อีริคสัน แต่งตั้ง “แอนเดอร์ส เรียน” เป็นประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย คนใหม่

อีริคสัน แต่งตั้ง “แอนเดอร์ส เรียน” เป็นประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย คนใหม่

อีริคสันแต่งตั้ง “แอนเดอร์ส เรียน” เป็นประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย คนใหม่

อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) ประกาศแต่งตั้ง มร.แอนเดอร์ส เรียน ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย โดย มร.แอนเดอร์ส เข้ารับตำแหน่งต่อจาก มร.อิกอร์ มอเรล ที่จะไปรับตำแหน่งเป็น Head of Global Journey Transformation ที่ อีริคสัน กรุ๊ป

ก่อนเข้ารับบทบาทใหม่ในประเทศไทย มร.แอนเดอร์ส เคยดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานฝ่ายขายที่อีริคสัน ดูแลลูกค้า Indosat Ooredoo Hutchinson ผู้ให้บริการด้านการสื่อสารชั้นนำในประเทศอินโดนีเซีย โดย มร.แอนเดอร์ส และทีมงาน ช่วยทำให้ผู้ให้บริการด้านการสื่อสารสัญชาติอินโดนีเซียสามารถดำเนินโครงการรวมเครือข่าย Radio Access Network ได้สำเร็จก่อนกำหนด และเปิดตัวเครือข่าย 5ในเมืองจาการ์ตา โบกอร์ ทังเกอรัง และเบกาซี มร.แอนเดอร์ส ยังได้นำประสบการณ์ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมมากกว่า 23 ปี รวมถึงบทบาทของความเป็นผู้นำอาวุโสในตลาดต่าง ๆ มากมาย เช่น นอร์เวย์ บังคลาเทศ มาเลเซีย ไทย และอินโดนีเซีย มาขับเคลื่อนกับบทบาทใหม่

มร.นันซิโอ เมอร์ทิลโล หัวหน้าตลาดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โอเชียเนียและอินเดียของอีริคสันกล่าวว่า “ด้วยประสบการณ์ทำงานในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างกว้างขวางของ มร.แอนเดอร์ส จะสามารถช่วยสนับสนุนผู้ให้บริการไทยเพื่อเร่งกระบวนการนำ 5G มาใช้มากขึ้น พร้อมมอบประโยชน์จากการเชื่อมต่อได้อย่างเต็มที่ให้กับทั้งผู้บริโภคและองค์กรธุรกิจต่าง ๆ ผมต้องขอบคุณ มร.อิกอร์ มอเรล สำหรับการวางรากฐานอันแข็งแกร่งให้แก่อีริคสันในประเทศไทย ผ่านการร่วมมือกับลูกค้า อุตสาหกรรม และผู้เล่นรายอื่น ๆ ในระบบนิเวศของเรา”

ก่อนหน้าการทำงานกับอีริคสันอินโดนีเซีย มร.แอนเดอร์ส เคยประจำอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยเป็นผู้นำทีม dtac มามากกว่า ปี และยังร่วมทำงานกับ เทเลนอร์ เอเชีย เพื่อสร้างโอกาสใหม่ ๆ ทั่วทั้งภูมิภาค

ในโอกาสกลับมาประเทศไทยพร้อมบทบาทใหม่ในฐานะประธาน บริษัท อีริคสัน ประเทศไทย มร.แอนเดอร์ส เผยว่า “ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งกับบทบาทใหม่ในฐานะประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย ตลาดไทยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเป็นตลาดที่ผู้คนใช้เวลาบนออนไลน์เฉลี่ยต่อวันสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เราคาดว่าจะเห็นปริมาณการใช้ดาต้าเพิ่มขึ้นสองเท่าในอีกสองปีจากนี้ ผมจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมอีริคสัน ประเทศไทย และระบบนิเวศทั้งหมดในประเทศ เพื่อเร่งการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลของประเทศไทย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม และชาวไทย ประเทศไทยเป็นตลาดสำคัญของอีริคสัน และผมพร้อมเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับสถานะของเราในตลาดนี้”

สอดคล้องกับข้อมูลจาก มร.แอนเดอร์ส ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรก ๆ ที่นำเทคโนโลยี 5G มาใช้ในภูมิภาค และตลาดยังมอบโอกาสมหาศาลเพื่อขยายการใช้ 5G และช่วยผู้ให้บริการบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ มอบประสบการณ์และสร้างคุณค่าที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า

“อีริคสันดำเนินกิจการในประเทศไทยมายาวนาน เราจะใช้ศักยภาพจากรากฐานประสบการณ์และความเชี่ยวชาญอันแข็งแกร่งที่สร้างขึ้นในประเทศไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพื่อขยายธุรกิจของเราอย่างต่อเนื่องผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล ทีมงานที่มีความสามารถและเชี่ยวชาญที่สุด เพื่อนำเสนอโซลูชั่นชั้นนำและบริการที่เหมาะสมที่สุดและสามารถแข่งขันได้” มร.แอนเดอร์ส กล่าวเพิ่มเติม

จากการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเป็นเวลาถึง 117 ปี อีริคสันได้ร่วมมือกับผู้ให้บริการด้านการสื่อสารของไทยเพื่อให้บริการการเชื่อมต่อเครือข่ายเทคโนโลยีมือถือตั้งแต่ยุค 2G, 3G, 4G และ 5G ในปัจจุบัน แก่ผู้บริโภคและองค์กรธุรกิจต่าง ๆ ในประเทศไทย

ปัจจุบัน อีริคสันเปิดให้บริการเครือข่าย 5G ไปแล้ว 157 เครือข่ายใน 66 ประเทศทั่วโลก ซึ่งอีริคสันยังได้รับการยอมรับด้านความเป็นผู้นำ 5G จากรายงานของนักวิเคราะห์อิสระสำคัญ ๆ อาทิ Gartner 5G Magic Quadrant 2023 (เป็นผู้นำปีที่สามติดต่อกัน) และในรายงาน Frost Radar Global 5G Infrastructure นอกจากนี้อีริคสันยังครองอันดับหนึ่งในรายงานของ ABI Research ล่าสุด ที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนของผู้ให้บริการโทรคมนาคม

Siemens appoints Ross Conlon as new President & CEO for Thailand

ซีเมนส์แต่งตั้ง รอส คอนลอน เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ประจำประเทศไทย

Siemens appoints Ross Conlon as new President & CEO for Thailand

Siemens has announced the appointment of Ross Conlon as the new President and Chief Executive Officer of Siemens Limited. In addition, he also assumed the responsibilities of Head of Smart Infrastructure, effective 1 January 2024. This appointment follows the retirement of Suwannee Singluedej from the company.

In this role, Ross oversees the company’s businesses in Thailand, Myanmar, Cambodia, and Laos. 

With a distinguished career spanning over a decade with Siemens in the ASEAN region, Ross has held various key positions in Smart Infrastructure businesses focusing on building automation. He has strong background in system design, sales and business management, including sales funnel development, partner relationship management, and business strategy development. His leadership has been instrumental in driving robust growth for Siemens’ business in the region.

In his new role, Ross brings a wealth of experience and a strong focus on leading with sustainable innovation to rigorously drive future businesses for Siemens in Thailand at all levels across the areas of electrification, automation and digitalization for industries and infrastructures. He will also continue providing his full support to customers, partners, and stakeholders, in achieving sustainability goals in this digital transformation era.

Ross holds a Master of Science (MSc) from the University of Limerick and a Bachelor of Business Studies (BBS) from Limerick IT in Ireland. He is based in Bangkok, Thailand.

ซีเมนส์แต่งตั้ง รอส คอนลอน เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ประจำประเทศไทย

ซีเมนส์แต่งตั้ง รอส คอนลอน เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ประจำประเทศไทย

ซีเมนส์แต่งตั้ง รอส คอนลอน เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ประจำประเทศไทย

ซีเมนส์ประกาศแต่งตั้ง รอส คอนลอน เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ของซีเมนส์ ประเทศไทย นอกจากนั้นเขายังรับตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ (Smart Infrastructure) อีกด้วย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 การแต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่นี้เกิดหลังจากการเกษียณอายุของคุณสุวรรณี สิงห์ฤาเดช

ในตำแหน่งใหม่นี้ รอสมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบธุรกิจของบริษัทฯ ในประเทศไทย เมียนมาร์ กัมพูชา และลาว

ด้วยบทบาทการทำงานที่โดดเด่นกับซีเมนส์ในภูมิภาคอาเซียนมานานกว่าทศวรรษ รอสได้ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่งในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ โดยเฉพาะระบบอัตโนมัติภายในอาคาร เขามีประสบการณ์ระดับภูมิภาคในด้านการจัดการธุรกิจ การขาย และยังมีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบระบบ พัฒนากลยุทธ์ทางธุรกิจและการบริหารความสัมพันธ์กับคู่ค้า ธุรกิจภายใต้การนำของรอสเป็นส่วนสำคัญในการเติบโตของธุรกิจของซีเมนส์ในภูมิภาค

ในบทบาทหน้าที่ใหม่ของเขา รอสนำประสบการณ์จากการบริหารที่มุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมด้านความยั่งยืนมาขับเคลื่อนธุรกิจของซีเมนส์ในประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมถึง การจัดการโครงข่ายไฟฟ้า ระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน โดยเขาพร้อมที่จะสนับสนุนลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนในยุคการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลนี้

รอสสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านวิทยาศาสตร์ (MSc) จากมหาวิทยาลัยลิเมอริค (University of Limerick) และปริญญาตรีธุรกิจศึกษา (BBS) จากลิเมอริค ไอที ประเทศไอร์แลนด์ ปัจจุบันเขาพำนักอยู่ในกรุงเทพฯ

Three steps to adaptive leadership in the age of technology

สามขั้นตอนสู่ความเป็น Adaptive Leadership ในยุคเทคโนโลยี

Three steps to adaptive leadership in the age of technology

Article by Marjet Andriesse, Senior Vice President and General Manager, Red Hat APAC
Article by Marjet Andriesse, Senior Vice President and General Manager, Red Hat APAC

Today organizations are finding themselves intricately woven into the fabric of technological advancements and are compelled to adopt new technologies to remain competitive. From using IoT technology in manufacturing and facility management to small retail or food and beverage businesses relying on contactless payment solutions, technology is shaping how enterprises operate and compete. While we see more and more organizations investing in technology and generative AI, most enterprises are rushing into it without having established how beneficial these investments can truly be to their organizations – simply to avoid the risk of being left behind.

Characterized by unparalleled economic growth and cultural diversity, the Asia-Pacific (APAC) region presents a tapestry of opportunities. But, it also comes with a diverse range of risks. According to the Anatomy of Adaptive Leaders report developed by Economist Impact, business leaders surveyed shared that shortages in skilled labor (77%), supply chain disruptions (76%), cybersecurity attacks (69%), and increasingly fragmented regulations (69%) are some of the top challenges faced in the region. Talent shortages are particularly acute in countries like Japan (87%), Australia (84%), and South Korea (81%) and in sectors like wholesale, natural resources, and services. Business leaders in APAC are expected to navigate a multi-faceted landscape that requires a refined understanding of the risk factors at play.

Whether you are the boss of a small business or at the helm of a large multinational corporation, the ability to adapt and thrive is critical to running a successful business and remaining competitive in an ever-evolving marketplace. 

Digital transformation is more than just digital transformation

Everyone has been talking about digital transformation, but it isn’t just about digitalization or automation. It is about using these methodologies to transform business processes, culture, and customer experiences. To achieve this, business leaders need to agree to and support cultivating a digital-ready organization.

Leaders must remain open-minded about novel technologies and be willing to try them. This includes emerging or newer technologies like cloud computing, Web3, quantum computing, and generative AI. While business leaders cannot acquire expertise in every technological innovation or product, those who can successfully leverage emerging technologies will improve the efficiency of company resources used and reduce costs incurred. Non-tech-savvy executives can continue to drive innovation in their organizations with one important trait – being adaptive.

Here are three steps to being an adaptive leader:

#1 Encourage a digital-ready culture

Fostering an adaptive leadership style in the age of technology first begins with cultivating a digital-ready culture within the organization. This goes beyond introducing cutting-edge technology and digital tools but instilling both confidence and proficiency among employees to use these tools. When it comes to introducing new processes and practices like digital integration, leaders play a pivotal role in ensuring seamless change to daily operations. It is empirical for leaders to lead by example, such as actively learning about new technologies and how these can benefit the organization. By promoting a culture of being adaptive and embracing technological advancements, leaders empower their teams to stay ahead of the curve, enhancing overall organizational agility.

#2 Assess what needs modernizing based on business objectives 

The next step involves evaluating the enterprise’s IT infrastructure and identifying what requires modernization. Compared to mere technological updates, this involves a strategic alignment between IT infrastructure and business objectives. Adaptive leaders have to work closely with IT departments to leverage their expertise to deploy the most suitable platforms and technologies, in order to tap into these resources to address the evolving needs of the business. By doing so, leaders fortify the organization’s technological foundation, positioning it for sustained success in the rapidly changing business landscape.

#3 Collaborate and adopt an open style of work

Embracing an adaptive leadership style also includes adopting an open style of work. This is characterized by agility and collaboration. By adopting an agile mindset, leaders can encourage teams to respond swiftly to the varying market conditions.

Collaboration between teams is also key. For example, the IT department may usually be perceived to work in silos from other functions of the business, but these talents bring a niche set of skills and expertise to the table that can help improve current work processes and alleviate pain points. For example, reducing time spent on repetitive tasks via automating workflows and upgrading traditional infrastructure to accommodate rapid changes in industries like banking. It is critical to foster collaboration across the organization to cultivate an open and inclusive work culture. By allowing ideas to be shared freely, leaders will be able to steer the organization towards greater innovation.

The answer to navigating business complexities in APAC

APAC is a culturally diverse region where many of the countries are experiencing different economic headwinds. As reported by Economist Impact, Australia is experiencing a period of an  economic lull that is aggravated by an aging workforce; while Taiwan’s reliance on exports is compromising its near-term prospects for economic recovery amid a slow global demand. Although most would like to invest in innovation and new technologies to navigate the challenging environment, enterprises are faced with the need to be frugal.

While organizations may instinctively try to lower the risk of these headwinds by cutting back technological investments or initiatives that drive innovation, it is these ongoing complexities and headwinds that have brought the role of business leaders into sharp focus as they steer their business and deliver value and innovation despite reduced resources. APAC companies have found increased competitiveness, productivity, and efficiency in adopting technologies like cloud computing and generative AI

To enhance organizational resilience, leveraging technology such as open source has shown to be imperative to becoming future-ready. Singaporean companies have made robust progress in embracing technology-driven new ways of working as 72% of these companies advanced in adopting open source principles and technologies – the highest adoption rate in the region. Open source sets the foundation for many of these emerging technologies, increasing competitiveness, productivity, and efficiency of enterprises with these solutions and it takes a forward-thinking and adaptive leader to recognize that.

สามขั้นตอนสู่ความเป็น Adaptive Leadership ในยุคเทคโนโลยี

สามขั้นตอนสู่ความเป็น Adaptive Leadership ในยุคเทคโนโลยี

สามขั้นตอนสู่ความเป็น Adaptive Leadership ในยุคเทคโนโลยี

มาร์เจ็ต แอนดรีซ, รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป, เร้ดแฮท เอเชียแปซิฟิก
บทความโดย มาร์เจ็ต แอนดรีซ, รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป, เร้ดแฮท เอเชียแปซิฟิก

องค์กรต่าง ๆ ในปัจจุบันถูกดึงเข้าไปพัวพันกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างเหนียวแน่น และจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อคงความสามารถทางการแข่งขันให้ได้ เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการกำหนดรูปแบบการดำเนินงานและความสามารถทางการแข่งขันของทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยี IoT ในภาคการผลิต ไปจนถึงร้านค้าปลีกเล็ก ๆ หรือธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่มที่พึ่งพาโซลูชันการชำระเงินแบบไร้สัมผัส องค์กรต่างลงทุนด้านเทคโนโลยีและ generative AI มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะไม่ต้องการที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่องค์กรส่วนใหญ่เร่งรีบเกินไปจนไม่ได้พิจารณาว่าองค์กรจะได้ประโยชน์อย่างแท้จริงเพียงใด

การเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ส่งให้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดดเด่นและนำมาซึ่งโอกาสต่าง ๆ มากมาย ในขณะเดียวกันก็นำมาซึ่งความเสี่ยงในวงกว้างเช่นกัน ข้อมูลจากรายงาน Anatomy of Adaptive Leaders ที่จัดทำโดย Economist Impact ที่เป็นการสำรวจความเห็นของผู้นำองค์กรพบว่า การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ (77%), การหยุดชะงักด้านซัพพลายเชน (76%), การโจมตีทางไซเบอร์ (69%) และการเพิ่มขึ้นของกฎระเบียบที่กระจัดกระจาย (69%) เป็นส่วนหนึ่งของความท้าทายที่ทุกภาคส่วนในภูมิภาคนี้เผชิญ การขาดแคลนผู้มีความสามารถเป็นปัญหาที่หนักโดยเฉพาะในประเทศต่าง ๆ เช่น ญี่ปุ่น (87%) ออสเตรเลีย (84%) และเกาหลีใต้ (81%) รวมถึงภาคส่วนต่าง ๆ เช่น ธุรกิจขายส่ง แหล่งทรัพยากรธรรมชาติ และธุรกิจบริการต่าง ๆ  ทำให้ผู้นำทางธุรกิจในภูมิภาคนี้ต่างคาดหวังที่จะสำรวจสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวกับการทำธุรกิจในหลายแง่มุม ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจที่ลึกซึ้งถึงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น 

ความสามารถในการปรับตัวและการเจริญเติบโตของธุรกิจเป็นเรื่องสำคัญต่อผู้นำองค์กร ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กหรือผู้บริหารบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เพื่อให้ดำเนินธุรกิจอย่างประสบความสำเร็จและแข่งขันในตลาดที่มีความเคลื่อนไหวตลอดเวลาได้

การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ที่มากกว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลไม่ได้เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลหรือระบบอัตโนมัตเท่านั้น แต่เกี่ยวกับการนำวิธีการเหล่านี้ไปใช้เปลี่ยนแปลงกระบวนการทางธุรกิจ วัฒนธรรม และประสบการณ์ลูกค้า ซึ่งหากต้องการบรรลุเป้าหมายนี้ ผู้นำธุรกิจต้องเห็นด้วยและสนับสนุนการพัฒนาองค์กรที่พร้อมใช้ดิจิทัล

ผู้นำต้องมีใจเปิดกว้างและเต็มใจทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีเกิดใหม่หรือใหม่กว่า เช่น คลาวด์คอมพิวติ้ง, Web3, ควอนตัมคอมพิวติ้ง และ generative AI แม้ว่าจะไม่สามารถเรียนรู้และเชี่ยวชาญในนวัตกรรมหรือผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีได้ทุกอย่าง แต่ผู้นำที่ประสบความสำเร็จในการประโยชน์จากเทคโนโลยีเกิดใหม่ต่าง ๆ จะเพิ่มประสิทธิภาพให้แหล่งทรัพยากรของบริษัทและลดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ส่วนผู้นำที่ไม่เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีมากนักก็สามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมในองค์กรอย่างต่อเนื่องได้ด้วยคุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งคือ ความสามารถในการปรับตัว

สามขั้นตอนสู่การเป็นผู้นำที่สามารถปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง (adaptive leader)

#1 ส่งเสริมวัฒนธรรมที่พร้อมใช้ดิจิทัล

ลักษณะของการเป็นผู้นำที่สามารถปรับตัวและนำพาองค์กรสู่การเปลี่ยนแปลงได้ (adaptive leader) ในยุคที่เทคโนโลยีมาเป็นอันดับแรก ต้องเริ่มจากการปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมใช้ดิจิทัล ซึ่งเป็นมากกว่าการแนะนำการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยไปใช้กับการทำงานในแต่ละวันเท่านั้น แต่เป็นเรื่องความรู้เชิงประสบการณ์ที่ผู้นำทางเทคโนโลยีและเครื่องมือทางดิจิทัลต่าง ๆ จะต้องปลูกฝังทั้งความมั่นใจและความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือเหล่านี้ให้กับพนักงานทุกคน การแนะนำกระบวนการและแนวปฏิบัติใหม่ ๆ เช่น การบูรณาการทางดิจิทัลนั้น ผู้นำมีบทบาทสำคัญในการทำนำเป็นตัวอย่าง เช่น กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ และระบุได้ว่าองค์กรจะได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างไรบ้าง การส่งเสริมวัฒนธรรมการปรับตัวและการยินดีรับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะช่วยให้ผู้นำสามารถเสริมพลังให้ทีมของตนได้ก้าวหน้าอยู่เสมอ และเพิ่มความคล่องตัวให้กับองค์กรในภาพรวม

#2 ประเมินสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ในการปรับปรุงองค์กรให้ทันสมัยตามวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ

ขั้นตอนต่อไปคือการประเมินโครงสร้างพื้นฐานไอทีขององค์กร และระบุว่ามีสิ่งใดที่ต้องปรับปรุงให้ทันสมัย เรื่องนี้เกี่ยวกับการปรับกลยุทธ์โครงสร้างพื้นฐานไอทีและวัตถุประสงค์ทางธุรกิจให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน adaptive leaders ต้องทำงานใกล้ชิดกับแผนกไอทีเพื่อใช้ความเชี่ยวชาญของพวกเขาให้เป็นประโยชน์ในการเลือกใช้แพลตฟอร์มและเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุด และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้จัดการกับความต้องการทางธุรกิจ ซึ่งจะช่วยให้ผู้นำองค์กรสามารถเสริมสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีขององค์กรได้ และทำให้องค์กรประสบความสำเร็จที่ยั่งยืนในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

#3 ทำงานร่วมกันและใช้สไตล์การทำงานแบบเปิด

Adaptive leadership จะใช้สไตล์การทำงานแบบเปิดซึ่งมีลักษณะคล่องตัวและมีการทำงานร่วมกัน การใช้กรอบความคิดที่คล่องตัวว่องไว ช่วยให้ผู้นำสามารถกระตุ้นทีมงานให้ตอบสนองต่อสถานการณ์ตลาดที่แตกต่างกันได้อย่างรวดเร็ว

การทำงานร่วมกันของทีมเป็นสิ่งสำคัญ เช่น แผนกไอทีที่มักถูกมองว่าทำงานแยกส่วนจากแผนกอื่น แต่พนักงานที่มีความสามารถของแผนกนี้เป็นผู้นำทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมาให้ทุกคนได้ใช้ ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานในปัจจุบันและบรรเทาปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ เช่น การลดการใช้เวลาในงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ ด้วยการใช้เวิร์กโฟลว์อัตโนมัติ และการอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่นภาคการเงิน การส่งเสริมทำงานร่วมกันทั่วทั้งองค์กรเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อปลูกฝังวัฒนธรรมการทำงานที่ครอบคลุม นอกจากนี้การอนุญาตให้แชร์ไอเดียได้อย่างอิสระจะช่วยให้ผู้นำสามารถนำองค์กรสู่นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่มากขึ้นได้

คำตอบต่อการค้นหาเส้นทางความซับซ้อนทางธุรกิจในเอเชียแปซิฟิก

เอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ประเทศจำนวนมากในภูมิภาคนี้กำลังเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน เช่น Economist Impact รายงานว่า ออสเตรเลียกำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งความซบเซาทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้นเนื่องจากความท้าทายด้านแรงงานสูงวัย การพึ่งพาการส่งออกของไต้หวันกำลังส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจระยะสั้นท่ามกลางอุปสงค์ของโลกที่ชะลอตัว ทั้งนี้องค์กรต่างเผชิญกับความจำเป็นที่ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด แม้ว่าส่วนใหญ่ต้องการลงทุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมที่ท้าทายก็ตาม การที่องค์กรต่าง ๆ อาจพยายามลดความเสี่ยงจากแรงต้านเหล่านี้ด้วยการตัดการลงทุนทางเทคโนโลยีหรือโครงการต่าง ๆ ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรม ความซับซ้อนและอุปสรรคเหล่านี้ทำให้บทบาทของผู้นำทางธุรกิจอยู่ในความสนใจมากว่าจะสามารถนำธุรกิจ สร้างคุณค่าและนวัตกรรมให้กับองค์กรตนได้อย่างไรด้วยทรัพยากรที่ลดลง บริษัทต่าง ๆ ในเอเชียแปซิฟิกพบว่ามีความสามารถทางการแข่งขันเพิ่มขึ้น มีผลผลิตและประสิทธิภาพในการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น คลาวด์คอมพิวติ้งและ generative AI เพิ่มขึ้น

การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเช่นโอเพ่นซอร์สเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้องค์กรเตรียมพร้อมรับอนาคต และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับองค์กร บริษัทในประเทศสิงคโปร์มีความก้าวหน้าในการนำเทคโนโลยีไปขับเคลื่อนแนวทางการทำงานแบบใหม่อย่างมาก โดย 72% ของบริษัทเหล่านี้ใช้หลักการและเทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สล้ำหน้าอย่างมาก และเป็นอัตราการใช้ที่สูงที่สุดในภูมิภาค โอเพ่นซอร์สวางพื้นฐานให้กับเทคโนโลยีเกิดใหม่จำนวนมาก เพิ่มความสามารถทางการแข่งขัน เพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพให้กับองค์กรต่าง ๆ และ adaptive leader ตระหนักถึงความมีประสิทธิภาพของโซลูชันและความคิดก้าวหน้าของโอเพ่นซอร์ส