จากสังคมสูงวัยสู่ Longevity Economy เลือกที่อยู่อาศัยอย่างไรเมื่อชีวิตยืนยาว

จากสังคมสูงวัยสู่ Longevity Economy เลือกที่อยู่อาศัยอย่างไรเมื่อชีวิตยืนยาว

จากสังคมสูงวัยสู่ Longevity Economy เลือกที่อยู่อาศัยอย่างไรเมื่อชีวิตยืนยาว

เมื่อความก้าวหน้าทางการแพทย์ได้ช่วยให้ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น ประกอบกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) โดยมีประชากรอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั่วประเทศ ข้อมูลจากการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 20.2% ของประชากรทั้งประเทศ หรือกว่า 14 ล้านคน และคาดการณ์ว่าจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) ซึ่งมีผู้สูงอายุเกิน 28% ในปี 2574 

ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ผู้สูงอายุจึงมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น ข้อมูลจากการศึกษาเศรษฐกิจสูงวัยของไทยในปี 2566 ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่า ในปี 2566 มีการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคสำหรับผู้สูงอายุกว่า 2.18 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะขยายตัวเป็น 3.5 ล้านล้านบาท ในปี 2576 หรือเฉลี่ย 4.83% ต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อที่แข็งแกร่งของกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่ควรมองข้าม

ส่งผลต่อเนื่องให้เกิด “เศรษฐกิจอายุวัฒน์ หรือ Longevity Economy” ที่ระบบเศรษฐกิจได้ถูกขับเคลื่อนโดยกำลังซื้อของกลุ่มประชากรที่มีอายุยืนยาวขึ้นพร้อมทั้งมีสุขภาพกายและใจที่ดี ผู้บริโภคกลุ่มนี้จะให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในทุกมิติ ไม่ใช่แค่การมีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นอย่างเดียว จึงเป็นโอกาสให้ธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตเข้ามาทำตลาดกลุ่มนี้มากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือการมีที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์การดำเนินชีวิตในระยะยาวได้อย่างมีคุณภาพและปลอดภัย 

เกษียณแล้วไปไหน? เมื่อการวางแผนอนาคตไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป 

ข้อมูลจากแบบสำรวจพฤติกรรมการซื้อ-เช่าอสังหาฯ และการวางแผนอนาคตของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย พบว่า เกือบ 9 ใน 10 (88%) ของผู้ตอบแบบสำรวจฯ เริ่มนึกถึงการวางแผนเกษียณแล้ว โดย 38% ยอมรับว่านึกถึงการวางแผนเกษียณตลอดเวลา สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองว่าการเกษียณเป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป และหันมาให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับมือวัยเกษียณโดยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงเวลา  

ขณะที่เป้าหมายหลังเกษียณของผู้บริโภคส่วนใหญ่นั้นให้ความสำคัญกับ “การมีเงินออมเพียงพอสำหรับดูแลสุขภาพ” มาเป็นอันดับ 1 รองลงมาอันดับ 2 คือ อยากมีอิสรภาพทางการเงิน, อันดับ 3 ต้องการใช้เวลากับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงมากขึ้น, อันดับ 4 อยากใช้ชีวิตแบบปลอดหนี้ และอันดับ 5 วางแผนจะท่องเที่ยวเป็นประจำ จะเห็นว่าเป้าหมายส่วนใหญ่นั้นล้วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนการเงินอย่างมีนัยสำคัญ ผู้บริโภคจึงจำเป็นต้องเริ่มวางแผนเพื่อเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายชีวิตที่ตั้งใจไว้ได้ในอนาคต

สำหรับเมืองที่ผู้บริโภคต้องการไปใช้ชีวิตหลังเกษียณมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (33%) ด้วยจุดเด่นของการเป็นเมืองหลวงที่มีความพร้อมรอบด้าน ทั้งระบบสาธารณูปโภคที่ครบครัน ตลอดจนสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานและมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย จึงสามารถรองรับการดูแลสุขภาพในระยะยาวได้อย่างมั่นใจ รองลงมาคือ เชียงใหม่ (9%), นครราชสีมา (7%), ชลบุรี นนทบุรี สมุทรปราการ (สัดส่วนเท่ากันที่ 6%) และภูเก็ต (4%) ขณะที่อีก 11% เผยว่าไม่มีทำเลไหนที่สนใจเป็นพิเศษ ขอแค่อยู่ในประเทศไทยก็พอ 

ด้านผู้พัฒนาอสังหาฯ ต่างหันมาให้ความสำคัญกับเทรนด์ Longevity เช่นกัน ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พบว่าผลการสำรวจที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ณ ปี 2568 ทั่วประเทศ เปิดบริการรวม 1,040 โครงการ เพิ่มขึ้น 4.4% แยกเป็นโครงการ Nursing Home จำนวน 944 โครงการ เพิ่มขึ้น 4.4% และโครงการ Residence จำนวน 96 โครงการ เพิ่มขึ้น 4.3% สะท้อนให้เห็นว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาวหลังเกษียณ

เมื่อ “อายุยืน” คือคำตอบ เลือกที่อยู่อาศัยอย่างไรให้ตอบโจทย์ Longevity Economy

เมื่อการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพคือหัวใจสำคัญของ Longevity Economy ดังนั้น การเตรียมความพร้อมด้านที่อยู่อาศัยจึงไม่ใช่เพียงการมองหาที่พักอาศัยเท่านั้น แต่คือการสร้างพื้นที่ใช้ชีวิตที่ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาว ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เผยแนวทางการออกแบบและปรับพื้นที่บ้าน/คอนโดฯ ให้ตอบโจทย์เทรนด์ Longevity เน้นการสร้างพื้นที่ที่ส่งเสริมสุขภาพกายและใจ รองรับการอยู่อาศัยในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน

  • Universal Design อยู่สบายทุกช่วงวัย แนวคิด “อารยสถาปัตย์ หรือ Universal Design” เป็นแนวคิดเรื่องการออกแบบสิ่งแวดล้อม การสร้างสถานที่ และสิ่งของต่าง ๆ เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่จำกัดอายุ เพศ หรือลักษณะทางร่างกาย ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์การอยู่อาศัยในปัจจุบันที่ต้องการความปลอดภัยในระยะยาว เทรนด์ Universal Design จะเน้นการออกแบบที่รองรับการอยู่อาศัยของผู้บริโภคทุกช่วงวัยได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ จึงต้องเพิ่มระบบความปลอดภัยในจุดเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นพื้นกันลื่น ราวจับในจุดสำคัญ มีระบบแสงสว่างที่เพียงพอ และมีอุปกรณ์แจ้งเหตุฉุกเฉินในห้องนอนหรือห้องน้ำ การเพิ่มฟังก์ชันความปลอดภัยในทุกตารางนิ้ว ไม่เพียงแต่ช่วยลดอุบัติเหตุเท่านั้น แต่ยังเป็นการคืนความมั่นใจให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตประจำวันด้วยตัวเองได้อย่างมีความสุข
  • เลือกเฟอร์นิเจอร์ตามหลักการยศาสตร์ การยศาสตร์ (Ergonomics) คือศาสตร์ว่าด้วยการออกแบบและปรับสิ่งของ สภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับสรีระและการใช้งานของมนุษย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บ แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแก้ปัญหาออฟฟิศซินโดรมจากการทำงานหน้าจอเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการเลือกเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน/คอนโดฯ ได้อีกด้วย โดยผู้บริโภคควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบโดยคำนึงถึงสุขภาพและรองรับสรีระของผู้ใช้ได้อย่างเหมาะสม เช่น เลือกเตียงนอนและหมอนสุขภาพที่ช่วยพยุงกระดูกสันหลัง, โซฟาที่ไม่อ่อนหรือแข็งเกินไปจนทำให้ปวดเมื่อยเมื่อนั่งเป็นเวลานานหรือลุกได้ยาก รวมถึงโต๊ะรับประทานอาหารที่มีความสูงพอดี ไม่ต้องก้มมากเกินไปขณะรับประทานอาหาร เป็นต้น ซึ่งหลักการเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการปวดเมื่อยและบาดเจ็บจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน ถือเป็นการเริ่มต้นดูแลสุขภาพที่คุ้มค่าในระยะยาว
  • อุ่นใจเมื่ออยู่ใกล้สถานพยาบาล การเลือกโครงการบ้าน/คอนโดฯ ที่ตั้งอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวก ใกล้ระบบขนส่งสาธารณะ จะช่วยให้การใช้ชีวิตตามไลฟ์สไตล์เป็นไปได้อย่างราบรื่น และช่วยลดความเสี่ยงในการขับรถเองหากสภาพร่างกายไม่อำนวย อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการเลือกโครงการที่ตั้งอยู่ใกล้โรงพยาบาลหรือศูนย์บริการสุขภาพ จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์ได้อย่างรวดเร็วในกรณีฉุกเฉิน และรับบริการตรวจสุขภาพได้อย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ การเลือกโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงวัยที่มาพร้อมบริการด้านสุขภาพ ผ่านการร่วมมือกับโรงพยาบาล/ศูนย์บริการสุขภาพที่เพิ่มบริการทางการแพทย์ไว้ด้วย ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจในการดูแลสุขภาพในระยะยาวได้ดียิ่งขึ้น 
  • ธรรมชาติบำบัดส่งเสริมสุขภาพกายใจ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักใช้ชีวิตอยู่ภายในบ้านเป็นหลัก การมีสภาพแวดล้อมที่ดีจึงมีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างทั้งสุขภาพกายและใจ ดังนั้นการจัดให้มีพื้นที่สีเขียวในบ้าน/คอนโดฯ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสวน หรือตกแต่งห้องด้วยต้นไม้ นอกจากจะช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ดีแล้ว ยังมีผลทางจิตวิทยาทำให้รู้สึกสดชื่นมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ ผู้สูงอายุยังสามารถใช้เวลาว่างในการทำสวนปลูกต้นไม้เป็นงานอดิเรกหรือพักผ่อนให้ธรรมชาติบำบัด ขณะเดียวกัน การเลือกโครงการที่มีสวนหย่อมส่วนกลาง หรือตั้งอยู่ใกล้สวนสาธารณะ ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการไปออกกำลังกาย หรือพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติได้เช่นขึ้น 
  • ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยเทคโนโลยี ปัจจุบันเทรนด์บ้านอัจฉริยะ (Smart Home) เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับที่อยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี ผู้บริโภคสามารถนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมแสงสว่างหรือเปิด/ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านแอปพลิเคชัน ดูแลสุขภาพด้วยเครื่องฟอกอากาศหรือเครื่องปรับอากาศที่มีระบบฆ่าเชื้อโรคในอากาศ รวมไปถึงเสริมระบบความปลอดภัยด้วยกลอนประตูดิจิทัล (Digital Door Lock), เซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว หรือกล้องวงจรปิด นอกจากนี้ เทคโนโลยียังเข้ามาช่วยลดข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุได้อีกด้วย อย่างการติดตั้งลิฟต์บันได (Stairlift) จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถขึ้นลงชั้นบนและชั้นล่างได้สะดวกและปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการใช้บันไดได้ 
  • สร้างพื้นที่สานสัมพันธ์ในครอบครัว การจัดสรรพื้นที่เพื่อทำกิจกรรมสุขภาพและสานสัมพันธ์ในครอบครัวถือเป็นอีกหัวใจสำคัญของการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ โดยควรออกแบบห้องนั่งเล่นหรือห้องรับแขกให้รองรับการสังสรรค์และทำกิจกรรมร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร พักผ่อนดูซีรีส์ หรือทำงานอดิเรกร่วมกัน เพื่อสร้างความอบอุ่นและลดความรู้สึกโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ พื้นที่สำหรับออกกำลังกายและกายภาพบำบัดก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ควรมีมุมสำหรับโยคะ พร้อมอุปกรณ์ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับทุกช่วงวัย เช่น ลู่เดินแบบลดแรงกระแทก การผสมผสานพื้นที่เหล่านี้เข้าด้วยกันจะช่วยให้ทุกกิจกรรมของสมาชิกในบ้านดำเนินไปอย่างสมดุลและมั่นคงทั้งด้านร่างกายและจิตใจ   

แท้จริงแล้วเป้าหมายสำคัญที่ทุกคนมองหาอาจไม่ใช่เพียงการมีอายุที่ยืนยาว แต่คือการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ มีอิสระในการทำสิ่งที่รักและได้พักผ่อนอย่างอุ่นใจในบ้านที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ หากบ้านได้รับการออกแบบให้ผู้สูงอายุอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัยแล้ว แน่นอนว่าสมาชิกทุกวัยในครอบครัวก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขตามไปด้วยเช่นกัน ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (www.DDproperty.com) ได้รวบรวมบทความน่ารู้พร้อมอัปเดตข่าวสารล่าสุดในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นประโยชน์กับผู้บริโภคทุกช่วงวัยที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัย รวมทั้งเป็นแหล่งข้อมูลประกาศซื้อ/ขาย/ให้เช่าที่อยู่อาศัยในทำเลศักยภาพทั่วประเทศ ช่วยให้ทุกคนเตรียมความพร้อมก่อนตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัยในฝันได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น 

Red Hat to Deliver Enhanced AI Inference Across AWS

CIMB Thai Bank และ KBTG สององค์กรไทย ได้รับรางวัล APAC Innovation Awards ประจำปี 2565 จาก Red Hat

Red Hat to Deliver Enhanced AI Inference Across AWS

Red Hat AI on AWS Trainium and Inferentia AI chips to provide customers with greater choice, flexibility and efficiency for production AI workloads

Red Hat, the world’s leading provider of open source solutions, today announced an expanded collaboration with Amazon Web Services (AWS) to power enterprise-grade generative AI (gen AI) on AWS with Red Hat AI and AWS AI silicon. With this collaboration, Red Hat focuses on empowering IT decision-makers with the flexibility to run high-performance, efficient AI inference at scale, regardless of the underlying hardware.

The rise of gen AI and subsequent need for scalable inference is pushing organizations to reevaluate their IT infrastructure. As a result, IDC predicts that “by 2027, 40% of organizations will use custom silicon, including ARM processors or AI/ML-specific chips, to meet rising demands for performance optimization, cost efficiency, and specialized computing.”[1] This underscores the need for optimized solutions that can improve processing power, minimize costs and enable faster innovation cycles for high-performance AI applications.

Red Hat’s collaboration with AWS empowers organizations with a full-stack gen AI strategy by bringing together Red Hat’s comprehensive platform capabilities with AWS cloud infrastructure and AI chipsets, AWS Inferentia2 and AWS Trainium3. Key aspects of the collaboration include: 

  • Red Hat AI Inference Server on AWS AI chips: Red Hat AI Inference Server, powered by vLLM, will be enabled to run with AWS AI chips, including AWS Inferentia2 and AWS Trainium3, to deliver a common inference layer that can support any gen AI model, helping customers achieve higher performance, lower latency and cost-effectiveness for scaling production AI deployments, delivering up to 30-40% better price performance than current comparable GPU-based Amazon EC2 instances.
  • Ease of access and deployment: By supporting AWS AI chips, Red Hat will offer enhanced and easier access to high-demand, high-capacity accelerators for Red Hat customers on AWS. In addition, Red Hat recently released the amazon.ai Certified Ansible Collection for Red Hat Ansible Automation Platform to enable orchestrating AI services on AWS.
  • Upstream community contribution: Red Hat and AWS are collaborating to optimize an AWS AI chip plugin up-streamed to vLLM. As the top commercial contributor to vLLM, Red Hat is committed to enabling vLLM on AWS to help accelerate AI inference and training capabilities for users. vLLM is also the foundation of llm-d, an open source project focused on delivering inference at scale and now available as a commercially supported feature in Red Hat OpenShift AI 3. 

Red Hat has a long history of collaboration with AWS to enable customers from the datacenter to the edge. This latest milestone now aims to address the evolving needs of organizations as they integrate AI into their hybrid cloud strategies to achieve optimized, efficient gen AI outcomes.

Availability

The AWS Neuron community operator is now available in the Red Hat OpenShift OperatorHub for customers using Red Hat OpenShift or Red Hat OpenShift Service on AWS. Red Hat AI Inference Server support for AWS AI chips is expected to be available in developer preview in January 2026. 

Supporting Quotes

Joe Fernandes, vice president and general manager, AI Business Unit, Red Hat

“By enabling our enterprise-grade Red Hat AI Inference Server, built on the innovative vLLM framework, with AWS AI chips, we’re empowering organizations to deploy and scale AI workloads with enhanced efficiency and flexibility. Building on Red Hat’s open source heritage, this collaboration aims to make generative AI more accessible and cost-effective across hybrid cloud environments.”

Colin Brace, vice president, Annapurna Labs, AWS

“Enterprises demand solutions that deliver exceptional performance, cost efficiency, and operational choice for mission-critical AI workloads. AWS designed its Trainium and Inferentia chips to make high-performance AI inference and training more accessible and cost-effective. Our collaboration with Red Hat provides customers with a supported path to deploying generative AI at scale, combining the flexibility of open source with AWS infrastructure and purpose-built AI accelerators to accelerate time-to-value from pilot to production.”

Jean-François Gamache, chief information officer and vice president, Digital Services, CAE

“Modernizing our critical applications with Red Hat OpenShift Service on AWS marks a significant milestone in our digital transformation. This platform supports our developers in focusing on high-value initiatives – driving product innovation and accelerating AI integration across our solutions. Red Hat OpenShift provides the flexibility and scalability that enable us to deliver real impact, from actionable insights through live virtual coaching to significantly reducing cycle times for user-reported issues.” 

Anurag Agrawal, founder and chief global analyst, Techaisle

“As AI inference costs escalate, enterprises are prioritizing efficiency alongside performance. This collaboration exemplifies Red Hat’s ‘any model, any hardware’ strategy by combining its open hybrid cloud platform with the distinct economic advantages of AWS Trainium and Inferentia. It empowers CIOs to operationalize generative AI at scale, shifting from cost-intensive experimentation to sustainable, governed production.”

Additional Resources

Connect with Red Hat

 

Red Hat ยกระดับประสิทธิภาพ AI Inference บน AWS

CIMB Thai Bank และ KBTG สององค์กรไทย ได้รับรางวัล APAC Innovation Awards ประจำปี 2565 จาก Red Hat

Red Hat ยกระดับประสิทธิภาพ AI Inference บน AWS

Red Hat AI ทำงานร่วมกับ Trainium และ Inferentia ซึ่งเป็น AI chips ของ AWS มอบทางเลือก ความยืดหยุ่น และประสิทธิภาพที่เหนือกว่า ให้กับเวิร์กโหลด AI ที่นำไปใช้งานจริง

เร้ดแฮท (Red Hat) ผู้ให้บริการโซลูชันโอเพ่นซอร์สชั้นนำของโลก ประกาศขยายความร่วมมือกับ Amazon Web Services (AWS) เพื่อขับเคลื่อน Generative AI (Gen AI) ระดับองค์กรบน AWS ด้วย Red Hat AI และชิป AWS AI ความร่วมมือนี้ Red Hat มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอที ให้มีความยืดหยุ่นในการรัน AI inference ประสิทธิภาพสูงที่ปรับขนาดการทำงานได้มากโดยไม่ต้องกังวลถึงข้อจำกัดของฮาร์ดแวร์พื้นฐานที่ใช้อยู่ 

การเติบโตของ gen AI และความต้องการเรื่องของการอนุมานที่ปรับขนาดได้ตามการใช้งานจริง (scalable inference) กำลังผลักดันให้องค์กรต่าง ๆ ต้องประเมินโครงสร้างพื้นฐานไอทีของตนใหม่อีกครั้ง ทั้งนี้ IDC ได้คาดการณ์ว่า “ภายในปี พ.ศ. 2570 องค์กร 40% จะหันมาใช้ชิปที่ออกแบบมาเฉพาะทาง รวมถึงโปรเซสเซอร์ ARM หรือชิปที่สร้างขึ้นเฉพาะสำหรับ AI/ML เพื่อตอบสนองต่อความต้องการด้านการเพิ่มประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และการประมวลผลเฉพาะทาง ที่มีความต้องการเพิ่มมากขึ้น”1  นับเป็นการชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของโซลูชันที่ได้รับการปรับแต่งอย่างเหมาะสม ซึ่งสามารถเพิ่มพลังการประมวลผล ลดต้นทุน และช่วยให้ไลฟ์ไซเคิลของการสร้างนวัตกรรมสำหรับแอปพลิเคชัน AI ประสิทธิภาพสูงทำได้รวดเร็วขึ้น 

ความร่วมมือของ Red Hat กับ AWS ช่วยเสริมศักยภาพให้องค์กรสามารถวางกลยุทธ์ gen AI ได้แบบ full-stack โดยการผสานรวมความสามารถด้านแพลตฟอร์มที่ครอบคลุมของ Red Hat เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และ AI chipsets ของ AWS ได้แก่ AWS Inferentia2 และ AWS Trainium3 ประเด็นสำคัญของความร่วมมือนี้ประกอบด้วย:

  • Red Hat AI Inference Server on AWS AI chips: Red Hat AI Inference Server ที่ขับเคลื่อนด้วย vLLM จะรองรับการทำงานร่วมกับ AI chips ของ AWS ได้แก่ AWS Inferentia2 และ AWS Trainium3 เพื่อมอบเลเยอร์การอนุมานมาตรฐานที่สามารถรองรับโมเดล gen AI ได้ทุกรูปแบบ ช่วยให้ลูกค้าได้รับประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ลดระยะเวลาในการตอบสนอง และเพิ่มความคุ้มค่าในการขยายการนำ AI ไปใช้งานจริง โดยให้ประสิทธิภาพต่อราคา (price performance) ดีกว่า Amazon EC2 instances รูปแบบปัจจุบันที่ใช้ GPU ซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน สูงถึง 30-40%
  • ใช้งาน AI on Red Hat OpenShift: Red Hat ได้ทำงานร่วมกับ AWS เพื่อพัฒนา AWS Neuron operator สำหรับ Red Hat OpenShift, Red Hat OpenShift AI และ Red Hat OpenShift Service on AWS ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันแบบครบวงจรและมีการจัดการเต็มรูปแบบบน AWS มอบเส้นทางที่ราบรื่นและได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการในการรันเวิร์กโหลดด้าน AI ด้วย AWS accelerators
  • เข้าถึงและปรับใช้ได้ง่ายขึ้น: การรองรับ AI chips ของ AWS ช่วยให้ลูกค้า Red Hat on AWS สามารเข้าถึงอุปกรณ์เร่งความเร็ว (accelerators) ประสิทธิภาพสูง และรองรับปริมาณงานมากได้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ Red Hat ได้เปิดตัว amazon.ai Certified Ansible Collection สำหรับ Red Hat Ansible Automation Platform เพื่อช่วยประสานการทำงานของบริการ AI บน AWS 
  • การมีส่วนร่วมสนับสนุนชุมชนต้นน้ำ (upstream community): Red Hat และ AWS กำลังร่วมกันเพิ่มประสิทธิภาพให้กับปลั้กอิน AI chip ของ AWS ซึ่งได้ถูกส่งกลับไปยัง vLLM และในฐานะที่ Red Hat เป็นผู้มีส่วนร่วมสนับสนุนในเชิงพาณิชย์รายสำคัญให้กับ vLLM เร้ดแฮทจึงมุ่งมั่นที่จะทำให้ vLLM ทำงานบน AWS เพื่อช่วยเร่งศักยภาพด้านการอนุมานและการเทรน AI นอกจากนี้ vLLM ยังเป็นรากฐานของ llm-d ซึ่งเป็นโปรเจกต์โอเพ่นซอร์สที่เน้นการให้บริการด้านการอนุมานในระดับสเกลใหญ่ ที่ปัจจุบันเปิดให้ใช้งานเป็นฟีเจอร์เชิงพาณิชย์บน Red Hat OpenShift AI 3 แล้ว

Red Hat มีประวัติความร่วมมืออันยาวนานกับ AWS เพื่อช่วยเสริมศักยภาพลูกค้า ตั้งแต่ดาต้าเซ็นเตอร์ไปจนถึงเอดจ์ ความร่วมมือล่าสุดนี้มีเป้าหมายเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปขององค์กรที่กำลังผสาน AI เข้ากับกลยุทธ์ไฮบริดคลาวด์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ด้าน gen AI ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ความพร้อมใช้งาน

AWS Neuron community operator พร้อมให้ใช้งานแล้วบน Red Hat OpenShift OperatorHub สำหรับลูกค้าที่ใช้งาน Red Hat OpenShift หรือ Red Hat OpenShift Service on AWS ส่วน Red Hat AI Inference Server ที่รองรับ AI chips ของ AWS ดาดว่าจะเปิดใช้งานในเวอร์ชัน developer preview ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2569

คำกล่าวสนับสนุน

Joe Fernandes, vice president and general manager, AI Business Unit, Red Hat
“
เรากำลังเสริมศักยภาพองค์กรให้สามารถปรับใช้และขยายเวิร์กโหลดด้าน AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ด้วยการทำให้ Red Hat AI Inference Server ระดับองค์กรของเรา ซึ่งพัฒนาบนเฟรมเวิร์ก vLLM ที่ล้ำสมัย สามารถทำงานร่วมกับ AI chips ของ AWS ได้ ความร่วมมือนี้ต่อยอดจากรากฐานด้านโอเพ่นซอร์สของ Red Hat โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้สามารถเข้าถึง generative AI ได้ง่ายและคุ้มค่ามากขึ้นในสภาพแวดล้อมไฮบริดคลาวด์”

Colin Brace, vice president, Annapurna Labs, AWS

“องค์กรต่างต้องการโซลูชันที่มีประสิทธิภาพที่เหนือชั้น คุ้มค่าการลงทุน และมีตัวเลือกที่เหมาะสมในการดำเนินงานเพื่อใช้กับเวิร์กโหลด AI ที่มีความสำคัญต่อภารกิจหลัก AWS ได้ออกแบบชิป Trainium และ Inferentia เพื่อทำให้การอนุมานและการเทรน AI มีประสิทธิภาพสูง เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และคุ้มค่ามากขึ้น ความร่วมมือของเรากับ Red Hat ช่วยให้ลูกค้ามีแนวทางที่ได้รับการสนับสนุนในการปรับใช้ generative AI ในระดับองค์กร โดยผสานความยืดหยุ่นของโอเพนซอร์สเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานของ AWS และตัวเร่งความเร็ว AI ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อเร่งเวลาในการสร้างมูลค่าจากระยะทดลองไปสู่การใช้งานจริง”

Jean-François Gamache, chief information officer and vice president, Digital Services, CAE

“การปรับปรุงแอปพลิเคชันสำคัญให้ทันสมัยด้วย Red Hat OpenShift Service on AWS ถือเป็นก้าวสำคัญในการทรานส์ฟอร์มด้านดิจิทัลขององค์กร แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้นักพัฒนาสามารถมุ่งเน้นไปที่โครงการที่มีมูลค่าสูง ทั้งการขับเคลื่อนนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และเร่งการบูรณาการ AI เข้ากับโซลูชัน  ต่าง ๆ ของเรา Red Hat OpenShift มอบความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับขนาดที่ช่วยให้สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง ตั้งแต่การมอบข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้งานได้จริงผ่านระบบการโค้ชเสมือนจริงแบบเรียลไทม์ (live virtual coaching) ไปจนถึงการลดระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาที่ผู้ใช้รายงานเข้ามาได้อย่างมีนัยสำคัญ”

Anurag Agrawal, founder and chief global analyst, Techaisle

“ในขณะที่ต้นทุนการทำ AI inference เพิ่มสูงขึ้น องค์กรต่างให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพควบคู่ไปกับสมรรถนะ ความร่วมมือนี้สะท้อนกลยุทธ์ ‘any model, any hardware’ ของ Red Hat โดยการบูรณาการแพลตฟอร์มโอเพ่นไฮบริดคลาวด์เข้ากับข้อได้เปรียบด้านความคุ้มค่าที่โดดเด่นของ AWS Trainium และ Inferentia ซึ่งช่วยให้ CIO สามารถนำ generative AI ไปใช้งานจริงในระดับองค์กร เปลี่ยนจากการทดลองที่มีต้นทุนสูงไปสู่การใช้งานจริงที่ยั่งยืนและมีการกำกับดูแล”

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

ช่องทางการติดต่อกับเร้ดแฮท

เปิดอินไซต์คนหาบ้าน 2025 เมื่อดีมานด์ตั้งอยู่ท่ามกลางพายุความท้าทาย หวังภาครัฐปลดล็อกโอกาสสู่การมีบ้าน

เปิดอินไซต์คนหาบ้าน 2025 เมื่อดีมานด์ตั้งอยู่ท่ามกลางพายุความท้าทาย หวังภาครัฐปลดล็อกโอกาสสู่การมีบ้าน

เปิดอินไซต์คนหาบ้าน 2025 เมื่อดีมานด์ตั้งอยู่ท่ามกลางพายุความท้าทาย หวังภาครัฐปลดล็อกโอกาสสู่การมีบ้าน

กำลังซื้อผู้บริโภคไทยในปีนี้ยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง รวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ภาคธุรกิจต่าง ๆ รวมทั้งตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เผยว่า อุปสงค์สะสมในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) หดตัวทั้งด้านจำนวนและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ โดยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทุกประเภทมีจำนวน 227,106 หน่วย ลดลง -9.3% YoY มีมูลค่า 617,768 ล้านบาท ลดลง -12.4% YoY สะท้อนให้เห็นว่ากำลังซื้อปีนี้ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้ที่อยู่อาศัยจะเป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตและผู้บริโภคยังคงมีความต้องการซื้อ แต่ความท้าทายที่เข้ามากระทบแผนการเงินอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนเลือกที่จะชะลอแผนการซื้อออกไปก่อน เพื่อรอจังหวะที่เหมาะสมในการก้าวสู่การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยอีกครั้ง

สะท้อนได้จากผู้เข้าชมเว็บไซต์ DDproperty พบว่า ความต้องการซื้อยังมีอยู่ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ความต้องการซื้อใน 5 จังหวัดแรกที่มีผู้เข้าชมมากที่สุด ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า โดยความต้องการซื้อในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 26% YoY

สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงให้ความสนใจซื้อที่อยู่อาศัย เพียงรอช่วงเวลาที่เหมาะสมทั้งในแง่ความพร้อมทางการเงินและมาตรการรัฐที่เอื้อต่อการซื้อที่อยู่อาศัย

3 ใน 4 ของผู้บริโภคยังพึงพอใจต่อภาพรวมตลาดอสังหาฯ

แม้ตลาดอสังหาฯ จะเผชิญความท้าทายรอบด้าน แต่มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่ออกมาอย่างต่อเนื่องถือเป็นปัจจัยบวกที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคขยับเข้าใกล้การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในฝันได้มากขึ้น ข้อมูลจากแบบสำรวจพฤติกรรมการซื้อ-เช่าอสังหาฯ และการวางแผนอนาคตของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย พบว่า ภาพรวมของผู้ตอบแบบสำรวจฯ ยังคงเชื่อมั่นต่อทิศทางตลาดอสังหาฯ ไทย

โดยกว่า 3 ใน 4 (76%) รู้สึกพึงพอใจกับสภาพตลาดอสังหาฯ ในปัจจุบัน เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่เอื้อต่อการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นฝั่งผู้ประกอบการที่ต่างงัดกลยุทธ์และโปรโมชั่นมาแข่งขันกันอย่างดุเดือด อีกทั้งภาครัฐยังมีมาตรการสนับสนุนภาคอสังหาฯ อย่างต่อเนื่องในช่วงที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ปีนี้ถือเป็นอีกโอกาสทองของผู้ที่มีความพร้อมทางการเงินในการซื้อที่อยู่อาศัย 

ด้านมุมมองของผู้บริโภคในการเลือกผู้พัฒนาอสังหาฯ นั้น 20% เผยว่าชื่อเสียงของผู้พัฒนาอสังหาฯ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจมากที่สุด เนื่องจากช่วยการันตีคุณภาพและมาตรฐานของบ้าน/คอนโดมิเนียมที่พัฒนา รองลงมา 17% มองหาผู้พัฒนาอสังหาฯ ที่มีชื่อเสียงด้านโครงการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารเขียวหรือปฏิบัติตามแนวทางความยั่งยืนในการก่อสร้าง สะท้อนให้เห็นว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเมื่อวางแผนซื้อที่อยู่อาศัย และ 15% เลือกโครงการที่มีรีวิวเชิงบวกจากผู้ซื้อจริง ซึ่งมีประสบการณ์ตรงในการอยู่อาศัยและการรับบริการหลังการขาย 

ขณะเดียวกัน โลกออนไลน์ได้มีบทบาทบนเส้นทางอสังหาฯ มากขึ้น เห็นได้ชัดจากแหล่งข้อมูลยอดนิยมที่ผู้บริโภคใช้เมื่อต้องการค้นหาข้อมูลที่อยู่อาศัย พบว่าเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาฯ ครองอันดับ 1 ด้วยสัดส่วน 17% เช่น เว็บไซต์ DDproperty ซึ่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการวางแผนซื้อ-ขาย-เช่าอสังหาฯ และข้อมูลโครงการต่าง ๆ ไว้อย่างครบถ้วนในที่เดียว จึงสะดวกต่อการหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจ รองลงมาคือ Facebook 15%, เว็บไซต์ผู้พัฒนาโครงการ 14%, Google 12% และ YouTube 10% สะท้อนให้เห็นว่าสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียถือเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อผู้บริโภคให้เข้าถึงข้อมูลโครงการที่สนใจได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การพัฒนาเทคโนโลยีด้านอสังหาฯ (PropTech) ให้พร้อมรองรับพฤติกรรมคนหาบ้านยุคดิจิทัล จึงถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม

เจาะอินไซต์ คนไทยพร้อมเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยมากแค่ไหนในยุคเศรษฐกิจผันผวน

ข้อมูลจากแบบสำรวจฯ ล่าสุดของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภาพรวมความต้องการซื้อและเช่าที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ความต้องการที่อยู่อาศัยที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าสนใจ  

  • 1 ใน 3 เก็บเงินพร้อมซื้อบ้าน แม้เผชิญแรงกดดันจากกับดักหนี้ ปัจจุบันผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินก่อนซื้อบ้านมากขึ้น โดยผู้ตอบแบบสำรวจฯ กว่า 1 ใน 3 (36%) เผยว่า มีเงินออมเพียงพอที่จะซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองแล้ว ขณะที่เกือบ 2 ใน 5 (38%) ออมเงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยได้ครึ่งทางแล้วเช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมทางการเงินของผู้บริโภคเพื่อรับมือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่อาจกระทบแผนการซื้อบ้านในอนาคต ขณะที่กว่า 1 ใน 5 (26%) ยังไม่ได้เริ่มต้นวางแผนเก็บเงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยในเวลานี้

เมื่อพิจารณาระดับราคาที่อยู่อาศัยที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากที่สุด พบว่าส่วนใหญ่สนใจที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท ถึง 82% สะท้อนให้เห็นว่าผู้สนใจซื้อส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับโครงการที่มีราคาจับต้องได้ (Affordable price) เป็นหลัก สอดคล้องกับกำลังซื้อที่มีและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ โดยระดับราคาที่อยู่อาศัยที่ผู้บริโภคสนใจซื้อมากที่สุด ได้แก่

o   อันดับ 1 ระดับราคา 1,000,001-3,000,000 บาท สัดส่วน 44%

o   อันดับ 2 ระดับราคา 3,000,001-5,000,000 บาท สัดส่วน 27%

o   อันดับ 3 ระดับราคา 5,000,001-7,000,000 บาท สัดส่วน 13%

อย่างไรก็ดี สภาพคล่องทางการเงินยังเป็นความท้าทายหลักเมื่อวางแผนเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ผู้บริโภคส่วนใหญ่ 19% เผยว่าการมีอัตราส่วนหนี้ต่อรายได้ (DSR) ไม่เอื้ออำนวยถือเป็นอุปสรรคสำคัญเมื่อยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย สอดคล้องกับข้อมูลจากโปรแกรมตรวจสุขภาพทางการเงิน ทีทีบี (ttb financial health check) เผยว่า 8 ใน 10 ของมนุษย์เงินเดือนมีภาระหนี้ โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้ส่วนบุคคลและบัตรเครดิต รองลงมาคือมีอาชีพการงาน/รายได้ไม่มั่นคง และไม่คุ้นเคยกับงานเอกสารเมื่อต้องยื่นกู้ ในสัดส่วนเท่ากันที่ 18%

จะเห็นว่าอุปสรรคเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อของธนาคารโดยตรง ข้อมูลจากผลสำรวจภาวการณ์ขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในไตรมาส 3 ปี 2568 ของสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร (HBA) เผยว่า อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ยังคงทรงตัวในระดับสูงกว่า 39-40% สะท้อนปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชน เมื่อธนาคารจำเป็นต้องใช้หลักเกณฑ์ที่เข้มงวดเพื่อควบคุมปัญหาหนี้เสีย แม้ผู้บริโภคจะมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย แต่เสถียรภาพทางการเงินที่สั่นคลอนจากสภาพเศรษฐกิจ ยังคงเป็นกำแพงสำคัญที่ทำให้หลายคนไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้เช่นกัน

  • ราคาบ้านเกินเอื้อม ดันเทรนด์เช่าโต เมื่อผู้บริโภคไม่ต้องการสร้างภาระทางการเงินในระยะยาวจากการซื้อที่อยู่อาศัย ส่งผลให้เทรนด์ Generation Rent เติบโตอย่างต่อเนื่องและกลายเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองในตลาดอสังหาฯ สอดคล้องกับข้อมูลจากแบบสำรวจฯ พบว่า ผู้บริโภคที่อยู่ในกลุ่มผู้เช่ากว่า 1 ใน 5 (23%) เผยว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้เลือกเช่าเนื่องจากราคาที่อยู่อาศัยสูงเกินไป จึงเลือกเก็บเงินไว้มากกว่าจะนำไปซื้อบ้าน รองลงมาคือไม่มีเงินเก็บเพียงพอที่จะซื้ออสังหาฯ เป็นของตัวเอง 20% สะท้อนให้เห็นว่าผู้เช่าส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการรักษาสภาพคล่องทางการเงินในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่บางส่วนมองว่าไม่จำเป็นต้องซื้อที่อยู่อาศัยในเวลานี้ 12%  

 

โดยผู้เช่าส่วนใหญ่ 57% วางแผนเช่าไม่เกิน 2 ปีก่อนจะซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองในอนาคต เนื่องจากต้องเตรียมความพร้อมทางการเงินและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในระยะยาวก่อน ขณะที่ 18% วางแผนเช่าในช่วง 2-5 ปี ก่อนขยับขยายเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย มีเพียง 13% ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเช่านานแค่ไหน เนื่องจากต้องพิจารณาความพร้อมและความท้าทายจากปัจจัยต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจอีกครั้ง

สำหรับอัตราค่าเช่าที่ได้รับความสนใจมากที่สุดจะอยู่ในช่วง 5,001-10,000 บาท/เดือน สัดส่วน 45% สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ที่ผู้เช่ายินดีจ่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพื่อแลกกับคุณภาพการอยู่อาศัยที่ดีกว่า เช่น ได้อยู่ในทำเลใกล้ที่ทำงาน, เดินทางสะดวก หรือโครงการมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ซึ่งตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้ดีกว่า รองลงมาคืออัตราค่าเช่าไม่เกิน 5,000 บาท/เดือน และ 10,001-15,000 บาท/เดือน (สัดส่วน 25% และ 17% ตามลำดับ) 

จับตาเทรนด์คนหาบ้าน ปักหมุด Roadmap ก้าวสู่การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เผยแนวโน้มพฤติกรรมการวางแผนเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยที่น่าจับตามอง ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนและความท้าทายที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการซื้อบ้านของคนไทยใน 1 ปีข้างหน้านี้มากน้อยเพียงใด

  • แยกย้ายไปเติบโต ผู้บริโภคเกือบครึ่งอยากแยกบ้านจากพ่อแม่ ผู้บริโภควัยทำงานซึ่งเป็นวัยเริ่มต้นสร้างครอบครัวเป็นอีกฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดอสังหาฯ เนื่องจากส่วนใหญ่มักมีแผนที่จะซื้อ/เช่าที่อยู่อาศัยเพื่อสร้างพื้นที่ส่วนตัวรวมทั้งสร้างครอบครัวกับคนรัก โดยข้อมูลจากแบบสำรวจฯ พบว่ามีผู้บริโภคถึง 42% ที่วางแผนย้ายออกจากบ้านพ่อแม่ภายใน 1 ปีข้างหน้า โดยมีเพียง 25% เท่านั้นที่ไม่มีแผนที่จะย้ายออก ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกไปยังกลุ่มผู้ที่วางแผนย้ายออก เกือบ 2 ใน 3 (63%) เลือกที่จะขยับขยายเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงผ่านการเป็นเจ้าของอสังหาฯ ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ในระยะยาว โดยมีเพียง 19% เท่านั้นที่ต้องการเช่า
  • คนตั้งเป้าเก็บเงินซื้อบ้านเป็นอันดับ 1 สำหรับการวางแผนการใช้จ่ายใน 1 ปีข้างหน้านั้น ผู้บริโภคส่วนใหญ่ (22%) มีเป้าหมายชัดเจนในการออมเงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต ด้วยความเป็นทรัพย์สินที่มีราคาสูงจึงจำเป็นต้องเตรียมงบประมาณไว้ให้พร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ รองลงมา 15% มีแผนใช้จ่ายเพื่อครอบครัวเป็นหลัก ขณะที่ 12% ให้ความสำคัญกับการออมเงินเพื่อสร้างกองทุนฉุกเฉินรับมือกับสภาพเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน นอกจากนี้ ยังมีผู้บริโภคบางส่วนที่วางแผนใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว/พักผ่อน 11% และจะนำเงินไปสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง 8% สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของเป้าหมายทางการเงินและการจัดลำดับความสำคัญในการใช้จ่ายของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน
  • “ระยะเวลาผ่อน-ดอกเบี้ย” ปัจจัยสำคัญดึงดูดผู้กู้ ผู้บริโภคส่วนใหญ่มองว่าปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยมากที่สุดคือ ระยะเวลาผ่อนชำระและอัตราดอกเบี้ย โดยมีสัดส่วนเท่ากันที่ 20% สองปัจจัยนี้ถือเป็นองค์ประกอบหลักที่ผู้กู้นำมาคำนวณความสามารถในการชำระหนี้เพื่อวางแผนการเงินในระยะยาว ธนาคารที่ให้ระยะเวลาผ่อนชำระนาน และมีอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่าจึงดึงดูดผู้บริโภคได้มากกว่า ขณะที่อีก 17% พิจารณาจากอัตราค่างวดที่ต้องผ่อนชำระ เพื่อนำไปประเมินรายรับและรายจ่ายในแต่ละเดือน ไม่ให้ค่าผ่อนบ้านมากระทบสภาพคล่องทางการเงิน  
  • เศรษฐกิจผันผวนทำคนพับแผนซื้อบ้าน ถึงแม้จะมีปัจจัยบวกจากมาตรการสนับสนุนอสังหาฯ ของภาครัฐ แต่สภาพเศรษฐกิจที่ผันผวนยังคงเป็นอุปสรรคที่ทำให้ผู้บริโภคต้องทบทวนแผนการซื้อที่อยู่อาศัยอย่างมีนัยสำคัญ โดยกว่า 1 ใน 4 ของผู้บริโภค (28%) ตัดสินใจเลื่อนแผนซื้อที่อยู่อาศัยออกไปก่อน เนื่องจากเงินออมได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ จึงไม่กล้าแบกรับภาระหนี้ก้อนใหญ่ในระยะยาว รองลงมา 23% เปลี่ยนแผนไปซื้อบ้านที่ราคาถูกลงแทน เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อที่ลดลงและลดภาระทางการเงินในอนาคต ขณะที่ 14% ยอมรับว่าผลกระทบจากเศรษฐกิจทำให้สามารถจ่ายเงินดาวน์ได้น้อยลงเมื่อซื้อบ้าน/คอนโดฯ
  • หวังรัฐลดดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน ช่วยสานฝันคนไทยได้มีบ้าน มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐยังคงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการเติบโตของตลาดอสังหาฯ หากภาครัฐมีการนำเสนอมาตรการที่แก้ปัญหาได้ตรงจุดจะช่วยดึงดูดให้กลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) ตัดสินใจเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น เป็นเหมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ที่ช่วยให้ตลาดอสังหาฯ ทั้งระบบกลับมาฟื้นตัวและเติบโตไปพร้อมกัน โดย 3 อันดับมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ จากภาครัฐที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุดในเวลานี้ ได้แก่
    • อันดับ 1 มาตรการลดดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย 32% เป็นมาตรการที่ตอบโจทย์คนอยากมีบ้านมากที่สุด เนื่องจากดอกเบี้ยที่ต่ำลงจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายโดยรวมตลอดอายุสินเชื่อ ทำให้ผู้กู้มีสภาพคล่องที่ดีขึ้น เพิ่มโอกาสในการตัดสินใจเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายยิ่งขึ้น
    • อันดับ 2 มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อบ้าน/คอนโดฯ หลังแรก และมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และการจดจำนองในทุกระดับราคา มีสัดส่วนเท่ากันที่ 20% โดยมาตรการเหล่านี้จะเปิดโอกาสให้กลุ่ม Real Demand และกลุ่มผู้เช่าตัดสินใจเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ขณะเดียวกันก็ช่วยเร่งการตัดสินใจของกลุ่มผู้บริโภคที่มีความพร้อมทางการเงินให้ซื้อบ้าน/คอนโดฯ ที่สนใจได้ไวขึ้นเช่นกัน
    • อันดับ 3 ขยายระยะเวลาผ่อนสินเชื่อบ้านให้นานขึ้น 19% จะส่งผลให้ค่างวดรายเดือนลดลง ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถบริหารจัดการกระแสเงินสดได้ดีขึ้น และมีเงินเหลือเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน  

หมายเหตุ: แบบสำรวจพฤติกรรมการซื้อ-เช่าอสังหาฯ และการวางแผนอนาคตของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) จัดทำขึ้นระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2568 เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจมุมมองและความต้องการของผู้บริโภคต่อประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตลาดที่อยู่อาศัย รวมไปถึงแนวโน้มพฤติกรรมการซื้อ-ขาย-เช่า และการวางแผนชีวิตในอนาคต ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ในกลุ่มตัวอย่างอายุตั้งแต่ 18-60 ปีขึ้นไป จำนวน 476 คน

Ericsson Mobility Report: differentiated connectivity services gaining momentum

Ericsson Mobility Report: differentiated connectivity services gaining momentum

Ericsson Mobility Report: differentiated connectivity services gaining momentum

  • 33 CSPs currently offer differentiated connectivity services based on network slicing – with a combined total of 65 offerings
  • New report period forecasts 6.4 billion 5G subscriptions by the end of 2031 – comprising two-thirds of all mobile subscriptions at the time
  • About 1.4 billion people expected to be served by FWA broadband by the end of 2031 – 90 percent via 5G

5G Standalone (5G SA) deployments have triggered a notable 2025 growth in the number of communications service providers (CSPs) offering differentiated connectivity commercial models based on 5G SA Network Slicing – where CSPs guarantee quality of service for customer use cases through the allocation of slices of the network. The statistic is part of in-depth reporting, analysis and forecasting in the November 2025 Ericsson (NASDAQ: ERIC) Mobility Report (EMR).

More than 90 CSPs have now launched/soft-launched 5G Standalone (5G SA) networks – an increase of about 30 CSPs from the same period last year and 20 from the June 2025 EMR report.

EMR researchers identified 118 cases – across 56 CSPs – where network slicing is used to provide differentiated connectivity services.

Of the 118 cases – 65 have moved beyond proof of concept and into commercial services, across 33 CSPs. These are either subscription services or add-on packages for consumer or enterprise customers.

Twenty-one of the 65 commercial offerings – almost one third – were launched during 2025 alone.

“Thailand’s digital economy is accelerating, and 5G Standalone will serve as a catalyst to enable service providers to provide new, differentiated services for  enterprises and consumers in Thailand. Deploying 5G SA will also unlock new opportunities for enterprise innovation and digital public services , thereby enabling the country to realize the full benefits of 5G and achieve its Thailand 4.0 Vision ”. says Anders Rian, Head of Ericsson Thailand.

The November 2025 EMR covers a new forecast timeframe, from 2025 through the end of 2031.

The new reporting EMR period also covers the first expected deployments of commercial 6G. Based on previous mobile generation cycles’ subscriptions uptake, EMR researchers expect the first commercial launches to be driven by leading service providers in front-runner markets – such as the U.S., Japan, South Korea, China, India, and some Gulf Cooperation Council countries.

Global 6G subscriptions are forecast to reach 180 million by the end of 2031, not including the early uptake of AI-enabled Internet of Things devices. The subscription uptake number could increase significantly if 6G launches earlier than previous cycles indicate.

Commercial 6G is expected to launch about a year later in Europe, compared to other countries, than was the case for 5G, primarily due comparably later deployments of 5G SA.

As an ongoing major 5G use case, enhanced mobile broadband is forecast to top 6.4 billion 5G subscriptions by the end of 2031, comprising about two-thirds of all mobile subscriptions at the time. Some 4.1 billion of these subscriptions – about 65 percent – are forecast to be 5G SA.

In 2025 alone, 5G subscriptions are expected to top 2.9 billion by the end of the year – equating to about one third of all current mobile subscriptions – an increase of some 600 million subscriptions year-on-year.

In geographical coverage terms, 2025 saw an increase of 400 million people worldwide being able to access 5G. About 50 percent of the global population beyond mainland China is expected to have 5G coverage by the end of 2025.

Mobile network data traffic grew 20 percent between the third quarter of 2024 and the corresponding period in 2025 – a slightly larger than expected increase, driven by mainland China and India. Continued growth is forecast at an annual average of 16 percent through 2031.

5G networks are expected to manage 43 percent of all mobile data by the close of 2025 – up from 34 percent for the corresponding period last year. EMR experts forecast this to increase to 83 percent in 2031.

Fixed Wireless Access (FWA) broadband continues to grow as a 5G use case. The November 2025 EMR forecasts that about 1.4 billion people globally are expected to access FWA broadband by the end of 2031 – 90 percent via 5G.

EMR researchers have identified 159 providers that currently offer FWA services via 5G – amounting to approximately 65 percent of all FWA service providers. The number of service providers offering speed-based tariffs – a common monetization model for fixed broadband via fiber or cable – increased from 43 percent to 54 percent since the November 2024 EMR.

The 36-page November 2025 EMR includes three co-written use-case articles:

  • Singtel: 5G SA providing tailored experiences
  • Softbank: modernizing enterprise IT with 5G
  • SailGP: enhancing operations and viewer experiences with 5G

Ericsson will host related Ericsson Mobility Report online seminars at 09.00 (CET) and at 18.00 (CET) today, Thursday November 20. To join please register via this link.

Read the full November 2025 Ericsson Mobility Report via this link.

Based on unique Ericsson and partner network insights, the Ericsson Mobility Report has been the key industry reference for network data, performance, statistics, and forecasts since its launch in 2011.