“พร็อพเพอร์ตี้กูรู” บริษัทแม่ของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ และ thinkofliving.com ประกาศแต่งตั้ง “เฮเลน สโนว์บอล” นั่งตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารทรัพยากรบุคคล

“พร็อพเพอร์ตี้กูรู” บริษัทแม่ของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ และ thinkofliving.com ประกาศแต่งตั้ง “เฮเลน สโนว์บอล” นั่งตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารทรัพยากรบุคคล

“พร็อพเพอร์ตี้กูรู” บริษัทแม่ของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ และ thinkofliving.com ประกาศแต่งตั้ง “เฮเลน สโนว์บอล” นั่งตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารทรัพยากรบุคคล

บริษัท พร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป จำกัด (หรือชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก NYSE คือ PGRU) (หรือต่อจากนี้จะเรียกว่า “พร็อพเพอร์ตี้กูรู” หรือ “กรุ๊ป”) บริษัทเทคโนโลยีด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[1] (“PropTech”) และเป็นบริษัทแม่ของ 2 เว็บไซต์ด้านอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังของไทย ได้แก่ DDproperty.com แพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาฯ อันดับ 1 ของประเทศ และ thinkofliving.com เว็บไซต์รีวิวโครงการอสังหาฯ ชั้นนำของประเทศ วันนี้ได้ประกาศแต่งตั้งผู้บริหารใหม่ นางสาวเฮเลน สโนว์บอล เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล (Chief People Officer: CPO) และในฐานะ CPO นางสาวเฮเลนจะนำทีมทรัพยากรบุคคล และวัฒนธรรมองค์กร รวมไปถึงดูแลจัดการงานและฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับด้านทรัพยากรบุคคล และสนับสนุนการเติบโตในเฟสต่อไปของกรุ๊ป นั่นคือการก้าวสู่การเป็นบริษัทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ให้ความสำคัญต่อประสบการณ์การทำงานของพนักงาน และการจัดการทรัพยากรบุคคลที่มีความสามารถอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนางสาวเฮเลนจะเป็นหนึ่งในทีมผู้บริหารของพร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป (Group Leadership Team: GLT) และจะรายงานตรงต่อนายแฮร์รี่ วี. คริชนัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ของกรุ๊ป

นางสาวเฮเลนมาพร้อมกับประสบการณ์ในบทบาทผู้นำที่หลากหลายด้านทรัพยากรบุคคลและการขาย/การพาณิชย์ในองค์กรชั้นนำระดับโลกมานานกว่า 2 ทศวรรษ ก่อนหน้านี้ นางสาวเฮเลนเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคล (Global Head of People Solutions & Experience) ที่บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำอย่างโจนส์ แลง ลาซาลล์ ในสิงคโปร์ โดยเธอได้นำรูปแบบใหม่ของประสบการณ์การทำงานระดับโลกมานำร่องใช้เพื่อสร้างอนาคตของการทำงานในองค์กร รวมทั้งนำระบบดิจิทัลแบบใหม่เข้ามาใช้ในงานทรัพยากรบุคคลเพื่อเพิ่มประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการทำงาน รวมไปถึงขับเคลื่อนแนวคิดใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มประสบการณ์การทำงานที่ดีให้กับพนักงานในองค์กร นอกจากนี้ เธอยังเคยร่วมงานกับโคคา-โคล่า ยูโร-แปซิฟิก พาร์ทเนอร์ส ในออสเตรเลีย ในฐานะหัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลแผนกขายและการตลาด รวมไปถึงที่บริษัท คราฟท์ ไฮนซ์ จำกัด ในสหราชอาณาจักร 

ทั้งนี้ นางสาวเฮเลนจะเป็นผู้วางแนวทางกลยุทธ์ให้กับพร็อพเพอร์ตี้กูรู รวมไปถึงนำความเชี่ยวชาญต่าง ๆ เกี่ยวกับการสร้างทีม และพัฒนาทรัพยากรบุคคล โดยเฉพาะการพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรของพร็อพเพอร์ตี้กูรูไปสู่องค์กรที่มุ่งหวังให้แต่ละทีมเป็นทีมที่มีความโปร่งใสและเชื่อถือได้ นอกจากนี้ เธอจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรที่มีความเท่าเทียม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางกรุ๊ปให้ความสำคัญมาโดยตลอด ปัจจุบันเรามีสัดส่วนผู้นำหญิง 50% ของทีมผู้บริหารของพร็อพเพอร์ตี้กูรู และมีผู้หญิง 33% เป็นสมาชิกในบอร์ดผู้บริหาร ในขณะที่ 65% ของพนักงานทั้งหมดเป็นผู้หญิง ทั้งนี้ กรุ๊ปของเรานับเป็นองค์กรที่มีความหลากหลายเป็นอย่างมาก โดยปัจจุบันเรามีพนักงานกว่า 30 สัญชาติ และบริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะให้ความสำคัญกับความเท่าเทียม และให้พนักงานทุกคนได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมและสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในองค์กรในการเติบโตเฟสต่อไปของบริษัท 

นายแฮร์รี่ วี. คริชนัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ พร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป กล่าวว่า เราตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้คุณเฮเลนมาร่วมทีมในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายทรัพยากรบุคคล เธอมีชั่วโมงบินสูงในการนำพาองค์กรไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านทรัพยากรบุคคลและวัฒนธรรมองค์กรที่ประสบความสำเร็จ และขับเคลื่อนการนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการสร้างประสบการณ์การทำงานของพนักงาน ตอนนี้พวกเราอยู่ในเฟส PG3 ซึ่งเป็นเฟสที่ ของวิวัฒนาการองค์กรของเรา ในการนำวิสัยทัศน์เพื่อขับเคลื่อนคอมมูนิตี้เพื่อการอยู่อาศัย การทำงาน และการเติบโตในเมืองแห่งวันพรุ่งนี้ และด้วยทักษะความสามารถและพลังของคุณเฮเลน เราเชื่อว่าเธอจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์นั้นต่อไป และเราจะยังคงเดินหน้าลงทุนในเรื่องที่เกี่ยวกับความสามารถของกูรูของเราอย่างต่อเนื่อง

ด้านนางสาวเฮเลน สโนว์บอล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายทรัพยากรบุคคล พร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป กล่าวว่า “ดิฉันดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับพร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป สิ่งที่ดิฉันจะโฟกัสก็คือการทำให้วัฒนธรรมองค์กรที่ดีอยู่แล้วของเรานี้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และช่วยให้พนักงานนำความสามารถของตัวเองออกมาใช้ได้ดีที่สุดในการทำงานแต่ละวัน ดิฉันหวังที่จะได้ร่วมทำงานกับชาวกูรูผู้มากความสามารถทุก ๆ ท่านทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อที่จะยกระดับให้พร็อพเพอร์ตี้กูรูของเราเป็นองค์กรในดวงใจของผู้ที่มีความสามารถระดับต้น ๆ ของภูมิภาคนี้ต่อไป”   

นางสาวเฮเลนจะร่วมงานกับทีมผู้บริหารมากความสามารถของพร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป ซึ่งก่อนหน้านี้เพิ่งต้อนรับประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด “นางดิฌา โกเองกา ดาส” และเพิ่มตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ หน่วยธุรกิจฟินเทค ให้กับ “นายมานาฟ แคมบอช” ดำรงตำแหน่งควบคู่กับตำแหน่งเดิมคือประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยี ซึ่งการแต่งตั้งผู้นำในเชิงกลยุทธ์เช่นนี้นับเป็นการเสริมขีดความสามารถของกรุ๊ป ในขณะที่กรุ๊ปยังคงเดินหน้าลงทุนและพัฒนานวัตกรรมในธุรกิจมาร์เก็ตเพลส, ดาต้า และซอฟต์แวร์ โซลูชั่น และฟินเทคอย่างไม่หยุดยั้ง 

Alibaba Blends Retail With Technology to Build Green Supply Chains

Alibaba บูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับธุรกิจค้าปลีก เพื่อสร้างซัพพลายเชนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Alibaba Blends Retail With Technology to Build Green Supply Chains

Alibaba Group is leveraging its platform power and cloud computing capabilities to create greener supply chains in China.

The platform company’s online grocery service Tmall Supermarket has teamed up with Energy Expert, Alibaba Cloud’s AI-powered sustainability and energy management system, to help companies measure and reduce their carbon emissions.

“Besides communicating the product’s environmental impact to consumers, we also want to encourage suppliers and manufacturers to adopt green measures,” said Pei Yunlong, head of green supply chain at Tmall Supermarket.

Supply chains generate more than 90% of an organization’s greenhouse gas emissions and up to 70% of operating costs, according to consultancy Ernst & Young. Targeted carbon reduction at the source will help Alibaba cut both.

Since launching in April 2022, the initiative has led to the development of 20 eco-friendly own-branded consumer products on Tmall Supermarket, ranging from biodegradable cups to compostable baking paper.

In the process, Hangzhou-based Alibaba is closer than ever to its goal of slashing carbon emissions by 1.5 gigatons across its digital ecosystem by 2035.

Make it Green

Multinational consumer companies can strongly influence their suppliers’ business practices. Retailers including Unilever and Nestle have joined forces with Alibaba to transform operations along their supply chains.

“Until recently, sustainability did not rank high on retailers’ list of priorities when it comes to sourcing suppliers,” said Zhao Yongjian, general manager of Ruikang Technology in China’s Zhejiang Province. He heads a factory of over 300 people producing household goods for retailers in China.

The company has installed heat recovery systems and industrial waste recycling at a new factory as part of its efforts to achieve carbon neutrality.

But there’s still room for improvement, according to Yuan Can, technical manager at Energy Expert from Alibaba Cloud.

Replacing old machinery in one production line with energy-efficient equipment helped save 140 tons of carbon dioxide emissions and 300,000 kilowatt hours (kWh) of electricity annually, the equivalent of nearly 400 Chinese people’s average residential energy consumption.

The platform also recommended switching to biodegradable materials in packaging and phasing out old machinery for more energy-efficient ones. Yuan’s team devised a plan to recover hot water from waste heat at the factory, while supporting them to make the shift to renewable energy by installing solar panels.

Platform Power

Multinational retailers have tried myriad ways to push their suppliers to be sustainable, including launching codes of conduct, conducting onsite assessments, or inviting third-party audits.

But most factories in China do not have the digital infrastructure to measure emissions and they lack the know-how to manage energy use.

“Most of the smaller factories in China do not produce branded products. They don’t have a strong incentive to become sustainable unless brands say so,” said Yuan.

What holds companies from greening their supply chain is primarily the cost. But investment into energy-efficient infrastructure will pay off in the long run, said Zhao. “It will help lower operational costs and become part of its competitive advantage.”

Tmall Supermarket also incentivizes suppliers to improve their sustainability performance by tagging products as “eco-friendly”. Consumers who purchase the products can earn points that can be redeemed for benefits on Alibaba’s carbon ledger platform.

Research shows that 80% of consumers in China are willing to pay a premium of up to 10% for sustainable products, according to a report from China Chain Store & Franchise Association.

Tmall Supermarket said it’s planning to expand its partnership with green suppliers to roll out more eco-friendly products. It is taking a step towards embracing zero waste in production and would work with a retailer to collect used plastic bottles and remake them into consumer goods.

Alibaba บูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับธุรกิจค้าปลีก เพื่อสร้างซัพพลายเชนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Alibaba บูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับธุรกิจค้าปลีก เพื่อสร้างซัพพลายเชนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Alibaba บูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับธุรกิจค้าปลีก เพื่อสร้างซัพพลายเชนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Alibaba Group ใช้สมรรถนะของแพลตฟอร์มและขีดความสามารถด้านการประมวลผลบนคลาวด์ของตน สร้างระบบซัพพลายเชนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (green supply chains) มากขึ้นในจีน 

Tmall Supermarket แพลตฟอร์มการให้บริการร้านขายสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคออนไลน์ของ Alibaba Group ทำงานร่วมกับ Energy Expert ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการการใช้พลังงาน และความยั่งยืนที่ทำงานด้วยระบบ AI ของ Alibaba Cloud เพื่อช่วยบริษัทต่าง ๆ วัดระดับและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ

Pei Yunlong, head of green supply chain ของ Tmall Supermarket กล่าวว่า “นอกจากการสื่อสารให้ลูกค้าได้รับรู้ถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ แล้ว เรายังต้องการส่งเสริมให้ซัพพลายเออร์และผู้ผลิตใช้มาตรการต่าง ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

บริษัทที่ปรึกษา Ernst & Young ระบุว่า กว่า 90% ของก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากองค์กรหนึ่ง ๆ มาจากระบบซัพพลายเชนขององค์กรนั้น ๆ และมีมูลค่าสูงถึง 70% ของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน Alibaba ตั้งเป้าหมายลดก๊าซคาร์บอนตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งจะช่วยให้บริษัทฯ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลงได้

ความร่วมมือที่เริ่มต้นเมื่อเดือนเมษายน 2565 นี้ได้นำสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ 20 รายการบน Tmall Supermarket เพื่อการอุปโภคบริโภคที่เป็นแบรนด์ของตนเอง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ถ้วยไปจนถึงกระดาษรองอบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ

ในกระบวนการนี้ทำให้ Alibaba ที่ตั้งอยู่ ณ เมืองหางโจวกำลังเข้าใกล้เป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่เกิดจากระบบนิเวศดิจิทัลทั้งหมดลง 1.5 กิกะตัน (เทียบเท่าหนึ่งพันล้านเมทริกตัน) ภายในปี พ.ศ. 2578 ได้มากกว่าที่เคยเป็นมา

เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

บริษัทข้ามชาติด้านสินค้าอุปโภคบริโภคมีอิทธิพลอย่างมากต่อแนวทางการดำเนินธุรกิจของซัพพลายเออร์ ผู้ค้าปลีกเช่น ยูนิลีเวอร์และเนสท์เล่ได้ร่วมมือกับ Alibaba เพื่อทรานส์ฟอร์มการดำเนินงานในระบบ
ซัพพลายเชนทั้งหมดของตน

Zhao Yongjian, general manager ของ Ruikan Technology ในมณฑลเจ้อเจียงของประเทศจีน ซึ่งเป็นหัวหน้าในโรงงานที่มีพนักงานกว่า 300 คน ทำการผลิตสินค้าที่ใช้ในครัวเรือนป้อนให้กับผู้ค้าปลีกในประเทศจีน กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ เมื่อจะจัดหาซัพพลายเออร์ ผู้ค้าปลีกไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของความยั่งยืน”

บริษัทฯ ได้ติดตั้งระบบนำความร้อนกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิลของเสียในอุตสาหกรรมที่โรงงานแห่งใหม่ นับเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน

แต่ Yuan Can, technical manager ของ Energy Expert จาก Alibaba Cloud กล่าวว่า “ยังมีโอกาสในการปรับปรุงประสิทธิภาพได้อีก”

การแทนที่เครื่องจักรเก่าในสายการผลิตหนึ่งด้วยอุปกรณ์ที่ช่วยประหยัดพลังงาน ได้ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 140 ตัน และประหยัดไฟ 300,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับการใช้พลังงานโดยเฉลี่ยในที่พักอาศัยของชาวจีนเกือบ 400 ครัวเรือน

แพลตฟอร์มนี้ยังได้แนะนำให้เปลี่ยนวัสดุที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์ให้เป็นวัสดุที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และใช้เครื่องจักรรุ่นใหม่ที่ประหยัดพลังงานได้มากกว่าแทนเครื่องจักรรุ่นเก่า ทีมงานของ Yuan ได้ออกแบบแผนงานเพื่อนำน้ำร้อนจากความร้อนเหลือทิ้งของโรงงานกลับมาใช้ใหม่ และสนับสนุนให้เปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์

พลังของแพลตฟอร์ม

ผู้ค้าปลีกข้ามชาติ ได้พยายามผลักดันให้ซัพพลายเออร์ของตนเป็นซัพพลายเออร์ที่ยั่งยืนด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การกำหนดกฎเกณฑ์ด้านจรรยาบรรณ (codes of conduct) หรือทำการประเมิน ณ สถานที่ของซัพพลายเออร์ หรือให้มีการตรวจสอบโดยบุคคลที่สามที่ไม่มีส่วนได้เสีย

แต่โรงงานจำนวนมากในประเทศจีนไม่มีโครงสร้างพื้นฐานไอทีแบบดิจิทัลเพื่อวัดระดับการปล่อยมลพิษ และขาดความรู้ความเข้าใจในการบริหารการใช้พลังงาน

Yuan กล่าวว่า “โรงงานขนาดเล็กเกือบทั้งหมดในประเทศจีนไม่ได้ผลิตสินค้าที่มีแบรนด์ จึงไม่มีแรงจูงใจที่มุ่งมั่นกับการผลิตที่ยั่งยืน นอกจากแบรนด์ต่าง ๆ จะสั่งมา”

Zhao กล่าวว่า ค่าใช้จ่ายเป็นตัวฉุดสำคัญที่ทำให้บริษัทต่าง ๆ ยังไม่ปรับระบบซัพพลายเชนให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ประหยัดพลังงานจะให้ผลตอบแทนในระยะยาวจะช่วยให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่ำลง และมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน”

Tmall Supermarket ได้สร้างแรงจูงใจให้ซัพพลายเออร์ปรับปรุงประสิทธิภาพด้านความยั่งยืนด้วยการติดแท็กสินค้าเป็น “eco-friendly” ลูกค้าที่ซื้อสินค้าจะได้รับคะแนนที่สามารถแลกสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ บนแพลตฟอร์ม carbon ledger ของ Alibaba

ผลการวิจัยจากรายงานของ China Chain Store & Franchise Association แสดงให้เห็นว่า 80% ของผู้บริโภคในประเทศจีนยินดีจ่ายเงินเพิ่มถึง 10% ให้กับสินค้าที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน  

Tmall Supermarket วางแผนขยายความร่วมมือกับซัพพลายเออร์ที่มีการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อผลิตและให้บริการผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งนับเป็นอีกก้าวหนึ่งที่มุ่งสู่การผลิตที่มีของเสียเป็นศูนย์ และจะทำงานกับผู้ค้าปลีก เพื่อรวบรวมขวดพลาสติกใช้แล้ว และนำมาทำเป็นสินค้าอุปโภคชนิดใหม่

ซีเมนส์และไมโครซอฟท์ ร่วมขับเคลื่อนศักยภาพภาคอุตสาหกรรมผ่านเทคโนโลยี Generative AI

ซีเมนส์และไมโครซอฟท์ ร่วมขับเคลื่อนศักยภาพภาคอุตสาหกรรมผ่านเทคโนโลยี Generative AI

ซีเมนส์และไมโครซอฟท์ ร่วมขับเคลื่อนศักยภาพภาคอุตสาหกรรมผ่านเทคโนโลยี Generative AI

    • แอปฯ ใหม่ของซีเมนส์ใน Teamcenter สำหรับ Microsoft Teams ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพิ่มศักยภาพและพัฒนานวัตกรรมครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์
    • ตัวช่วยที่เสริมกำลังด้วย Azure OpenAI Service สามารถต่อยอดการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพิ่มประสิทธิภาพและแก้ไขข้อบกพร่องของโค้ดในซอฟต์แวร์สำหรับระบบอัตโนมัติในโรงงาน
    • Industrial AI ช่วยสนับสนุนการตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์จากการประมวลผลข้อมูลรูปภาพเสมือนการมองเห็นของมนุษย์ในพื้นที่การผลิต

ซีเมนส์และไมโครซอฟท์ร่วมมือดึงศักยภาพเทคโนโลยี Generative AI มาช่วยธุรกิจในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ให้สามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเพิ่มประสิทธิภาพ ตั้งแต่การออกแบบ กระบวนการด้านวิศวกรรม การผลิต รวมถึงการดำเนินงานในวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เพื่อยกระดับการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ

โดยหลายบริษัทกำลังนำซอฟต์แวร์ Teamcenter® ของซีเมนส์ซึ่งเป็นโซลูชันทางด้านการจัดการวงจรผลิตภัณฑ์ (Product Lifecycle Management หรือ PLM) ไปทำงานร่วมกับ Teams ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการทำงานร่วมกันของไมโครซอฟท์ และใช้โมเดลภาษาใน Azure OpenAI Service รวมไปถึงความสามารถทางด้านอื่น ๆ ของ Azure AI

ที่งานแสดงสินค้าทางเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก – Hannover Messe ที่เพิ่งเสร็จสิ้นไป ซีเมนส์และไมโครซอฟท์แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยี Generative AI สามารถช่วยยกระดับระบบอัตโนมัติและการดำเนินงานภายในโรงงาน ผ่านการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ การรายงานปัญหาและการตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์จากการประมวลผลข้อมูลรูปภาพ

สก็อตต์ กูทรี รองประธานบริหารด้านเทคโนโลยีคลาวด์และ AI ของไมโครซอฟท์ กล่าวว่า “การผสานรวมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ากับแพลตฟอร์มทางเทคโนโลยีต่าง ๆ จะเปลี่ยนวิถีการทำงานและวิธีดำเนินงานของทุกธุรกิจไปอย่างสิ้นเชิง การร่วมมือกับซีเมนส์ทำให้เราสามารถนำศักยภาพของ AI ไปใช้ในองค์กรอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งช่วยลดขั้นตอนที่ซับซ้อนของกระบวนการดำเนินงาน ทำลายกำแพงการทำงานแบบไซโล เพิ่มการทำงานร่วมกันอย่างเปิดกว้างมากขึ้น เพื่อเร่งพัฒนานวัตกรรมที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง”

แอปพลิเคชั่นสำหรับการทำงานร่วมกันที่ขับเคลื่อนด้วย AI เชื่อมต่อการทำงานระหว่างพนักงานในส่วนการผลิตกับส่วนอื่น ๆ

ด้วยศักยภาพของแอปฯ ใหม่ใน Teamcenter สำหรับ Microsoft Teams ที่คาดว่าจะเปิดตัวในปีนี้ จะช่วยให้วิศวกรด้านการออกแบบ พนักงานส่วนหน้างาน และทีมอื่น ๆ ในองค์กรสามารถทำงานและแก้ปัญหาร่วมกันได้อย่างราบรื่นขึ้น ตัวอย่างเช่น วิศวกรฝ่ายบริการหรือฝ่ายผลิตสามารถใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่จดบันทึกและรายงานเกี่ยวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์หรือข้อกังวลด้านคุณภาพโดยใช้ภาษาพูด ด้วยความสามารถของ Azure OpenAI Service แอปฯ สามารถวิเคราะห์ข้อมูลคำพูดที่ไม่เป็นทางการ สร้างรายงานสรุปโดยอัตโนมัติและบันทึกเข้าสู่ระบบ Teamcenter เพื่อแจ้งไปยังผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบทางด้านวิศวกรรมหรือทางด้านการผลิตได้อย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนให้การมีส่วนร่วมเป็นไปได้อย่างง่ายดายขึ้น พนักงานจะสามารถบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ในภาษาพูด ที่จะได้รับการแปลเป็นภาษาทางการที่ใช้ภายในบริษัทด้วย Microsoft Azure AI โดย Microsoft Teams

นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ ที่ใช้งานง่าย อาทิ การแจ้งเตือนเพื่อลดความซับซ้อนของการอนุมัติในกระบวนการทำงาน ลดเวลาที่ใช้ในการร้องขอการเปลี่ยนแปลงด้านการออกแบบ และเพิ่มความเร็วของวงจรนวัตกรรมแอปฯ Teamcenter สำหรับ Microsoft Teams สามารถช่วยให้พนักงานหลายล้านคนที่ไม่สามารถเข้าถึงเครื่องมือ PLM ในปัจจุบัน สามารถส่งข้อมูลผลกระทบด้านการออกแบบและกระบวนการผลิตได้ง่ายขึ้นโดยจะเป็นส่วนหนึ่งของเวิร์กโฟลว์การทำงานที่มีอยู่

วิศวกรรมซอฟต์แวร์อัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยให้โรงงานดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

ซีเมนส์และไมโครซอฟท์ยังร่วมมือกันเพื่อช่วยนักพัฒนาซอฟต์แวร์และวิศวกรระบบอัตโนมัติเพิ่มความเร็วในการพัฒนาโค้ดสำหรับ Programmable Logic Controllers (PLC) ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ในระดับอุตสาหกรรมที่ควบคุมเครื่องจักรส่วนใหญ่ในโรงงานทั่วโลก โดยได้สาธิตให้เห็นแนวคิดว่า ChatGPT ของ OpenAI และ Azure AI Service อื่น ๆ จะสามารถส่งเสริมโซลูชันวิศวกรรมระบบอัตโนมัติในทางอุตสาหกรรมของซีเมนส์ได้อย่างไร ซึ่งการสาธิตแสดงให้เห็นว่าทีมวิศวกรสามารถลดเวลาและความน่าจะเป็นของข้อผิดพลาดได้อย่างมาก โดยการสร้างรหัส PLC ผ่านการป้อนข้อมูลด้วยภาษาที่ใช้สื่อสารโดยทั่วไป (Natural Language) ซึ่งความสามารถเหล่านี้ยังช่วยให้ทีมบำรุงรักษาสามารถระบุข้อผิดพลาดและสร้างโซลูชันของแต่ละขั้นตอนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

เซดริค ไนเค กรรมการบริหาร ซีเมนส์ เอจี (Siemens AG) และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจ Digital Industries กล่าวว่า  “เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงและทรงพลังที่กำลังเกิดขึ้นเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดสำหรับการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ซีเมนส์และไมโครซอฟท์ร่วมมือกันเพื่อปรับใช้เครื่องมืออย่าง ChatGPT เพื่อให้เราสามารถสนับสนุนพนักงานในองค์กรทุกขนาดให้ใช้วิธีใหม่ในการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ”

ค้นหาและป้องกันการเกิดข้อบกพร่องในผลิตภัณฑ์ด้วย Industrial AI

การตรวจพบข้อบกพร่องในการผลิตได้ตั้งแต่แรกเริ่ม เป็นเรื่องสำคัญเพื่อป้องกันการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลามากขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงอุตสาหกรรม (หรือ Industrial AI) ตัวอย่างเช่น คอมพิวเตอร์วิทัศน์ (Computer Vision) เป็นปัญญาประดิษฐ์ที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลภาพ ช่วยให้ทีมงานควบคุมคุณภาพทำงานได้เร็วขึ้น ระบุความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น และปรับเปลี่ยนได้แบบเรียลไทม์ได้เร็วยิ่งขึ้น ที่งาน Hannover Messe ทีมงานได้สาธิตถึงวิธีการใช้ Microsoft Azure Machine Learning และ Siemens’ Industrial Edge วิเคราะห์ภาพที่ถ่ายด้วยกล้องและวิดีโอ เพื่อนำมาสร้าง ปรับใช้ ทำงาน และตรวจสอบโมเดลการมองเห็นของเทคโนโลยีเอไอ (AI Vision Model) ในพื้นที่การผลิต

ความร่วมมือนี้เป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ที่ยาวนานกว่า 35 ปีระหว่างซีเมนส์และไมโครซอฟท์ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกับลูกค้าหลายพันราย และทั้งสองบริษัทยังมีความร่วมมือกันในด้านอื่น ๆ อาทิ การพัฒนาโซลูชัน Senseye on Azure ที่ช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถดำเนินงานด้านการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) ในระดับองค์กร พร้อมสนับสนุนลูกค้าที่ต้องการโฮสต์แอปพลิเคชันทางธุรกิจของตนไว้ใน Microsoft Cloud เพื่อใช้โซลูชันต่าง ๆ จาก Siemens Xcelerator ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มธุรกิจดิจิทัลแบบเปิดของซีเมนส์ รวมถึงแอปฯ Teamcenter บน Azure นอกจากนี้ซีเมนส์ยังร่วมมือกับไมโครซอฟท์ในการเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้าน Zero Trust

Red Hat Introduces New Partner Subscriptions to Enable Ecosystem Innovation and Customer Success

Partner Subscriptions รูปแบบใหม่จาก Red Hat เปิดนวัตกรรมให้กับระบบนิเวศพันธมิตร และความสำเร็จของลูกค้า

Red Hat Introduces New Partner Subscriptions to Enable Ecosystem Innovation and Customer Success

Red Hat Partner Subscriptions offer partners extended access to the Red Hat open hybrid cloud portfolio at no cost

Red Hat, Inc., the world’s leading provider of open source solutions, today announced the launch of Red Hat Partner Subscriptions, a no-cost subscription model that allows partners deeper access to the Red Hat open hybrid cloud portfolio. Red Hat Partner Subscriptions offer a simplified path for partners to acquire Red Hat product subscriptions that can be used to develop software solutions and proof-of-concepts, test product offerings, deepen technical skills and more.

Red Hat Partner Subscriptions equip partners with Red Hat subscriptions typically worth thousands of dollars to develop and sell solutions based on hardened, enterprise-grade open source software, driving improved operational efficiencies and technical capabilities for customers. Replacing traditional Not-for-Resale subscriptions, Red Hat Partner Subscriptions offer partners more comprehensive access to Red Hat’s industry leading platforms, including Red Hat Enterprise Linux, Red Hat OpenShift and Red Hat Ansible Automation Platform, as well as supported offerings, for a broader range of business and technical use cases.

Key benefits for partners through Red Hat Partner Subscriptions include:

    • Access to hundreds of self-support subscriptions for the Red Hat open hybrid cloud portfolio, with the ability for partners to mix and match product subscriptions.
    • Extended use for single- and multi-user software development, testing, internal training, demonstrations, proofs-of-concept and more.
    • Enabled use for on-premises or in any public cloud.
    • Complimentary Red Hat Standard support for up to five contacts, with the option to upgrade for additional contacts or Red Hat Premium support.
    • Applicable for all generally available Red Hat product versions, variants, package updates and add-ons, as well as public Beta versions.

Red Hat Partner Subscriptions are now available to all Red Hat Ready, Advanced and Premier Business Partners. In addition, Red Hat technology partners that have completed or are in the process of completing product certifications with Red Hat can also utilize Red Hat Partner Subscriptions.

Supporting Quotes

Stefanie Chiras, senior vice president, Partner Ecosystem Success, Red Hat
“The transformative capabilities of open hybrid cloud, and ultimately, our customers’ business outcomes can only be unlocked through a collaborative and knowledgeable partner ecosystem. Red Hat is committed to catalyzing open source innovation with partners by enabling deeper access to leading Red Hat technologies and support resources. By introducing new and improved Red Hat Partner Subscriptions, partners will have more visibility than ever before into the Red Hat open hybrid cloud portfolio to fuel real business outcomes and success with customers.”

Talor Holloway, CTO, Advent One

“Red Hat Partner Subscriptions have simplified the experience for our team to access Red Hat software and support when building environments for education and client demonstrations, which are critical to the day-to-day success of our technical team in serving clients.”

Sumit Naiksatam, Principal Engineer, Cisco Systems

“Red Hat Partner Subscriptions have helped us immensely to streamline our operations in maintaining our software stack in the research and development environment. Building on our long-standing collaboration with Red Hat, we look forward to continue leveraging Red Hat products through Red Hat Partner Subscriptions for building, testing and supporting Cisco datacenter products.”

Steve White, Program Vice President, Channels and Alliances, IDC

“In the current industry landscape, customers and partners alike are faced with maintaining success and fueling growth while navigating emerging technologies, changes to company business models and new collaboration methods. Therefore, it is critical for software vendors to empower a trained, efficient and loyal partner ecosystem that can react swiftly to evolving customer demands. Red Hat Partner Subscriptions offer a simplified and comprehensive avenue for partners to strengthen their business and deliver solutions, skills and support on Red Hat technologies.”

Chris Reed, Sales Engineer, TD SYNNEX     

“Participating in the pilot program for Red Hat Partner Subscriptions has completely changed our outlook on how we request and maintain technical subscriptions and sales support. We look forward to continuing to explore open source solutions now more readily available to us through Red Hat Partner Subscriptions and expanding upon our collaboration with Red Hat.”