เอดจ์คอมพิวติ้งสำหรับภาคการผลิต ทำงานอย่างไร

เอดจ์คอมพิวติ้งสำหรับภาคการผลิต ทำงานอย่างไร

เอดจ์คอมพิวติ้งสำหรับภาคการผลิต ทำงานอย่างไร

บทความโดย คุณสุพรรณี อำนาจมงคล ผู้จัดการประจำประเทศไทย เร้ดแฮท
บทความโดย คุณสุพรรณี อำนาจมงคล ผู้จัดการประจำประเทศไทย เร้ดแฮท

เอดจ์คอมพิวติ้งเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่สุดสำหรับองค์กรที่มองหาวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการทำให้การดำเนินงานทันสมัยขึ้นและสามารถใช้เวอร์ชวลไลเซชันได้ ภาคการผลิตกำลังเปลี่ยนแปลงสู่การนำเทคโนโลยีด้านสารสนเทศ (IT) มาผสานใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีที่ใช้ในการดำเนินงาน (OT) เพื่อความโปร่งใสมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ทันเวลามากขึ้น

ผู้ผลิตจำเป็นต้องลดการปล่อยมลพิษจากโรงงาน สร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับลูกค้า สนับสนุนระบบซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่น รวมถึงลดดาวน์ไทม์ และตรวจจับปัญหาต่าง ๆ ให้ได้ก่อนที่จะเกิดผลกระทบต่อการผลิต

เน็ตเวิร์กฟังก์ชันต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชันการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการควบคุมและการติดตามตรวจสอบด้วยระบบอัตโนมัติ การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การขจัดระยะเวลาตอบสนองที่ใช้เวลามาก และการเพิ่มประสิทธิภาพด้านลอจิสติกส์ เป็นเพียงตัวอย่างที่กระตุ้นให้บริษัทผู้ผลิตใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีแบนด์วิธพอที่จะใช้บริหารจัดการข้อมูลจำนวนมากที่ได้รับเข้ามาและส่งออกไป ณ อุปกรณ์ปลายทางได้

เอดจ์คอมพิวติ้ง (แตกต่างจากคลาวด์คอมพิวติ้ง) ช่วยให้บริษัทผู้ผลิตใช้ระบบอัตโนมัติกับพื้นที่ในโรงงานทั้งหมดและกระบวนการด้านซัพพลายเชนผ่านโรโบติกส์ความสามารถสูงและการสื่อสารระหว่างเครื่องจักรกับเครื่องจักรที่อยู่ใกล้แหล่งที่มาของข้อมูล แทนที่จะต้องส่งข้อมูลกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์เพื่อวิเคราะห์และส่งการตอบสนองกลับมา เช่น การสแกนแผ่นโลหะเพื่อตรวจหาความเสื่อมสภาพ การติดตามสภาพการไหลเวียนผ่านท่อต่าง ๆ หรือการติดตามรอบการทำงานของเครื่องจักรอัตโนมัติ เพื่อปรับปรุงระยะเวลาในการตอบสนอง ซึ่งช่วยให้สามารถวิเคราะห์และทำการแก้ไขได้เร็วขึ้น

การรวบรวม การวิเคราะห์ และการดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลภายในพื้นที่โรงงานในเวลาเรียลไทม์ได้นั้น มีประโยชน์มากอย่างแท้จริง การลดดาวน์ไทม์ การคาดการณ์ด้านการบำรุงรักษาได้แม่นยำ และการปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์โดยรวม ส่งผลให้ได้รับผลผลิตมากขึ้น ลดความเสียเปล่า เพิ่มปริมาณงานที่ทำได้ในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ และลดต้นทุนโดยรวม

ความท้าทาย

เอดจ์คอมพิวติ้งได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมการผลิตอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามแม้แต่บริษัทที่คุ้นเคยกับการทำงานข้ามโลเคชันอยู่แล้ว ก็ยังต้องพยายามกำจัดการทำงานแบบไซโลด้วยการนำ IT และ OT มาทำงานร่วมกัน

Industrial edge

ความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีเพื่อภาคการผลิตทำให้อุปกรณ์ที่ใช้อยู่เดิมในโรงงานล้าสมัย กฎระเบียบใหม่ ๆ ที่เรียกร้องให้มีการติดตามตรวจสอบการใช้พลังงาน ข้อมูลการสั่นสะเทือนของเครื่องจักร และการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ที่เข้มงวดขึ้น ยังมีส่วนให้จำเป็นต้องนำโซลูชันเอดจ์คอมพิวติ้งมาใช้กับเครื่องมือต่าง ๆ ที่มีอยู่ ด้วยพนักงานจำนวนน้อย และยืดหยุ่นเพียงพอที่จะปรับตัวและเติบโตตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงได้

องค์กรแต่ละแห่งมีความต้องการต่างกัน อย่างไรก็ตามผู้ใช้ปลายทางทุกคนต่างพึ่งพาความจำเป็นในการรวบรวม ดูแล วิเคราะห์ และดำเนินการกับข้อมูลที่ได้จากการสื่อสารจากแหล่งที่มาที่ต่างกันมากมาย ซึ่งมักมาจากโลเคชันหลากหลายหรือศูนย์ข้อมูลต่าง ๆ ช่องทางการส่งข้อมูลเหล่านี้ผ่านเน็ตเวิร์กแบบรวมศูนย์ทำให้เกิดคอขวดและทำให้ต้องใช้เวลาในการตอบสนองยาวนานขึ้น แต่เฟรมเวิร์กแบบแนวนอนทั่วไปที่ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานไอทีทั้งหมด สามารถช่วยบริหารจัดการแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ที่กระจายอยู่ในโลเคชันจำนวนมากได้ทั้งหมด

บริษัทบางแห่งใช้โซลูชันเอดจ์ที่มีส่วนประกอบของฮาร์ดแวร์หลายชนิดที่ทำงานด้วยกันไม่ได้ในพื้นที่ขนาดเล็กที่ขยายได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นอยู่แล้ว ทั้งยังมีการเพิ่มส่วนประกอบต่าง ๆ ตามความจำเป็น แล้วต่อเข้าด้วยกันเพื่อจัดการกับกระบวนการและเทคโนโลยีเฉพาะงานต่าง ๆ เมื่อเวลาผ่านไป ความซับซ้อนก็เพิ่มมากขึ้น ทำให้จัดการและปรับขนาดการทำงานได้ยากขึ้น บริการคลาวด์และโซลูชันอินเทอร์เน็ตออฟธิงค์ (IoT) ช่วยให้บริษัทผู้ผลิตบริหารจัดการความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เติบโตขึ้นได้โดยไม่ต้องใช้สินทรัพย์และอุปกรณ์ที่มีอยู่อย่างจำกัดของตน

การบริหารจัดการการประมวลผลที่เอดจ์ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นจุดที่รวบรวมข้อมูลมหาศาลที่สร้างโดยอุปกรณ์เอดจ์ทั้งหลาย เป็นความท้าทายสำคัญอย่างแท้จริง บริษัทผู้ผลิตอาจมีสถานที่ตั้งหลายแหล่ง และแต่ละแห่งมีเครื่องจักรอัตโนมัติและกระบวนการจำนวนมากที่สตรีมข้อมูลจากหลายพันจุดต่อนาที เมื่อความต้องการเพิ่มขึ้น ปริมาณข้อมูลที่ส่งผ่านเซิร์ฟเวอวร์ต่าง ๆ ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วยซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความล่าช้าในการตอบสนอง ในบางกรณีความล่าช้าแบบนี้ถือเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในบางกรณีอาจก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรง และส่งผลให้การทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น ความสามารถในการปรับขนาดได้ในระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญที่บริษัทผู้ผลิตต้องมี เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโดยกระทบต่อการดำเนินงานให้น้อยที่สุด

เอดจ์คอมพิวติ้งและโอเพ่นไฮบริดคลาวด์

แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าเอดจ์คอมพิวติ้ง นำมาซึ่งประสิทธิภาพการทำงานที่เทคโนโลยีแบบดั้งเดิมเทียบไม่ได้ แต่ก็ยังไม่ใช่โซลูชันครบวงจรที่จะช่วยขจัดความท้าทายหลากหลายที่บริษัทผู้ผลิตพบเจอได้ทั้งหมด เอดจ์คอมพิวติ้งจะมีพลังมากขึ้นเมื่อนำไปใช้ร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานโอเพ่นไฮบริดคลาวด์

โครงสร้างพื้นฐานโอเพ่นไฮบริดคลาวด์ช่วยจัดการข้อมูลที่รวบรวมจากหลากหลายโลเคชั่น เพื่อปรับให้ตรงตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปได้ง่ายขึ้น ด้วยทรัพยากรในการประมวลผล เน็ตเวิร์ก และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่ยืดหยุ่น ซึ่งช่วยให้บริษัทผู้ผลิตรวบรวมข้อมูลเชิงลึก วิเคราะห์ปัญหาต่าง ๆ และพัฒนาโซลูชันได้เร็วขึ้น

การใช้พับลิคและไพรเวทคลาวด์จากแหล่งที่มาที่แตกต่างกัน เพื่อจัดการงานหลากหลาย ช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานที่ติดตั้งอยู่ภายในองค์กรกับฟังก์ชันการทำงานที่สำคัญมาก ๆ ได้ โครงสร้างพื้นฐานโอเพ่นไฮบริดคลาวด์มอบความยืดหยุ่นให้กับการจัดหาทรัพยากร และสร้างสภาพแวดล้อมเซิร์ฟเวอร์ที่สอดคล้องกันและยืดหยุ่นเพียงพอที่จะปรับใช้กับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น ช่วยให้ข้อมูลที่อยู่ที่เอดจ์ได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ที่ผ่านมา บริษัทผู้ผลิตพึ่งพาโซลูชันที่มีเจ้าของและผู้ให้บริการด้านระบบต่าง ๆ ที่เฉพาะทาง เพื่อจัดการกับความต้องการด้านเอดจ์คอมพิวติ้งที่เกิดขึ้นแบบทันทีทันใด แต่สิ่งนี้กำลังเปลี่ยนไปเมื่อผู้นำขององค์กรหันไปใช้โซลูชันที่สามารถพัฒนาและตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ การใช้แพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและขยายการทำงานได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านความเป็นเจ้าของ ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกัน และช่วยให้ขยายการทำงานได้อย่างไม่สะดุด เติบโตอย่างราบรื่น และสร้างนวัตกรรมได้อย่างอิสระ

ประโยชน์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของการใช้เอดจ์คอมพิวติ้งบนโอเพ่นคลาวด์ คือ เป็นการขจัดการคอนฟิกระบบและแอปพลิเคชันที่ไม่เหมือนกันที่เคยคอนฟิกกันแบบแมนนวล ซึ่งใช้เวลานานและมีแนวโน้มจะเกิดความผิดพลาดออกไปได้ การจัดการและการสเกลเวิร์กโหลดต่าง ๆ ทำได้ด้วยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพียงเล็กน้อย ทีมงานยังสามารถโฟกัสการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม แทนที่จะต้องมาคอยคอนฟิกระบบหรือทำงานประจำซ้ำ ๆ

เอดจ์คอมพิวติ้งที่ใช้กับสภาพแวดล้อมไฮบริดคลาวด์ ยังรองรับกลไกที่ซ้ำซ้อน ช่วยให้กระบวนการต่าง ๆ ทำงานต่อเนื่องเมื่อมีส่วนประกอบหนึ่งล้มเหลวหรือต้องทำการซ่อมแซม ส่งผลให้ดาวน์ไทม์ลดลง เพิ่มความปลอดภัย และส่วนประกอบต่าง ๆ มีอายุการใช้งานนานขึ้น

เอดจ์คอมพิวติ้งสำหรับภาคการผลิตจากเร้ดแฮท

การตัดสินใจต่าง ๆ ที่สามารถทำได้อัตโนมัติแบบเรียลไทม์ ณ จุดทำงานในโรงงาน คืออนาคตของภาคการผลิต เอดจ์คอมพิวติ้งช่วยบูรณาการกระบวนการผลิตทุกด้าน เช่น การออกแบบ ซัพพลายเชน และการดำเนินงาน ซึ่งช่วยให้บริษัทต่าง ๆ ให้การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น ด้วยความยืดหยุ่นที่มีมากขึ้น และสิ้นเปลืองน้อยลง เอดจ์คอมพิวติ้งทำงานคู่กับโครงสร้างพื้นฐานโอเพ่นไฮบริดคลาวด์ มอบความโปร่งใสแบบเรียลไทม์ เร่งให้เกิดการผลิตที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ มอบความสามารถในการปรับขนาดได้สูงสุด และสามารถใช้ประโยชน์จากบิ๊กดาต้าเพื่อทำการวิเคราะห์ข้อมูลทุกจุดบนโครงสร้างพื้นฐานไอที

การใช้เอดจ์คอมพิวติ้ง ต้องการแนวคิดที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ การใช้เครื่องมือและกระบวนการต่าง ๆ ที่จำเป็นในไซต์งานหลายพันแห่ง ด้วยพนักงานด้านไอทีเพียงไม่กี่คนหรือไม่มีเลย เป็นความท้าทายแม้ดูเสมือนว่าจะมีความเป็นไปได้ นอกจากนี้ edge tier แต่ละระดับยังมีความต้องการที่แตกต่างกันเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ฟุตพริ้นท์ พารามิเตอร์ของสภาพแวดล้อมการทำงานทางกายภาพ และค่าใช้จ่าย โดยมาก เวนเดอร์รายเดียวไม่สามารถจัดหาโซลูชันครบวงจรได้ มาตรฐานการทำงานร่วมกันขึ้นอยู่กับทรัพยากรที่ได้รับจากเวนเดอร์หลายราย เพื่อสร้างความสอดคล้องเข้ากันได้ให้กับสถาปัตยกรรมไอทีทั้งหมด

ทำไมต้องเร้ดแฮท

เร้ดแฮทมีพอร์ตโฟลิโอโซลูชันที่ครบครันซึ่งช่วยบริษัทผู้ผลิตวางแผน ปรับใช้ และใช้เทคโนโลยีที่จำเป็น เพื่อทรานฟอร์มสู่เอดจ์คอมพิวติ้งบนโอเพ่นไฮบริดคลาวด์ได้อย่างประสบความสำเร็จ Red Hat® Enterprise Linux® มอบโครงสร้างพื้นฐานด้วยระบบนิเวศขนาดใหญ่สำหรับการสร้างและการรันแอปพลิเคชันและคอนเทนเนอร์ Red Hat® OpenShift® เป็นสภาพแวดล้อม Kubernetes ประสิทธิภาพสูงสำหรับการสร้าง ใช้งาน และบริหารจัดการแอปพลิเคชันที่เป็นคอนเทนเนอร์ที่อยู่บนโครงสร้างพื้นฐานใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ภายในองค์กร เวอร์ชวล หรือบนคลาวด์ Red Hat Edge มอบแพลตฟอร์มเพื่อรองรับเวิร์กโหลดขององค์กรทุกที่ที่องค์กรต้องการ ส่วน Open Innovation Labs residency ช่วยเชื่อมโยงนวัตกรรมกับเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อนำไอเดียและศักยภาพของทีมงานขององค์กรให้เป็นจริง

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชันสำหรับภาคการผลิต

 

Think of Living และ DDproperty ปลุกตลาดอสังหาฯ โค้งสุดท้ายปี 66 ปั้นงาน “Living Expo 2023” มหกรรมบ้าน-คอนโดฯ ใกล้รถไฟฟ้า 23-26 พ.ย. นี้ เสิร์ฟ Best Deal Guarantee ดีลพิเศษกว่าใคร รับประกันราคาดีที่สุดในงานนี้เท่านั้น!

Think of Living และ DDproperty ปลุกตลาดอสังหาฯ โค้งสุดท้ายปี 66 ปั้นงาน “Living Expo 2023” มหกรรมบ้าน-คอนโดฯ ใกล้รถไฟฟ้า 23-26 พ.ย. นี้ เสิร์ฟ Best Deal Guarantee ดีลพิเศษกว่าใคร รับประกันราคาดีที่สุดในงานนี้เท่านั้น!

Think of Living และ DDproperty ปลุกตลาดอสังหาฯ โค้งสุดท้ายปี 66 ปั้นงาน “Living Expo 2023” มหกรรมบ้าน-คอนโดฯ ใกล้รถไฟฟ้า 23-26 พ.ย. นี้ เสิร์ฟ Best Deal Guarantee ดีลพิเศษกว่าใคร รับประกันราคาดีที่สุดในงานนี้เท่านั้น!

ยกขบวนโครงการบนทำเลศักยภาพ จัดดีลพิเศษส่งท้ายปี การันตีราคาดีที่สุด มอบส่วนลดจัดหนัก โอกาสทองที่คนหาบ้านไม่ควรพลาด

“Think of Living” เว็บไซต์รีวิวโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย ผนึกกำลัง “ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty)” เว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย สองบริษัทในเครือพร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป จำกัด (NYSE: PGRU) บริษัทเทคโนโลยีด้านอสังหาริมทรัพย์ (PropTech) ชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศความพร้อมในการจัดงาน “Living Expo 2023” มหกรรมบ้านและคอนโดมิเนียมใกล้รถไฟฟ้าครั้งยิ่งใหญ่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “NEXT is NOW” ระหว่างวันที่ 23-26 พฤศจิกายน 2566 ณ ลานแฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน 

ยกขบวนที่อยู่อาศัยจากบรรดาผู้ประกอบการชั้นนำในทำเลศักยภาพแนวรถไฟฟ้า มาพร้อมโปรโมชั่นพิเศษกว่าใครกับแคมเปญ “Best Deal Guarantee” รับประกันราคาห้องที่ดีที่สุด พร้อมโปรโมชั่นช้อปปิ้งของแต่งบ้านราคาพิเศษจาก NocNoc และความพิเศษอีกมากมาย การันตีความคุ้มค่าแบบอัดแน่นส่งท้ายปี ตอบโจทย์คนหาบ้านได้ครบ จบในงานเดียว

นายวิทยา อภิรักษ์วิริยะ ผู้จัดการทั่วไป Think of Living และ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (ฝั่งธุรกิจดีเวลลอปเปอร์) กล่าวว่า “ในปีนี้ผู้บริโภคยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นปัจจัย 4 อยู่ไม่น้อย โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการลดค่าโอนกรรมสิทธิ์-ค่าจดจำนองจากภาครัฐ ซึ่งจะสิ้นสุดลงในปลายปี 2566 นี้ ถือเป็นโอกาสอันดีของผู้ซื้อที่มีความพร้อมทางการเงินในการเลือกเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในเวลานี้ 

ข้อมูลจากเว็บไซต์ Think of Living พบว่า ในช่วงเดือนตุลาคม 2566 ซึ่งเป็นช่วงต้นไตรมาสสุดท้ายของปี มีจำนวนผู้สนใจเข้าชมข้อมูลโครงการที่อยู่อาศัยบนเว็บไซต์เพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า สอดคล้องกับเว็บไซต์ DDproperty พบว่า มีผู้เข้าชมเว็บไซต์ในเดือนตุลาคม 2566 เพิ่มขึ้น 9% จากเดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นดีมานด์ของผู้ซื้อบ้านที่ยังคงมีอยู่และเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจในช่วงไตรมาส 4 การจัดงาน Living Expo 2023 มหกรรมบ้านและคอนโดมิเนียมใกล้รถไฟฟ้าครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมระหว่างดีมานด์ของคนหาบ้านให้มาบรรจบกับสินค้าของผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ระบายสต็อกคงค้างควบคู่กับการนำเสนอโครงการใหม่ เพื่อดึงดูดกำลังซื้อจากผู้บริโภค และสร้างยอดขายให้บรรลุตามเป้าหมายธุรกิจที่วางไว้”  

หากพิจารณาข้อมูลผู้เข้าชมเว็บไซต์ DDproperty ตามประเภทอสังหาฯ พบว่า คอนโดฯ ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยมียอดผู้เข้าชมสูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้าถึง 17% ขณะที่ที่อยู่อาศัยแนวราบอย่างบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ เพิ่มขึ้น 6% เท่ากัน นอกจากนี้ คอนโดฯ ยังเป็นอสังหาฯ ประเภทเดียวที่มีผู้เข้าชมเพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ความต้องการที่อยู่อาศัยในราคาที่จับต้องได้ รวมทั้งพื้นที่ใช้สอยอาจไม่ใช่ตัวเลือกแรกของคนหาบ้านเช่นเดียวกับในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อีกต่อไป

ในส่วนระดับราคาที่อยู่อาศัยที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในเดือนตุลาคม 2566 อยู่ที่ 1-3 ล้านบาท มีสัดส่วนถึง 32% ของระดับราคาทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่อยู่อาศัยของกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) ขณะเดียวกัน ระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาทถือเป็นที่อยู่อาศัยที่มีการเข้าชมเพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเติบโตถึง 18% สะท้อนให้เห็นถึงดีมานด์ของกลุ่มผู้บริโภคระดับบนที่มีกำลังซื้อสูง มีความพร้อมทางการเงิน และไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ขณะที่คอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้ายังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทำเลใกล้เมืองและใจกลางเมือง ย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ โดยผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญกับการเลือกทำเลที่เดินทางได้สะดวกด้วยรถไฟฟ้า โดยเฉพาะในเส้นทางที่เปิดให้บริการแล้ว ซึ่งยืดหยุ่นและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์วิถีคนเมือง โดยสถานีรถไฟฟ้าที่มีผู้ค้นหาที่อยู่อาศัยมากที่สุด 5 อันดับแรกในเดือนตุลาคม 2566 ได้แก่ อันดับ 1 BTS อ่อนนุช ตามมาด้วย อันดับ 2 MRT พระราม 9, อันดับ 3 BTS ทองหล่อ, อันดับ 4 BTS พร้อมพงษ์ และ อันดับ 5 BTS เอกมัย

Think of Living และ DDproperty ปลุกตลาดอสังหาฯ โค้งสุดท้ายปี 66 ปั้นงาน “Living Expo 2023” มหกรรมบ้าน-คอนโดฯ ใกล้รถไฟฟ้า 23-26 พ.ย. นี้ เสิร์ฟ Best Deal Guarantee ดีลพิเศษกว่าใคร รับประกันราคาดีที่สุดในงานนี้เท่านั้น!

“อีกหนึ่งความพิเศษที่ไม่ควรพลาดของงานครั้งนี้คือ แคมเปญ Best Deal Guarantee ที่สุดของความคุ้มค่าที่ Think of Living และ DDproperty ได้ร่วมกับผู้พัฒนาอสังหาฯ ชั้นนำของไทย คัดสรรที่อยู่อาศัยราคาสุดพิเศษถึง 20 โครงการ จากทั้งหมด 52 โครงการ มารับประกันราคาที่ดีที่สุดเฉพาะในงานนี้ที่เดียวเท่านั้น และนี่เป็นครั้งแรกที่เรากล้ารับประกันราคาห้องสุดพิเศษกับโครงการที่ร่วมแคมเปญ เพื่อให้ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในราคาที่คุ้มค่าที่สุด ตอบโจทย์ทั้งผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยและนักลงทุน ด้วยการมอบส่วนลดสูงสุด 400,000-30 ล้านบาท และยินดีปรับราคาให้ หากผู้บริโภคพบข้อเสนอราคาที่ดีกว่าในช่องทาง Online Official หรือ Sale Gallery ของโครงการดังกล่าว ระหว่างวันที่ 1-26 พฤศจิกายน นี้ เรามั่นใจและการันตีได้เลยว่าแคมเปญ Best Deal Guarantee นี้จะส่งมอบที่อยู่อาศัยราคาดีที่สุด และเป็นโอกาสทองที่คุ้มค่าของผู้ซื้ออย่างแน่นอน คาดว่างาน Living Expo 2023 จะเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดอสังหาฯ และกระตุ้นการซื้อขายในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2566 ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ตั้งเป้ามีผู้สนใจเข้าร่วมงานเพิ่มขึ้น 50% จากครั้งก่อนหน้า” นายวิทยา กล่าวสรุป

พบกับโครงการคุณภาพจากหลากหลายผู้ประกอบการชั้นนำของไทยที่เข้าร่วมแคมเปญ “Best Deal Guarantee” รับประกันราคาดีที่สุด การันตีความคุ้มค่าที่คุณไม่ควรพลาดภายในงานนี้ที่เดียวเท่านั้น อาทิ 

  • โครงการ Park Origin ราชเทวี ราคาเริ่มต้น 9.39 ล้านบาท คอนโดฯ ใจกลางกรุงเทพฯ Private Living Oasis เพียง 13 ยูนิตต่อชั้น พร้อมที่จอดรถ 100% สถานีเดียวถึงสยาม ส่วนลดสูงสุด 1,000,000 บาท รับเครดิตเงินคืนสูงสุดถึง 10% เมื่อใช้บัตรเดอะวิสดอมกสิกรไทย เอกสิทธิ์สำหรับเป็นเจ้าของโครงการ
  • โครงการ Park Origin ทองหล่อ คอนโดฯ พร้อมอยู่ใจกลางทองหล่อ ส่วนกลางจัดเต็มกว่า 50 ฟังก์ชั่น ราคาเริ่มต้น 9.1 ล้านบาท รับส่วนลดสูงสุด 300,000 บาท
  • Soho Bangkok รัชดา คอนโดฯ ใหม่ดีไซน์ห้อง 2 ชั้น หนึ่งเดียวใจกลางรัชดา-ห้วยขวาง Heart of CBD ใกล้รถไฟฟ้า MRT ห้วยขวาง เพียงแค่ 200 เมตร มาพร้อมกับส่วนกลางที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ราคาเริ่มต้นเพียง 3.59 ล้านบาท
  • โครงการ Hyde สุขุมวิท 11 คอนโดฯ High Rise ใกล้ BTS นานา ราคาเริ่มต้น 15.9 ล้านบาท
  • โครงการ Hyde Heritage Thonglor คอนโดฯ พร้อมอยู่ พื้นที่ส่วนกลางกว่า 2,000 ตารางเมตร ฟังก์ชัน ที่จอดรถ 100% EV Charging Station 32 จุด
  • ลุมพินี เพลส เตาปูน อินเตอร์เชนจ์ ราคาเริ่มต้น 2.09 ล้านบาท เพียง 100 เมตร ถึงรถไฟฟ้า MRT สถานีเตาปูน อินเตอร์เชนจ์ เชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีม่วง มาพร้อมโปรโมชันพิเศษ เฟอร์นิเจอร์ Chic, Digital Door Lock และเครื่องปรับอากาศ
  • ลุมพินี สวีท ดินแดง-ราชปรารภ ราคาเริ่มต้น 3.13 ล้านบาท เพียง 5 นาทีถึง BTS สถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พร้อมโปรโมชันพิเศษ เฟอร์นิเจอร์ + ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน, เครื่องปรับอากาศ, เครื่องทำน้ำอุ่น และระบบ IoT
  • โครงการ FYNN อโศก คอนโดฯ พร้อมอยู่สไตล์โมเดิร์น ใจกลางอโศก ที่จอดรถ 48% ราคาเริ่มต้น 4.2 ล้านบาท
  • โครงการ Cooper Siam คอนโดฯ พร้อมอยู่ ราคาเริ่มต้น 4.9 ล้านบาท ใกล้สยาม-จุฬา-สามย่าน จองและทำสัญญาภายในวันงานรับฟรี iPhone 15Pro
งาน “Living Expo 2023”
  • นอกจากนี้ ภายในงาน “Living Expo 2023” ยังมาพร้อมกับความพิเศษที่คัดสรรมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของคนหาบ้านในทำเลศักยภาพแนวรถไฟฟ้า BTS และ MRT ดังนี้
  1. รับฟรี! หนังสือ “แผนที่ PICK ชีวิต” และโพย “อยู่แถวไหนดี?” พบกับกูรูออฟไลน์สำหรับคนหาบ้านที่มาในรูปแบบหนังสือ Limited edition ที่จะช่วยให้การหาบ้านและคอนโดฯ ใกล้รถไฟฟ้าเป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคย ปีนี้มาในคอนเซ็ปต์ “แผนที่ PICK ชีวิต” รวบรวมข้อมูลโครงการที่อยู่อาศัยมือหนึ่งที่ตั้งอยู่ในแนวรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการแล้ว และมีแผนเปิดให้บริการภายในปี 2567 ทั้ง 8 สาย กว่า 191 สถานี นอกจากนี้ ยังมาพร้อมโพย “อยู่แถวไหนดี?” โพยหาบ้านที่จะช่วยให้คุณประหยัดเวลา ได้บ้านที่ใช่ในทำเลที่ชอบ และตอบโจทย์ตามงบที่ตั้งไว้ หนังสือมีจำนวนจำกัด! ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อรับหนังสือฟรี ณ หน้างาน ได้ทาง www.thinkofliving.com/events ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
  2. เช็กเครดิตบูโร ให้คำปรึกษาด้านสินเชื่อ พร้อมขอสินเชื่อโครงการภายในงาน อำนวยความสะดวกให้ผู้ซื้อที่ถูกใจที่อยู่อาศัยสุดคุ้มภายในงาน กับฟีเจอร์ตรวจเช็กความพร้อมด้านการเงินด้วยตนเองล่วงหน้าผ่าน www.thinkofliving.com/events และลงทะเบียนขอสินเชื่อโครงการที่มาในงานล่วงหน้า พร้อมกับบริการตรวจสอบเครดิตบูโรที่งานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ยังรวบรวมโปรโมชั่นสินเชื่อมากมายจากหลากหลายธนาคาร พร้อมทั้งมีบริการให้คำปรึกษาด้านสินเชื่อโดยธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ที่มานั่งให้คำปรึกษาภายในงานครั้งนี้อีกด้วย
  3. ได้บ้านที่ใช่ พร้อมเลือกช้อปของแต่งบ้านจนกว่าจะชอบที่ “NocNoc” ศูนย์รวมสินค้าและบริการเรื่องบ้านออนไลน์ ที่ขนดีลเด็ดสุดพิเศษมาให้ช้อปของแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าแบบจัดเต็ม ตั้งแต่บัตรกำนัล NocNoc Voucher ยิ่งซื้อเยอะยิ่งคุ้มโค้ดส่วนลดมากมาย** คุ้มที่สุดเฉพาะในงานนี้เท่านั้น ช้อปได้ทั้งบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น NocNoc พร้อมบริการจัดส่งทั่วไทย

    พิเศษยิ่งขึ้น!! เมื่อดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน NocNoc ภายในงาน!! รับฟรี!!! NocNoc Shopping Bag และลูกค้าท่านแรกที่ซื้อหรือจองในงานในแต่ละวัน รับ Voucher Package ตกแต่งห้องมูลค่า 5,000 บาท (วัน รวม รางวัล)

  4. เพียงลงทะเบียนร่วมงาน รับหนังสือ “แผนที่ PICK ชีวิต” และโพย “อยู่แถวไหนดี?“ ทันที และลุ้นรับของรางวัลมากมายเมื่อจองและซื้อในงาน นอกจากจะพบกับดีลสุดคุ้มแล้ว เพียงผู้ร่วมงานสนใจจองและซื้อที่อยู่อาศัยภายในงานนี้ ก็รับสิทธิ์ลุ้นเป็นผู้โชคดีรับของรางวัลอีกมากมายได้ง่าย ๆ รวมมูลค่ากว่า 50,000 บาท โดยจับสลากผู้โชคดีและประกาศผลในวันที่ 26 พฤศจิกายน นี้ เวลา 19:00 น. ของรางวัลมีดังนี้
    • Voucher Package ตกแต่งห้อง ช้อปของแต่งบ้านจาก NocNoc จำนวน 1 รางวัล มูลค่า 10,000 บาท
    • หูฟังไร้สาย Apple AirPods (3rd gen) with Lightning Charging Case จำนวน 1 รางวัล มูลค่า 6,790 บาท
    • Apple iPad 10 (2022) Wi-Fi 64GB 10.9 inch Silver จำนวน 1 รางวัล มูลค่า 17,900 บาท
    • Apple Watch SE GPS 40mm Midnight Aluminium Case with Midnight Sport Band (New) จำนวน 2 รางวัล มูลค่า 9,900 บาท/รางวัล

ความคุ้มค่าที่คนหาบ้านไม่ควรพลาด! งาน “Living Expo 2023” มหกรรมบ้านและคอนโดฯ ใกล้รถไฟฟ้า ภายใต้คอนเซปต์ “NEXT is NOW” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-26 พฤศจิกายน 2566 ณ ลานแฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน เวลา 10:00 – 20:00 น. ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thinkofliving.com/events  

PropertyGuru Appoints Ray Ferguson as Chairman of the Board with effect from January 1, 2024

“พร็อพเพอร์ตี้กูรู” บริษัทแม่ 2 แพลตฟอร์มอสังหาฯ ชั้นนำของไทย ประกาศแต่งตั้ง “เรย์ เฟอร์กูสัน” นั่งตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 67 เป็นต้นไป

PropertyGuru Appoints Ray Ferguson as Chairman of the Board with effect from January 1, 2024

PropertyGuru Group Limited (NYSE: PGRU) (“PropertyGuru” or the “Company”), Southeast Asia’s leading1, property technology (“PropTech”) company, today announced the appointment by the board of directors (“Board”) of Mr. Ray Ferguson as an independent non-executive director and Chairman of the Board with effect from January 1, 2024.

Mr. Ferguson will succeed Mr. Olivier Lim, who has been Chair of PropertyGuru’s Board since September 2019.

Mr. Lim has overseen PropertyGuru’s growth to a successful scaled-up business with significantly improved economics and consistent double-digit revenue growth. During his tenure, the Company has successfully ventured into business adjacencies of fintech, data and software solutions and expanded its presence across Southeast Asia through acquisitions in Malaysia, Thailand and Singapore. Significantly, Mr. Lim also oversaw the Company’s successful public listing in March 2022 on the New York Stock Exchange.

Mr. Ferguson has had an extensive career in banking, having been with Standard Chartered Bank for 28 years across Asia, the Americas, the Middle East and Europe. His last role at Standard Chartered Bank was Chief Executive Officer, Singapore. He also served as Chairman and director of several Standard Chartered Bank subsidiary boards.

Mr. Ferguson currently serves as the Chairman of Singlife Group. He serves on the board of Paragon REIT as an independent non-executive director, is the Chairman and Co-founder of ZEN Yachts, and is the non-executive Chairman at fintech company Hashstacs Pte. Ltd.

Mr. Ferguson was awarded the Distinguished Fellow title by the Institute of Banking and Finance, Singapore and is a member of the Singapore Institute of Directors. He is also an Associate of the Institute of Bankers in Scotland.

He holds a Master of Business Administration degree from Henley Management College.

Hari V. Krishnan, Chief Executive Officer and Managing Director, said “On behalf of the Board and management team, I would like to thank Olivier for his leadership over the past four years. He has been an invaluable mentor to the Group leadership team and me personally as we navigated a challenging economic environment with strong growth, expansion and making some big bets. Most significantly, under his guidance we took the Company public, and we thank him for all his contributions to the Company. As we plan for our next phase of growth, I am personally delighted to be working with a seasoned chairman and business builder like Ray.”

“พร็อพเพอร์ตี้กูรู” บริษัทแม่ 2 แพลตฟอร์มอสังหาฯ ชั้นนำของไทย ประกาศแต่งตั้ง “เรย์ เฟอร์กูสัน” นั่งตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 67 เป็นต้นไป

“พร็อพเพอร์ตี้กูรู” บริษัทแม่ 2 แพลตฟอร์มอสังหาฯ ชั้นนำของไทย ประกาศแต่งตั้ง “เรย์ เฟอร์กูสัน” นั่งตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 67 เป็นต้นไป

“พร็อพเพอร์ตี้กูรู” บริษัทแม่ 2 แพลตฟอร์มอสังหาฯ ชั้นนำของไทย ประกาศแต่งตั้ง “เรย์ เฟอร์กูสัน” นั่งตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 67 เป็นต้นไป

พร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป จำกัด  (หรือชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก NYSE คือ PGRU) (จากนี้จะเรียกว่า “พร็อพเพอร์ตี้กูรู” หรือ “บริษัท”) บริษัทเทคโนโลยีด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (“PropTech”)1 และเป็นบริษัทแม่ของ 2 แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของเมืองไทย ประกอบด้วย ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์อันดับหนึ่งของไทย และ thinkofliving.com เว็บไซต์รีวิวโครงการอสังหาฯ ชั้นนำของไทย วันนี้ได้ประกาศมติของคณะกรรมการบริหารในการแต่งตั้งให้นายเรย์ เฟอร์กูสัน ดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมการอิสระที่ไม่ได้มีตำแหน่งเป็นผู้บริหารในบอร์ดปัจจุบัน และขึ้นเป็นประธานกรรมการบริหาร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป 

ทั้งนี้ นายเรย์จะดำรงตำแหน่งต่อจากนายโอลิเวียร์ ลิม ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารของพร็อพเพอร์ตี้กูรูมาตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2562 

ภายใต้การบริหารของนายโอลิเวียร์ พร็อพเพอร์ตี้กูรูประสบความสำเร็จในการขยายธุรกิจให้เติบโตขึ้น ทั้งในด้านของผลิตภัณฑ์และบริการ ไปจนถึงการเติบโตของรายได้ที่มีการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลักอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถขยายธุรกิจไปสู่บริการด้านฟินเทค (Fintech), ข้อมูลและโซลูชันซอฟต์แวร์ต่าง ๆ (Data and software solutions) และยังขยายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการควบรวมกิจการในตลาดที่บริษัทดำเนินกิจการอยู่อย่างมาเลเซีย ไทย และสิงคโปร์ และที่สำคัญที่สุด นายโอลิเวียร์มีบทบาทสำคัญที่ผลักดันให้บริษัทกลายเป็นบริษัทมหาชน และสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กได้สำเร็จเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา 

ในขณะที่นายเรย์มีประสบการณ์อย่างยาวนานในธุรกิจด้านการเงินการธนาคาร โดยร่วมงานกับธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดมาเป็นเวลา 28 ปี ดูแลตลาดทั้งในเอเชีย อเมริกา ตะวันออกกลาง และยุโรป โดยตำแหน่งสุดท้ายของนายเรย์ที่ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด คือ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประจำประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ เขายังดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารและคณะกรรมการบริหารในอีกหลายบอร์ดบริหารย่อยของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดอีกด้วย  

ปัจจุบันนายเรย์ยังดำรงตำแหน่งประธานบริหารของซิงไลฟ์ กรุ๊ป อีกทั้งยังเป็นคณะกรรมการอิสระที่ไม่ได้เป็นผู้บริหารในบอร์ดบริหารของกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาฯ Paragon REIT รวมทั้งเป็นประธานกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทผลิตเรือยอร์ช ZEN Yachts และยังเป็นประธานกรรมการที่ไม่ได้เป็นผู้บริหารในบริษัทฟินเทค Hashstacs Pte. Ltd. 

นายเรย์ได้รับรางวัลบุคคลทรงคุณค่า (Distinguished Fellow) จากสถาบันการธนาคารและการเงินแห่งสิงคโปร์ และยังเป็นสมาชิกของสถาบันกรรมการบริษัทของประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ เขายังดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารสมาคมธนาคารแห่งสก็อตแลนด์ 

นายเรย์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท หลักสูตรบริหารธุรกิจ จากวิทยาลัยการจัดการเฮนลีย์  (Henley Management College)

ด้านนายแฮร์รี่ วี. คริชนัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ พร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป กล่าวว่า “ในฐานะตัวแทนของคณะกรรมการและทีมบริหารทุกคน ผมอยากจะแสดงความขอบคุณคุณโอลิเวียร์ที่นำพากรุ๊ปของเราเดินหน้าสู่การเติบโตอย่างมากมายตลอด 4 ปีที่ผ่านมา คุณโอลิเวียร์เป็นผู้นำที่ทรงคุณค่าและเป็นหัวหน้าทีมที่คอยให้คำปรึกษาที่ดีให้กับทีมบริหารและตัวผมเอง สามารถพากรุ๊ปเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงที่เราต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจรอบด้าน อีกทั้งยังขยายธุรกิจให้กว้างขวางออกไปได้ และที่สำคัญที่สุด ภายใต้การนำทีมของคุณโอลิเวียร์ เราสามารถเข้าไปเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กได้ ผมขอขอบคุณสำหรับความทุ่มเท และทุก ๆ สิ่งที่คุณโอลิเวียร์ได้อุทิศให้กับบริษัทของเรา ในขณะที่เรากำลังวางแผนสู่การเติบโตในเฟสต่อไป ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะทำงานร่วมกับประธานกรรมการและนักสร้างธุรกิจผู้มากประสบการณ์อย่างคุณเรย์”

 

Ant International Unveils Strategy to Drive Inclusive Global Commerce with Payment and Digitalization Technologies

แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (Ant International) เผยกลยุทธ์ส่งเสริมการค้าระดับโลกอย่างครอบคลุมด้วยเทคโนโลยีการชำระเงินและเทคโนโลยีดิจิทัล

Ant International Unveils Strategy to Drive Inclusive Global Commerce with Payment and Digitalization Technologies

  • Accelerating growth and expanding partnerships across cross-border mobile payment, global merchant payment, cross-border SME digital payment and financial services, and digital banking services

Ant International, a digital payment and financial services leader dedicated to building an inclusive and sustainable global commerce ecosystem, today unveils its strategy in digital payment and digital commerce for global merchants at its flagship Voyage Conference, from its headquarters in Singapore.

“Despite the uncertainties in the global economy, trends like evolving financial infrastructure, accelerating digitalization and swift advances on the tech frontier present unprecedented opportunities for merchants all around the world seeking to achieve new growth, especially for small businesses who aspire to overcome the digital divide,” said Yang Peng, President of Ant International.

“Travel, trade, technology and talent are the cornerstones of global inclusion and prosperity,” said Yang. “We will accelerate innovations in digital payment and digital commerce to link up these areas of global collaboration.”

Digital Payment and Digital Commerce Solutions across 4 Pillars

To realize the 4T vision and provide support to merchants, particularly in helping SMEs achieve their growth goals, Ant International has established a robust global compliance and service structure over the years. Additionally, it boasts an extensive coverage worldwide, especially in Asia, deep expertise in digitalization, and a continuously expanding repertoire of cutting-edge technologies.

The Company now focuses on 4 areas of innovations:

1. Alipay+ Cross-Border Mobile Payment Service connects over 88 million merchants to 1.5 billion consumer accounts on over 25 e-wallets and banking apps in 57 countries and regions, allowing consumers to travel and pay worry-free across borders, and merchants to build out cross-border consumer engagement and digital marketing.

The service builds on Alipay+’s extensive regional partnerships, including those with national QR schemes such as Singapore’s SGQR, Malaysia’s PayNet, South Korea’s ZeroPay, and Sri Lanka’s LankaPay.

“Alipay+ focuses on bridging various payment methods and promoting mobile interoperability across Asia and beyond. Its aim is to enable people to travel and live worry-free, while offering businesses, both large and small, new digital avenues for growth,” said Douglas L. Feagin, Senior Vice President of Ant Group and Head of Alipay+. “We are proud of how through Alipay+, tens of millions of even mom-and-pop stalls can reach and transact with international travelers on the same basis as much larger enterprises such as luxury stores.”

2. Antom Merchant Payment Services help global merchants to engage digitally with consumers in Asia and beyond. 

“With our AI-driven payment and digital marketing engine, we offer our merchants the broadest consumer reach in Asia and globally, and help them collect payments and grow revenue.” according to Gary Liu, Head of Merchant Payment Services at Ant International.

3. WorldFirst digital payment and financial services for cross-border trade SMEs has served over 1 million SMEs to grow internationally with its World Account, by connecting small traders to over 120 global marketplaces and conduct secure and fast payment transactions in over 40 currencies.

“Today’s cross-border trade is led by young entrepreneurs who are digital natives with global ambitions,” said Clara Shi, CEO of WorldFirst. “With World Account, we aim to help them acquire next-gen CFO capabilities to sell, manage and grow across marketplaces and regions.”

Building on its success in China and Singapore, Shi said, WorldFirst plans to expand its SME e-commerce digital finance solutions across Southeast Asia in 2023 and 2024. 

4. ANEXT Bank, a digital wholesale bank regulated by the Monetary Authority of Singapore, focuses on enabling effortless and accessible financial services to SMEs. In staying true to its mission to serve the underserved financial needs of micro businesses and to help SMEs achieve their cross-border ambitions, the bank now counts 68% of its customers as micro-SMEs. The bank has also seen an average of 40% month-on-month increase in cross-border transactions and expects to see these numbers grow as it embarks on more embedded financing collaborations with industry partners.

Toh Su Mei, Chief Executive Officer of ANEXT Bank, said: “We recognize the diverse needs of SMEs and believe that the way to alleviate the various stress and spillover effect from the macro environment is to work very closely with industry partners who have a first-hand view of their customers’ pain points.”

Continued Investments in Cutting-Edge Digital Technology Solutions

Ant International began its journey by supporting the rapid rise of e-commerce and cross-border tourism in China. Over the years, Ant International has built up a repertoire of foundational technology capabilities to support long-term growth across its main business pillars.

  • Wallet Tech offers full-stack architectural solutions and future-ready capabilities for payment apps;
  • Payment Tech enables robust payment processing with improved conversion and user engagement;
  • Credit Tech achieves an industry-leading low NPL ratio and configuration for scalability;
  • Platform Tech comes with a series of proprietary blockchain and AI technologies; and
  • Risk Tech is powered by world-leading graph computing and risk detection algorithms.

“Together with our partners, we will build enduring local commitments to bring the world more small and beautiful changes,” said Yang Peng.