ครั้งแรกที่ระบบสำคัญหลักของ Asian Games ทำงานบน Alibaba Cloud

ครั้งแรกที่ระบบสำคัญหลักของ Asian Games ทำงานบน Alibaba Cloud

ครั้งแรกที่ระบบสำคัญหลักของ Asian Games ทำงานบน Alibaba Cloud

บทบาทสำคัญของผู้ให้บริการคลาวด์ชั้นนำของโลก ในการสนับสนุน Hangzhou Asian Games ทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล

เพื่อขับเคลื่อนภารกิจเร่งการเปลี่ยนผ่านการจัดแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล คณะกรรมการจัดงานเอเชียนเกมส์เมืองหางโจว (HAGOC) วางระบบหลักสำคัญ ที่ใช้ในการจัดงานให้ทำงานบนอาลีบาบา คลาวด์ ซึ่งเป็นธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป  ทั้งนี้ อาลีบาบา คลาวด์ จะใช้เทคโนโลยีที่แข็งแกร่งและเชื่อถือได้ของบริษัทฯ สนับสนุนครั้งแรกของ “เอเชียนเกมส์บนคลาวด์” เพื่ออำนวยความสะดวกให้การจัดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์เป็นไปอย่างอัจฉริยะ ยั่งยืน พิถีพิถันทุกรายละเอียด และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เอเชียนเกมส์ครั้งนี้จะจัดขึ้นที่เมืองหางโจว ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของบริษัทฯ ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน ถึง 8 ตุลาคมศกนี้

ระบบหลักสำคัญดังกล่าวประกอบด้วย Games Management Systems (GMS), Results Distribution Systems (RDS) และ Games Support Systems (GSS) ที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงให้กับสถานที่แข่งขัน 56 แห่ง และสถานที่สำคัญอื่น เช่น ศูนย์จัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ, ศูนย์หลักสำหรับสื่อมวลชน และหมู่บ้านเอเชียนเกมส์หางโจว (Hangzhou Asian Games Village) รองรับผู้ใช้บริการที่ลงทะเบียนมากกว่า 100,000 ราย รวมถึงนักกีฬา ผู้แพร่ภาพกระจายเสียง ผู้สื่อข่าว เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครจาก 45 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก

อาลีบาบา คลาวด์ ในฐานะผู้ให้บริการคลาวด์และบูรณาการด้านเทคโนโลยีอย่างเป็นทางการของการแข่งขันครั้งนี้ มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการเอเชียนเกมส์ที่อยู่บนคลาวด์ทั้งหมด โดยใช้ประสบการณ์จากความชำนาญในการสนับสนุนการแข่งขันกีฬาขนาดใหญ่ทั่วโลกที่ได้รับการพิสูจน์ความสำเร็จมาแล้ว

เซลิน่า หยวน ประธานด้านธุรกิจระหว่างประเทศ อาลีบาบา คลาวด์ อินเทลลิเจนซ์ กรุ๊ป กล่าวว่า “เรามีประสบการณ์มากมายในการสนับสนุนการแข่งขันกีฬาขนาดใหญ่ระดับโลกด้วยเทคโนโลยีคลาวด์ที่ได้รับการพิสูจน์ประสิทธิภาพแล้ว และบริการต่าง ๆ ที่เชื่อถือได้ของเรา เราภูมิใจและตื่นเต้นที่จะได้ช่วยให้เอชียนเกมส์ ณ เมืองหางโจว ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของเรา เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรม ประสิทธิภาพ และมีความยั่งยืน เรามุ่งมั่นร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้องกับการแข่งขันทุกฝ่ายอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการสนับสนุนระบบสำคัญต่าง ๆ ที่ล้ำหน้ามากขึ้น  และเราจะนำประสบการณ์การรับชมกีฬาที่ดึงดูดใจและเพลิดเพลินมากขึ้นมาสู่ผู้ชมและแฟนกีฬาทั่วโลก ผ่านเทคโนโลยีด้านการออกอากาศบนคลาวด์ที่ได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพด้านต่าง ๆ มากขึ้น”

เซลิน่า กล่าวเพิ่มเติมว่า “การแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ณ เมืองหางโจว จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ อาลีบาบา คลาวด์ ที่จะแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้งที่แข็งแกร่ง ปรับขนาดได้ และปลอดภัย สามารถขับเคลื่อนการทรานฟอร์มการแข่งขันกีฬาขนาดใหญ่สู่ดิจิทัล และนำกีฬาและความบันเทิงต่าง ๆ ส่งตรงไปยังทุกมุมโลกได้อย่างไร”

สถาปัตยกรรมทางเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย รวมเข้ากับระบบสำคัญต่าง ๆ ที่เป็นคลาวด์-เนทีฟอย่างไร้รอยต่อ

อาลีบาบา คลาวด์ นำเสนอสถาปัตยกรรมโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการผสานรวมระบบสำคัญต่าง ๆ ได้อย่างไม่มีข้อติดขัด รวมถึงแอปพลิเคชันอัจฉริยะต่าง ๆ เช่น การออกอากาศบนคลาวด์ การจัดงานและการสื่อสารต่าง ๆ

ตัวอย่าง เมื่อสิ้นสุดการแข่งขันกีฬาแต่ละประเภท ระบบกระจายผลลัพธ์ (Results Distribution System) จะได้รับข้อมูลจากระบบจับเวลาและการให้คะแนนที่อยู่ ณ สถานที่แข่งขันแต่ละแห่ง ซึ่งจะถูกรวมเข้ากับระบบกลางสำหรับการเผยแพร่ในรูปแบบที่แตกต่างกันผ่าน APIs (application programming interfaces) ที่แตกต่างกัน เช่น การแสดงผลการแข่งขันและการฟีดข่าวเป็นต้น และทั้งหมดที่กล่าวมานี้สร้างบนอาลีบาบา คลาวด์ เพื่อความมั่นใจได้ว่าจะมีการเผยแพร่และกระจายผลการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม่นยำ และเสถียร

การใช้เทคโนโลยีคลาวด์-เนทีฟ และรันระบบบนบริการด้านคอนเทนเนอร์ของอาลีบาบา คลาวด์ ช่วยให้การแข่งขันครั้งนี้ดำเนินไปอย่างคล่องตัว ปรับขนาดได้ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งยังไม่ต้องรันระบบต่าง ๆ ในดาต้าเซ็นเตอร์แบบ physical ที่ต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่และต้องบำรุงรักษาอีกต่อไป นอกจากนี้ทรัพยากรคลาวด์ต่าง ๆ ที่ใช้จะถูกปลดออกจากงานและเลิกใช้เมื่องานสิ้นสุดลง จึงทำให้การแข่งขันเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

เทคโนโลยีของอาลีบาบา คลาวด์ รองรับระบบสำคัญของเอเชียนเกมส์ที่รันบนคลาวด์ เป็นครั้งแรก

ส่งต่อความตื่นเต้นมากกว่า 5,000 ชั่วโมง ผ่านการถ่ายทอดสดบนคลาวด์

เอเชียนเกมส์ ณ เมืองหางโจว จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การจัดการแข่งขันที่ผู้ออกอากาศที่มีสิทธิ์ (Right-Holding Broadcasters: RHBs) จะได้รับฟุตเทจสดผ่านโครงสร้างพื้นฐานพับลิคคลาวด์ โดย อาลีบาบา คลาวด์ คาดว่าจะส่งผ่านฟุตเทจสดมากกว่า 5,000 ชั่วโมงผ่านฟีดที่มีความคมชัดสูง (HD) และความคมชัดสูงพิเศษ (UHD) มากถึง 68 รายการระหว่างงาน นอกจากการถ่ายทอดสดแล้ว คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่อยู่บนคลาวด์จะส่งฟุตเทจความคมชัดระดับ HD หรือ UHD, ไฮไลท์ของเกมต่าง ๆ และข่าวด่วน ให้กับ RHBs เพื่อนำเสนอตรงไปยังมือถือหรืออุปกรณ์อื่น ๆ ของผู้รับชม

การออกอากาศบนคลาวด์จะก้าวข้ามข้อจำกัดทางกายภาพ และนำความตื่นเต้นในระหว่างการแข่งขันสู่ผู้รับชมทั่วภูมิภาคเอเชียและส่วนอื่น ๆ ของโลก ผ่านโครงสร้างพื้นฐานไอทีและบริการต่าง ๆ ของอาลีบาบา คลาวด์ ในเมืองหางโจว ไปจนถึง ApsaraVideo Live Centers ณ เมืองเซี่ยงไฮ้และปักกิ่ง รวมถึงคลาวด์ระดับภูมิภาคในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง และสิงคโปร์

ก่อนที่จะมีการออกอากาศบนคลาวด์ ผู้แพร่ภาพกระจายเสียงต้องพึ่งพาออปติคัลเซอร์กิตเฉพาะด้านโทรคมนาคมระหว่างประเทศที่มีค่าใช้จ่ายสูง และใช้เวลามากในการติดตั้งอุปกรณ์ เพียงเพื่อจะได้สามารถส่งฟุตเทจสดจากอีกซีกหนึ่งของโลกกลับไปยังประเทศของตน ปัจจุบันเมื่อใช้โครงสร้างพื้นฐานไอทีระดับโลกที่สามารถปรับขนาดได้สูง ยืดหยุ่น และปลอดภัย ของอาลีบาบา คลาวด์ และ Global Accelerator ซึ่งเป็นบริการเร่งความเร็วเน็ตเวิร์กของบริษัทฯ ก็จะสามารถถ่ายทอดสดเนื้อหาหลากหลายประเภท ด้วยคุณภาพความคมชัดสูงบนพับลิคคลาวด์ได้โดยมีค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยและใช้เวลาในการติดตั้งไม่นาน

นำเทคโนโลยีคลาวด์สู่ Asian Games Villages อัจฉริยะ

นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัว Intelligent Operation Platform ในเอเชียนเกมส์ที่หางโจวครั้งนี้ด้วย เพื่อใช้บริหารจัดการการดำเนินงานของหมู่บ้านเอเชียนเกมส์ 3 แห่ง ซึ่งคาดว่าจะรองรับนักกีฬา ผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่มากกว่า 20,000 คน แพลตฟอร์มนี้ใช้ประโยชน์จากเครื่องมือเวอร์ชวลไลเซชันที่ล้ำสมัยของอาลีบาบา คลาวด์ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลอัจริยะแบบเรียลไทม์ และนำผลวิเคราะห์ไปปรับปรุงระบบบริหารจัดการต่อไป ในขณะเดียวกันก็มอบประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่นมากขึ้นให้กับผู้พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านทั้งสามแห่งนี้

ตัวอย่าง โซลูชันของอาลีบาบา คลาวด์ ใช้ข้อมูลเรียลไทม์ เพื่อวิเคราะห์การบริหารจัดการการจราจรและความหนาแน่นของกลุ่มคน และหากพื้นที่สาธารณะมีผู้คนหนาแน่นเกินไป ระบบจะแจ้งเตือนบนแดชบอร์ดเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสาธารณะ นอกจากนี้ยังมีการแจ้งเตือนสภาพอากาศที่รุนแรง ไฟดับ และไฟไหม้ เพื่อให้ผู้จัดงานสามารถตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม

 อาลีบาบา คลาวด์ ใช้เทคโนโลยีการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) ของบริษัทฯ ผ่านหุ่นยนต์บริการอัจฉริยะ ที่สามารถให้บริการคำปรึกษาออนไลน์แก่ผู้พักอาศัยในหมู่บ้านเอเชียนเกมส์ตลอดทั้งวันด้วยภาษาอังกฤษและภาษาจีน ผ่านบริการเว็บแอปพลิเคชัน แชทบอทนี้สามารถให้การตอบกลับ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับบริการต่าง ๆ ที่มีในหมู่บ้านได้แบบเรียลไทม์

Think of Living และ DDproperty ผนึกกำลังจัดงาน “Living Expo 2023” มหกรรมบ้าน-คอนโดฯ สุดคุ้มใกล้รถไฟฟ้าส่งท้ายปี 23-26 พฤศจิกายน ศกนี้!

Think of Living และ DDproperty ผนึกกำลังจัดงาน “Living Expo 2023” มหกรรมบ้าน-คอนโดฯ สุดคุ้มใกล้รถไฟฟ้าส่งท้ายปี 23-26 พฤศจิกายน ศกนี้!

Think of Living และ DDproperty ผนึกกำลังจัดงาน “Living Expo 2023” มหกรรมบ้าน-คอนโดฯ สุดคุ้มใกล้รถไฟฟ้าส่งท้ายปี 23-26 พฤศจิกายน ศกนี้!

พลิกวิธีหาบ้านไปกับหนังสือ “แผนที่ PICK ชีวิต” พร้อมไฮไลต์เด็ด “Best Deal Guarantee” รับประกันราคาดีที่สุดพร้อมดีลส่วนลดช้อปของแต่งบ้านสุด Exclusive จาก NocNoc ลดสูงสุด 80% และประเมินสินเชื่อ รู้ผลทันทีในงาน

“Think of Living” เว็บไซต์รีวิวโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย ผนึกกำลัง “ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty)” เว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย สองบริษัทในเครือพร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป จำกัด (NYSE: PGRU) บริษัทเทคโนโลยีด้านอสังหาริมทรัพย์ (PropTech) ชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศจัดงาน “Living Expo 2023” มหกรรมบ้านและคอนโดมิเนียมใกล้รถไฟฟ้าครั้งยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 23-26 พฤศจิกายน 2566 ณ ลานแฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน ยกขบวนที่อยู่อาศัยจากบรรดาผู้ประกอบการชั้นนำในทำเลศักยภาพแนวรถไฟฟ้า มาพร้อมกับโปรโมชั่นสุด Exclusive ตอกย้ำความคุ้มค่าด้วยการรับประกันราคาห้องที่ดีที่สุดจากผู้ประกอบการกับแคมเปญ Best Deal Guarantee พร้อมโปรโมชั่นช็อปปิ้งของแต่งบ้านราคาพิเศษจาก NocNoc ตอบโจทย์คนหาบ้านได้ครบ จบในงานเดียว 

งาน “Living Expo 2023” ครั้งนี้จัดในคอนเซ็ปต์ “NEXT is NOW” เมื่อที่อยู่อาศัยคือ Next Chapter ครั้งใหญ่ในชีวิตของหลายคน การเริ่มต้นวางแผนเลือกซื้อที่อยู่อาศัยในอนาคตด้วยความมั่นใจไปกับข้อมูลที่ครบครันและคัดสรรมาเป็นอย่างดีจาก Think of Living และ DDproperty พร้อมเป็นผู้ช่วยให้ทุกเส้นทางอสังหาฯ ของทุกคนเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น อำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคและนักลงทุนสามารถเข้าถึงโปรโมชั่นสุดพิเศษกับหลากหลายโครงการคุณภาพจากผู้ประกอบการ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังสามารถเสนอขายโครงการไปยังผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง เพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขายส่งท้ายปี 

วิทยา อภิรักษ์วิริยะ ผู้จัดการทั่วไป Think of Living และ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้

นายวิทยา อภิรักษ์วิริยะ ผู้จัดการทั่วไป Think of Living และ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (ฝั่งธุรกิจดีเวลลอปเปอร์) กล่าวว่า “จากประสบการณ์ในการเป็นกูรูผู้ให้คำแนะนำในแวดวงอสังหาริมทรัพย์มาอย่างยาวนาน ทำให้เรามีข้อมูลเชิงลึก มีความรู้และเข้าใจเทรนด์ความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในแต่ละยุคสมัย ซึ่งข้อมูลจากแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อตลาดที่อยูอาศัย DDproperty Thailand Consumer Sentiment Study รอบล่าสุด พบว่า ปัจจัยภายนอกโครงการที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อที่อยู่อาศัยนั้น ครึ่งหนึ่งของผู้บริโภค (50%) ให้ความสำคัญกับการเดินทางที่สะดวกด้วยระบบขนส่งสาธารณะ และ 47% เลือกจากทำเลที่ตั้ง สะท้อนให้เห็นว่าโครงการที่อยู่อาศัยในทำเลแนวรถไฟฟ้าเป็นทำเลที่น่าจับตามองและตอบโจทย์คนหาบ้านยุคนี้ รวมทั้งมีศักยภาพในการลงทุนในอนาคตอีกด้วย ซึ่งนี่เป็นหนึ่งตัวอย่างเทรนด์ที่อยู่อาศัยที่ทั้ง Think of Living และ DDproperty นำมาพิจารณาเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ของเราให้รองรับฟีเจอร์การค้นหาบ้านที่ใช่ในทำเล รูปแบบ และราคาต่าง ๆ ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีด้วยยอดการใช้งานในปีนี้ที่เพิ่มขึ้นกว่า 40% 

ขณะเดียวกัน บทความให้ความรู้เกี่ยวกับการวางแผนซื้อที่อยู่อาศัย รวมทั้งการขอสินเชื่อบนเว็บไซต์ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ด้วยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมคนหาบ้านที่เรามีเหล่านี้ จึงเป็นที่มาของการจัดงาน Living Expo 2023 รวบรวมที่อยู่อาศัยทั้งแนวสูงและแนวราบใกล้รถไฟฟ้ามาจัดในรูปแบบงานออฟไลน์ ทุกองค์ประกอบภายในงานครั้งนี้ผ่านการวิเคราะห์และออกแบบให้ครอบคลุมทุกขั้นตอนการซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภค เริ่มตั้งแต่การวางแผนเลือกซื้อที่ช่วยประหยัดเวลาในการมองหาบ้านในทำเลที่ใช่ด้วยหนังสือ “แผนที่ PICK ชีวิต” และโพย “อยู่แถวไหนดี?” ประหยัดเงินด้วยโปรโมชั่นสุดคุ้มกับแคมเปญ Best Deal Guarantee รับประกันราคาดีที่สุด รวมไปถึงโซนที่ปรึกษาทางการเงินกับบริการตรวจสอบเครดิตบูโรและยื่นขอสินเชื่อจากธนาคารที่ทราบผลได้ทันที* นอกจากนี้ ยังมาพร้อมโปรโมชั่นและส่วนลดของแต่งบ้านจาก NocNoc ปิดท้ายให้เส้นทางการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคเป็นไปอย่างราบรื่น ครบครันทุกขั้นตอน จบภายในงานเดียว”

“นอกจากนี้ ข้อมูลจากแบบสอบถามฯ DDproperty Thailand Consumer Sentiment Study พบว่า ผู้บริโภคมากกว่าครึ่ง (53%) วางแผนซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 1 ปีข้างหน้า จากเดิม 52% ในรอบก่อนหน้า ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นความต้องการที่อยู่อาศัยที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้น ซึ่งปัจจุบันยังถือเป็นโอกาสที่ดีของผู้ที่มีความพร้อมทางการเงิน เนื่องจากยังมีปัจจัยสนับสนุนการซื้อที่อยู่อาศัยด้วยมาตรการลดค่าโอนกรรมสิทธิ์-ค่าจดจำนองจากภาครัฐ ซึ่งจะสิ้นสุดลงในปลายปี 2566 นี้ คาดว่างาน Living Expo 2023 จะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์และกระตุ้นการซื้อขายให้กลับมาคึกคักในช่วงโค้งสุดท้ายของปี ตั้งเป้ามีผู้สนใจเข้าร่วมงานเพิ่มขึ้น 40% จากครั้งก่อนหน้า” นายวิทยา กล่าวสรุป

งาน “Living Expo 2023” มาพร้อมกับผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย ที่พร้อมนำเสนอโครงการบ้านและคอนโดฯ ในหลากหลายทำเลศักยภาพแนวรถไฟฟ้า BTS และ MRT ตอบโจทย์การเดินทางและการใช้ชีวิตในเมืองหลวง เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อได้เปรียบเทียบความคุ้มค่าของแต่ละโครงการ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษในงานทันที การันตี 5 ความพิเศษที่ครอบคลุมทุกความต้องการของคนหาบ้าน ดังนี้

  1. รับฟรี! หนังสือ “แผนที่ PICK ชีวิต” และโพย “อยู่แถวไหนดี?” พบกับกูรูออฟไลน์สำหรับคนหาบ้านที่มาในรูปแบบหนังสือ Limited edition ที่จะช่วยให้การหาบ้านและคอนโดฯ ใกล้รถไฟฟ้าเป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคย ปีนี้มาในคอนเซ็ปต์ “แผนที่ PICK ชีวิต” รวบรวมข้อมูลโครงการที่อยู่อาศัยมือหนึ่งที่ตั้งอยู่ในแนวรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการแล้ว และมีแผนเปิดให้บริการภายในปี 2567 ทั้ง 8 สาย กว่า 191 สถานี นอกจากนี้ ยังมาพร้อมโพย “อยู่แถวไหนดี?” โพยหาบ้านที่จะช่วยให้คุณประหยัดเวลา ได้บ้านที่ใช่ในทำเลที่ชอบ และตอบโจทย์ตามงบที่ตั้งไว้ หนังสือมีจำนวนจำกัด! ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อรับหนังสือฟรี ณ หน้างาน ได้ทาง www.thinkofliving.com/events ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายนนี้ เป็นต้นไป
  2. ดีลเด็ดการันตีราคาดีที่สุดกับ “Best Deal Guarantee” แคมเปญสุด Exclusive ที่ Think of Living และ DDproperty ร่วมกับผู้พัฒนาอสังหาฯ ชั้นนำของไทย คัดสรรที่อยู่อาศัยราคาสุดพิเศษในโครงการมารับประกันราคาที่ดีที่สุดเฉพาะในงานนี้ที่เดียวเท่านั้น! และยินดีปรับราคาให้ หากผู้บริโภคเจอราคาที่ดีกว่าในช่องทาง Online Official หรือ Sale Gallery ของโครงการที่ร่วมแคมเปญนี้ ระหว่างวันที่ 1-26 พฤศจิกายน 2566 มั่นใจและการันตีได้เลยว่าราคาห้องของโครงการที่ร่วมแคมเปญ Best Deal Guarantee นี้เป็นราคาที่ดีที่สุดแน่นอน
  3. เช็กเครดิตบูโร ให้คำปรึกษาด้านสินเชื่อ พร้อมขอสินเชื่อโครงการภายในงาน อำนวยความสะดวกให้ผู้ซื้อที่ถูกใจที่อยู่อาศัยสุดคุ้มภายในงาน กับฟีเจอร์ตรวจเช็กความพร้อมด้านการเงินด้วยตนเองล่วงหน้าผ่าน www.thinkofliving.com/events และลงทะเบียนขอสินเชื่อโครงการที่มาในงานล่วงหน้า พร้อมกับบริการตรวจสอบเครดิตบูโรที่งานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ยังรวบรวมโปรโมชั่นสินเชื่อมากมายจากหลากหลายธนาคาร พร้อมทั้งมีบริการให้คำปรึกษาด้านสินเชื่อโดยธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ที่มานั่งให้คำปรึกษาภายในงานครั้งนี้อีกด้วย
  4. ได้บ้านที่ใช่ พร้อมเลือกช้อปของแต่งบ้านจนกว่าจะชอบที่ “NocNoc” ศูนย์รวมสินค้าและบริการเรื่องบ้านออนไลน์ ที่ขนดีลเด็ดสุดพิเศษมาให้ช้อปของแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าแบบจัดเต็ม ตั้งแต่บัตรกำนัล NocNoc Voucher ยิ่งซื้อเยอะยิ่งคุ้ม, โค้ดส่วนลดมากมาย** คุ้มที่สุดเฉพาะในงานนี้เท่านั้น ช้อปได้ทั้งบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น NocNoc พร้อมบริการจัดส่งทั่วไทย 

    พิเศษยิ่งขึ้น!! เมื่อดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน NocNoc ภายในงาน!! รับฟรี!!! NocNoc Shopping Bag และลูกค้าท่านแรกที่ซื้อหรือจองในงานในแต่ละวัน รับ Voucher Package ตกแต่งห้องมูลค่า 5,000 บาท (วัน รวม รางวัล)
  5. เพียงลงทะเบียนร่วมงาน รับหนังสือ “แผนที่ PICK ชีวิต” และโพย “อยู่แถวไหนดี?“ ทันที และลุ้นรับของรางวัลมากมายเมื่อจองและซื้อในงาน นอกจากจะพบกับดีลสุดคุ้มแล้ว เพียงผู้ร่วมงานสนใจจองและซื้อที่อยู่อาศัยภายในงานนี้ ก็รับสิทธิ์ลุ้นเป็นผู้โชคดีรับของรางวัลอีกมากมายได้ง่าย ๆ รวมมูลค่ากว่า 50,000 บาท โดยจับสลากผู้โชคดีและประกาศผลในวันที่ 26 พฤศจิกายน นี้ เวลา 19:00 น. ของรางวัลมีดังนี้
    • Voucher Package ตกแต่งห้อง ช้อปของแต่งบ้านจาก NocNoc จำนวน 1 รางวัล มูลค่า 10,000 บาท
    • หูฟังไร้สาย Apple AirPods (3rd gen) with Lightning Charging Case จำนวน 1 รางวัล มูลค่า 6,790 บาท
    • Apple iPad 10 (2022) Wi-Fi 64GB 10.9 inch Silver จำนวน 1 รางวัล มูลค่า 17,900 บาท
    • Apple Watch SE GPS 40mm Midnight Aluminium Case with Midnight Sport Band (New) จำนวน 2 รางวัล มูลค่า 9,900 บาท/รางวัล

ความคุ้มค่าที่คนหาบ้านไม่ควรพลาด! งาน “Living Expo 2023” มหกรรมบ้านและคอนโดฯ ใกล้รถไฟฟ้า ภายใต้คอนเซปต์ “NEXT is NOW” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-26 พฤศจิกายน 2566 ณ ลานแฟชั่นฮอลล์ ชั้น สยามพารากอน เวลา 10:00 – 20:00 น. ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thinkofliving.com/events  

Siemens Showcases Smart Power Distribution and IoT Solutions at ASEAN Sustainable Energy Week 2023

ซีเมนส์ จัดแสดงเทคโนโลยี ระบบไฟฟ้าและโซลูชัน IoT ด้านพลังงาน ที่งาน ASEAN Sustainable Energy Week 2023

Siemens Showcases Smart Power Distribution and IoT Solutions at ASEAN Sustainable Energy Week 2023

Explore Siemens’ innovations at booth H9, Hall 2, Queen Sirikit National Convention Center from August 30 – September 1, 2023

Siemens is committed to support digital transformation of the Thai industrial sector toward low-carbon practices and sustainability, showcasing IoT solutions and latest power distribution technologies from Siemens Xcelerator portfolio at ASEAN Sustainable Energy Week 2023

Under the theme “Accelerate Transformation Towards Decarbonization and Sustainable Industry”, Siemens aims to boost the potential and facilitate efficient management of electricity within Thailand’s industrial ecosystem while also addressing CO2 reduction in operational processes involving electrical assets.

According to the International Energy Agency (IEA), the industrial sector accounted for the highest share of energy consumption in 2022, amounting to 37%. The industry is confronted with challenges in its pursuit of achieving Net Zero, prompting a major transformation of operations, particularly in electric power.

In addition, the power distribution system has become more complex with the integration of additional renewable energy sources, industrial operators must accelerate the adoption of innovation and automation technologies to optimize processes, enhance energy efficiency, reduce costs, and contribute to minimizing CO2 emission, all in alignment with sustainability goals.

Suwannee Singluedej, President & CEO of Siemens Thailand said “Siemens is committed to introducing innovative solutions and technologies that facilitate the digitalization of industries while efficiently managing energy costs. This can be achieved through three core pillars: Decrease CAPEX & OPEX, Enhance Efficiency, and Replace with Technology which means using technologies to optimize operations. These efforts will help advance the industries toward low-carbon practices and sustainability.”

Today, the success of industrial operators’ lies largely in the optimization of operations. This leads to the significance of Internet of Things (IoT) technology and Digital Transformation as essential components in elevating competitive capabilities. According to the Association of the Industrial Energy and Power Industry, the industrial sector is grappling with significant challenges in effectively managing electricity. This includes 60% of industrial companies experience one power outage at least once a year, while 80% contend with unplanned power shutdowns that result in extensive losses. Furthermore, 53% of power producers frequently require preventive maintenance for electrical assets due to a lack of real-time asset-transparency. Additionally, 50% rely on equipment from diverse suppliers, resulting in inefficient data connectivity that hampers the effective control and management of electricity. Collectively, these challenges present persistent hurdles in contemporary essential electrical power management, thus necessitating innovative, technology-driven solutions.

Siemens’ Smart Power Distribution and IoT Solutions offer an enhanced capacity and a comprehensive approach to tackling these challenges. Highlighted solutions and technologies at ASEW 2023 include:

  • Power IoT Solutions: for power plants, power stations, substations in factories, and other infrastructures in industrial estates
    • Microgrids for Sustainability: Microgrid application effectively monitors and manages power distribution from various renewable energy sources including traditional power stations, hydroelectric power, photovoltaic arrays, and more. It enables the highly cost-effective and efficient utilization of these diverse renewable energy sources while ensuring the stability of the power system.
    • IoT Applications and Cybersecurity: IoT applications designed to facilitate the control and real-time monitoring of electrical asset status, they provide data and generate digital document, accessible via on-premises servers or the cloud. This helps reduce unplanned power outages and unnecessary preventive maintenance of electrical equipment. As a result, it boosts production continuity and efficiency. Moreover, data security is assured through an energy automation portfolio that is certified for Cybersecurity as per the world’s first IEC 62443-4-1 standard.
    • Smart Power Monitoring and Management: Applications that assists in monitoring and managing electric power for the main distribution board, enabling the tracking of electrical equipment and low-voltage systems status within the facility. This capability facilitates the optimization of electricity utilization in the production process. It also aids in energy-saving planning, rapid detection of electrical faults, and subsequent loss reduction.
    • Scale Up E-Mobility and Manage Loads: The application that monitors the operational status of electric vehicle charging stations, providing real-time updates on the charging point’s condition and remote-control capabilities. This functionality aids in the reduction of management and maintenance expenses while optimizing the charging point’s efficiency to its maximum potential.
  • Innovative and Eco-Friendly Switchgear (Medium-Voltage blue GIS) utilizes Clean Air without fluorine gas (100% F-gas free) to help reduce global warming. It is maintenance-free, making the power distribution system more sustainable.
  • The Innovative and Intelligent Motor Management System (SIMOCODE pro), installed within the main distribution board (SIVACON S8 Low-Voltage Switchboard) enables real-time monitoring of operational status of low-voltage motors. It facilitates real-time monitoring of the operational status of low-voltage motors, thereby reducing motor maintenance costs and enhancing uninterrupted production operations.
  • E-House is a prefabricated substation supporting industrial sectors seeking rapid and sustainable project expansions. The E-House can be deployed swiftly, therefore substantially shortens project timelines. It is versatile, allowing for easy relocation, modifications, or reuse in new projects.

Furthermore, Siemens also exhibits SICHARGE D, marking its debut in Thailand. This high-performance DC charger for electric vehicles has earned the prestigious iF Design Award 2023 in the Automotive category.

“As industries transition towards a carbon-neutral society, it is important to be well-prepared and technologically equipped for the energy transformation. In the midst of the expected complexities of future electric networks, there are additional challenges in seamlessly integrating renewable energy into current setups. These difficulties involve the complex tasks of the power grid system that needs to serve both Consumer and Prosumer. Therefore, the future power system technology must be ready to handle energy shifts, ensuring top-notch effectiveness, stability, and resilience across various applications, all while prioritizing sustainability,” Suwannee concluded.

ซีเมนส์ จัดแสดงเทคโนโลยี ระบบไฟฟ้าและโซลูชัน IoT ด้านพลังงาน ที่งาน ASEAN Sustainable Energy Week 2023

ซีเมนส์ จัดแสดงเทคโนโลยี ระบบไฟฟ้าและโซลูชัน IoT ด้านพลังงาน ที่งาน ASEAN Sustainable Energy Week 2023

ซีเมนส์ จัดแสดงเทคโนโลยี ระบบไฟฟ้าและโซลูชัน IoT ด้านพลังงาน ที่งาน ASEAN Sustainable Energy Week 2023

ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม – 1 กันยายน ศกนี้ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตต์ ที่บูธ H9 ฮอลล์ 2

ซีเมนส์มุ่งสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยเดินหน้าสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน โดยนำเทคโนโลยีและโซลูชันอัจฉริยะจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ Siemens Xcelerator มาร่วมจัดแสดงในงาน “ASEAN Sustainable Energy Week 2023”

ภายใต้แนวคิด “Accelerate Transformation Towards Decarbonization and Sustainable Industry” ซีเมนส์ตั้งเป้าส่งเสริมศักยภาพและสนับสนุนอีโคซิสเต็มส์ในภาคอุตสาหกรรมให้มีความสามารถในการบริหารและจัดการพลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยคำนึงถึงการลดคาร์บอนจากอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องในกระบวนการปฎิบัติงาน

ข้อมูลจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (The International Energy Agency: IEA) เผยในปี 2565 ที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมเป็นกลุ่มที่ใช้พลังงานภาพรวมมากที่สุดถึง 37% นอกจากนี้ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญความท้าทายในการเดินหน้าสู่ Net Zero ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงรอบด้านในการดำเนินงาน โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้าจะมีความซับซ้อนในระบบจำหน่ายไฟฟ้าที่จะมีการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในระบบมากขึ้น ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมต้องเร่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยีอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการต่าง ๆ ให้สามารถใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่า ลดต้นทุน และสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ไปสู่ความยั่งยืนได้

คุณสุวรรณี สิงห์ฤาเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซีเมนส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “ซีเมนส์มุ่งมั่น นำเสนอนวัตกรรม โซลูชันและเทคโนโลยีที่ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการไปสู่ระบบดิจิทัล พร้อมรับมือกับต้นทุนด้านพลังงาน โดยยึด 3 แกนหลัก ได้แก่ Decrease CAPEX & OPEX, Enhance Efficiency และ Replace with Technology ซึ่งหมายถึงการใช้เทคโนโลยีในการเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เพื่อส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมให้สามารถขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายการเป็นอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน”

ปัจจุบันการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่สร้างความสำเร็จให้กับภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) และ Digital Transformation มีส่วนสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน  ข้อมูลจาก Association of the Industrial Energy and Power Industry ชี้ว่าภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับความท้าทายในด้านการบริหารและจัดการไฟฟ้า โดย 60% ของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมต้องประสบปัญหาไฟฟ้าดับอย่างน้อย 1 ครั้ง/ปี และ 80% ต้องปิดระบบแบบกระทันหัน ซึ่งทำให้เกิดความสูญเสียอย่างรุนแรงต่อโรงงาน นอกจากนี้ 53% ของผู้ผลิตไฟฟ้า ยังต้องทำการบำรุงรักษาเชิงป้องกันให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าบ่อยครั้ง เนื่องจากขาดการมองเห็นข้อมูลสถานะที่แท้จริงของอุปกรณ์ และ 50% ยังใช้อุปกรณ์จากซัพพลายเออร์ที่ต่างกัน ทำให้ขาดการเชื่อมต่อของข้อมูลเพื่อควบคุมและบริหารจัดการไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้นับเป็นปัญหาสำคัญที่แก้ไม่ตกของการจัดการพลังงานไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน

นวัตกรรมและเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าและโซลูชัน IoT ด้านพลังงานจากซีเมนส์จะสามารถช่วยเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการและขจัดความท้าทายดังกล่าวได้อย่างครบวงจร โดยโซลูชันและเทคโนโลยีไฮไลท์ที่ซีเมนส์นำมาจัดแสดง ภายในงาน ASEW 2023 ประกอบด้วย

  • โซลูชัน IoT ด้านพลังงานไฟฟ้า (Power IoT solutions) สำหรับภาคอุตสาหกรรม สามารถใช้งานได้ทั้งในโรงไฟฟ้า, สถานีไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรม, สถานีไฟฟ้าย่อยในโรงงาน, ใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าโรงงานอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ในนิคมอุตสาหกรรม ประกอบด้วย
  • Microgrids for Sustainability แอปพลิเคชันไมโครกริดช่วยบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งผลิต/กำเนิด/ส่งไฟฟ้ามากกว่า 2 แหล่ง (สถานีไฟฟ้าทั่วไป ไฟฟ้าพลังน้ำ ไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ ฯลฯ) ทำให้สามารถใช้แหล่งพลังงานที่คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ในขณะที่คงความมีเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า
  • IoT Applications and Cybersecurity แอปพลิเคชัน IoT ที่ช่วยควบคุมและตรวจสอบสถานะอุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งแสดงผลข้อมูลและสร้างรายงานดิจิทัลผ่านระบบเซิร์ฟเวอร์ในองค์กร (On-Premises) หรือผ่านระบบคลาวด์ (On-Cloud) ช่วยลดการเกิดไฟดับและการซ่อมบำรุงอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ทำให้การผลิตมีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังมั่นใจถึงความปลอดภัยของข้อมูลด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ Energy Automation ที่ได้รับการรับรองด้าน Cybersecurity ตามมาตรฐาน IEC 62443-4-1 เป็นแห่งแรกของโลก
  • Smart Power Monitoring and Management แอปพลิเคชันที่ช่วยตรวจสอบและบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าสำหรับตู้ควบคุมระบบจำหน่ายไฟฟ้าหลัก ทำให้ทราบสถานะของอุปกรณ์และระบบไฟฟ้าแรงดันต่ำภายในโรงงาน จึงสามารถวางแผนใช้พลังงานไฟฟ้าในกระบวนการการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยวางแผนประหยัดพลังงานและพบกระแสผิดพร่อง(fault)ได้อย่างรวดเร็ว ลดการสูญเสียที่ไม่จำเป็น
  • Scale Up E-Mobility and Manage Loads แอปพลิเคชันควบคุมสถานีบริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ทราบสถานะจุดชาร์จและสามารถควบคุมได้จากระยะไกล ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการและซ่อมบำรุง ทำให้จุดชาร์จทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • นวัตกรรมสวิตช์เกียร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Medium-Voltage blue GIS) ใช้ก๊าซสะอาด (Clean Air) ปราศจากก๊าซฟลูออรีน (100% F-gas free) ลดการเกิดภาวะโลกร้อน ไม่ต้องบำรุงรักษา ทำให้ระบบจำหน่ายไฟฟ้ามีความยั่งยืน
  • นวัตกรรมระบบบริหารจัดการมอเตอร์อัจฉริยะ (SIMOCODE pro) ติดตั้งภายในตู้ควบคุมระบบไฟฟ้าหลักในโรงงาน SIVACON S8 Low-Voltage Switchboard ช่วยให้ทราบสถานะการทำงาน การแจ้งเตือนและตัดวงจรก่อนที่มอเตอร์จะเกิดความเสียหาย ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงมอเตอร์ ช่วยให้การผลิตเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
  • สถานีไฟฟ้าย่อยแบบ E-House (คล้ายตู้คอนเทนเนอร์ ที่ภายในมีอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จำเป็นติดตั้งอยู่) จะช่วยลดเวลาในการทำโครงการให้เสร็จเร็วขึ้น สนับสนุนภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการขยายตัวด้านโครงการอย่างยั่งยืนและรวดเร็ว โดย E-House สามารถเคลื่อนย้าย ดัดแปลง หรือนำไปใช้งานซ้ำในโครงการใหม่ได้

นอกจากนี้ซีเมนส์ยังได้นำ SICHARGE D เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบ DC Charger ประสิทธิภาพสูง ซึ่งได้รับรางวัล iF Design Award 2023 ประเภทยานยนต์ (Automotive) มาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

“ภาคอุตสาหกรรมที่กำลังมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำจำเป็นต้องเตรียมพร้อมและมีเทคโนโลยีที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านพลังงาน เพราะนอกจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่จะมีความซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต ยังมีความท้าทายในการนำพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) เข้ามาใช้ร่วมกันในระบบอย่างเหมาะสม รวมถึงความซับซ้อนของโหลดงานที่มาเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าก็มีบทบาทที่เป็นได้ทั้งผู้บริโภค (Consumer) และผลิตโดยผู้บริโภค (Prosumer) ดังนั้นเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าในอนาคตจึงต้องพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เพื่อให้การบริหารจัดการพลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด มีเสถียรภาพ ยืดหยุ่นต่อการใช้งานที่หลากหลาย และส่งเสริมความยั่งยืน ” คุณสุวรรณี กล่าวสรุป 

How the Era of Hybrid Multicloud Will Unlock the Potential of the Public Sector

How the Era of Hybrid Multicloud Will Unlock the Potential of the Public Sector

How the Era of Hybrid Multicloud Will Unlock the Potential of the Public Sector

Article by Fetra Syahbana, country manager for Growth and Emerging Market’s (GEMS), Nutanix

In today’s increasingly interconnected world, the role of the public sector is even more important. This is because it is entrusted with the crucial responsibility of delivering essential services to the public, addressing societal challenges, preventing and responding to security threats, and fostering economic growth. As a result, in an era of rapid technological advancements, public sector organisations are increasingly recognising the need to embrace digital transformation to enhance their operational efficiency, improve service delivery, and meet the ever-growing expectations of citizens.

Many governments have chosen cloud service providers due to anticipated cost savings and greater efficiency in delivering on their mission, as well as improving employee and citizen experiences. In fact, IDC estimates that by 2025 public cloud spending by governments across Asia Pacific will hit US$12.6 billion.

Indeed, public sector organisations are adopting new technologies and strategies to drive innovation. The fifth annual Nutanix Enterprise Cloud Index report by Vanson Bourne, a UK-based research firm, reveals that public sector organisations plan to increase hybrid multicloud deployments by nearly five-fold over the next 3 years, projecting a penetration rate of 39 per cent – slightly ahead of the cross-industry global average. This signifies a proactive approach in gaining agility, within a diverse IT environment, to avoid vendor lock-in and to be ready to embrace technological advancements needed to enhance the delivery of public services. As the public sector embraces the era of hybrid multicloud deployments, a new realm of possibilities opens, promising to unlock its full potential and revolutionise the way the public service operates.

Global Public Sector: IT Models in Use and Planned
Global Public Sector: IT Models in Use and Planned

A Unified Approach to Drive Innovation in The Public Sector

In the digital era, citizens expect services to be easily accessible, personalised, and efficient. They demand seamless interactions, quick response times, security, and transparency. On the other hand, the public sector needs the capabilities to quickly respond to emerging challenges, ensure continuity of services during emergencies, and adapt quickly to evolving circumstances.

One of the key enablers in the public sector driving its digital transformation and delivery of services is the growing adoption of hybrid multicloud deployments. Findings from the same Nutanix report found that public sector organisations expect to more than double their use of multicloud as their exclusive IT infrastructure by 2026. The adoption of increased infrastructure diversity and a heightened emphasis on data storage, management, security, and services has prompted IT professionals to express a strong desire for a single, unified place to manage applications and data across diverse environments.

The significance of this unified approach cannot be overstated, as it empowers public sector organisations to gain comprehensive visibility into the location of their data. This newfound visibility enables IT teams to seamlessly manage applications and data while facilitating real-time adjustments to meet evolving requirements related to data security, backup, compliance, performance, and cost. Public sector entities can enhance operational efficiency, accelerate innovation, and deliver seamless citizen experiences. From streamlining administrative processes to providing personalised and accessible services, hybrid multicloud deployments offer immense potential for the sector to transform its service delivery models.

Making Data Work for Public Good

One of the key advantages of hybrid multicloud for the public sector is its ability to unlock the full potential of data. Governments are increasingly reliant on vast amounts of data to make informed decisions and optimise resource allocation. By leveraging hybrid multicloud deployments, public sector organisations can consolidate and analyse data from a variety of sources, gaining valuable insights that inform evidence-based policymaking and service improvements. From identifying patterns and trends to predicting outcomes, data-driven decision-making becomes a reality, enabling governments to address complex societal challenges with agility and precision.

In the same vein, data security and compliance are paramount concerns for the public sector. 47 per cent of the survey respondents cited a desire to improve their organization’s security posture and their ability to meet regulatory requirements as a reason for moving applications between IT infrastructures in the past 12 months.

Reasons for Moving Apps Across Infrastructure in the Past Year
Reasons for Moving Apps Across Infrastructure in the Past Year

For Thailand, the summary report on “Cyber security performance, October 2021 – September 2022” by the National Cyber Security Committee (NCSC) found that there were 551 cyber attack incidents such as website hacking, ransomware, and malware that steal financial information, etc. The report also predicts that the attack by hacking “government and important agencies” websites will be the most detected pattern.

Hybrid multicloud provides public sector organisations with choices to protect sensitive data and ensure regulatory compliance. By leveraging private datacentres for sensitive data and public clouds for less sensitive workloads, public sector organisations can strike the right balance between security, accessibility, and cost-efficiency. This approach enhances agility, with freedom to locate workloads where they best meet strategic priorities such as the mission, security, performance, or compliance. 

This era of hybrid multicloud marks a pivotal moment for the public sector. By embracing this paradigm shift, the public sector can unlock its true potential, drive innovation, embark on successful digital experiences and effectively serve its constituents, missions, and mandates. Especially as digital boundaries continue to be shattered, the hybrid multicloud strategy will enable the sector to thrive in a future where public services need to meet the evolving needs of citizens and also shape a future where public services are agile, resilient, and driven by innovation.