องค์กรภาครัฐจะใช้ไฮบริดมัลติคลาวด์ ปลดล็อกศักยภาพได้อย่างไร

How the Era of Hybrid Multicloud Will Unlock the Potential of the Public Sector

องค์กรภาครัฐจะใช้ไฮบริดมัลติคลาวด์ ปลดล็อกศักยภาพได้อย่างไร

บทความโดยนายเฟตรา ชาห์บานา ผู้จัดการประจำกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่เติบโต (GEMs), นูทานิคซ์

โลกที่เชื่อมต่อถึงกันมากขึ้นในปัจจุบัน ทำให้ภาครัฐมีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้น เพราะมีหน้าที่รับผิดชอบต่อการให้บริการที่จำเป็นแก่สาธารณะ แก้ไขความท้าทายทางสังคมหลากหลาย ป้องกันและตอบสนองต่อภัยคุกคามความปลอดภัยต่าง ๆ และส่งเสริมเศรษฐกิจให้เติบโต ในโลกที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนี้ องค์กรภาครัฐต่างตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องเปลี่นแปลงตนเองสู่ดิจิทัล เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ให้บริการได้ดีขึ้น และสามารถตอบสนองความคาดหวังของประชาชนที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา

หน่วยงานภาครัฐจำนวนมากเลือกผู้ให้บริการคลาวด์ด้วยเหตุผลที่คาดว่าจะประหยัดค่าใช้จ่าย และจะช่วยให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงมอบประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับพนักงานและประชาชน ตามข้อเท็จจริง IDC ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาและวิจัยตลาดชั้นนำของโลกคาดการณ์ไว้ว่า ภายในปี 2568 ภาครัฐในเอเชียแปซิฟิกจะใช้จ่ายด้านพับลิคคลาวด์แตะระดับ 12.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ

จริง ๆ แล้ว หน่วยงานภาครัฐมีการใช้เทคโนโลยีและกลยุทธ์ใหม่ ๆ เพื่อผลักดันให้เกิดนวัตกรรมอยู่แล้ว เห็นได้จากรายงานผลสำรวจ Nutanix Enterprise Cloud Index ประจำปีครั้งที่ 5 โดยแวนสัน บอร์น ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยในสหราชอาณาจักร ได้เผยให้เห็นผลสำรวจที่ว่าองค์กรภาครัฐวางแผนใช้ไฮบริดมัลติคลาวด์เพิ่มขึ้นเกือบห้าเท่าในช่วงสามปีข้างหน้า โดยคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 39 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอื่น ๆ ทั่วโลกเล็กน้อย ผลสำรวจนี้แสดงให้เห็นถึงวิธีการเชิงรุก เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้กับการใช้สภาพแวดล้อมไอทีที่หลากหลาย เพื่อเลี่ยงที่จะต้องติดอยู่กับผู้ให้บริการเพียงรายเดียว และเพื่อพร้อมนำความล้ำสมัยทางเทคโนโลยีมาช่วยให้สามารถให้บริการสาธารณะได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเมื่อภาครัฐเข้าสู่โลกของการใช้ไฮบริดมัลติคลาวด์ จะเป็นการเปิดโอกาสแห่งความเป็นไปได้ใหม่ ๆ จะนำสู่การปลดล็อกศักยภาพทุกแง่มุม และปฏิวัติแนวทางการทำงานเพื่อให้บริการสาธารณะได้ดีขึ้น

เหตุผลในการย้ายแอปพลิเคชันไปมาระหว่างโครงสร้างพื้นฐานไอทีประเภทต่าง ๆ ในปีที่ผ่านมา
เหตุผลในการย้ายแอปพลิเคชันไปมาระหว่างโครงสร้างพื้นฐานไอทีประเภทต่าง ๆ ในปีที่ผ่านมา

ภาครัฐสามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมด้วยวิธีการแบบรวมศูนย์

ประชาชนในยุคดิจิทัลคาดหวังว่าจะสามารถเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้โดยง่าย เป็นบริการที่ตรงตามความต้องการเฉพาะตัว และมีประสิทธิภาพ ต้องการการปฏิสัมพันธ์ที่ราบรื่น เวลาในการตอบสนองที่รวดเร็ว ความปลอดภัย และความโปร่งใส หรืออีกนัยหนึ่งคือ ภาครัฐต้องสามารถตอบสนองความท้าทายใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างฉับไว ให้ความมั่นใจว่าแม้ในระหว่างเกิดเหตุฉุกเฉินจะยังคงให้บริการต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถปรับตัวรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว

การใช้ไฮบริดมัลติคลาวด์มากขึ้น เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ภาครัฐสามารถผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและการให้บริการที่ทันความต้องการของประชาชน ผลสำรวจจากรายงาน Enterprise Cloud Index ของนูทานิคซ์ฉบับนี้ยังพบว่า องค์กรภาครัฐคาดหวังจะใช้มัลติคลาวด์เป็นโครงสร้างพื้นฐานไอทีของตนเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าภายในปี 2569 ซึ่งการใช้โครงสร้างพื้นฐานไอทีที่หลากหลายมากขึ้น และการให้ความสำคัญกับการจัดเก็บข้อมูล การบริหารจัดการ การรักษาความปลอดภัย และบริการต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีต้องการความสามารถในการบริหารจัดการแอปพลิเคชันและข้อมูลที่อยู่บนทุกสภาพแวดล้อมไอทีได้จากจุดเดียว

ความสำคัญของแนวทางที่เป็นหนึ่งเดียวนี้ไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะมันช่วยให้องค์กรภาครัฐมองเห็นว่าข้อมูลของตนอยู่ ณ ที่ใดได้อย่างครบถ้วน ซึ่งความสามารถในการมองเห็นนี้ ช่วยให้ทีมไอทีบริหารจัดการแอปพลิเคชันและข้อมูลได้อย่างไร้รอยต่อ สามารถปรับวิธีการให้ตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยของข้อมูล การสำรองข้อมูล การปฏิบัติตามกฎระเบียบ ประสิทธิภาพที่ต้องการ และค่าใช้จ่าย ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลาได้แบบเรียลไทม์ หน่วยงานภาครัฐสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สร้างนวัตกรรมได้เร็วขึ้น และมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับประชาชนได้อย่างราบรื่น ไฮบริด มัลติคลาวด์มอบศักยภาพมหาศาลให้กับภาครัฐเพื่อเปลี่ยนผ่านรูปแบบการให้บริการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กระบวนการบริหารจัดการที่คล่องตัว ไปจนถึงการให้บริการที่ตรงตามความต้องการเฉพาะบุคคล และประชาชนสามารถเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้อย่างไม่ยุ่งยาก 

ให้ข้อมูลทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์

หนึ่งในข้อได้เปรียบสำคัญที่ภาครัฐจะได้รับจากการใช้ไฮบริดมัลติคลาวด์ คือ สามารถนำศักยภาพของข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ภาครัฐเพิ่มการใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลเพื่อประกอบการตัดสินใจอย่าง

ชาญฉลาดและจัดสรรทรัพยากรได้เหมาะสมมากขึ้น องค์กรภาครัฐสามารถใช้ประโยชน์จากไฮบริดมัลติคลาวด์ในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่ง และได้รับข้อมูลเชิงลึกที่มีค่าเพื่อใช้ขับเคลื่อนการวางนโยบายโดยอิงตามหลักฐานที่ปรากฎชัดเจน และปรับปรุงบริการต่าง ๆ ให้ดีขึ้น การใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการระบุรูปแบบและแนวโน้มต่าง ๆ ไปจนถึงการคาดการณ์ผลลัพธ์ที่จะได้นั้นตรงตามความจริง และช่วยให้องค์กรภาครัฐจัดการกับความท้าทายทางสังคมที่ซับซ้อนได้อย่างคล่องตัวและถูกต้อง

เหตุผลในการย้ายแอปพลิเคชันไปมาระหว่างโครงสร้างพื้นฐานไอทีประเภทต่าง ๆ ในปีที่ผ่านมา
เหตุผลในการย้ายแอปพลิเคชันไปมาระหว่างโครงสร้างพื้นฐานไอทีประเภทต่าง ๆ ในปีที่ผ่านมา

ในขณะเดียวกัน ภาครัฐมีความกังวลด้านความปลอดภัยของข้อมูลและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ โดย 47 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ตอบแบบสอบถามอ้างว่าเหตุผลที่ต้องย้ายแอปพลิเคชันไปมาระหว่างโครงสร้างพื้นฐานไอทีประเภทต่าง ๆ ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เกิดจากความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพรูปแบบการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ขององค์กร และให้สามารถตอบโจทย์กฎระเบียบต่าง ๆ ได้ สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากรายงานสรุปผลการดำเนินงานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ระหว่างเดือนตุลาคม 2564 ถึงเดือนกันยายน 2565 โดยคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) พบว่ามีภัยคุกคามทางไซเบอร์จำนวนทั้งสิ้น 551 เหตุการณ์ เช่น การโจมตีด้วยการแฮ็กเว็บไซต์, มัลแวร์เรียกค่าไถ่ และมัลแวร์ที่มีความสามารถในการขโมยข้อมูลทางการเงิน เป็นต้น  รวมทั้งได้คาดการณ์แนวโน้มภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่จะเกิดขึ้นว่าการโจมตีด้วยการแฮ็กเว็บไซต์ “หน่วยงานราชการและหน่วยงานสำคัญ” เป็นรูปแบบที่ถูกตรวจพบมากที่สุด

ไฮบริดมัลติคลาวด์มอบทางเลือกในการปกป้องข้อมูลที่อ่อนไหวง่าย และมอบความสามารถในการปฏิบัติตามกฎระเบียบให้แก่องค์กรภาครัฐ การเก็บข้อมูลที่อ่อนไหวง่ายไว้ในศูนย์ข้อมูลแบบไพรเวทในองค์กร และวางเวิร์กโหลดที่มีความอ่อนไหวน้อยไว้บนพับลิคคลาวด์ ช่วยให้องค์กรภาครัฐสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัยไซเบอร์ การเข้าถึงเพื่อใช้งาน และการประหยัดค่าใช้จ่าย ดังนั้นแนวทางการใช้ไฮบริด มัลติคลาวด์นี้จึงช่วยเพิ่มความคล่องตัวที่เกิดจากสามารถเลือกวางเวิร์กโหลดไว้ ณ โครงสร้างพื้นฐานไอทีที่เหมาะสมที่สุดตามลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์ เช่น เลือกตามกลยุทธ์ด้านภารกิจ ด้านความปลอดภัย ประสิทธิภาพที่ต้องการ หรือการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ได้อย่างอิสระ

ยุคของไฮบริดมัลติคลาวด์นี้เป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับภาครัฐ การนำกระบวนทัศน์นี้มาใช้จะช่วยให้ภาครัฐสามารถปลดล็อกศักยภาพที่แท้จริง ขับเคลื่อนนวัตกรรม สร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จ ให้บริการประชาชน ทำภารกิจต่าง ๆ และสั่งการต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อขอบเขตทางดิจิทัลยังคงไม่มีที่สิ้นสุด การใช้กลยุทธ์ไฮบริดมัลติคลาวด์จะช่วยให้ภาครัฐก้าวหน้าต่อไปในอนาคตที่บริการสาธารณะต่าง ๆ จำเป็นต้องตอบสนองความต้องการของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาให้ได้ และยังช่วยกำหนดอนาคตให้บริการสาธารณะมีความคล่องตัว ยืดหยุ่น และขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

วัดชีพจรอสังหาฯ ไทย ฝ่าสุญญากาศทางการเมือง ดีมานด์ผู้ซื้อยังไม่ฟื้น สวนทางตลาดเช่าพุ่งต่อเนื่อง

วิทยา อภิรักษ์วิริยะ ผู้จัดการทั่วไป Think of Living และ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้

วัดชีพจรอสังหาฯ ไทย ฝ่าสุญญากาศทางการเมือง ดีมานด์ผู้ซื้อยังไม่ฟื้น สวนทางตลาดเช่าพุ่งต่อเนื่อง

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย เผยภาพรวมตลาดอสังหาฯ ยังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับความไม่แน่นอนทางการเมือง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของผู้บริโภคโดยตรง คนหาบ้านเลือกชะลอแผนซื้อบ้านหรือใช้เวลาตัดสินใจนานขึ้น เพื่อรอดูสถานการณ์ที่ชัดเจนในอนาคต ขณะที่ภาพรวมราคาที่อยู่อาศัยปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามต้นทุนการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น แม้ความต้องการซื้อยังคงชะลอตัว โดยปรับลดลง 4% ในไตรมาสล่าสุด สวนทางตลาดเช่าที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างน่าสนใจ ดัชนีค่าเช่าเพิ่มขึ้นทั้งที่อยู่อาศัยแนวสูงและแนวราบ ส่วนความต้องการเช่าเพิ่มขึ้นถึง 13% สะท้อนให้เห็นเทรนด์ที่อยู่อาศัยยุคนี้ที่ผู้บริโภคเน้นเช่ามากกว่าซื้อ คาดว่าปัจจัยท้าทายหลักของคนอยากมีบ้านในปีนี้ยังมาจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย​

ข้อมูลล่าสุดจากรายงาน DDproperty Thailand Property Market Report Q3 2566 ซึ่งวิเคราะห์จากข้อมูลประกาศขาย-เช่าอสังหาฯ บนเว็บไซต์ DDproperty เผยภาพรวมดัชนีราคาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1% จากไตรมาสก่อน (QoQ) แต่ยังลดลง 6% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) โดยเป็นการปรับลดลงถึง 10% จากช่วงเวลาเดียวกันก่อนเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 (ไตรมาส 2 ปี 2562) สะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มราคาที่อยู่อาศัยในระยะยาวยังคงไม่ฟื้นตัวดีดังเดิม

อย่างไรก็ดี ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในทุกประเภท เนื่องจากต้นทุนการก่อสร้างที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งราคาที่ดิน วัสดุก่อสร้าง และค่าแรง ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าตามไปด้วย โดยทยอยปรับขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อผู้บริโภคในขณะนี้ ส่งผลให้ดัชนีราคาบ้านเดี่ยวปรับเพิ่มมากที่สุด 2% QoQ ขณะที่ดัชนีราคาทาวน์เฮ้าส์และคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเท่ากันที่ 1% QoQ ทั้งนี้ หากเทียบกับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดฯ พบว่า ที่อยู่อาศัยแนวราบยังคงมีการเติบโตอย่างน่าสนใจ โดยดัชนีราคาของบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ปรับเพิ่มขึ้น 13% และ 6% ตามลำดับ มีเพียงคอนโดฯ ที่ดัชนีราคาลดลงมากที่สุดถึง 25%

นายวิทยา อภิรักษ์วิริยะ ผู้จัดการทั่วไป Think of Living และ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (ฝั่งดีเวลลอปเปอร์) กล่าวว่า “ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปีนี้มีสัญญาณเติบโต แต่ไม่หวือหวาอย่างที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากมีปัจจัยท้าทายรอบด้าน ทั้งจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังคงไม่ฟื้นตัว ภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบ 15 ปี ขณะที่ข้อมูลของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกรกฎาคม 2566 อยู่ที่ระดับ 55.6 ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงครั้งแรกในรอบ 14 เดือน ประกอบกับการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อการวางแผนเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ผู้บริโภคกังวลต่อดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ที่กำลังผ่อนบ้านก็มีภาระเพิ่มขึ้นและต้องใช้ระยะเวลาผ่อนชำระนานขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ทิศทางการเติบโตของตลาดอสังหาฯ ปีนี้ผันผวนได้เสมอ”

“ภาพรวมดัชนีราคาในตลาดอสังหาฯ ไตรมาสล่าสุดปรับตัวขึ้นเล็กน้อยตามกลไกตลาดในทุกประเภทที่อยู่อาศัย ให้สอดคล้องกับต้นทุนการก่อสร้างที่ปรับเพิ่มขึ้น สวนทางกับความต้องการซื้อที่ลดลงจากปัจจัยแวดล้อมที่กระทบด้านการเงิน ซึ่งสร้างความท้าทายและกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ผู้บริโภคส่วนใหญ่จึงเลือกชะลอแผนการซื้อที่อยู่อาศัยออกไปก่อน เพื่อรอดูสถานการณ์ที่ชัดเจนมากขึ้นในอนาคต 

ดังนั้น หากผู้บริโภคต้องการจะซื้อบ้าน/คอนโดฯ ในเวลานี้ควรเช็กสภาพคล่องทางการเงินก่อนเป็นอันดับแรก ต้องมีการวางแผนการเงินที่รัดกุมและรอบคอบ รวมทั้งมีการสำรองเงินเก็บไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน และลดการสร้างรายจ่ายที่ไม่จำเป็นที่อาจก่อให้เกิดหนี้สินเพิ่ม หรือเลือกซื้อโครงการบ้านมือสองซึ่งมีต้นทุนราคาที่ถูกกว่า หรือเลือกเช่าที่อยู่อาศัยซึ่งตอบโจทย์ทางการเงินมากกว่าแทน” นายวิทยา กล่าวเสริม

เทรนด์เช่ายังโตต่อเนื่อง จับตานโยบายเศรษฐกิจดันคนซื้อบ้าน

“จากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงที่มีการแพร่ระบาดฯ ส่งผลให้เทรนด์การเช่าที่อยู่อาศัยเติบโตอย่างเห็นได้ชัด โดยความต้องการเช่าล่าสุดเพิ่มขึ้นถึง 108% ขณะที่ความต้องการซื้อเพิ่มขึ้นเพียง 7% เท่านั้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดฯ สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ Generation Rent ที่พฤติกรรมคนรุ่นใหม่เน้นเช่ามากกว่าซื้อ ส่งเสริมให้ดีมานด์ในตลาดเช่าสูงมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักในตลาดอสังหาฯ เช่นกัน แต่ด้วยความไม่พร้อมทางการเงิน จึงไม่อยากมีภาระผูกพันระยะยาวจากการเป็นหนี้จากการกู้ซื้อที่อยู่อาศัย จึงเลือกการเช่าที่มีความยืดหยุ่นและประหยัดรายจ่ายมากกว่าแทน” 

“ปีนี้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าการเติบโตของตลาดท่องเที่ยวจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวอีกครั้ง รวมทั้งกำลังซื้อชาวต่างชาติจะช่วยขับเคลื่อนให้ตลาดอสังหาฯ โตตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องจับตามองว่าวิกฤติอสังหาฯ ในประเทศจีนจะกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจจีนมากน้อยเพียงใด 

นอกจากนี้ ยังคงต้องจับตามองปัจจัยท้าทายภายในประเทศอย่างใกล้ชิด รวมไปถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอนที่กระทบความเชื่อมั่นของผู้ซื้อและนักลงทุน แต่คาดว่าจะเป็นเพียงผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากประเทศไทยผ่านความไม่แน่นอนทางการเมืองมานานหลายทศวรรษ แต่ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ก็ยังคงกลับมาเดินหน้าและเติบโตต่อไปได้อย่างค่อนข้างมั่นคง คาดว่าเมื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เสร็จสิ้นและมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน จะช่วยปลุกความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนให้กลับมาอีกครั้ง และหากภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นการซื้อ-ขายในตลาดอสังหาฯ ออกมา ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้กลุ่ม Real Demand สามารถเข้าถึงสินเชื่อและเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ช่วยขับเคลื่อนตลาดอสังหาฯ ให้กลับมาโตอย่างคึกคักอีกครั้งในช่วงปลายปี” นายวิทยา กล่าวสรุป

อัปเดตทิศทางตลาดอสังหาฯ ดีมานด์ซื้อระยะสั้นหดตัว สวนทางดีมานด์เช่าพุ่งต่อเนื่อง

รายงาน DDproperty Thailand Property Market Report Q3 2566 ซึ่งวิเคราะห์จากข้อมูลประกาศขาย-เช่าอสังหาฯ บนเว็บไซต์ DDproperty เผยข้อมูลเชิงลึกของตลาดอสังหาฯ ไทยในไตรมาสล่าสุด พร้อมสรุปภาพรวมดัชนีราคา และความต้องการที่อยู่อาศัยทั้งในตลาดซื้อและเช่า รวมทั้งอัปเดตทำเลศักยภาพที่ดัชนีราคาและดัชนีค่าเช่ามีแนวโน้มเติบโตอย่างน่าสนใจ

  • ดีมานด์ผู้ซื้อชะลอตัว ที่อยู่อาศัยราคา 1-3 ล้านบาท มีจำนวนมากสุด ภาพรวมความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ในระยะสั้นมีการปรับตัวลดลง 4% QoQ และลดลงถึง 32% YoY เนื่องจากผู้บริโภคยังคงเผชิญความท้าทายทางการเงินรอบด้านต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี เมื่อพิจารณาตามประเภทที่อยู่อาศัยพบว่า ทาวน์เฮ้าส์เป็นที่อยู่อาศัยรูปแบบเดียวที่ความต้องการซื้อเพิ่มขึ้นในไตรมาสล่าสุด โดยเพิ่มขึ้น 1% QoQ (ลดลง 24% YoY) ขณะที่ความต้องการซื้อบ้านเดี่ยวลดลง 2% QoQ (ลดลง 32% YoY) ส่วนความต้องการซื้อคอนโดฯ ลดลงมากที่สุด 4% QoQ (ลดลง 33% YoY)

หากเปรียบเทียบกับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดฯ จะพบว่า ภาพรวมความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นถึง 7% สะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มดีมานด์ผู้ซื้อในระยะยาวยังคงเติบโต แม้จะไม่หวือหวา ที่อยู่อาศัยแนวราบยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างน่าสนใจ โดยทาวน์เฮ้าส์มีความต้องการซื้อเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 27% ตามมาด้วยบ้านเดี่ยวที่เพิ่มขึ้น 20% มีเพียงคอนโดฯ ที่ความต้องการซื้อในระยะยาวยังคงหดตัวและลดลง 1% สะท้อนให้เห็นว่าแม้ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดฯ จะคลี่คลายลง แต่ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่ได้เปลี่ยนไปแล้ว จึงยังคงให้ความสำคัญกับการเลือกที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้นในราคาที่เอื้อมถึงได้ ส่งผลให้ที่อยู่อาศัยแนวราบยังคงตอบโจทย์ผู้ซื้อและมีสัญญาณบวกในระยะยาว

ขณะที่ภาพรวมที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่มีราคาขายอยู่ที่ 1-3 ล้านบาท ด้วยสัดส่วนถึง 27% ของที่อยู่อาศัยทั้งหมดในกรุงเทพฯ เมื่อพิจารณาตามประเภทอสังหาฯ พบว่า คอนโดฯ และทาวน์เฮ้าส์ส่วนใหญ่มีราคาอยู่ที่ 1-3 ล้านบาท (สัดส่วน 29% และ 41% ตามลำดับ) ขณะที่บ้านเดี่ยวส่วนใหญ่ (43%) มีราคา 15 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งผู้พัฒนาอสังหาฯ ได้หันมาทำตลาดสินค้าในกลุ่มบ้านระดับพรีเมียมและบ้านหรูมากขึ้น เนื่องจากเป็นกลุ่มผู้บริโภคระดับบนที่มีกำลังซื้อสูงและมีความพร้อมทางการเงินมากกว่า จึงเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจซื้อตามไปด้วย และยังมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคารและสถาบันการเงินที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางและล่าง

เมื่อแบ่งประเภทที่อยู่อาศัยตามทำเลยอดนิยมพบว่า “เขตวัฒนา” ถือเป็นทำเลที่มีจำนวนคอนโดฯ มากที่สุดด้วยสัดส่วนถึง 16% ของจำนวนคอนโดฯ ทั้งหมดในกรุงเทพฯ เนื่องด้วยเป็นทำเลศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ (CBD) ที่เป็นทั้งแหล่งธุรกิจและแหล่งงานขนาดใหญ่ จึงมีความต้องการที่อยู่อาศัยสูงตามไปด้วย ขณะที่ที่อยู่อาศัยแนวราบส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ รอบนอก โดย “เขตประเวศ” เป็นทำเลที่มีจำนวนบ้านเดี่ยวมากที่สุด มีสัดส่วน 8% ของจำนวนบ้านเดี่ยวทั้งหมดในกรุงเทพฯ และทำเลที่มีจำนวนทาวน์เฮ้าส์มากที่สุด ได้แก่ เขตคลองสามวา สัดส่วนอยู่ที่ 10% ของจำนวนทาวน์เฮ้าส์ทั้งหมดในกรุงเทพฯ 

  • ดีมานด์ผู้เช่าพุ่งทุกประเภท ดันดัชนีค่าเช่าโตต่อเนื่อง ภาพรวมดัชนีค่าเช่าในกรุงเทพฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกประเภทที่อยู่อาศัย โดยที่อยู่อาศัยแนวสูงอย่างคอนโดฯ และอะพาร์ตเมนต์มีดัชนีค่าเช่าเพิ่มขึ้น 3% QoQ (เพิ่มขึ้น 4% YoY) ส่วนที่อยู่อาศัยแนวราบอย่างบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์เพิ่มขึ้น 8% QoQ แต่ยังทรงตัวจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเทียบกับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดฯ พบว่า มีเพียงที่อยู่อาศัยแนวราบเท่านั้นที่มีทิศทางเติบโตเป็นบวก โดยดัชนีค่าเช่าบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์เพิ่มขึ้นถึง 51% สวนทางกับดัชนีค่าเช่าคอนโดฯ และอะพาร์ตเมนต์ที่ลดลง 9% สะท้อนให้เห็นว่าในช่วงที่ผ่านมาผู้ให้เช่าได้ปรับลดราคาให้สอดคล้องกับความสามารถในการใช้จ่ายของผู้บริโภค เพื่อดึงดูดการตัดสินใจเช่า ท่ามกลางสถานการณ์การแข่งขันในตลาดเช่าที่สูงมากขึ้น

ด้านภาพรวมค่าเช่าที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่พบว่า 51% ของที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ทั้งหมดจะอยู่ที่ระดับ 10,000-30,000 บาท/เดือน เมื่อแบ่งตามประเภทที่อยู่อาศัยพบว่าคอนโดฯ และทาวน์เฮ้าส์ส่วนใหญ่จะมีค่าเช่าอยู่ที่ 10,000-30,000 บาท/เดือน (สัดส่วน 53% และ 36% ตามลำดับ) ขณะที่ 50% ของบ้านเดี่ยวส่วนใหญ่นั้นมีค่าเช่า 100,000 บาทขึ้นไป/เดือน สะท้อนให้เห็นว่าบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่ที่มีฟังก์ชั่นครอบคลุมการใช้งาน หรือตั้งอยู่ในทำเลทองมีการนำมาปล่อยเช่ามากขึ้น ซึ่งกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทั้งผู้บริโภคที่มีความสามารถในการใช้จ่ายสูงซึ่งมีแผนย้ายถิ่นฐานในอนาคต และชาวต่างชาติที่มาพำนักในไทย

สำหรับภาพรวมดัชนีความต้องการเช่าที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ปรับเพิ่มขึ้นถึง 13% QoQ แม้จะลดลง 30% YoY ก็ตาม เมื่อพิจารณาตามประเภทที่อยู่อาศัยพบว่าความต้องการเช่าในระยะสั้นปรับขึ้นทุกประเภท โดยความต้องการเช่าคอนโดฯ เพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 14% QoQ (ลดลง 30% YoY) ตามมาด้วยบ้านเดี่ยวเพิ่มขึ้น 6% QoQ (ลดลง 33% YoY) และทาวน์เฮ้าส์เพิ่มขึ้น 4% QoQ (ลดลง 30% YoY) 

อย่างไรก็ดี ความต้องการเช่าที่อยู่อาศัยในระยะยาวยังคงมีทิศทางเติบโตเป็นบวก เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดฯ พบว่าภาพรวมดัชนีความต้องการเช่าที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นถึง 108% โดยเฉพาะคอนโดฯ ที่ถือเป็นอสังหาฯ เพื่อเช่าที่ได้รับความนิยมสูงสุด มีความต้องการเช่าโตต่อเนื่อง ปรับเพิ่มขึ้นถึง 143% ขณะที่ทาวน์เฮ้าส์เพิ่มขึ้น 2% มีเพียงบ้านเดี่ยวเท่านั้นที่ความต้องการเช่ายังทรงตัวจากช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดฯ จากแนวโน้มความต้องการเช่าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ สะท้อนให้เห็นว่าตลาดเช่ายังคงมีแนวโน้มเติบโตในอนาคต เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคยังไม่มีความพร้อมทางการเงินเพียงพอ รวมทั้งไม่อยากมีภาระผูกพันระยะยาวจากการซื้อที่อยู่อาศัย    

ทำเลที่มีดัชนีราคาเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบไตรมาส ส่วนใหญ่อยู่ในทำเลพื้นที่นอกเขตศูนย์กลางธุรกิจและพื้นที่กรุงเทพฯ รอบนอก ซึ่งมีที่อยู่อาศัยแนวราบเป็นหลัก และตั้งอยู่ใกล้เส้นทางที่รถไฟฟ้าพาดผ่าน ได้แก่ 

  • เขตคันนายาว ถือเป็นทำเลที่มีดัชนีราคาเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยเพิ่มขึ้นถึง 15% QoQ แม้จะเป็นพื้นที่นอกเขตศูนย์กลางธุรกิจก็ตาม เป็นทำเลที่มีโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบเป็นส่วนใหญ่ และอยู่ใกล้รถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2567 
  • ตามมาด้วย เขตบางคอแหลม มีดัชนีราคาเพิ่มขึ้น 8% QoQ อีกหนึ่งทำเลนอกเขตศูนย์กลางธุรกิจที่เป็นแหล่งงานย่านพระราม 3 ใกล้กับสาทร-สีลม ปัจจุบันยังมีโครงการพัฒนาต่อเนื่อง เช่น ศูนย์การค้าขนาดใหญ่
  • เขตสะพานสูง มีดัชนีราคาเพิ่มขึ้น 7% QoQ พื้นที่นอกเขตศูนย์กลางธุรกิจ อีกหนึ่งทำเลบ้านแนวราบใกล้เมือง โดยเฉพาะโครงการหรูย่านกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม และยังใกล้กับสนามบินสุวรรณภูมิอีกด้วย
  • เขตบางเขน มีดัชนีราคาเพิ่มขึ้น 7% QoQ พื้นที่นอกเขตศูนย์กลางธุรกิจใกล้รถไฟฟ้า 2 สาย ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยาย หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรีที่กำลังจะเปิดให้บริการ อีกทั้งยังอยู่ใกล้สนามบินดอนเมือง เชื่อมต่อการเดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้น
  • เขตบึงกุ่ม มีดัชนีราคาเพิ่มขึ้น 6% QoQ พื้นที่กรุงเทพฯ รอบนอกที่อยู่ใกล้แหล่งงาน และเป็นทำเลที่มีที่อยู่อาศัยแนวราบเป็นจำนวนมาก ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาบ้านที่มีพื้นที่มากขึ้น

ทำเลที่มีดัชนีค่าเช่าเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบไตรมาส ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ รอบนอก และพื้นที่นอกเขตศูนย์กลางธุรกิจเช่นกัน รวมทั้งอยู่ในทำเลแนวรถไฟฟ้าสายปัจจุบันและอนาคต ได้แก่

  • เขตทุ่งครุ เป็นทำเลที่มีดัชนีค่าเช่าเพิ่มขึ้นมากที่สุด 24% QoQ โดยเป็นพื้นที่กรุงเทพฯ รอบนอกที่ใกล้แหล่งงานและสถานศึกษา ตั้งอยู่ใกล้พระราม 2 และไม่ไกลจากรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงต่อขยาย เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) จึงมีความสะดวกในการเดินทาง
  • ตามมาด้วย เขตทวีวัฒนา ดัชนีค่าเช่าเพิ่มขึ้น 21% QoQ พื้นที่กรุงเทพฯ รอบนอกที่เป็นทำเลของที่อยู่อาศัยแนวราบ ถือเป็นอีกทำเลที่เดินทางได้สะดวก ทั้งอยู่ใกล้ทางด่วน รถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน รวมทั้งรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา ที่มีแผนก่อสร้างในอนาคต
  • เขตลาดพร้าว ดัชนีค่าเช่าเพิ่มขึ้น 16% QoQ พื้นที่นอกเขตศูนย์กลางธุรกิจใกล้ใจกลางเมืองและศูนย์การค้าขนาดใหญ่ จึงมีความเป็นย่านเชิงพาณิชย์แบบแหล่งช้อปปิ้ง นอกจากนี้ยังมีรถไฟฟ้า 2 สายพาดผ่าน ทั้งสายสีน้ำเงิน และสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง
  • เขตหนองแขม ดัชนีค่าเช่าเพิ่มขึ้น 13% QoQ พื้นที่กรุงเทพฯ รอบนอก แม้เป็นทำเลชานเมืองแต่ไม่ไกลจากรถไฟฟ้าและศูนย์การค้าขนาดใหญ่ โดยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องตามแผนการสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย ช่วงหลักสอง-พุทธมณฑลสาย 4 ในอนาคต
  • เขตบางเขน ดัชนีค่าเช่าเพิ่มขึ้น 10% QoQ พื้นที่นอกเขตศูนย์กลางธุรกิจ อีกหนึ่งทำเลใกล้เมือง ใกล้สถานศึกษาชื่อดังและศูนย์การค้าขนาดใหญ่ อานิสงส์จากการที่มีรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยาย หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และอยู่ใกล้สนามบินดอนเมือง ส่งผลให้เป็นเขตเดียวที่ติด 5 อันดับทำเลที่มีดัชนีราคาและดัชนีค่าเช่าเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบไตรมาส

Five key benefits of a purpose-built manufacturing ERP

ห้าประโยชน์สำคัญของระบบ ERP ภาคการผลิต ที่ออกแบบเพื่อการใช้งานตามวัตถุประสงค์

Five key benefits of a purpose-built manufacturing ERP

By Terry Smagh, Senior Vice President and General Manager for Asia Pacific and Japan, Infor

Your enterprise is unique. Your ERP software should match

As the manufacturing world rapidly evolves to meet new challenges, many organizations are working to define a new roadmap to success. But time isn’t on the industry’s side. As Deloitte noted in its outlook for 2023, “The manufacturing industry is building back fast, undeterred by significant labor and supply chain challenges. To maintain this momentum, manufacturers should navigate elevated risks while advancing sustainability priorities.”

Early adopters are now more agile, flexible, and efficient—and they could already be making inroads into your share of the market. How can manufacturing organizations, like yours, counteract this risk and quickly drive profitable growth? The answer, for many, lies in technology partnerships.

Partnerships are increasingly important to achieving sustainable business growth, whether that’s accessing data from upstream or downstream partners within your supply chain or turning to technology providers who can bring a wealth of insights about modern cloud capabilities and leading-edge innovations.

Manufacturing is shifting toward industry-specific applications, and these applications are now nearly always delivered in the cloud to maximize adoption, flexibility, visibility, data-driven decision-making, and security, as well as reducing through-life cost.

Benefits of industry-specific manufacturing ERP

Organizations are coming to realize that industry-specific capabilities built into the ERP solution are critical for smooth deployment and headache-free implementation, as well as efficient workflows and reporting. Some key benefits include:

  1. Industry-specific cloud ERP offers capabilities that match the way that you do (or should do) business. Proven best-practices are already built-in.
  2. You can manage the end-to-end ecosystem with visibility and efficiency, operating in real time to unlock your organization’s potential. And because it’s cloud-based, it’s also faster to implement, so you’ll see success more rapidly. Camatic, as an example, quickly stood up a new manufacturing facility in Malaysia—local requirements included.
  3. An industry-centric, single view of your business helps you identify variations to expected operational performance early, so exceptions can be analyzed and managed long before your finance teams would typically become aware of them. Your organization can then focus on strategic operational and productivity improvement, fostering a continuous improvement mentality.
  4. Gain the necessary level of visibility to quickly respond to customer, supplier, and regulatory needs—minimizing the need for personalizations.
  5. Leverage flexible, scalable architecture to be more agile and responsive to fast-changing customer expectations.

Unsurprisingly, when it comes to triggering organizational change, the business drivers are often a complex mix of customer expectations and demands for a better buying experience, a focus on operational efficiencies and automation, and the need to meet industry regulations and compliance mandates. That’s why it’s important for your application software technology vendor to offer solutions that are designed specifically for your industry. Manufacturing factories and plants have far different needs than service industries and shouldn’t be expected to force generic applications to meet their unique requirements. As an example, managing the complexity of engineer-to-order or configure-to-order environments demand a single view of the product from concept through quote, build, delivery, and—often—on through to aftermarket service and warranty management. Anything less adds risk to the whole process.

In true partnerships, when everyone understands the distinct needs of your organization and industry, multiple stakeholders come together to create a more powerful outcome. If Infor’s solutions align with your manufacturing needs and you’re ready to get started, or you just want advice on how to modernize your operations, explore Infor’s manufacturing solutions.

ห้าประโยชน์สำคัญของระบบ ERP ภาคการผลิต ที่ออกแบบเพื่อการใช้งานตามวัตถุประสงค์

ห้าประโยชน์สำคัญของระบบ ERP ภาคการผลิต ที่ออกแบบเพื่อการใช้งานตามวัตถุประสงค์

ห้าประโยชน์สำคัญของระบบ ERP ภาคการผลิต ที่ออกแบบเพื่อการใช้งานตามวัตถุประสงค์

บทความโดย เทอร์รี สมา, รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น, บริษัทอินฟอร์

หากธุรกิจคุณพิเศษไม่เหมือนใคร คุณควรเลือกซอฟต์แวร์ ERP ที่เหมาะสมกับธุรกิจคุณ

ในขณะที่โลกการผลิตกำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็วเพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ หลายองค์กรกำลังพยายามกำหนดแผนใหม่เพื่อทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ  แต่เวลาไม่ได้เป็นใจให้กับอุตสาหกรรมการผลิต  Deloitte ได้ระบุไว้ในการคาดการณ์ปี 2566 ว่า “อุตสาหกรรมการผลิตกำลังฟื้นตัวกลับมาอย่างรวดเร็วโดยไม่ย่อท้อต่อปัญหาใหญ่ด้านแรงงานและระบบห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้น ผู้ผลิตควรจัดการกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งส่งเสริมแนวคิดเรื่องความยั่งยืนเพื่อรักษาโมเมนตัมนี้ไว้”

ผู้ที่เปิดรับแนวคิดใหม่ ๆ ปัจจุบันต่างก็มีความคล่องตัว ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานมากขึ้น และอาจกำลังเข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดของคุณแล้ว  ในทางกลับกัน บริษัทผู้ผลิตเช่นคุณจะสามารถลดผลกระทบจากความเสี่ยงนี้ และขยายธุรกิจให้เกิดผลกำไรรวดเร็วได้อย่างไร  ความร่วมมือทางเทคโนโลยีคือคำตอบสำหรับหลายคนในเรื่องนี้

ความร่วมมือกันเพื่อจะบรรลุการเติบโตของธุรกิจที่ยั่งยืนกำลังทวีความสำคัญเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงข้อมูลจากต้นน้ำหรือปลายน้ำของคู่ค้าภายในห่วงโซ่อุปทาน หรือการพิจารณาถึงผู้ให้บริการเทคโนโลยีที่สามารถนำเสนอข้อมูลเชิงลึกจำนวนมหาศาลเกี่ยวกับความสามารถของระบบคลาวด์ที่ทันสมัยและนวัตกรรมระดับแนวหน้า

ภาคการผลิตกำลังเปลี่ยนไปใช้แอปพลิเคชันที่ออกแบบมาอย่างเฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันเกือบทุกแอปพลิเคชันจะอยู่ในรูปแบบคลาวด์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน มีความยืดหยุ่น รวมถึงทำให้สามารถมองเห็นงานทั้งระบบ การตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และความปลอดภัย รวมถึงการลดต้นทุนในระยะยาว

ประโยชน์ของระบบวางแผนทรัพยากรทางธุรกิจ (ERP) เฉพาะสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม 

องค์กรต่าง ๆ เริ่มเห็นความสำคัญของความสามารถที่ได้รับการออกแบบมาเฉพาะสำหรับใช้งานในแต่ละอุตสาหกรรมที่ติดตั้งเบ็ดเสร็จอยู่ในโซลูชัน ERP ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานที่ราบรื่น และการใช้งานที่ไม่ยุ่งยาก รวมถึงการทำให้เกิดเวิร์กโฟลว์และการรายงานผลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีประโยชน์สำคัญ ๆ ดังตอไปนี้ :

  1. ERP ระบบคลาวด์เฉพาะสายอุตสาหกรรมนั้นมีฟังก์ชันการทำงานที่สอดคล้องกับวิธีที่คุณดำเนินธุรกิจ (หรือควรจะดำเนินธุรกิจ) พร้อมแนวทางดีที่สุดในการปฏิบัติงานที่ติดตั้งไว้ในตัวเบ็ดเสร็จ
  2. คุณสามารถใช้การมองเห็นทั่วทั้งระบบเพื่อจัดการระบบนิเวศทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมการดำเนินงานแบบเรียลไทม์เพื่อปลดล็อกศักยภาพขององค์กร และเนื่องจากระบบ ERP เป็นโซลูชันบนคลาวด์ จึงสามารถใช้งานได้เร็วกว่าและเห็นความสำเร็จได้รวดเร็วขึ้น เช่น Camatic โรงงานผลิตสัญชาติออสเตรเลีย ผู้ผลิตที่นั่งในสนามกีฬา โรงภาพยนตร์ และโรงละครระดับโลกที่สร้างโรงงานผลิตใหม่ในประเทศมาเลเซียได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดกฎระเบียบในท้องถิ่นได้ทุกประการ
  3. การมุ่งเน้นเฉพาะอุตสาหกรรมและการมองเห็นภาพรวมของธุรกิจจะช่วยให้คุณสามารถระบุความแปรปรวนจากประสิทธิภาพการดำเนินงานที่คาดการณ์ไว้ได้ล่วงหน้า ดังนั้นจึงสามารถวิเคราะห์และจัดการข้อยกเว้นต่าง ๆ ได้ก่อนที่ทีมการเงินของคุณจะรับรู้ถึงสิ่งเหล่านี้เสียอีก จากนั้นองค์กรจะสามารถให้ความสำคัญกับการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
  4. เพิ่มระดับการมองเห็นที่จำเป็นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซัพพลายเออร์ และหน่วยงานกำกับดูแลได้อย่างรวดเร็ว ลดการปรับแต่งเฉพาะบุคคลให้เหลือน้อยที่สุด
  5. ใช้ประโยชน์จากสถาปัตยกรรมที่ยืดหยุ่นและปรับขนาดได้ตามต้องการ ทำให้เป็นองค์กรที่มีความคล่องตัวมากขึ้น และสามารถตอบสนองต่อความคาดหวังของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้

    ดังนั้น จึงไม่แปลกใจเลยว่าเมื่อมาถึงเรื่องที่กระตุ้นการเปลี่ยนแปลงขององค์กร ตัวขับเคลื่อนทางธุรกิจมักจะเป็นความซับซ้อนระหว่างความคาดหวังและความต้องการจากลูกค้าในประสบการณ์การซื้อที่ดีขึ้น  รวมถึงการให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการดำเนินงานและระบบอัตโนมัติ ไปจนถึงความจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อบังคับของอุตสาหกรรม  ด้วยเหตุนี้ ผู้จำหน่ายเทคโนโลยีซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันของคุณจึงควรนำเสนอโซลูชันที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่ออุตสาหกรรมของคุณโดยเฉพาะ

    โรงงานและสายการผลิตมีความต้องการที่แตกต่างจากภาคบริการอย่างมาก และไม่ควรคาดหวังว่าแอปพลิเคชันทั่วไปจะสามารถตอบสนองความต้องการที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณได้ เช่น การจัดการความซับซ้อนของสภาพแวดล้อมที่ต้องผลิตตามคำสั่งหรือกำหนดค่าตามคำสั่ง ที่ต้องการภาพรวมในการมองเห็นตั้งแต่แนวคิดไปจนถึงการเสนอราคา การสร้าง การส่งมอบ และบ่อยครั้งรวมถึงการบริหารจัดการบริการหลังการขายและการรับประกันสินค้า  อะไรก็ตามที่น้อยกว่านี้อาจเพิ่มความเสี่ยงให้กับกระบวนการการผลิตทั้งหมดได้

ในความร่วมมือที่แท้จริง เมื่อทุกคนเข้าใจความต้องการที่แตกต่างขององค์กรและอุตสาหกรรม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายฝ่ายจะร่วมมือร่วมใจกันสร้างผลลัพธ์ที่ทรงพลังมากยิ่งขึ้น 

สำหรับประเทศไทย รัฐบาลได้พัฒนายุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมครบวงจร เพื่อส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัยมาสู่ภาคการผลิตของประเทศ ได้แก่ โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC), เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะ (Digital Park Thailand), โครงการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษแบบคลัสเตอร์ (CBSED) และโครงการพัฒนาการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม (ILDP) เป็นต้น โดยมุ่งหวังจะใช้โครงการดังกล่าวในการเพิ่มประสิทธิภาพ ส่งเสริมการแข่งขัน และสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ด้วยการมอบแรงจูงใจให้กับธุรกิจที่นำเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมมาใช้งาน เช่น วิทยาการหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ AI การทำวิจัยและพัฒนาในด้านต่าง ๆ รวมถึงการส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างวิสาหกิจขนาดใหญ่ และบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในอุตสาหกรรมการผลิต

หากโซลูชันของ Infor สอดคล้องกับความต้องการด้านการผลิตและคุณพร้อมที่จะเริ่มต้น หรือหากต้องการคำแนะนำเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานให้ทันสมัย กรุณาค้นหาโซลูชันการผลิตของ Infor ได้ที่นี่

Seven in Ten Consumers Are Willing to Make Changes to Tackle Environmental Issues

Seven in Ten Consumers Are Willing to Make Changes to Tackle Environmental Issues

Seven in Ten Consumers Are Willing to Make Changes to Tackle Environmental Issues

  • Independent research shows lack of information and high prices are the main barriers for consumers to make more sustainable purchases
  • Businesses can play a significant role in making it easier for consumers to make consciously sustainable choices and earn more trust from consumers
  • Alibaba Group’s latest ESG report reveals that over 180 million consumers participated in carbon emission reduction through its carbon ledger platform

A vast majority (73%) of consumers want to live more sustainable lifestyles, particularly among those living in emerging Asian markets (87%), but inconvenience and high costs are cited as main stumbling blocks to the adoption of sustainable lifestyles, finds the latest independent research commissioned by Alibaba Group.

The research, titled “The Sustainability Trends Report 2023”, polled more than 14,000 consumers from 14 markets across Asia, Europe and the Middle East. It finds that convenience (53%) and affordability (33%) are critical for driving behavioral changes on consumer sustainability and businesses can make it easier for consumers to make sustainably conscious choices.

But consumers are cynical (38%) towards the underlying motivation of businesses’ “sustainable” products, with only 15% saying that they completely trust claims around sustainability of products. Businesses need to work harder to build trust among those consumers, especially among people living in European markets.

“As a digital platform company, Alibaba is uniquely positioned and committed to addressing the ‘say-do’ gap challenge; by reducing the inconvenience obstacle, adding more sustainable choices, and optimizing supply chains to keep costs reasonable for consumers. Sustainable consumption is crucial for the environment, and in the meantime it provides a great opportunity for businesses, as well as the digital economy as a whole, to have a long-lasting development into a sustainable future for all,” said Liu Wei, Alibaba Group ESG Strategy Lead. 

Alibaba published its latest Environmental, Social and Governance (ESG) Report in late July where for the first time it disclosed its Scope 3+ decarbonization progress since it pioneered the concept in 2021 for a wider pledge of carbon emission reduction across its ecosystem. 

Alibaba’s carbon ledger platform has seen a total number of 187 million consumers participating in carbon emission reduction activities in the 12 months leading to March 31, 2023 with 1.91 million products from 409 brands offered on Tmall and Taobao through its low-carbon friendly products program as of March 2023, its latest ESG report revealed. 

Consumers from the emerging Asian markets are the most willing to learn how to make more sustainable purchase online

Consumers globally are embracing more sustainable lifestyles, but there are variations across regions in the level of engagement and how they want to live and shop more sustainably. 

The research finds around three in four consumers (76%) would welcome more information about how to be more sustainable. The proportion is highest in the Philippines (93%), Indonesia (91%), and UAE (90%). 

Over half (58%) of consumers say they’ve already engaged with sustainable practices and they feel they are already personally doing a great deal. There’s also a general openness towards learning about sustainable online practices, with an average of 73% saying that they would welcome more information about how to make purchases online that are more sustainable. 

Respondents from emerging Asian markets (88%) show higher willingness to learn how they can make purchases online that are more sustainable compared with developed Asian markets (66%) and Europe (66%). The sustainable online shopping behaviors also differ across regions, with emerging Asian markets (47%) more inclined to choosing sustainable packaging whereas those in Europe (47%) tend to recycle more. 

Half of the consumers would only go sustainable if it’s convenient; with a third believing sustainability is not affordable 

Lack of information on how products are sustainable (48%) and the prices of sustainable products being too high (45%) are cited as the main barriers for consumers to make more sustainable purchases. 

Over half of the consumers (53%) surveyed say they would only make sustainable choices if they were convenient, which is especially the case in Asian markets (61%) compared to European markets (36%). A third (33%) say living sustainably is not affordable, with Thailand (84%) leading the pack, followed by UAE (41%) and Spain (37%).

Amid the shifting consumer sentiments, businesses can play a significant role in making it easier for consumers to make sustainable conscious choices, the report finds. Making sustainable products more affordable (61%), making fewer products using single-use plastics and packaging (55%) and a wider selection of sustainable products and services (47%) are the top three ways consumers say businesses can do to promote consumer sustainability. 

But businesses need to work harder to build trust among consumers on their sustainability claims, especially among those living in European markets, said the research. 23% of consumers say they “do not trust very much” the claims around sustainability of products from businesses, with the highest proportion in France (31%), Spain (31%) Germany (30%) and the U.K. (30%).

Nearly two in five consumers (38%) are cynical towards the underlying motivations of businesses’ sustainable products, with Thailand (56%), France (48%) and Singapore (47%) as the top three markets where consumers say sustainable products are just a way for companies to sell their products at a higher price. 

“We believe companies can better earn trust from consumers by addressing their own ‘say-do’ gap, such as being more transparent and committed with their sustainability claims, and backing their sustainable practices with data. This will also lead to greater empathy towards consumers along our common journey of sustainability,” Liu Wei added.

About the survey: 

“The Sustainability Trends Report 2023” was conducted by Yonder Consulting, a UK-based consulting firm, with advisory and analysis support by Hong Kong-based sustainability consultancy, The Purpose Business, between January 26 to February 14, 2023, based on feedback from 14,125 consumers to an online survey. 

Respondents of the survey are located in fourteen markets across Asia, Europe and the Middle East including: Germany, France, Italy, Spain, U.K., Indonesia, Malaysia, Philippines, Thailand, South Korea, Hong Kong SAR, Japan, Singapore and the UAE. 

Asian developed markets referred in this research include Hong Kong SAR, Japan, Singapore and South Korea, while Asian emerging markets refer to Indonesia, Malaysia, Philippines and Thailand.