ทะยานสู่ปีม้าไฟ: ปั้นโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ตอบรับความสามารถบทใหม่ของ AI

ทะยานสู่ปีม้าไฟ: ปั้นโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ตอบรับความสามารถบทใหม่ของ AI

ทะยานสู่ปีม้าไฟ: ปั้นโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ตอบรับความสามารถบทใหม่ของ AI

บทความโดย นายนพดล ปัญญาธิปัตย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย นูทานิคซ์
บทความโดย นายนพดล ปัญญาธิปัตย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย นูทานิคซ์

ปีที่ผ่านมาองค์กรธุรกิจต่างเรียนรู้ว่า AI ได้เปลี่ยนจากความเป็นไปได้ สู่เทคโนโลยีที่ขาดไม่ได้ในชั่วข้ามคืน เทคโนโลยีที่เริ่มต้นจากการทดลองได้กลายเป็นเทคโนโลยีที่ฝังลึกอยู่ในกระบวนการทำงานในแต่ละวันอย่างรวดเร็ว และการเปลี่ยนแปลงนี้ได้เผยให้องค์กรได้เห็นช่องว่างต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการนำ AI มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้างพื้นฐานไอที การดำเนินงาน และการกำกับดูแล ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ปรากฎให้เห็นในช่วงของการทดลองหรือเมื่อครั้งเป็นโครงการนำร่อง

ปีม้าไฟนี้เป็นปีที่องค์กรต้องเลือกว่าจะปล่อยให้พลังฝีเท้าที่รวดเร็วของ AI มากำหนดระดับความเสี่ยงขององค์กร หรือ องค์กรจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่สามารถควบคุมพลังนั้นได้ แล้วเปลี่ยนให้เป็นแรงขับเคลื่อนความสำเร็จที่ยั่งยืน

AI ไม่ได้เป็นเพียงการทดลองในวงแคบอีกต่อไป แต่เป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นที่ความเร็วคือสิ่งล้ำค่าและมีอิทธิพลสูงต่อความสำเร็จ สิ่งที่จะสามารถสร้างความต่างได้ในปีนี้คือความสามารถในการแปลงสิ่งที่ AI ทำได้ ให้เป็นผลลัพธ์ที่มีความสำคัญต่อการดำเนินงานสำคัญ ๆ ได้ทุกการใช้งาน

การควบคุม AI: จากการทดลองสู่การใช้งานในภารกิจสำคัญ

หลังจากหนึ่งปีแห่งการทดสอบและทำโครงการนำร่องการใช้ AI ผ่านไปอย่างรวดเร็วและหนักหน่วง องค์กรต่าง ๆ กำลังปรับทิศทางเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการนำ AI มาใช้อย่างรอบคอบและมีระเบียบมากขึ้น เป้าหมายหลักได้เปลี่ยนจากการพิสูจน์ความเป็นไปได้ของแนวคิดทางเทคนิค ไปสู่การดำเนินงานที่แข็งแกร่ง องค์กรกำลังเปลี่ยนจากคำถามที่ว่า ‘เราจะนำ AI มาใช้ได้ไหม’ ไปเป็น ‘เราจะสามารถรักษาประสิทธิภาพของการใช้ AI ในระยะยาวได้อย่างไรโดยไม่กระทบต่อธุรกิจหลัก’

การเปลี่ยนผ่านนี้นับเป็นการก้าวสู่การดำเนินงานที่ “ชาญฉลาดด้วย AI” โดยให้ความสำคัญกับกรณีใช้งานที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างชัดเจน และการออกแบบบริการ AI ให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ ความสม่ำเสมอและความสอดคล้องในการใช้งานจึงมีความสำคัญมากต่อการนำ AI จากขั้นตอนการพัฒนาไปใช้งานจริง เวิร์กโหลดต่าง ๆ จะต้องสามารถโยกย้ายได้ ทำซ้ำได้ และบริหารจัดการได้ง่ายบนทุกสภาพแวดล้อมทางไอทีในเวลาที่มีการปรับขนาดการทำงาน หากปราศจากความสม่ำเสมอและความสอดคล้องกัน แม้แต่โครงการ AI ที่ดูว่ามีอนาคตมากที่สุดก็อาจหลุดจากทิศทางที่วางไว้เมื่อองค์กรเริ่มเร่งความเร็วในการดำเนินงาน

เทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น คอนเทนเนอร์ไรเซชัน (containerization) ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือควบคุมที่ทรงประสิทธิภาพ ช่วยลดอุปสรรค และทำให้สามารถปรับขนาดบริการ AI ต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องปรับปรุงโครงสร้างทางวิศวกรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในขั้นตอนนี้ ความสำเร็จจะไม่ได้วัดจากความเร็วในการเริ่มต้นใช้ AI มากนัก แต่จะวัดจากความสามารถของ AI ว่าจะรักษาความเร็วหรือจังหวะการทำงานให้สม่ำเสมอในระยะยาวได้มากขึ้นหรือไม่

เส้นทางสายใหม่: การปรับโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮบริดและอธิปไตยข้อมูลให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง

การนำ AI มาใช้ในกระบวนการทำงานแบบฝังรากลึกมากขึ้น ทำให้กลยุทธ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานกระจายตัวออกไปตามทิศทางของข้อมูล แทนที่จะจำกัดให้ทุกอย่างอยู่ในระบบเดียวที่มั่นคง องค์กรต่าง ๆ ในปัจจุบันกำลังสร้างสมดุลระหว่างการใช้พับลิคคลาวด์ ไพรเวทดาต้าเซ็นเตอร์ และเอดจ์ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย ทั้งด้านประสิทธิภาพ ต้นทุน การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการควบคุมข้อมูล 

ความรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่า แม้จะยังคงมีการเทรนโมเดลบนคลาวด์เป็นหลัก แต่การอนุมานผลลัพธ์มักได้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้กับแหล่งกำเนิดข้อมูลมากกว่า ต้นทุนที่คาดการณ์ได้ ระยะเวลาของการตอบสนองที่ต่ำ และการกำกับดูแลที่เข้มงวด กำลังผลักดันให้เวิร์กโหลด AI ต่าง ๆ กลับไปสู่การใช้งานในระบบภายในองค์กร (on-pemise) และเอดจ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกรณีใช้งานที่ต้องการการตอบสนองแบบเรียลไทม์ และกรณีใช้งานที่ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดและกฎระเบียบ

ในปี 2026 เอดจ์ไม่ได้เป็นพื้นที่ห่างไกลอีกต่อไป แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีอธิปไตยในตัวเองขององค์กร ที่สามารถบริหารจัดการได้จากทั่วโลกแต่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองและมีความเป็นอิสระในระดับท้องถิ่น และสามารถรองรับการทำงานของ AI กับภาระงานสำคัญ ๆ ไปพร้อม ๆ กับสามารถตอบโจทย์ความต้องการด้านการจัดเก็บข้อมูลในประเทศและกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป

สร้างความอึด: ความพร้อมในการปฏิบัติการเป็นฐานที่แข็งแกร่งให้กับการต่อยอดการใช้ AI

แน่นอนว่า ทั้งหมดที่กล่าวมานี้พูดง่ายทำยาก การคงประสิทธิภาพบริการ AI ต่าง ๆ ในระยะยาวและครอบคลุมทุกสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันนั้น ต้องใช้พละกำลังมากกว่าการติดตั้งระบบในระยะแรกอย่างมาก การปรับโมเดลให้ทันสมัย การอัปเดทความปลอดภัย การควบคุมให้อยู่ในกฎระเบียบ และการประสานงานระหว่างทีมงานและหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่ล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานที่ต้องทำทุกวัน

ความอึดของระบบและความสามารถในการประคับประคองระบบการดำเนินงานให้มั่นคงในระยะยาวจึงมีบทบาทสำคัญ องค์กรต่างต้องการโครงสร้างพื้นฐานหนึ่งเดียวที่มีความยืดหยุ่น สม่ำเสมอ และแข็งแกร่งไม่ว่าจะทำงานบนสภาพแวดล้อมใดก็ตาม ความต้องการนี้ส่งให้สถาปัตยกรรมแพลตฟอร์มกลายเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดที่ผู้นำด้านไอทีต้องตัดสินใจ สถาปัตยกรรมโมดูลลาร์แบบคลาวด์-เนทีฟสามารถช่วยให้ทีมงานรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ผ่านบริการต่าง ๆ ที่สามารถพัฒนาแยกจากกันได้อย่างอิสระโดยไม่กระทบต่อระบบในภาพรวม แพลตฟอร์มบริหารจัดการระบบแบบรวมศูนย์ (orchestration platforms) มอบโมเดลการดำเนินงานที่สม่ำเสมอสอดคล้องกันบนสภาพแวดล้อมไฮบริดคลาวดทั้งหมด รองรับการใช้แอปพลิเคชัน AI ควบคู่กับแอปพลิเคชันแบบดั้งเดิม โดยไม่บีบให้ทีมต้องแยกการบริหารจัดการแอปพลิเคชันสองโลกนี้ออกจากกัน

AI ควบเต็มฝีเท้า: เปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน สู่ความได้เปรียบเหนือคู่แข่งอย่างยั่งยืน

เมื่อโครงสร้างพื้นฐาน AI มีความแข็งแกร่ง มีการกำกับดูแลที่ดี และมีความเชื่อถือได้ที่ทำงานอย่างเงียบ ๆ อยู่เบื้องหลัง มูลค่าของโครงสร้างพื้นฐานนั้นก็จะปรากฎให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมกับทุกส่วนทั่วองค์กร AI จะเริ่มเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทำให้การตัดสินใจเป็นไปโดยอัตโนมัติ และเร่งกระบวนการทำงานให้เร็วขึ้น โดยไม่ก่อให้เกิดความเปราะบางหรือความซับซ้อนกับระบบ ในระยะนี้ โครงสร้างพื้นฐานจะค่อย ๆ ลดบทบาทไปอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่เพราะมีความสำคัญน้อยลงแต่เป็นการทำหน้าที่ขับเคลื่อนธุรกิจให้พุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยจังหวะที่มั่นคงแข็งแกร่งไม่หยุดยั้ง

ความเร็ว เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในปี 2026 แต่ใครจะเป็นผู้ชนะนั้นไม่ได้วัดกันที่ว่าใครวิ่งเร็วกว่ากัน แต่จะวัดกันที่ใครจะสามารถยืนระยะได้นานที่สุดท่ามกลางข้อจำกัดทางกายภาพ สภาพแวดล้อมที่กระจายตัว และความคาดหวังด้านความเชื่อถือได้ที่เพิ่มสูงขึ้น องค์กรที่ลงทุนกับแพลตฟอร์มที่มีความสม่ำเสมอ ยืดหยุ่น และมีความสามารถในการควบคุม จะอยู่ในจุดที่ได้เปรียบที่สุดในการเปลี่ยนนวัตกรรม AI ให้เป็นมูลค่าทางธุรกิจที่ยั่งยืน และควบทะยานสู่การใช้ AI ที่จะพัฒนาต่อ ๆ ไปได้อย่างมั่นใจ 

ตลาด Crypto 2026 จะเป็นปีแห่งการรีบูตความเสี่ยง (Risk Reboot) และการเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างการเงินระดับสถาบัน

ตลาด Crypto 2026 จะเป็นปีแห่งการรีบูตความเสี่ยง (Risk Reboot) และการเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างการเงินระดับสถาบัน

ตลาด Crypto 2026 จะเป็นปีแห่งการรีบูตความเสี่ยง (Risk Reboot) และการเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างการเงินระดับสถาบัน

Binance Research นำเสนอรายงานการติดตามและวิเคราะห์ตลาดคริปโต FULL-YEAR 2025 & THEMES FOR 2026 โดยระบุว่าปี 2026 จะเป็นปีที่ตลาดเข้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนจากแรงขับเคลื่อนของนโยบายการเงินและการคลัง โลกการเงินดิจิทัลกำลังออกจากภาวะ “Data Fog” ข้อมูลเศรษฐกิจและตลาด “ขุ่นมัว มองไม่ชัด”  คือสภาวะที่ข้อมูลข่าวสารในตลาดคริปโตมีจำนวนมหาศาลและซับซ้อนเกินกว่าที่นักลงทุนทั่วไปจะประมวลผลได้ทันจากหลากหลายสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว  ที่อาจนำไปสู่การตัดสินใจลงทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือผิดพลาดได้  ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดปี 2025  และเข้าสู่ภาวะ “Risk Reboot” ล้างกระดานความเสี่ยงใหม่หรือการเริ่มต้นใหม่ของสินทรัพย์เสี่ยงอย่างเต็มรูปแบบ รายงานชี้ให้เห็นว่า ปี 2026 จะเป็นปีที่การเก็งกำไรโดยนักลงทุนรายย่อยถูกแทนที่ด้วยกระแสเงินทุนมหาศาลจากสถาบันการเงินและระดับรัฐบาล (Sovereign-scale Liquidity)

ทิศทางตลาดในปีนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย Policy Triumvirate ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยขับเคลื่อนทางมหภาค 3 คือการผ่อนคลายนโยบายการเงินทั่วโลก, มาตรการกระตุ้นทางการคลัง และการผ่อนปรนกฎระเบียบ ที่เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกันจะช่วยกระตุ้นความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง (Risk Appetite) และเป็นแรงส่งมหาศาลให้ตลาดคริปโต ดังนี้:

  1. นโยบายมหภาค: เมื่อสภาพคล่องทั่วโลกกลับมาประสานกัน หัวใจสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดคริปโตในปี 2026 คือการที่เงินทุนทั่วโลกจะเปลี่ยนจาก การรอเลือกเหรียญพื้นฐานดีแต่ราคายังถูก (Potential Energy – สะสม) มาเป็นเหรียญที่ราคากำลังวิ่ง โมเมนตัมมาเต็ม (Kinetic Energy – วิ่ง) ผ่านกลไกหลักดังนี้
  • การผ่อนคลายนโยบายการเงิน (Monetary Easing): ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยเข้าสู่ระดับ Neutral Rate ที่ประมาณ 3% พร้อมกลับมาขยายงบดุล (Balance Sheet) ซึ่งคาดว่าจะฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบราว 5-6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ประจวบเหมาะกับการผ่อนคลายเชิงนโยบายจากธนาคารกลางจีน (PBoC) และยุโรป (ECB)
  • มาตรการกระตุ้นการคลัง (Fiscal Stimulus): การเริ่มใช้กฎหมาย OBBBA ในสหรัฐฯ จะส่งคืนเงินภาษีให้ภาคครัวเรือนกว่า 1-1.5 แสนล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปี 2026 ซึ่งตามประวัติศาสตร์แล้ว เม็ดเงินไหลตรงสู่ครัวเรือนเช่นนี้มักไหลเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงได้เร็วกว่าสภาพคล่องจากธนาคารกลาง
  • การผ่อนปรนกฎระเบียบ (Deregulation): รัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดข้อจำกัดด้านเงินทุนใน Wall Street ซึ่งจะช่วยปลุก “จิตวิญญาณแห่งสัตว์ป่า” (Animal Spirits) ให้กิจกรรมการควบรวมกิจการ (M&A) และการขายหุ้น IPO กลับมาคึกคักอีกครั้ง
  1. Bitcoin: จากเครือข่ายธุรกรรมสู่ “สินทรัพย์สำรองเชิงกลยุทธ์” ในปี 2026 บทบาทของ Bitcoin (BTC) จะชัดเจนยิ่งขึ้นในฐานะสินทรัพย์ทางการเงินระดับมหภาคมากกว่าเป็นเพียงเครือข่ายการชำระเงิน
  • การจัดตั้งกองทุนสำรอง BTC ของรัฐ (Strategic BTC Reserve): เป้าหมายหลักของวาระทางการเมืองในปีนี้คือการผลักดันกฎหมายเพื่อรับรองการมีอยู่ของกองทุนสำรอง Bitcoin ของสหรัฐฯ โดยเปลี่ยนจากการถือครองเฉพาะสินทรัพย์ที่ยึดมาได้ เป็นการเข้าซื้อโดยตรงจากตลาดด้วยงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งมีประเทศอย่างบราซิล ปากีสถาน และรัสเซียที่กำลังพิจารณาแนวทางเดียวกัน
  • คาดการณ์ราคาตามสัดส่วน M2 (คือตัวชี้วัด “ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ” ที่กว้างที่สุดตัวหนึ่ง ถ้า M2 เพิ่ม = เงินทุนล้นระบบ = คริปโตมีโอกาสขึ้น ในขณะเดียวกันถ้า M2 ลด = เงินตึงตัว = คริปโตมีโอกาสลง ซึ่งนักลงทุนคริปโตใช้เป็น “มาตรวัดระดับ” ในการตัดสินใจ) : ปัจจุบันมูลค่าตลาดของ BTC คิดเป็นประมาณ 2% ของปริมาณเงิน M2 ในกลุ่มประเทศ G4 หากแนวโน้มการเติบโตในทศวรรษที่ผ่านมายังดำเนินต่อไป สัดส่วนนี้อาจแตะ 3% ภายในปี 2028 ซึ่งหมายถึงราคาฐานของ Bitcoin ที่อาจเข้าใกล้ระดับ 160,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ
  1. โลกการเงินยุคใหม่: PayFi คือการนำเอา Decentralized Finance (DeFi) มาผสมผสานกับการชำระเงินในชีวิตจริง และ Agentic Commerce  คือการที่ AI Agents (บอทอัจฉริยะ) เป็นผู้ทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจแทนมนุษย์ โดยมีคริปโตเป็นสกุลเงินหลักที่ AI ใช้สื่อสารและจ่ายเงินระหว่างกัน อุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนผ่านจากช่วงสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่ “การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยแอปพลิเคชัน”
  • การชำระเงินผ่าน AI (Agentic Payments): นวัตกรรมที่จับต้องได้ที่สุดคือการที่ “AI Agent” สามารถทำธุรกรรมได้เองผ่านมาตรฐาน x402 (Payment Required) ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อการชำระเงินเข้ากับโปรโตคอล HTTP โดยตรง ในปีที่ผ่านมาพบว่ากว่า 90% ของปริมาณเงินในระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่นี้ถูกขับเคลื่อนโดยบอท AI
  • Intelligent Finance: ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ปริมาณการซื้อขายบนกระดานเทรดแบบกระจายศูนย์ (DEX) ที่มาจาก AI Agent คาดว่าจะแซงหน้าปริมาณการซื้อขายจากมนุษย์
  1. การชำระเงินและ Stablecoins: กระดูกสันหลังใหม่ของการเงินโลก Stablecoin และการเปลี่ยนสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปโทเคน (Tokenization) คือ “หุ้นบลูชิพ” ของรอบวัฏจักรนี้
  • Stablecoin เข้าสู่กระแสหลัก: ด้วยมูลค่าตลาดที่ทะลุ 3 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2025 และปริมาณธุรกรรมต่อวันที่สูงถึง 3.54 ล้านล้านดอลลาร์ (แซงหน้า Visa ไปแล้ว) ภายในปี 2030 คาดว่ามูลค่าตลาด Stablecoin จะพุ่งแตะ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์
  • Tokenization ในกระบวนการทำงาน: ในปี 2026 การแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนจะขยายตัวจากแค่การ “เพิ่มอุปทาน” ไปสู่การใช้ใน “กระบวนการทำงานจริง” (Workflow Utility) โดยเฉพาะหุ้นและพันธบัตรที่แปลงเป็นโทเคนจะถูกนำมาใช้เป็นหลักประกัน (Collateral) และการชำระดุลข้ามระบบได้อย่างไร้รอยต่อ

บทสรุป: รากฐานที่แข็งแกร่งสู่ปี 2026

ภูมิทัศน์ในปี 2026 คือการ “การล้างไพ่” (Purification) ไม่ว่าจะเป็นเหรียญขยะ หรือ ล้างประวัติเหรียญ ยุคของการเก็งกำไรที่ไร้ทิศทางจบลงแล้ว และถูกแทนที่ด้วยโมเดลธุรกิจที่สร้างรายได้จริง โดยโปรโตคอล DeFi ชั้นนำสามารถสร้างรายได้รวมกันกว่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ เทียบชั้นได้กับสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง BNY Mellon หรือ BlackRock

ความท้าทายหลักของปี 2026 ไม่ใช่แค่การกระจายอำนาจ (Decentralization) แต่คือการวิศวกรรม “ความไว้วางใจที่ตรวจสอบได้” (Verifiable Trust) เพื่อให้ผู้บริโภคและสถาบันทั่วโลกก้าวเข้าสู่โลกคริปโตได้อย่างมั่นใจเต็มร้อย

DDproperty แนะวิธีวางแผนซื้อบ้านอย่างมั่นใจสไตล์คนโสดยุค Solo Economy

DDproperty แนะวิธีวางแผนซื้อบ้านอย่างมั่นใจสไตล์คนโสดยุค Solo Economy

DDproperty แนะวิธีวางแผนซื้อบ้านอย่างมั่นใจสไตล์คนโสดยุค Solo Economy

ปัจจุบันคนไทยจำนวนไม่น้อยเลือกครองตัวเป็นโสดมากขึ้นและนิยมอาศัยอยู่เพียงลำพัง จนเกิดเป็นเทรนด์ Solo Economy หรือเศรษฐกิจคนโสด ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2566 พบว่า 1 ใน 5 ของคนไทยอยู่ในสถานะโสด หรือมีสัดส่วน 23.9% เมื่อพิจารณาเฉพาะช่วงวัยเจริญพันธุ์ (อายุ 15-49 ปี) พบว่า มีคนโสดอยู่ที่ 40.5% ซึ่งสูงกว่าภาพรวมประเทศเกือบเท่าตัว ส่งผลให้คนโสดกลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่น่าจับตามอง นอกจากจะมีกำลังซื้อสูงแล้วยังมีอิสระในการตัดสินใจใช้จ่ายเพื่อตอบโจทย์ความสุขส่วนตัว ซึ่งรวมไปถึงด้านที่อยู่อาศัยด้วยเช่นกัน

ข้อมูลจากแบบสำรวจพฤติกรรมการซื้อ-เช่าอสังหาฯ และการวางแผนอนาคตของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย พบว่า เกือบ 2 ใน 3 (61%) ของผู้ตอบแบบสำรวจฯ ที่มีสถานะโสดวางแผนย้ายออกจากบ้านพ่อแม่ภายใน 1 ปีข้างหน้า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของผู้บริโภคทั่วไปที่มีสัดส่วน 42% ขณะที่ 39% ไม่มีแผนที่จะย้ายออก โดยเกือบ 3 ใน 4 (74%) ของคนโสดสนใจซื้อบ้าน/คอนโดมิเนียมเป็นของตัวเอง สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนอีก 26% เลือกที่จะเช่าแทน

โดยมากกว่า 3 ใน 4 (76%) ของคนโสดสนใจโครงการที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง (Pet-friendly) สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนโสดที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง จึงนิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงคลายเหงาตามเทรนด์ Pet Humanization ที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงเหมือนเป็นสมาชิกคนสำคัญในครอบครัว

เมื่อพิจารณาการวางแผนทางการเงิน 38% ของคนโสดเผยว่าออมเงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยได้ครึ่งทางแล้ว ส่วน 31% มีเงินออมเพียงพอที่จะซื้อที่อยู่อาศัยแล้ว และมีผู้ที่ยังไม่ได้เริ่มออมเงินเลย ในสัดส่วนเท่ากันที่ 31%

สำหรับแผนการใช้จ่ายใน 1 ปีข้างหน้านี้ คนโสดส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการเก็บเงินเพื่อซื้อบ้าน/คอนโดฯ มาเป็นอันดับแรกด้วยสัดส่วน 22% สะท้อนให้เห็นว่าการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยยังคงเป็นเป้าหมายหลักของผู้บริโภคกลุ่มนี้ รองลงมาคือใช้จ่ายเพื่อครอบครัว และใช้ท่องเที่ยวพักผ่อน ในสัดส่วนเท่ากันที่ 14% ขณะที่ 13% ให้ความสำคัญกับการออมเงินเพื่อสร้างกองทุนฉุกเฉิน และ 8% ต้องการเก็บเงินเพื่อซื้อรถยนต์

เจาะเทคนิคกู้บ้านฉบับคนโสด เริ่มต้นเตรียมตัวอย่างไรให้ผ่านฉลุย

อย่างไรก็ดี การซื้อที่อยู่อาศัยในกลุ่มคนโสดถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ เนื่องจากต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพียงลำพัง แม้จะมีรายได้ที่มั่นคง แต่ธนาคารก็มีเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดเช่นกัน ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) ขอแนะนำเทคนิควางแผนกู้ซื้อที่อยู่อาศัยฉบับคนโสด เพื่อช่วยให้คุณก้าวเข้าสู่การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้อย่างมั่นใจ พร้อมวางแผนการเงินให้มั่นคงในระยะยาว

  • เลือกขนาด-ราคาที่ตอบโจทย์ คนโสดควรกำหนดเป้าหมายในการซื้อที่อยู่อาศัยให้ชัดเจนว่าซื้อเพื่ออยู่อาศัยเพียงลำพังหรือมีครอบครัวมาอยู่ด้วย จากนั้นจึงวางสเปกที่อยู่อาศัยที่ต้องการคร่าว ๆ ว่ามองหาบ้านหรือคอนโดฯ ในทำเลใด มีงบประมาณเท่าไร และต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรบ้าง เช่น อยู่ใกล้รถไฟฟ้า มีฟิตเนส หรือเลี้ยงสัตว์ได้ และนำข้อมูลเหล่านี้มาค้นหาโครงการต่าง ๆ เพื่อเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียก่อนตัดสินใจอีกครั้ง โดยหัวใจสำคัญในการพิจารณาคือต้องเป็นโครงการที่ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยจริง โดยมีขนาดที่เหมาะสม ไม่มีห้องนอนหรือพื้นที่ใช้สอยมากเกินความจำเป็น รวมทั้งตอบโจทย์ด้านราคา เนื่องจากคนโสดจะต้องรับภาระผ่อนระยะยาวเพียงลำพัง จึงไม่ควรเลือกบ้าน/คอนโดฯ ที่มีราคาสูงจนเกินกำลัง เพราะอาจทำให้ขาดสภาพคล่องทางการเงินได้ในอนาคต
  • สร้างเครดิตการเงินให้ดีตั้งแต่เนิ่น ๆ อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ธนาคารใช้ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อคือการมีประวัติทางการเงินที่ดี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวินัยในการใช้จ่ายของผู้กู้ โดยธนาคารจะตรวจสอบประวัติการชำระหนี้ย้อนหลังจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร ที่มีการเก็บประวัติการชำระหนี้ของผู้กู้ย้อนหลัง 3 ปี ดังนั้น หากผู้บริโภคมีแผนจะกู้ซื้อที่อยู่อาศัยในอนาคตก็ควรเริ่มต้นสร้างประวัติทางการเงินให้ดีตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่มีหนี้ค้างชำระ ไม่ใช้บัตรกดเงินสดอย่างต่อเนื่อง และไม่ผ่อนสินค้าจำนวนมากในช่วงที่จะยื่นกู้ ในกรณีที่มีประวัติการผิดนัดชำระ ผู้บริโภคควรรีบชำระหนี้ให้หมดและรอให้ข้อมูลในระบบเครดิตบูโรอัปเดตก่อนยื่นกู้ซื้ออีกครั้ง อย่างไรก็ดี หากผู้บริโภคเลือกใช้บัตรเครดิตอย่างถูกวิธี โดยชำระเงินเต็มจำนวนตรงเวลาทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการชำระเงินขั้นต่ำเป็นเวลานาน ๆ หรือผิดนัดชำระหนี้ จะสะท้อนให้เห็นถึงวินัยทางการเงินที่ดี และช่วยเพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อได้เช่นกัน
  • เตรียมเงินดาวน์ให้พร้อม ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนคลายมาตรการควบคุมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Loan-to-Value: LTV) ทำให้ผู้กู้ซื้อสามารถกู้ซื้อบ้าน/คอนโดฯ ทุกราคาและทุกสัญญาได้เต็มจำนวน 100% โดยไม่ต้องวางเงินดาวน์ สำหรับการทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 – วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อย่างไรก็ดี วงเงินกู้ที่จะได้รับนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละธนาคารและความสามารถในการผ่อนชำระของแต่ละบุคคลเป็นหลัก ดังนั้น คนโสดควรวางแผนทางการเงินให้พร้อมก่อนยื่นกู้ โดยเตรียมเงินดาวน์ไว้ประมาณ 10-20% ของราคาที่อยู่อาศัย ซึ่งจะช่วยให้ธนาคารมั่นใจในความสามารถทางการเงินของผู้กู้และเพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อ นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาระผ่อนชำระรายเดือนลงด้วย
  • เร่งลดภาระหนี้ให้เหลือน้อย การกู้ซื้อที่อยู่อาศัยถือเป็นทรัพย์สินที่มีราคาสูงและมีระยะเวลาผ่อนชำระนาน หากคนโสดมีภาระหนี้สินเดิมอยู่แล้วก็อาจจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการอนุมัติสินเชื่อบ้านได้เช่นกัน เนื่องจากธนาคารจะพิจารณาจากอัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ (Debt Service Ratio: DSR) ซึ่งต้องไม่เกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน และจะนำภาระหนี้ทั้งหมดมารวมกับค่าผ่อนบ้านที่จะเกิดขึ้น เพื่อประเมินความเสี่ยงทางการเงินก่อนพิจารณาอนุมัติสินเชื่อตามหลักเกณฑ์ของธนาคารต่อไป ดังนั้น ก่อนยื่นกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ผู้บริโภคควรจัดการชำระหนี้ที่มีอยู่เดิมให้เรียบร้อย หากมีการผ่อนชำระรายเดือนอยู่ก็ควรชำระให้ตรงตามกำหนดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มียอดหนี้เหลือน้อยที่สุด รวมทั้งงดการสร้างหนี้ใหม่จากการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่จำเป็นเพิ่ม
  • มาพร้อมความมั่นคงทางการเงิน อีกหนึ่งปัจจัยที่ธนาคารให้ความสำคัญเมื่อพิจารณาสินเชื่อคือความมั่นคงทางการเงินของผู้ยื่นกู้ ทั้งความมั่นคงของรายได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ทำงานประจำที่ได้รับเงินเดือน หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้สม่ำเสมอก็ตาม ผู้ยื่นกู้ควรเตรียมเอกสารแสดงรายได้หลักและรายได้เสริมประกอบการยื่นกู้ให้ครบถ้วน เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการชำระหนี้ นอกจากนี้ การมีวินัยในการออมของผู้กู้โดยมีเงินเก็บหรือทรัพย์สินต่าง ๆ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ธนาคารเห็นศักยภาพในการผ่อนชำระของผู้กู้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากสามารถใช้เป็นหลักประกันด้านความมั่นคงทางการเงินได้ในกรณีที่รายได้ของผู้กู้เกิดความผันผวนในอนาคต
  • เพิ่มวงเงินด้วยการกู้ร่วม หากคนโสดมองว่ารายได้ของตนไม่เพียงพอที่จะกู้ซื้อที่อยู่อาศัยในฝันได้ตามต้องการ สามารถเลือกยื่นกู้ร่วมกับพ่อแม่ พี่น้อง หรือญาติที่มีรายได้มั่นคงได้ ซึ่งการกู้ร่วมจะช่วยให้ได้รับวงเงินกู้ที่เพิ่มสูงขึ้นและเพิ่มโอกาสในการอนุมัติด้วยเช่นกัน โดยธนาคารจะนำรายได้ของผู้กู้ร่วมทั้งหมดมาพิจารณา จึงทำให้เห็นถึงความสามารถในการชำระหนี้ที่มีมากขึ้นตามไปด้วย คนโสดจึงสามารถซื้อบ้าน/คอนโดฯ ที่ตอบโจทย์ได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม คนโสดควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนจะตัดสินใจกู้ร่วม เนื่องจากผู้กู้ร่วมต้องรับผิดชอบหนี้ร่วมกันตลอดระยะเวลาผ่อนชำระ หากมีปัญหาในการชำระหนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อประวัติเครดิตของทั้งสองฝ่ายเช่นกัน นอกจากนี้ ผู้กู้ร่วมต้องไม่ลืมที่จะตกลงรายละเอียดการผ่อนชำระรายเดือนและกรรมสิทธิ์ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดปัญหาขัดแย้งกันในอนาคต

เมื่อขยับสถานะไปสละโสด บ้านที่ซื้อไว้ก่อนแต่งจะกลายเป็นสินสมรสหรือไม่?

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) ชวนมาคลายความสงสัยในประเด็นยอดฮิต หากคนโสดตัดสินใจแต่งงานในอนาคต แล้วบ้านหรือคอนโดฯ ที่เคยซื้อไว้ตอนที่ยังโสดนั้นจะกลายมาเป็นสินสมรสหรือไม่? ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 บัญญัติไว้ว่า “สินสมรส” คือทรัพย์สินที่สามีภรรยามีส่วนร่วมกันในทรัพย์สินนั้น การจัดการทรัพย์สินก็ต้องจัดการร่วมกัน ได้แก่ ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส, ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือที่ระบุว่าเป็นสินสมรส และทรัพย์สินที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว

ส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 ระบุว่าทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรสถือเป็น “สินส่วนตัว” ดังนั้น หากคนโสดได้ซื้อที่อยู่อาศัยไว้ตั้งแต่ก่อนจะแต่งงานหรือจดทะเบียนสมรส ที่อยู่อาศัยนั้นจะไม่ถูกนับรวมเป็นสินสมรสในอนาคตแน่นอน นอกจากนี้ ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา เช่น ได้รับมรดกเป็นบ้านพร้อมที่ดินจากพ่อแม่ จะถือว่าเป็นสินส่วนตัวเช่นกัน หากพินัยกรรมหรือหนังสือนั้นไม่ได้ระบุว่ายกให้เป็นสินสมรส โดยสินส่วนตัวเหล่านี้จะไม่ถูกแบ่งครึ่งให้อีกฝ่ายเมื่อมีการหย่าร้างเหมือนสินสมรส

อย่างไรก็ดี หากต้องการให้คู่สมรสเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระในการผ่อนบ้าน ผู้บริโภคสามารถทำได้โดยการยื่นขอรีไฟแนนซ์สินเชื่อ และเพิ่มชื่อคู่สมรสเป็นผู้กู้ร่วม ซึ่งธนาคารจะพิจารณาเสมือนเป็นการยื่นกู้ใหม่ โดยจะนำรายได้และหนี้สินของทั้งสองฝ่ายมาพิจารณาเพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้ใหม่อีกครั้ง ส่วนกรณีที่ผู้บริโภคซื้อบ้านเป็นสินส่วนตัวไปแล้วและต้องการเพิ่มชื่อคู่สมรสเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันในภายหลัง  จะต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน ซึ่งจะมีค่าใช้จ่าย ดังนี้

  • ค่าใช้จ่ายในการให้ 0.5% ของราคาประเมิน
  • ภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ผู้ให้เปรียบเสมือนเป็นผู้ขายจึงต้องนำเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเฉพาะในส่วนที่ให้คู่สมรส
  • ค่าอากรแสตมป์ 0.5% ของราคาซื้อขาย แต่ต้องไม่ต่ำกว่าราคาประเมินที่ดิน โดยต้องครอบครองมากกว่า 5 ปีขึ้นไป หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเกิน 1 ปี หากไม่ตรงตามเกณฑ์นี้ จะเข้าข่ายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตรา 3.3% ของราคาซื้อขายแทน

การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความสำเร็จและความมั่นคงในชีวิต ไม่ว่าจะโสดหรืออยู่ในสถานะใด การมีบ้านที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการและเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ได้พักผ่อน ย่อมช่วยเติมเต็มพลังชีวิตและสร้างความสุขได้อย่างแท้จริง ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (www.DDproperty.com) นำเสนอความรู้ที่เป็นประโยชน์สำหรับคนอยากมีบ้าน พร้อมอัปเดตข่าวสารล่าสุดในวงการอสังหาฯ รวมทั้งเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลประกาศซื้อ/ขาย/เช่าในหลากหลายทำเลทั่วประเทศ ช่วยเตรียมความพร้อมให้คนหาบ้านสามารถเริ่มต้นเส้นทางสู่การมีที่อยู่อาศัยในฝันได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น

AI ambitions meet automation reality: The case for a unified automation platform

เมื่อวิสัยทัศน์ AI กับ การลงมือทำจริงของระบบอัตโนมัติ มาพบกัน ทำไมต้องใช้แพลตฟอร์มอัตโนมัติหนึ่งเดียว

AI ambitions meet automation reality: The case for a unified automation platform

Article by: Harper Buete, Product Marketing Manager for Red Hat Ansible Automation Platform

IT teams are stuck between wanting to implement AI solutions across their organizations and dealing with the messy reality of increasingly complex infrastructure. Many are attempting to build their own automation solutions, cobbling together a patchwork of tools that, while well-intentioned, can actually make things worse. Red Hat dug into this with S&P Global Market Intelligence 451 Research, and their findings point to a simpler alternative: use a unified platform instead of patchworking tools together.

The DIY dilemma: More tools, more problems

Most teams are drowning in tools, often ending up with too many dashboards with too little coordination. A remarkable 72% of organizations are using up to 50 different IT tools, while nearly a third (28%) are managing over 50. This fragmented approach creates significant hurdles for effective IT automation, including:

  • Complex implementations: This is a top obstacle for 58% of organizations. We often see this arise when customers deploy too many resources and move components piecemeal, slowing progress and increasing effort.
  • Integration challenges: Integrating existing systems is a challenge for 51% of IT organizations. This isn’t just about connecting tools, it’s about achieving true interoperability for automation workflows.
  • Skills gaps: 40% of respondents point to specific skills shortages. Maintaining expertise across a vast array of different tools is a constant drain on time and resources.

This “do-it-yourself” mentality is particularly detrimental to AI initiatives. Complex applications like AI work best when they’re supported by systems that run like clockwork—predictable, consistent, and scalable. Without comprehensive automation, it’s difficult to scale AI up effectively.

Automation translates to tangible benefits for AI

The 451 Research report introduces the concept of a unified IT automation platform. These platforms act as a centralized control plane, using automation to integrate, automate, and orchestrate IT tools, processes, and resources across the entire organization.

For AI, this translates directly into tangible benefits:

  • Actionable AI at scale: With capabilities like Event-Driven Ansible, a unified platform makes AI-driven intelligence actionable, enabling teams to turn insights into automated responses.
  • Consistent AI infrastructure: A unified approach enables the consistent supervision and management of AI environments, including deployment and scaling. With the automation dashboard, you’ll receive actionable insights in real time. The dashboard helps you analyze your IT operations and make smarter decisions based on real data.
  • AI governance and policy enforcement: These features help enforce security and compliance rules across automated AI tasks. This provides essential control and predictable behavior.

There’s a clear connection between automation and AI strategies. IT service management (56%) and generative AI (53%) are cited as critical capabilities for an integrated platform. This confirms that a unified automation platform isn’t just a nice-to-have, it’s the strategic foundation for your AI applications. Red Hat Ansible Automation Platform also has Red Hat Ansible Lightspeed, which includes Intelligent assistance powered by gen AI, which helps administrators install, configure, maintain, and optimize automation workflows.

Instead of spending valuable time and resources and taking the risk of building a fragmented automation solution, consider investing in a platform designed for the enterprise and ready to accelerate your AI journey from the start. 

เมื่อวิสัยทัศน์ AI กับ การลงมือทำจริงของระบบอัตโนมัติ มาพบกัน ทำไมต้องใช้แพลตฟอร์มอัตโนมัติหนึ่งเดียว

เมื่อวิสัยทัศน์ AI กับ การลงมือทำจริงของระบบอัตโนมัติ มาพบกัน ทำไมต้องใช้แพลตฟอร์มอัตโนมัติหนึ่งเดียว

เมื่อวิสัยทัศน์ AI กับ การลงมือทำจริงของระบบอัตโนมัติ มาพบกัน ทำไมต้องใช้แพลตฟอร์มอัตโนมัติหนึ่งเดียว

บทความโดย ฮาร์เปอร์ บิวท์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ เร้ดแฮท แอนซิเบล ออโตเมชัน แพลตฟอร์ม

ทีมไอทีกำลังเผชิญกับอุปสรรคเมื่อต้องการนำโซลูชัน AI มาใช้ทั่วทั้งองค์กร แต่ต้องรับมือกับความจริงที่ยุ่งเหยิงของโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ซับซ้อนมากขึ้น องค์กรหลายแห่งพยายามสร้างโซลูชันอัตโนมัติขึ้นเองด้วยการนำเครื่องมือต่าง ๆ มาเชื่อมต่อกันแบบเฉพาะหน้า ซึ่งแม้จะเป็นความตั้งใจที่ดี แต่อาจส่งผลเสียต่อระบบได้ ผลการศึกษาของเร้ดแฮทร่วมกับ S&P Global Market Intelligence 451 Research ชี้ให้เห็นทางเลือกที่ง่ายกว่า  คือการเปลี่ยนมาใช้แพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์ (unified platform) แทนการนำเครื่องมือหลายชนิดมาประกอบกัน

กับดักของการสร้างโซลูชันเอง: ใช้เครื่องมือมาก ปัญหายิ่งมาก

ทีมงานส่วนใหญ่กำลังแบกรับภาระจากเครื่องมือจำนวนมาก ซึ่งมักจบลงด้วยการมีแดชบอร์ดที่ต้องใช้มากเกินไป แต่มีการประสานทำงานร่วมกันเพียงน้อยนิด ผลสำรวจพบว่าองค์กรถึง 72% ใช้เครื่องมือไอทีที่แตกต่างกันมากถึง 50 ชนิด ในขณะที่เกือบหนึ่งในสาม (28%) ต้องบริหารจัดการเครื่องมือมากกว่า 50 ชนิด แนวทางการทำงานที่กระจัดกระจายเช่นนี้ สร้างอุปสรรคสำคัญต่อการทำระบบอัตโนมัติให้มีประสิทธิภาพ และต้องพบกับความท้าทายเช่น

  • ความซับซ้อนในการติดตั้ง: 58% ขององค์กรระบุว่าความซับซ้อนของการติดตั้งใช้งานเป็นอุปสรรคอันดับต้น ๆ  กรณีเช่นนี้มักพบเมื่อมีการจัดวางทรัพยากรมากเกินความจำเป็นและเคลื่อนย้ายองค์ประกอบต่าง ๆ ทีละส่วน ซึ่งส่งผลให้การดำเนินงานล่าช้าและต้องใช้ความพยายามเพิ่มมากขึ้น
  • ความท้าทายด้านการเชื่อมโยงระบบ: 51% ขององค์กรไอทีระบุว่าการบูรณาการระบบเดิมที่มีอยู่ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย ประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการเชื่อมต่อเครื่องมือเข้าด้วยกันเท่านั้น แต่คือการทำให้ระบบต่าง ๆ ทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อรองรับเวิร์กโฟลว์ของระบบอัตโนมัติอย่างแท้จริง
  • ข้อจำกัดด้านทักษะ: ผู้ตอบแบบสอบถาม 40% ระบุว่าการขาดแคลนทักษะเฉพาะทางคือปัญหาหลัก เพราะการต้องคงระดับความเชี่ยวชาญในเครื่องมือที่หลากหลายนั้นเป็นการสิ้นเปลืองทั้งเวลาและทรัพยากรอย่างไม่สิ้นสุด

แนวคิดแบบ “ต่างคนต่างสร้างเองใช้เอง” (do-it-yourself) ส่งผลเสียอย่างยิ่งต่อการใช้ AI ในแง่มุมต่าง ๆ เนื่องจากแอปพลิเคชันที่มีความซับซ้อนเช่น AI จะทำงานได้ดีที่สุดกับระบบที่ดำเนินไปอย่างแม่นยำเที่ยงตรง ทั้งในด้านการคาดการณ์ ความสม่ำเสมอ และปรับขนาดการทำงานได้ การจะยกระดับและขยายขีดความสามารถของ AI ให้ใช้งานในวงกว้างย่อมเป็นไปได้ยาก หากขาดระบบอัตโนมัติที่ครอบคลุม 

ระบบอัตโนมัติเปลี่ยน AI ให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้

รายงาน 451 Research ชูแนวคิดเรื่องแพลตฟอร์มระบบอัตโนมัติไอทีแบบรวมศูนย์ (unified IT automation platform) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการควบคุม โดยใช้ระบบอัตโนมัติเข้ามาบูรณาการ จัดระเบียบครื่องมือ กระบวนการ และทรัพยากรด้านไอทีทั้งหมดขององค์กรให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบโดยอัตโนมัติ

ในแง่ของ AI แนวทางนี้จะถูกเปลี่ยนให้เป็นคุณประโยชน์ที่จับต้องได้ดังนี้

  • AI ที่ใช้งานได้จริงในวงกว้าง: ความสามารถต่าง ๆ เช่น Event-Driven Ansible ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรวมศูนย์จะช่วยให้ทีมงานสามารถเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกต่าง ๆ ให้เป็นการตอบสนองแบบอัตโนมัติ โดยอาศัยความชาญฉลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่ใช้งานได้จริง
  • โครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เป็นมาตรฐานใช้ได้กับทุกสภาพแวดล้อม: แนวทางแบบรวมศูนย์หนึ่งเดียวจะช่วยให้กำกับดูแลและบริหารจัดการสภาพแวดล้อม AI ต่าง ๆ ไ
  • ด้อย่างสอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงการปรับใช้และการปรับขนาดการทำงาน นอกจากนี้ แดชบอร์ดอัตโนมัติ ยังมอบข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ที่ผู้รับผิดชอบด้านไอทีสามารถนำไปใช้งานได้จริง แดชบอร์ดนี้ช่วยให้สามารถวิเคราะห์การดำเนินงานด้านไอทีและทำการตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดโดยอ้างอิงจากข้อมูลจริง 
  • การบังคับใช้นโยบายและการกำกับดูแล AI: ฟีเจอร์เหล่านี้ช่วยเสริมแกร่งด้านความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ ให้กับงานด้าน AI อัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้สามารถควบคุมและคาดการณ์การทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กลยุทธ์ AI และระบบอัตโนมัติ มีความเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน ผลสำรวจพบว่าการบริหารจัดการไอที (56%) และ generative AI (53%) คือความสามารถสำคัญมากสำหรับแพลตฟอร์มแบบบูรณาการใด ๆ ซึ่งเป็นการยืนยันว่าแพลตฟอร์มอัตโนมัติแบบหนึ่งเดียวไม่ได้เป็นเพียง “มีไว้ก็ดี” แต่มันเป็นพื้นฐานเชิงกลยุทธ์สำหรับการใช้แอปพลิเคชัน AI ขององค์กร ทั้งนี้แพลตฟอร์ม Red Hat Ansible Automation ของเร้ดแฮท ยังมาพร้อม Red Hat Ansible Lightspeed ซึ่งมีระบบช่วยเหลืออัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย gen AI เพื่อช่วยผู้ดูแลระบบในการติดตั้ง กำหนดค่า บำรุงรักษา และเพิ่มประสิทธิภาพให้เวิร์กโฟลว์อัตโนมัติ องค์กรควรพิจารณาลงทุนในแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานในระดับองค์กรและพร้อมที่จะเร่งการเดินทางสู่โลกของการใช้ AI ได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่วันเริ่มต้น แทนที่จะต้องใช้เวลาและทรัพยากรที่มีค่าไปกับความเสี่ยงในการสร้างโซลูชันอัตโนมัติที่กระจัดกระจายขึ้นเอง