เห็นได้ชัดจากแหล่งข้อมูลยอดนิยมที่ผู้บริโภคใช้เมื่อต้องการค้นหาข้อมูลที่อยู่อาศัย พบว่าเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาฯ ครองอันดับ 1 ด้วยสัดส่วน 17% เช่น เว็บไซต์ DDproperty ซึ่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการวางแผนซื้อ-ขาย-เช่าอสังหาฯ และข้อมูลโครงการต่าง ๆ ไว้อย่างครบถ้วนในที่เดียว จึงสะดวกต่อการหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจ รองลงมาคือ Facebook 15%, เว็บไซต์ผู้พัฒนาโครงการ 14%, Google 12% และ YouTube 10% สะท้อนให้เห็นว่าสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียถือเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อผู้บริโภคให้เข้าถึงข้อมูลโครงการที่สนใจได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การพัฒนาเทคโนโลยีด้านอสังหาฯ (PropTech) ให้พร้อมรองรับพฤติกรรมคนหาบ้านยุคดิจิทัล จึงถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม

เจาะอินไซต์ คนไทยพร้อมเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยมากแค่ไหนในยุคเศรษฐกิจผันผวน

ข้อมูลจากแบบสำรวจฯ ล่าสุดของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภาพรวมความต้องการซื้อและเช่าที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ความต้องการที่อยู่อาศัยที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าสนใจ  

  • 1 ใน 3 เก็บเงินพร้อมซื้อบ้าน แม้เผชิญแรงกดดันจากกับดักหนี้ ปัจจุบันผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินก่อนซื้อบ้านมากขึ้น โดยผู้ตอบแบบสำรวจฯ กว่า 1 ใน 3 (36%) เผยว่า มีเงินออมเพียงพอที่จะซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองแล้ว ขณะที่เกือบ 2 ใน 5 (38%) ออมเงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยได้ครึ่งทางแล้วเช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมทางการเงินของผู้บริโภคเพื่อรับมือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่อาจกระทบแผนการซื้อบ้านในอนาคต ขณะที่กว่า 1 ใน 5 (26%) ยังไม่ได้เริ่มต้นวางแผนเก็บเงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยในเวลานี้

เมื่อพิจารณาระดับราคาที่อยู่อาศัยที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากที่สุด พบว่าส่วนใหญ่สนใจที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท ถึง 82% สะท้อนให้เห็นว่าผู้สนใจซื้อส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับโครงการที่มีราคาจับต้องได้ (Affordable price) เป็นหลัก สอดคล้องกับกำลังซื้อที่มีและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ โดยระดับราคาที่อยู่อาศัยที่ผู้บริโภคสนใจซื้อมากที่สุด ได้แก่

o   อันดับ 1 ระดับราคา 1,000,001-3,000,000 บาท สัดส่วน 44%

o   อันดับ 2 ระดับราคา 3,000,001-5,000,000 บาท สัดส่วน 27%

o   อันดับ 3 ระดับราคา 5,000,001-7,000,000 บาท สัดส่วน 13%

อย่างไรก็ดี สภาพคล่องทางการเงินยังเป็นความท้าทายหลักเมื่อวางแผนเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ผู้บริโภคส่วนใหญ่ 19% เผยว่าการมีอัตราส่วนหนี้ต่อรายได้ (DSR) ไม่เอื้ออำนวยถือเป็นอุปสรรคสำคัญเมื่อยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย สอดคล้องกับข้อมูลจากโปรแกรมตรวจสุขภาพทางการเงิน ทีทีบี (ttb financial health check) เผยว่า 8 ใน 10 ของมนุษย์เงินเดือนมีภาระหนี้ โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้ส่วนบุคคลและบัตรเครดิต รองลงมาคือมีอาชีพการงาน/รายได้ไม่มั่นคง และไม่คุ้นเคยกับงานเอกสารเมื่อต้องยื่นกู้ ในสัดส่วนเท่ากันที่ 18%

จะเห็นว่าอุปสรรคเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อของธนาคารโดยตรง ข้อมูลจากผลสำรวจภาวการณ์ขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในไตรมาส 3 ปี 2568 ของสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร (HBA) เผยว่า อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ยังคงทรงตัวในระดับสูงกว่า 39-40% สะท้อนปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชน เมื่อธนาคารจำเป็นต้องใช้หลักเกณฑ์ที่เข้มงวดเพื่อควบคุมปัญหาหนี้เสีย แม้ผู้บริโภคจะมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย แต่เสถียรภาพทางการเงินที่สั่นคลอนจากสภาพเศรษฐกิจ ยังคงเป็นกำแพงสำคัญที่ทำให้หลายคนไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้เช่นกัน

  • ราคาบ้านเกินเอื้อม ดันเทรนด์เช่าโต เมื่อผู้บริโภคไม่ต้องการสร้างภาระทางการเงินในระยะยาวจากการซื้อที่อยู่อาศัย ส่งผลให้เทรนด์ Generation Rent เติบโตอย่างต่อเนื่องและกลายเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองในตลาดอสังหาฯ สอดคล้องกับข้อมูลจากแบบสำรวจฯ พบว่า ผู้บริโภคที่อยู่ในกลุ่มผู้เช่ากว่า 1 ใน 5 (23%) เผยว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้เลือกเช่าเนื่องจากราคาที่อยู่อาศัยสูงเกินไป จึงเลือกเก็บเงินไว้มากกว่าจะนำไปซื้อบ้าน รองลงมาคือไม่มีเงินเก็บเพียงพอที่จะซื้ออสังหาฯ เป็นของตัวเอง 20% สะท้อนให้เห็นว่าผู้เช่าส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการรักษาสภาพคล่องทางการเงินในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่บางส่วนมองว่าไม่จำเป็นต้องซื้อที่อยู่อาศัยในเวลานี้ 12%  

 

โดยผู้เช่าส่วนใหญ่ 57% วางแผนเช่าไม่เกิน 2 ปีก่อนจะซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองในอนาคต เนื่องจากต้องเตรียมความพร้อมทางการเงินและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในระยะยาวก่อน ขณะที่ 18% วางแผนเช่าในช่วง 2-5 ปี ก่อนขยับขยายเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย มีเพียง 13% ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเช่านานแค่ไหน เนื่องจากต้องพิจารณาความพร้อมและความท้าทายจากปัจจัยต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจอีกครั้ง

สำหรับอัตราค่าเช่าที่ได้รับความสนใจมากที่สุดจะอยู่ในช่วง 5,001-10,000 บาท/เดือน สัดส่วน 45% สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ที่ผู้เช่ายินดีจ่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพื่อแลกกับคุณภาพการอยู่อาศัยที่ดีกว่า เช่น ได้อยู่ในทำเลใกล้ที่ทำงาน, เดินทางสะดวก หรือโครงการมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ซึ่งตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้ดีกว่า รองลงมาคืออัตราค่าเช่าไม่เกิน 5,000 บาท/เดือน และ 10,001-15,000 บาท/เดือน (สัดส่วน 25% และ 17% ตามลำดับ) 

จับตาเทรนด์คนหาบ้าน ปักหมุด Roadmap ก้าวสู่การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เผยแนวโน้มพฤติกรรมการวางแผนเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยที่น่าจับตามอง ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนและความท้าทายที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการซื้อบ้านของคนไทยใน 1 ปีข้างหน้านี้มากน้อยเพียงใด

  • แยกย้ายไปเติบโต ผู้บริโภคเกือบครึ่งอยากแยกบ้านจากพ่อแม่ ผู้บริโภควัยทำงานซึ่งเป็นวัยเริ่มต้นสร้างครอบครัวเป็นอีกฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดอสังหาฯ เนื่องจากส่วนใหญ่มักมีแผนที่จะซื้อ/เช่าที่อยู่อาศัยเพื่อสร้างพื้นที่ส่วนตัวรวมทั้งสร้างครอบครัวกับคนรัก โดยข้อมูลจากแบบสำรวจฯ พบว่ามีผู้บริโภคถึง 42% ที่วางแผนย้ายออกจากบ้านพ่อแม่ภายใน 1 ปีข้างหน้า โดยมีเพียง 25% เท่านั้นที่ไม่มีแผนที่จะย้ายออก ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกไปยังกลุ่มผู้ที่วางแผนย้ายออก เกือบ 2 ใน 3 (63%) เลือกที่จะขยับขยายเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงผ่านการเป็นเจ้าของอสังหาฯ ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ในระยะยาว โดยมีเพียง 19% เท่านั้นที่ต้องการเช่า
  • คนตั้งเป้าเก็บเงินซื้อบ้านเป็นอันดับ 1 สำหรับการวางแผนการใช้จ่ายใน 1 ปีข้างหน้านั้น ผู้บริโภคส่วนใหญ่ (22%) มีเป้าหมายชัดเจนในการออมเงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต ด้วยความเป็นทรัพย์สินที่มีราคาสูงจึงจำเป็นต้องเตรียมงบประมาณไว้ให้พร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ รองลงมา 15% มีแผนใช้จ่ายเพื่อครอบครัวเป็นหลัก ขณะที่ 12% ให้ความสำคัญกับการออมเงินเพื่อสร้างกองทุนฉุกเฉินรับมือกับสภาพเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน นอกจากนี้ ยังมีผู้บริโภคบางส่วนที่วางแผนใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว/พักผ่อน 11% และจะนำเงินไปสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง 8% สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของเป้าหมายทางการเงินและการจัดลำดับความสำคัญในการใช้จ่ายของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน
  • “ระยะเวลาผ่อน-ดอกเบี้ย” ปัจจัยสำคัญดึงดูดผู้กู้ ผู้บริโภคส่วนใหญ่มองว่าปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยมากที่สุดคือ ระยะเวลาผ่อนชำระและอัตราดอกเบี้ย โดยมีสัดส่วนเท่ากันที่ 20% สองปัจจัยนี้ถือเป็นองค์ประกอบหลักที่ผู้กู้นำมาคำนวณความสามารถในการชำระหนี้เพื่อวางแผนการเงินในระยะยาว ธนาคารที่ให้ระยะเวลาผ่อนชำระนาน และมีอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่าจึงดึงดูดผู้บริโภคได้มากกว่า ขณะที่อีก 17% พิจารณาจากอัตราค่างวดที่ต้องผ่อนชำระ เพื่อนำไปประเมินรายรับและรายจ่ายในแต่ละเดือน ไม่ให้ค่าผ่อนบ้านมากระทบสภาพคล่องทางการเงิน  
  • เศรษฐกิจผันผวนทำคนพับแผนซื้อบ้าน ถึงแม้จะมีปัจจัยบวกจากมาตรการสนับสนุนอสังหาฯ ของภาครัฐ แต่สภาพเศรษฐกิจที่ผันผวนยังคงเป็นอุปสรรคที่ทำให้ผู้บริโภคต้องทบทวนแผนการซื้อที่อยู่อาศัยอย่างมีนัยสำคัญ โดยกว่า 1 ใน 4 ของผู้บริโภค (28%) ตัดสินใจเลื่อนแผนซื้อที่อยู่อาศัยออกไปก่อน เนื่องจากเงินออมได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ จึงไม่กล้าแบกรับภาระหนี้ก้อนใหญ่ในระยะยาว รองลงมา 23% เปลี่ยนแผนไปซื้อบ้านที่ราคาถูกลงแทน เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อที่ลดลงและลดภาระทางการเงินในอนาคต ขณะที่ 14% ยอมรับว่าผลกระทบจากเศรษฐกิจทำให้สามารถจ่ายเงินดาวน์ได้น้อยลงเมื่อซื้อบ้าน/คอนโดฯ
  • หวังรัฐลดดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน ช่วยสานฝันคนไทยได้มีบ้าน มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐยังคงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการเติบโตของตลาดอสังหาฯ หากภาครัฐมีการนำเสนอมาตรการที่แก้ปัญหาได้ตรงจุดจะช่วยดึงดูดให้กลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) ตัดสินใจเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น เป็นเหมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ที่ช่วยให้ตลาดอสังหาฯ ทั้งระบบกลับมาฟื้นตัวและเติบโตไปพร้อมกัน โดย 3 อันดับมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ จากภาครัฐที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุดในเวลานี้ ได้แก่
    • อันดับ 1 มาตรการลดดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย 32% เป็นมาตรการที่ตอบโจทย์คนอยากมีบ้านมากที่สุด เนื่องจากดอกเบี้ยที่ต่ำลงจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายโดยรวมตลอดอายุสินเชื่อ ทำให้ผู้กู้มีสภาพคล่องที่ดีขึ้น เพิ่มโอกาสในการตัดสินใจเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายยิ่งขึ้น
    • อันดับ 2 มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อบ้าน/คอนโดฯ หลังแรก และมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และการจดจำนองในทุกระดับราคา มีสัดส่วนเท่ากันที่ 20% โดยมาตรการเหล่านี้จะเปิดโอกาสให้กลุ่ม Real Demand และกลุ่มผู้เช่าตัดสินใจเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ขณะเดียวกันก็ช่วยเร่งการตัดสินใจของกลุ่มผู้บริโภคที่มีความพร้อมทางการเงินให้ซื้อบ้าน/คอนโดฯ ที่สนใจได้ไวขึ้นเช่นกัน
    • อันดับ 3 ขยายระยะเวลาผ่อนสินเชื่อบ้านให้นานขึ้น 19% จะส่งผลให้ค่างวดรายเดือนลดลง ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถบริหารจัดการกระแสเงินสดได้ดีขึ้น และมีเงินเหลือเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน  

หมายเหตุ: แบบสำรวจพฤติกรรมการซื้อ-เช่าอสังหาฯ และการวางแผนอนาคตของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) จัดทำขึ้นระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2568 เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจมุมมองและความต้องการของผู้บริโภคต่อประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตลาดที่อยู่อาศัย รวมไปถึงแนวโน้มพฤติกรรมการซื้อ-ขาย-เช่า และการวางแผนชีวิตในอนาคต ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ในกลุ่มตัวอย่างอายุตั้งแต่ 18-60 ปีขึ้นไป จำนวน 476 คน

“DDproperty Agent & Agency Impact Awards 2025” ยกระดับมาตรฐานวงการเอเจนต์อสังหาฯ มอบรางวัลเกียรติยศเป็นครั้งแรกในไทย!

“DDproperty Agent & Agency Impact Awards 2025” ยกระดับมาตรฐานวงการเอเจนต์อสังหาฯ มอบรางวัลเกียรติยศเป็นครั้งแรกในไทย!

“DDproperty Agent & Agency Impact Awards 2025” ยกระดับมาตรฐานวงการเอเจนต์อสังหาฯ มอบรางวัลเกียรติยศเป็นครั้งแรกในไทย!

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย จัดพิธีมอบรางวัล “DDproperty Agent & Agency Impact Awards 2025” อย่างยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรกในไทย เมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ CHANG CANVAS, One Bangkok โดยมีแขกผู้มีเกียรติในวงการอสังหาริมทรัพย์เข้าร่วมงานกว่า 200 คน เพื่อยกย่องสุดยอดเอเจนต์และเอเจนซี่อสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศ ที่มุ่งมั่นทำงานอย่างมืออาชีพ สร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า และมีส่วนร่วมในการยกระดับมาตรฐานตลาดอสังหาฯ ไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ สะท้อนวิสัยทัศน์ของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ที่มุ่งมั่นสนับสนุนวิชาชีพนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ไทย ให้ก้าวสู่การเป็นพาร์ทเนอร์ที่ลูกค้าไว้วางใจ และพร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงของตลาด

นายจูลส์ เคย์ ผู้จัดการทั่วไป พร็อพเพอร์ตี้กูรู เอเชีย พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ดส์ แอนด์ อีเวนต์ กล่าวว่า “ในฐานะแพลตฟอร์ม เราเข้าใจถึงความท้าทายในตลาดอสังหาฯ​ และตระหนักถึงความทุ่มเทของเอเจนต์ในการสร้างสรรค์ประกาศที่มีคุณภาพเพื่อเชื่อมโยงผู้คนให้เข้าถึงบ้านในฝันได้ง่ายขึ้น วิชาชีพนายหน้าจึงต้องการทั้งความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และความใส่ใจในทุกรายละเอียด 

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ได้ให้ความสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของชุมชนเอเจนต์อสังหาฯ อย่างต่อเนื่อง ผ่านการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและรายงานแนวโน้มตลาดที่เป็นประโยชน์ พร้อมเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบนิเวศบนแพลตฟอร์มด้วยการจัดทำโครงการ “การยืนยันตัวตนเอเจนต์ (Agent Verification)” เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเอเจนต์มืออาชีพ มีการจัดคอร์สอบรมเพื่อเสริมทักษะและความรู้ที่จำเป็นในยุคดิจิทัลให้กับเอเจนต์อย่างสม่ำเสมอ และจัดงาน DDproperty Agent Summit ประจำปีเพื่อให้ความรู้และอัปเดตเทรนด์ในวงการอสังหาฯ ช่วยให้เอเจนต์มีความพร้อมและปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีได้ดียิ่งขึ้น” 

“ปีนี้เราได้จัดพิธีมอบรางวัลแห่งเกียรติยศ DDproperty Agent & Agency Impact Awards 2025 เป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จและเชิดชูสุดยอดนายหน้าอสังหาฯ อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อส่งมอบความภาคภูมิใจที่เรามีต่อความทุ่มเทของเอเจนต์ทุกท่าน เกณฑ์การตัดสินให้ความสำคัญสูงสุดกับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ โดยเน้นย้ำที่ “คุณภาพของประกาศ” เป็นหัวใจสำคัญ นำมาซึ่งการมองเห็นที่โดดเด่นและผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ มากกว่าจำนวนของประกาศ ดังนั้น ผู้ชนะทุกสาขาจึงเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างเห็นได้ชัดจากผลลัพธ์จริง (Performance) ที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์ม สะท้อนถึงมาตรฐานความเป็นมืออาชีพและศักยภาพที่โดดเด่นของเอเจนต์และเอเจนซี่อสังหาฯ อย่างแท้จริง” นายจูลส์ กล่าวเสริม

นายจูลส์ กล่าวสรุปว่า “เราหวังว่ารางวัลนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้เอเจนต์และเอเจนซี่อสังหาฯ ทั่วประเทศเห็นคุณค่าของ “คุณภาพ” ที่นำไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน และยกระดับมาตรฐานการทำงานของตนเอง การมอบรางวัลครั้งนี้ไม่เพียงแต่เชิดชูความสำเร็จส่วนบุคคล แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของนายหน้าอสังหาฯ ในการขับเคลื่อนตลาดให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทุกการเชื่อมต่อระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขาย และผู้ปล่อยเช่าผ่านประกาศของเอเจนต์ล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้ผู้คนได้พบกับบ้านในฝันของพวกเขา นี่คือความภาคภูมิใจที่เราได้ร่วมเดินทางไปกับทุกคน และตอกย้ำว่าดีดีพร็อพเพอร์ตี้พร้อมเป็น “พาร์ทเนอร์คนสำคัญ” ในทุกเส้นทางอสังหาริมทรัพย์”

เกณฑ์การตัดสิน: มุ่งเน้น “คุณภาพ” และ “ผลลัพธ์จริง”

รางวัล “DDproperty Agent & Agency Impact Awards 2025” มอบให้แก่เอเจนต์และเอเจนซี่อสังหาฯ ที่มีผลงานโดดเด่นและสร้างการมองเห็นให้กับประกาศได้สูงที่สุด เกณฑ์การตัดสินอ้างอิงจากสถิติจริงของการสร้างการมองเห็นของประกาศ (Listing Visibility) โดยวัดจากค่าเฉลี่ยของจำนวนผู้เข้าชม (Total Unique Users) ต่อหนึ่งประกาศบนเว็บไซต์ www.DDproperty.com ทั้งในหมวดขายและเช่าภายในเขตพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศที่เอเจนต์/เอเจนซี่อสังหาฯ แต่ละรายได้ลงประกาศไว้ 

กระบวนการพิจารณารางวัลให้ความสำคัญกับ “คุณภาพ” ของประกาศมากกว่าจำนวนของประกาศ โดยเน้นที่จำนวนผู้เข้าชมประกาศ (Unique Users) มาเป็นอันดับแรก สะท้อนให้เห็นว่าเอเจนต์และเอเจนซี่อสังหาฯ ที่ได้รับรางวัลนี้ถือเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างการมองเห็นของประกาศได้เป็นอย่างดี มีกลยุทธ์ดึงดูดความสนใจและมีส่วนรวมกับผู้ค้นหาอสังหาฯ ช่วยขับเคลื่อนตลาดอสังหาฯ ให้เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน 

ในปีนี้รางวัล DDproperty Agent & Agency Impact Awards 2025 แบ่งเป็น 44 หมวด โดยมีผู้ชนะในสาขาต่าง ๆ ดังนี้

Rising Star Awards

  • คุณทิตยาพร คิม (Agent ประเภทเช่า & ขาย) 
  • CBRE (Thailand) Co., Ltd. (Agency ประเภทเช่า) 
  • RE/MAX GreenWay (Agency ประเภทขาย)

Top Agent & Top Agency-ภาคกลาง

  • คุณศราวุธ วัฒนานนท์ (Top Agent-ประเภทเช่า) 
  • คุณภูสยาม ธัญปริภัทร์ (Top Agent-ประเภทขาย) 
  • ThaiPropertyInvestor Co., Ltd. (Top Agency-ประเภทเช่า & ขาย)

Top Agent & Top Agency-ภาคเหนือ

  • คุณสิรินท์รัศม์ มณีรัตน์ (Top Agent-ประเภทเช่า) 
  • คุณณัฐพล ก้อฝั้น (Top Agent-ประเภทขาย) 
  • 66 Property Co., Ltd. (Top Agency-ประเภทเช่า)
  • Homeplus Realty Estate Co., Ltd. (Top Agency-ประเภทขาย)

Top Agent & Top Agency-ภาคใต้

  • คุณปริญดา เสน่ห์ (Top Agent-ประเภทเช่า & ขาย) 
  • The Best Property Agent Co., Ltd. (Top Agency-ประเภทเช่า) 
  • OKDD Studio Co., Ltd. (Top Agency-ประเภทขาย)

Top Agent & Top Agency-ภาคตะวันออก

  • คุณภัครวรรณ์ วุฒิศรินพัฒน์ (Top Agent-ประเภทเช่า) 
  • คุณสิราภา เสริมสันติวาณิช (Top Agent-ประเภทขาย) 
  • Infinity EEC (Thailand) Co., Ltd. (Top Agency-ประเภทเช่า) 
  • ThaiPropertyInvestor Co., Ltd. (Top Agency-ประเภทขาย)

กลุ่มเขตกรุงเทพฯ-Top Agent ประเภทเช่า

  • คุณชิสา โพธิ์บุญ (กลุ่มเขตกรุงเทพกลาง)
  • คุณณัฐพงศ์ สุนทรอรุณ (กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ)
  • คุณภารวี สุมังคะละ (กลุ่มเขตกรุงเทพใต้ & กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก)
  • คุณวีรวัฒน์ ไพศาลวศิน (กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ)
  • คุณอดิศร พลอยมีรัศมี (กลุ่มเขตกรุงธนใต้)

กลุ่มเขตกรุงเทพฯ-Top Agent ประเภทขาย

  • คุณพัทธนันท์ อภิรโยธิน (กลุ่มเขตกรุงเทพกลาง)
  • คุณชวลิต คงศักดิ์ไพบูลย์ (กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ)
  • คุณณัฐพัชร์ โชติอัครสินทบ (กลุ่มเขตกรุงเทพใต้)
  • คุณภูสยาม ธัญปริภัทร์ (กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก)
  • คุณวีรวัฒน์ ไพศาลวศิน (กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ)
  • คุณเบญจลักษณ์ กิติยนต์โรจน์ (กลุ่มเขตกรุงธนใต้)

กลุ่มเขตกรุงเทพฯ-Top Agency ประเภทเช่า

  • Bestdeal Property Co., Ltd. (กลุ่มเขตกรุงเทพกลาง)
  • Bangkok Agent Co., Ltd. (กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ)
  • Nest Property Partner Co., Ltd. (กลุ่มเขตกรุงเทพใต้)
  • 66 Property Co., Ltd. (กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก)
  • Living Real Estates (กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ)
  • Noppon Real Estate Co., Ltd. (กลุ่มเขตกรุงธนใต้)

กลุ่มเขตกรุงเทพฯ-Top Agency ประเภทขาย

  • Smart Living Bangkok Co., Ltd. (กลุ่มเขตกรุงเทพกลาง)
  • Homeplus Realty Estate Co., Ltd. (กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ & กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ)
  • Acute Realty Partner Co., Ltd. (กลุ่มเขตกรุงเทพใต้)
  • ThaiPropertyInvestor Co., Ltd. (กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก)
  • HL Asset Co., Ltd. (กลุ่มเขตกรุงธนใต้)

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://pgth.ddproperty.com/Agent-and-Agency-Impact-Awards-2025 

DDproperty ชวนเปิดเช็กลิสต์พิชิตความเสี่ยง เลือกเอเจนต์อสังหาฯ อย่างไร ให้ปลอดภัย ไม่โดนหลอก

DDproperty ชวนเปิดเช็กลิสต์พิชิตความเสี่ยง เลือกเอเจนต์อสังหาฯ อย่างไร ให้ปลอดภัย ไม่โดนหลอก

DDproperty ชวนเปิดเช็กลิสต์พิชิตความเสี่ยง เลือกเอเจนต์อสังหาฯ อย่างไร ให้ปลอดภัย ไม่โดนหลอก

การวางแผนซื้อหรือขายที่อยู่อาศัยถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต เพราะเป็นการซื้อขายทรัพย์สินมูลค่าสูงที่มาพร้อมรายละเอียดมากมาย หากผู้บริโภคไม่มีประสบการณ์มาก่อนจะพบว่าทุกขั้นตอนที่เดินบนเส้นทางอสังหาริมทรัพย์ ล้วนมีความท้าทายซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งผู้ซื้อที่ต้องเปรียบเทียบโครงการต่าง ๆ เพื่อหาความคุ้มค่าด้านราคาและต้องตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริงในระยะยาว ขณะที่ฝั่งผู้ขายเองก็ต้องวางแผนการตลาดเพื่อตั้งราคาที่แข่งขันได้และทำกำไร ควบคู่ไปกับการเตรียมเอกสารสัญญาที่ต้องอาศัยความรอบคอบแม่นยำ ความท้าทายรอบด้านเหล่านี้ส่งผลให้การมีผู้เชี่ยวชาญอย่างเอเจนต์อสังหาฯ เข้ามาช่วยแนะนำ กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจและตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการลดความยุ่งยากซับซ้อนของการทำธุรกรรมลง

จับตาความท้าทายที่ผู้ขายอสังหาฯ ด้วยตนเองต้องเผชิญ

สำหรับผู้บริโภคมือใหม่ที่ต้องการขายหรือปล่อยเช่าที่อยู่อาศัยด้วยตนเองมักเผชิญความท้าทายหลายมิติ ตั้งแต่ความสับสนในการเริ่มต้นวางแผน การเตรียมเอกสาร ไปจนถึงแรงกดดันจากการแข่งขันในตลาดที่เข้ามาบั่นทอนความมั่นใจ ส่งผลให้กระบวนการขายอาจล่าช้าและใช้เวลานานกว่าที่คาด ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย เผยความท้าทายที่สร้างความกังวลใจให้ผู้บริโภคเมื่อคิดขาย/ปล่อยเช่าที่อยู่อาศัยด้วยตนเอง ดังนี้

  • ตั้งราคาขายไม่สนใจกลไกตลาด ผู้ขายมือใหม่มักตั้งราคาตามที่ต้องการโดยละเลยการศึกษากลไกการแข่งขันในตลาดอสังหาฯ ซึ่งต้องวิเคราะห์ว่าอสังหาฯ ประเภทเดียวกันในทำเลนั้นมีจำนวนมากน้อยเพียงใด มีโครงการอื่นในราคาใกล้เคียงกันหรือไม่ เมื่อหักค่าเสื่อมของอสังหาฯ ออกแล้วราคาขายที่ตั้งนั้นครอบคลุมภาระหนี้ที่เหลืออยู่และค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ผู้ขายต้องรับผิดชอบหรือไม่ เพื่อนำมาประเมินหาราคาขายที่เหมาะสมต่อไป อย่างไรก็ตาม ปัจจัยแวดล้อมที่มีผลต่อการอยู่อาศัยในทำเลนั้น ๆ เช่น มีน้ำท่วมขังบ่อยหรือการเดินทางที่ไม่สะดวก อาจเป็นอีกเงื่อนไขที่ผู้ซื้อนำมาต่อรองราคาได้
  • ไม่มีเวลาพาเยี่ยมชมโครงการ การบริหารจัดการการเยี่ยมชมบ้าน/คอนโดฯ และให้ข้อมูลแก่ผู้สนใจเป็นอีกความท้าทายเมื่อผู้ขายต้องดำเนินการเองทั้งหมด เนื่องจากอาจมีการเยี่ยมชมหลายครั้งกว่าจะปิดการขายได้ หากเวลาของผู้ซื้อไม่ตรงกับผู้ขายบ่อยครั้งจนต้องเลื่อนนัดหรือปฏิเสธนัดหมายอาจทำให้สูญเสียโอกาสในการขายไป เนื่องจากผู้ซื้อมีโอกาสที่จะสนใจโครงการอื่นที่ได้ไปดูแทน นอกจากนี้ ผู้ขายยังต้องเผชิญความท้าทายในการคัดกรองว่าผู้ที่สนใจซื้อนั้นเป็นลูกค้าจริงหรือเป็นเพียงมิจฉาชีพที่แฝงตัวมา
  • เจรจาต่อรองไม่เก่ง ผู้ขายจำเป็นต้องมีทักษะในการสื่อสารและวาทศิลป์ที่ดีเพื่อนำเสนอข้อมูลที่ดึงดูดใจและปิดการขายให้ได้ตามราคาที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะในการเจรจาต่อรองเมื่อถูกผู้ซื้อพยายามกดราคา หรือต่อรองขอส่วนลดเพิ่มด้วยเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น อ้างจุดชำรุดหรือไม่ขอรับเฟอร์นิเจอร์ที่แถมให้เพื่อกดดันให้ลดราคาเพิ่ม นอกจากนี้ ผู้ขายควรระมัดระวังไม่เปิดเผยเหตุผลการขายในเชิงลบ ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการถูกผู้สนใจซื้อกดราคาหรือนำไปสู่การยกเลิกการซื้อได้
  • ขาดความรู้ด้านการตลาด การขาดความรู้ความเข้าใจในการวางแผนการตลาดอาจทำให้ผู้ขายต้องเสียเวลาและงบประมาณโดยไม่จำเป็น เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตามที่ต้องการ การวางกลยุทธ์การขายอสังหาฯ ที่ดีต้องผสานการตลาดทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ โดยเน้นจุดเด่นด้านราคาและของแถมอย่างชัดเจน รวมทั้งใช้ภาพถ่ายมุมกว้างที่สวยงามน่าอยู่ อย่างไรก็ดี แม้การตลาดออนไลน์จะสะดวกและเข้าถึงได้ง่าย แต่การแข่งขันที่สูงทำให้การลงประกาศฟรีอาจไม่เพียงพอ ผู้ขายจำเป็นต้องลงทุนในโฆษณาเพื่อเพิ่มการมองเห็น และต้องเข้าใจว่ากลุ่มเป้าหมายที่ต้องการคือใครเพื่อให้การตลาดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และช่วยควบคุมไม่ให้งบประมาณบานปลาย
  • ความซับซ้อนของเอกสารสัญญา การซื้อขายอสังหาฯ มีความซับซ้อนกว่าการซื้อขายทรัพย์สินทั่วไป ผู้ขายจึงต้องศึกษาเรื่องสัญญาจะซื้อจะขายอย่างรอบคอบ โดยระบุรายละเอียดสำคัญให้ชัดเจนทั้งราคา เงื่อนไข ระยะเวลา รวมถึงค่าปรับหากมีการยกเลิกสัญญา พร้อมศึกษาค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ว่าส่วนใดที่ผู้ขายและผู้ซื้อต้องรับผิดชอบบ้าง นอกจากนี้ ขั้นตอนการซื้อขายอสังหาฯ ยังมีเอกสารสำคัญหลายอย่างที่ผู้ขายควรศึกษา เช่น ใบปลอดหนี้ ใบโอนกรรมสิทธิ์ รวมถึงเอกสารสินเชื่อจากธนาคาร หากไม่มีความเข้าใจเพียงพออาจเกิดข้อผิดพลาด ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาในภายหลังได้ 

เปิดบทบาท “เอเจนต์อสังหาฯ” ผู้ช่วยค้นหาบ้านในฝันมืออาชีพ

“นายหน้าหรือเอเจนต์อสังหาฯ” ถือเป็นตัวแทนของผู้ซื้อหรือผู้ขายในการดำเนินการซื้อ/ขาย/ให้เช่าอสังหาฯ โดยเอเจนต์อสังหาฯ จะมีบทบาทอยู่ในทุกขั้นตอนของเส้นทางการซื้อขายที่อยู่อาศัย ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยที่เชื่อมโยงความต้องการระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อให้มาบรรจบกัน พร้อมช่วยดูแลทุกขั้นตอนของการซื้อขายหรือปล่อยเช่าที่อยู่อาศัยให้เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ 

เอเจนต์อสังหาฯ มืออาชีพจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ช่วยให้คำแนะนำตั้งแต่การประเมินราคา การเตรียมบ้าน/คอนโดฯ ให้พร้อมขาย ไปจนถึงให้คำปรึกษาเรื่องการปรับปรุงตกแต่งเพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน นอกจากนี้ยังเป็นนักวางแผนการตลาดที่คอยจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์นำเสนออสังหาฯ ให้โดดเด่นเพื่อให้ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น โดยเอเจนต์ที่ดีจะมีทักษะการสื่อสารเพื่อช่วยรักษาผลประโยชน์ให้ลูกค้า พร้อมเป็นคนกลางในการเจรจาต่อรอง เพื่อให้ได้ข้อตกลงที่พึงพอใจทั้งสองฝ่าย ที่สำคัญคือมีความเชี่ยวชาญด้านเอกสารและขั้นตอนทางกฎหมาย ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของสัญญาและอำนวยความสะดวกในขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์ ช่วยให้ทุกฝ่ายประหยัดเวลาในการดำเนินการที่ยุ่งยากได้อย่างมาก

สอดคล้องกับข้อมูลจากแบบสำรวจพฤติกรรมการซื้อ-เช่าอสังหาฯ และการวางแผนอนาคต ของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) ที่จัดทำขึ้นระหว่างเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2568 พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจฯ 67% ให้ความสำคัญกับการเลือกเอเจนต์อสังหาฯ โดยพิจารณาจากชื่อเสียงของเอเจนต์อสังหาฯ มาเป็นอันดับแรก ถือเป็นประตูด่านแรกที่สร้างความเชื่อมั่นและการันตีความสามารถของเอเจนต์ รองลงมาคือประสบการณ์ของเอเจนต์อสังหาฯ 59% และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของเอเจนต์อสังหาฯ 43% ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ 27% คาดหวังว่าเอเจนต์อสังหาฯ จะต้องมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายมากที่สุด เพื่อช่วยจัดการกับขั้นตอนการทำธุรกรรมและเอกสารที่ซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น รองลงมาคือมีทักษะการตลาด 20% และมีความรู้ด้านการจัดการการเงิน 18% ซึ่งล้วนเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยให้การซื้อขายอสังหาฯ ราบรื่นยิ่งขึ้น

อัปเดต 6 เช็กลิสต์เลือกเอเจนต์อย่างไรให้ตรงปก ปลอดภัย สบายใจทุกดีล

การซื้อขายบ้าน-คอนโดฯ มือสองมีรายละเอียดที่แตกต่างจากการซื้อบ้านใหม่ไม่น้อย ถือเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้ขาย/ผู้ซื้อที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน การเลือกใช้บริการเอเจนต์อสังหาฯ จึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ช่วยประหยัดเวลาของผู้ขาย/ผู้ซื้อมือใหม่และเพิ่มโอกาสปิดดีลได้มากขึ้น อย่างไรก็ดี การเลือกใช้เอเจนต์อาจมีความท้าทายซ่อนอยู่ ผู้บริโภคบางส่วนยังคงกังวลเกี่ยวกับค่าคอมมิชชั่นรวมทั้งไม่มั่นใจว่าเอเจนต์จะมีความโปร่งใสหรือไม่ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แนะนำแนวทางเลือกเอเจนต์อสังหาฯ อย่างไรให้ได้มืออาชีพ ปัจจัยใดบ้างที่จะช่วยการันตีว่าจะได้รับบริการจากเอเจนต์ที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือ ปลอดภัยในทุกธุรกรรม ลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวง 

  1. เลือกเอเจนต์ที่มีใบอนุญาตและเอกสารรับรอง การตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติของเอเจนต์อสังหาฯ ถือเป็นขั้นตอนแรกที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่น โดยเอเจนต์มืออาชีพต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ไทย เป็นเครื่องยืนยันว่าผ่านการสอบวัดความรู้ในการเป็นตัวแทนและสอบวัดจรรยาบรรณวิชาชีพเรียบร้อย ถือเป็นเอกสารรับรองวิชาชีพขั้นพื้นฐานที่เอเจนต์ควรมี นอกจากนี้การผ่านการอบรมหลักสูตรต่าง ๆ ที่ส่งเสริมทักษะที่จำเป็นในการทำงานก็จะเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเอเจนต์มากขึ้น และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า

ปัจจุบันแพลตฟอร์มอสังหาฯ ได้มีการพัฒนาโปรแกรมยืนยันตัวตนเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้คนหาบ้านอย่าง “เอเจนต์ที่ได้รับการยืนยันตัวตน (Agent Verification)” ของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ ที่มีการแสดงข้อมูลการติดต่อที่ชัดเจน และความเชี่ยวชาญเบื้องต้น ซึ่งจะทำให้มั่นใจได้ว่าเอเจนต์ที่ผ่านการลงทะเบียนในโครงการนี้ และได้ป้ายสัญลักษณ์สีเขียว “ยืนยันตัวตน” หรือ “Verified” บนเว็บไซต์ www.DDproperty.com เป็นเอเจนต์ที่มีความน่าเชื่อถือและไว้ใจได้ ช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าทุกการซื้อ-ขาย-เช่าบนเส้นทางอสังหาฯ นี้จะเป็นไปอย่างราบรื่น

  1. มีอินไซต์ในตลาดอสังหาฯ เอเจนต์ควรมีประสบการณ์และความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับการซื้อขายอสังหาฯ ทั้งในเรื่องประเภทอสังหาฯ ราคาตลาด แนวโน้มความต้องการที่อยู่อาศัยในแต่ละทำเล และอัปเดตข่าวสารในตลาดที่อยู่อาศัยอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการมีข้อมูลเชิงลึกของทำเลที่เอเจนต์ดูแลอยู่ เช่น มีราคาตลาดเฉลี่ยของบ้าน/คอนโดฯ มีข้อมูลจุดเด่นของแต่ละโครงการ หรือมีข้อมูลพฤติกรรมและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในทำเลนั้น ๆ จะช่วยให้เอเจนต์สามารถให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์และเหมาะกับความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ลูกค้าสามารถวางแผนซื้อและลงทุนในอสังหาฯ ได้อย่างรอบคอบตามแนวโน้มการเติบโตของตลาดอสังหาฯ ในอนาคตได้อีกด้วย
  1. บุคลิกภาพดี เจรจาต่อรองเก่ง บุคลิกภาพและทักษะการสื่อสารที่ดีถือเป็นหัวใจสำคัญของเอเจนต์ โดยเอเจนต์มืออาชีพควรมีบุคลิกภาพที่เป็นมิตร อัธยาศัยดี มี Service mind พร้อมให้บริการ และใส่ใจรับฟังความต้องการทั้งของผู้ขายและผู้ซื้อ ที่สำคัญคือต้องมีทักษะในการเจรจาต่อรอง โดยสามารถให้ข้อมูลที่ถูกต้องได้อย่างชัดเจนตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง และมีความยืดหยุ่นในการสื่อสาร เอเจนต์ที่มีประสบการณ์จะรู้วิธีบริหารจัดการกับผู้สนใจซื้อ และมีเทคนิคในการต่อรองราคา/เงื่อนไขต่าง ๆ อย่างสุภาพ เป็นคนกลางช่วยประสานงานและสร้างข้อตกลงที่พึงพอใจร่วมกันทั้งสองฝ่ายได้อย่างราบรื่น
  1. วางกลยุทธ์การตลาดตรงกลุ่มเป้าหมาย เอเจนต์มืออาชีพไม่เพียงทำหน้าที่เป็นตัวกลางซื้อขาย แต่ยังเป็นทั้งนักวิเคราะห์และนักวางแผนการตลาด โดยเอเจนต์จะวิเคราะห์เพื่อหาจุดเด่นและจุดด้อยของอสังหาฯ รอบด้าน นำมาประกอบกับการวิเคราะห์โอกาสในทำเลนั้น ๆ และเปรียบเทียบกับคู่แข่งในระดับราคาเดียวกัน เพื่อให้เข้าใจว่ากลุ่มเป้าหมายหลักคือใคร สามารถเข้าถึงได้ด้วยสื่อแบบใด มีการแข่งขันในตลาดมากน้อยเพียงใด จากนั้นจึงนำข้อมูลมาวางกลยุทธ์การตลาดให้เหมาะสมทั้งในสื่อออฟไลน์และออนไลน์ นอกจากนี้ เอเจนต์ยังพร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำการจัดโปรโมชั่นที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายให้กับลูกค้า หากต้องการกลยุทธ์เพื่อเร่งการตัดสินใจซื้อและปิดการขายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
  1. เชี่ยวชาญงานเอกสาร รู้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เอเจนต์มืออาชีพควรมีความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการซื้อ/ขาย/ให้เช่าอสังหาฯ เช่น กฎหมายที่ดิน กฎหมายอาคารชุด การจดทะเบียนและโอนกรรมสิทธิ์ ภาษีและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ รวมทั้งควรมีความรู้ความเข้าใจกระบวนการทำธุรกรรมอสังหาฯ เพื่อให้สามารถแนะนำผู้ขายได้ตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจสอบสถานะทรัพย์ว่าพร้อมขายโดยไม่มีหนี้ค้างชำระหรือภาระผูกพันกับธนาคาร และในกรณีที่มีการจำนอง ผู้ขายต้องดำเนินการไถ่ถอนอย่างไรบ้าง นอกจากนี้เอเจนต์ยังสามารถช่วยตรวจสอบความถูกต้องและเตรียมเอกสารสำคัญต่าง ๆ ตั้งแต่สัญญาจะซื้อจะขาย การวางเงินมัดจำ เตรียมเอกสารที่ใช้ในการยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยและโอนกรรมสิทธิ์ได้อย่างครบถ้วน ช่วยลดเวลาในการดำเนินการด้วยตนเอง พร้อมเป็นที่ปรึกษาทุกขั้นตอนงานเอกสารที่ซับซ้อน
  1. เครือข่ายเอเจนต์เพิ่มโอกาสขายมากขึ้น เอเจนต์ที่สังกัดบริษัทเอเจนต์อสังหาฯ มักจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่าเอเจนต์อิสระ เนื่องจากบริษัทที่มีชื่อเสียงมักมีระบบการคัดเลือกและมีมาตรฐานการฝึกอบรมเอเจนต์ที่เข้มข้น นอกจากนี้หากผู้บริโภคประสบปัญหาในการทำธุรกรรมกับเอเจนต์ก็ยังสามารถติดต่อกับบริษัทโดยตรงได้ และอีกหนึ่งจุดเด่นที่น่าสนใจคือบริษัทเอเจนต์อสังหาฯ มักจะมีฐานข้อมูลลูกค้ามากกว่า จึงช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น เชื่อมโยงให้ผู้ขายได้พบกับผู้ซื้อที่มีความต้องการที่ตรงกันในวงกว้าง อย่างไรก็ดี ปัจจุบันเอเจนต์อิสระบางส่วนจะมีเครือข่ายเอเจนต์ของตนเองหรือมีการทำงานร่วมกับ Co-Agent เช่นกัน ซึ่งจะช่วยให้เข้าถึงข้อมูลลูกค้าและโครงการที่หลากหลายมากขึ้น ส่งผลให้เอเจนต์สามารถนำเสนอทางเลือกที่มากขึ้นให้กับผู้ขายและผู้ซื้อ เปิดโอกาสให้กระบวนการซื้อขายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยทั่วไปค่าบริการเอเจนต์หรือค่านายหน้าจะคิดอยู่ที่ 3% ของราคาซื้อขาย ซึ่งอาจเพิ่มขึ้นได้ขึ้นอยู่กับพื้นที่ตั้งของอสังหาฯ ความยากง่ายในการซื้อขาย มูลค่าของอสังหาฯ หรือเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญา ทั้งนี้ เอเจนต์จะเก็บค่านายหน้าเมื่อลูกค้าทำสัญญาซื้อขายเรียบร้อยแล้ว ผู้ขายจึงไม่ต้องจ่ายค่านายหน้าจนกว่าการทำธุรกรรมแล้วเสร็จและได้เงินจากผู้ซื้อ จะเห็นได้ว่าการเลือกใช้บริการเอเจนต์อสังหาฯ ที่มีคุณภาพจะช่วยให้กระบวนการซื้อขายบ้านราบรื่น ประหยัดเวลา และลดความเสี่ยงของข้อผิดพลาดในเอกสารสัญญาที่อาจทำให้เส้นทางอสังหาฯ ของคุณสะดุดได้ 

ทั้งนี้ ผู้บริโภคต้องไม่ลืมที่จะพิจารณาคุณสมบัติและตรวจสอบข้อมูลประวัติของเอเจนต์อสังหาฯ อย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจอีกครั้ง หากผู้บริโภคยังไม่มั่นใจเมื่อต้องใช้เอเจนต์อสังหาฯ สามารถให้ “เอเจนต์ที่ได้รับการยืนยันตัวตน (Agent Verification)” ของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ช่วยคัดกรองเอเจนต์มืออาชีพเข้ามาเป็นผู้ช่วยซื้อขายที่อยู่อาศัยได้เช่นกัน และเพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานเอเจนต์อสังหาฯ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ได้จัดงานมอบรางวัล “DDproperty Agent & Agency Impact Awards 2025” เป็นครั้งแรกในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 นี้ ให้กับสุดยอดเอเจนต์อสังหาฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านการขาย/ให้เช่าที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ รางวัลนี้ถือเป็นเครื่องการันตีถึงความเป็นมืออาชีพและความไว้วางใจที่ผู้บริโภคมีต่อเอเจนต์คุณภาพ ซึ่งพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้คุณค้นพบอสังหาริมทรัพย์ที่ “ใช่” ได้ง่ายขึ้นและมั่นใจยิ่งกว่าเดิม สามารถติดตามรายชื่อผู้ชนะทั้งหมดได้ที่ รายชื่อผู้ชนะ DDproperty Agent & Agency Impact Awards 2025